วันเสาร์ ที่ 15 กันยายน 2550
ปาฐกถาเรื่อง ประเทศไทยกับทศวรรษสากลชนเผ่าพื้นเมืองโลก'
Posted by
YPD
,
ผู้อ่าน : 294
, 17:14:00 น.
พิมพ์หน้านี้
|
สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ปาฐกถาเรื่อง ประเทศไทยกับทศวรรษสากลชนเผ่าพื้นเมืองโลก' ขอคารวะพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย และท่านผู้มีเกียรติ ทุกท่าน
วันที่ 28 สิงหาคม 2550 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ณ ที่วัดและค่ายอพยพอย่างน้อยสามแห่งของอำเภอแม่สอด อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ชนชาติกลุ่มน้อยกว่าหมื่นคน ได้ร่วมกันจัดงานสืบสานฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีผูกข้อมือชาวกะเหรี่ยงครั้งที่ 16 ในงานดังกล่าว มีการผูกข้อมืออวยพรแก่กัน จัดเลี้ยงอาหาร คารวะผู้อาวุโส พร้อมทั้งอ่านคำประกาศและการปลุกระดม ให้ชาวกะเหรี่ยงรักประเทศชาติ รักชนเผ่าของตนเองและต่อสู้มิให้ถูกกดขี่จากใคร
หนังสือพิมพ์มติชนรายวันฉบับวันที่ 30 สิงหาคม 2550 พาดหัวข่าวว่า 'กะเหรี่ยงนับหมื่น ร่วมผูกข้อมือปลุกใจรักชนเผ่าให้รอดกดขี่'
ประเพณีนอกบ้านเกิดเมืองนอนของชนชาติที่ไร้แผนที่และความข้อที่ว่า 'ให้รอดจากการกดขี่' ผมรู้สึกสะเทือนใจมากถึงชะตากรรมอันโหดร้ายของมนุษยชาติเผ่าพันธุ์เดียวกับบรรพบุรุษของพวกเราในอดีตกาลอันไกลโพ้น
พวกเขาเหล่านั้น รวมทั้งชนเผ่าพื้นเมืองทั่วโลกต่างประสบชะตากรรมอันเดียวกัน คือ การทำลายล้างเผ่าพันธุ์ การขับไสไล่ส่ง การกดขี่ การกำหนดเส้นแบ่งแห่งอำนาจ 'รัฐชาติ' (nation state) นโยบายของชนชั้นผู้ปกครองที่ครองอำนาจรัฐ และการจัดการแบ่งแยกของจักรวรรดินิยม
พี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองทั้งหลาย โปรดอ่านข้อความแห่งความปวดร้าว ดังต่อไปนี้ 'พี่น้อง จงฟังในสิ่งที่เราพูด บรรพบุรุษของเราเคยเป็นเจ้าของดินแดนยิ่งใหญ่แห่งนี้ ซึ่งแผ่ขยายจากที่ซึ่งดวงตะวันฉายแสงไปจนถึงที่ซึ่งดวงตะวันลับฟ้า (เรด แจ๊คเก็ต หัวหน้าเผ่าเซเนก้า)
ข้าขอถามท่านว่า เราทำความผิดอะไรหรือ เราจึงหนีจากประเทศของเราไป ข้าจะบอกท่านเราไม่มีแผ่นดินจะไป เราจึงต้องอพยพมาอยู่ที่นี่ ณ ชายแดนแห่งนี้ ข้าได้เรียนรู้ครั้งแรกที่จะมีชีวิตอย่างมนุษย์ (ซิตติ้งบูลล์ เขตสงวนในอเมริกา)
ปล่อยให้ข้าเป็นอิสระเถิด มีเสรีภาพที่จะเดินทางที่จะหยุดตั้งถิ่นฐานและทำงาน เสรีภาพที่จะค้าขายในสิ่งที่ข้าเลือก เสรีภาพที่จะเลือกครู เลือกนับถือศาสนาตามบรรพบุรุษ มีเสรีภาพที่จะคิด พูดและกระทำด้วยตัวเอง (หัวหน้าโจเซฟแห่งเผ่าเน็ซเพอร์ซ) |
นี่คือ สงครามอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อพิทักษ์ชนชาติ และแผ่นดินของชาวอินเดียนกว่า 300 เผ่าในอเมริกาหลังจากคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสจากสเปนได้เดินทางมาค้นพบ
จากนั้น ชาวสเปนก็หลั่งไหลเข้ายึดครองเพื่อค้นหาทองคำและอัญมณีต่าง ๆ พวกเขาปล้นข่มขืน ฆ่าเผ่าหมู่บ้านของชนเผ่าพื้นเมือง ผู้หญิงและเด็ก ๆ ถูกจับขึ้นเรือส่งไปเป็นทาสในสเปน ชนเผ่าพื้นเมืองอินเดียน ผู้กล้า หลายแสนคนต้องล้มตาย เพราะรวมตัวลุกขึ้นสู้กับทหารสเปนที่มีอาวุธปืนทันสมัยกว่า
ไม่มีใครบันทึกความตายไว้หรือตอบได้เลยว่า พวกเขาชนเผ่าพื้นเมือง กลุ่มนี้ล้มหายตายไปกี่แสนคน
ต่อมาชาวอังกฤษ ชาวดัตช์ (ฮอลันดา) ได้หลั่งไหลเข้ามาระลอกใหญ่ ทำสงครามรุกราน แย่งชิงพื้นที่ ข่มขืนบำเรอกาม และจับตัวมาเป็นทาส
เฉพาะในนิวอิงแลนด์คนขาวได้ฆ่านักรบอินเดียน 2 หมื่นกว่าศพ ศพของเด็กและผู้หญิงถูกสับออกเป็นท่อนเป็นชิ้น ๆ หมู่บ้านถูกเผ่าราบเป็นหน้ากลอง หัวหน้าเผ่าถูกตัดหัวเสียบประจานเป็นเวลา 20 ปี
ที่เทือกเขาอัลปาลิเชี่ยน ซึ่งเป็นดินแดนของชนเผ่าพื้นเมืองเชโรกี ในฤดูหนาวอันยาวนานถึง 5 เดือน รัฐบาลสหรัฐฯได้ละเมิดสัญญาบีบบังคับขับไล่ชนเผ่านี้ อพยพออกไปอยู่ในดินแดนที่ห่างไกลออกไป (รัฐโอกลาโฮมา ปัจจุบัน) ทำให้พวกเขาต้องล้มตายกว่า 1 พันศพ การถูกขับไล่ไสส่ง ความหิวโหย ความหนาวเหน็บ และความตายไม่เพียงจะประจานรัฐบาลจักรวรรดินิยมเท่านั้น
แต่โศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้กลายเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดและไหลพราก ภาพที่ถูกบันทึกไว้ในความโหดเหี้ยมเหล่านี้ต่อมาได้ถูกขนานนามว่า 'เส้นทางแห่งน้ำตา'
ที่ออสเตรเลีย เราทราบเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ดีว่าชนเผ่าอะบอริจินส์เป็นเจ้าของแผ่นดินและอาศัยมาก่อนที่คนขาวจะบุกเข้าไปยึดครองเป็นเวลากว่า 6 หมื่นปีจากการสู้รบในสงครามย่อยยาวนานเพื่อพิทักษ์แผ่นดินแม่และเผ่าพันธุ์ตนเอง ท้ายที่สุดในวันนี้พวกเขาเหลือเพียงไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองออสเตรเลีย 20 ล้านคน กลายเป็น 'สวนสัตว์พันธุ์พื้นเมือง' พวกเขาหายไปไหน เผ่าพันธุ์เขาขยายตัวไม่ได้จริงหรือ?
ในเปรู ณ เมืองบคุสโซ ในศตวรรษที่ 15-16 ชนเผ่าพื้นเมืองอินคาได้สู้รบกับพวกสเปนแม้พวกเขาจะมีการตั้งผู้ปกครองหัวหน้าเผ่าชื่อมานโค คาแปค ก็ทำอะไรคนขาวได้ไม่มาก ในสมัยมานโคที่ 2 ชนเผ่าพื้นเมืองได้รวมตัวกันอีกครั้งเพื่อก่อสงครามเบ็ดเสร็จขับไล่พวกสเปนออกจากภูเขาอันเป็นที่มั่น ชนเผ่าพื้นเมืองถูกสังหารล้มตายราวใบไม่ร่วง มานโคหัวหน้าเผ่าถูกฆ่าตายในที่รบ
ประเทศอูกันดา ประวัติศาสตร์ถูกบันทึกไว้ว่า อิดี อามิน จอมเผด็จการจากชนเผ่าแค็กวา ได้สังหารนายทหารระดับสูงและชนเผ่าพื้นเมืองตรงข้ามชนชาติตนคือ แลนจีกับอาโชลีไปจำนวนราว 3 แสนคน เขาได้กลายเป็นฆาตกรแห่งประวัติศาสตร์
การสู้รบในสงคราม ความอ่อนล้าและการเปลี่ยนรากฐานทางอุดมการณ์ตามกาลเวลาแห่งประวัติศาสตร์ทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองเกือบทั่วโลก (ยกเว้นมุสลิม) ต่างตกในสภาพที่ว่า 'ณ ที่ดวงตะวันฉายแสง ข้าจะไม่สู้รบอีกต่อไป'
บันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่า 'อินเดียนที่ดี คือ อินเดียนที่ตายแล้ว' 'อะบอริจินส์ที่ดี' 'อินคาที่ดี' 'แลนจีกับอาโชลีที่ดี' 'กะเหรี่ยง ลั๊วะและอื่น ๆ...ที่ดี' พวกเขาล้วนตายไปในสงครามศักดิ์สิทธิ์ เพื่อพิทักษ์แผ่นดินและเผ่าพันธุ์แล้วทั้งสิ้น
ที่ยกมาแสดงนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งแห่งการกดขี่และชะตากรรมของมนุษยชาติที่องค์การสหประชาชาติและวงวิชาการกำหนดเรียกว่า 'ชนเผ่าพื้นเมือง' (Indigenous People)
ในด้านการสู้รบ เพื่อสังคมพหุวัฒนธรรม ตัวอย่างที่ดีคือประเทศขนาดเล็กประชากรราว 4 ล้านคน นิวซีแลนด์ แรกทีเดียวชนเผ่าเมารี (15 เปอร์เซ็นต์) ต้องสู้รบกันคนขาวในยุคล่าอาณานิคมของสมัยจักรวรรดิตะวันตกอังกฤษ แต่ต่อมาได้มีการลงนามในสนธิสัญญาไวตังกิ (Waitangi) ในสัญญานี้อังกฤษยอมรับในสิทธิในดินแดนของเมารีเช่นหินเขียว (หยก) ทุกก้อนเป็นของเมารี ป่าไม้เป็นของเมารี สัตว์น้ำในมหาสมุทรเป็นของเมารี และดินแดนต่าง ๆ ที่อังกฤษจะได้จากเมารี ก็ต้องเกิดจากการซื้อขาย ตกลงแลกเปลี่ยนและมากกว่านั้นในปัจจุบันทางการเมืองนิวซีแลนด์ยังได้จัดสรรที่นั่งในรัฐสภาให้กับชนเผ่าเมารี 7 ที่นั่ง
ในประเทศไทย จากรากฐานทางประวัติศาสตร์ชนชาติแล้ว เราสามารถสรุปโดยสิ้นข้อสงสัยได้เลยว่าชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศมากกว่า 16 ชนเผ่า ล้วนไม่มีที่ยืนในกฎหมาย ไร้พื้นแผ่นดินถาวร และไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้ง ๆ ที่ชนเผ่าเหล่านี้คือบรรพชนของเรา
สังคมของเราจะเป็น 'สังคมอกตัญญู' ต่อบรรพชนได้หรือ?
ข้อยืนยันทางประวัติศาสตร์ เอกสารวิชาการหลายฉบับอาทิ ประวัติของแผ่นดินไทย (อาทร จันทวิมล) ชาติพันธุ์สุวรรณภูมิ และคนไทยมาจากไหน (สุจิตต์ วงษ์เทศ) พระมหากษัตริย์ไทยกับปัตตานี กลันตัน ไทรบุรีและตรังกานู (ทัศนา ทัศนมิตร) และเสียม-สยาม-ไต-ไทย-ศาสน์-กษัตริย์ (เฉก ธนะสิริ) ล้วนไขความตรงกันว่า ชนชาติไทยนั้นมีบรรพบุรุษต้นกำเนิดมาจากชนชาติ 'ไต' ซึ่งอพยพเป็นหมื่น ๆ ปีล่องตามแม่น้ำโขงและสาละวิน จากธิเบตมาถึงจีนตอนเหนือ ญวนตอนใต้ และบางส่วนในรัฐอัสสัม (ไทอาหม) ชนชาติไตที่อพยพสู่ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์คือ 'สุวรรณภูมิ' (แผ่นดินทอง) มาจากคำภาษาจีนเรียกว่า 'เสียมก๊ก' (ปรากฏในศิลาจารึกในปราสาทนครวัด) ดังนั้น 'ชาติไทย' จึงประกอบไปด้วยชนชาติผสมผสานกันหลายชาติพันธุ์
เพื่อพิสูจน์เรื่องนี้ เราจำเป็นต้องยืนยันด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์
ในปลายสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใน รศ. 129 พระองค์ทรงโปรดให้สำรวจประชากร ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า 'พลเมือง' ของประเทศสยามจาก 17 มณฑล
ผลการสำรวจ ระบุว่า พลเมืองสยามประกอบด้วย ไทย จีน แขกมลายู แขกฮินดู แขกกลิง มอญ เขมร ญวน กะเหรี่ยง เงี้ยว ตองซู้ พม่า ญี่ปุ่น เตอรกี ฝรั่ง เป็นต้น
ใครยังสงสัยอยู่ ขอได้โปรดอ่านใน 'เทศาภิบาล.ฉบับพิเศษ' เดือนมกราคม ร.ศ.130 (พ.ศ.2455) ดูได้
เมื่อรัฐชาติกำเนิดโดยการปฏิรูปอย่างถ้วนทั่วในสมัยรัชกาลที่ 5 ชนเผ่าพื้นเมืองเริ่มถูกอำนาจรัฐส่วนกลางทำการปกครองและกดขี่ แต่พวกเขาก็มีพลังไม่เพียงพอที่จะต่อกรได้
จนกระทั่งการประกาศจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.) ชนเผ่าพื้นเมืองในสายตาของพรรคปฏิวัติ ใช้ชื่อว่า 'ชนชาติส่วนน้อย' ก็มีความสำคัญขึ้นทันที ก่อนการประชุมสมัชชา 1 พรรคได้ประกาศนโยบายเฉพาะหน้า 10 ข้อ ที่เรียกว่า 'กระพือเปลวเพลิงปฏิวัติประชาชาติสยาม'
'ข้อ 8. ชนชาติทุกชนชาติเสมอกัน คัดค้านนโยบายกดขี่ทำร้ายทางชนชาติ ทุกชนชาติมีสิทธิในการดำเนินการศึกษา วัฒนธรรมและลักษณะของชนชาติตน'
จากนั้น เรื่องชนชาติส่วนน้อยได้กลายเป็นหัวข้อใหญ่นโยบายหลัก พ.ค.ท. ซึ่งผ่านการประชุมของคณะ กรรมการดำเนินงาน ในรายงานต่อที่ประชุมทั่วประเทศของ พ.ค.ท. เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2485 และแถลงการณ์ของพรรคอีกสองฉบับ (วันที่ 8 ธันวาคม 2458 และ 20 มกราคม 2491) ระบุว่า
'ยุติการกดขี่ทำร้ายต่อชนชาติที่เล็กและอ่อนแอ ทุกชนชาติล้วนมีสิทธิเสมอภาคในการศึกษาและนับถือศาสนา...ชนชาติส่วนน้อย (Minority) ต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบของประเทศไทยย่อมได้รับความเสมอภาคในการปกครองตนเอง โดยคงไว้ซึ่งความเป็นเอกภาพอันหนึ่งอันเดียวกัน'
คำที่ปรากฏในนโยบาย และแถลงการณ์ของพรรคปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ในอดีตคือ ยุติการกดขี่ชนชาติส่วนน้อย ชนชาติส่วนน้อยเป็นองค์ประกอบของประเทศ และการปกครองตนเองของชนชาติส่วนน้อย 'องค์ประกอบของประเทศ' ย่อมไม่ใช่ คนไร้รัฐ คนไร้แผ่นดิน คนพลัดถิ่น คนเข้าเมืองผิดกฎหมายอย่างแน่นอน
ในสงครามประชาชนของ พ.ค.ท. รัฐไทยขณะนั้นจำต้องแสร้งว่าเห็นความสำคัญของชนชาติส่วนน้อยเพื่อการแย่งชิงประชาชน
ในปี 2502 (หลังจัดตั้ง พ.ค.ท. มา 17 ปี) รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการสงเคราะห์ชาวเขา เพื่อควบคุมดูแลนโยบายระดับชาติเกี่ยวกับชาวเขา
อีก 10 ปีต่อมาได้ประกาศ 'โครงการหลวงพัฒนาชาวเขา' ในปี 2512 เพื่อภาระหน้าที่สามอย่าง คือ ให้ชาวไทยภูเขาได้ตั้งถิ่นฐานถาวร ปลูกพืชเมืองหนาว (เลิกปลูกฝิ่น) และอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำลำธาร
จากปี 2502-ปัจจุบัน แม้จะมีทั้งหน่วยราชการ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านชนเผ่าพื้นเมือง มูลนิธิเชิงสงเคราะห์มากมายทั้งในประเทศและสากล รวมทั้งงานวิชาการงานวิจัยจำนวนท่วมประเทศ แต่ทว่าชนเผ่าพื้นเมืองก็ยังประสบชะตากรรมอันยากลำบาก ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่มีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ตามปรัชญาสากล และกฎหมายสูงสุด
ที่น่าเศร้าก็คือ แม้จะสืบทอดเผ่าพันธุ์มาช้านานนับพันนับหมื่นปี พวกเขามิใช่เจ้าของแผ่นดินอีกต่อไป แค่สิทธิชุมชนก็ยังหามีไม่ แล้วจะเอาอะไรได้อีก ชนเผ่าส่วนน้อยมีแต่คำร้องขอในฐานะ 'เสียงของคนไร้สิทธิ์'
คำร้องขอหนักแน่นของพวกเขาคือ สิทธิพลเมืองแห่งรัฐ หากไม่มีสิ่งนี้แล้วสิทธิ เสรีภาพและหน้าที่อื่นจะไม่สามารถตามมาได้ เช่น สิทธิในจารีตประเพณี สิทธิการปกป้องและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ดิน สัตว์ พืช ความหลากหลายชีวภาพ แร่ธาตุ ผืนน้ำ ฯลฯ ซึ่งสิทธิเหล่านี้รัฐไม่ต้องลงทุนลงรอนอะไรเลย
นี่ยังไม่พูดถึงสิทธิที่รัฐจัดให้ ทั้งสิทธิด้านการศึกษา อนามัย ที่อยู่อาศัยและสวัสดิการสังคมด้านต่าง ๆ
ในวงวิชาการและการปฏิบัติงานในพื้นที่ของเอ็นจีโอต่างยอมรับว่า ข้อเรียกร้องเบื้องต้นในระดับประเทศที่รัฐสภาและคณะรัฐมนตรีสามารถทำได้ต่อไปนี้คือ การปรับปรุงกฎหมายป่าไม้ (2484) อุทยานแห่งชาติ (2503) ป่าสงวนแห่งชาติ (2507) ป่าสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (2507) และมติคณะรัฐมนตรีกำหนดชั้นลุ่มน้ำ การตรากฎหมายทางออกของชาวบ้านคือ ป่าชุมชน และการให้สิทธิชุมชนออกกฎเกณฑ์การจัดการทรัพยากรตามจารีตประเพณีท้องถิ่นดั้งเดิม
พี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองครับ พวกเรานักวิชาการเล็ก ๆ ต่างทึ่งมากที่ผลการวิจัยชนเผ่าม้ง และกะเหรี่ยงในโครงการเพื่อคนกับป่า (Forest Peoples Programme) ซึ่งรายผลต่อสาธารณะได้ในปี 2549 ค้นพบว่า
(1) การปล่อยให้ธรรมชาติอยู่ของมันเองโดยไม่มนุษย์เข้าไปกระทำเลยจะทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง คน และสัตว์อยู่ไม่ได้ และ (2) หากไม่มีไร่หมุนเวียนเปิดพื้นที่ป่าและคนเข้าไปตัดจะส่งผลให้น้ำในลำห้วยนั้นแห้งไปในที่สุด
นี่เป็น 'ข้อท้าทายใหม่' ในวงวิชาการมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ หน่วยงานอนุรักษ์นิยม กรมป่าไม้ กรมอุทยานสัตว์ป่าฯและมูลนิธิประเภทในป่าต้องไม่มีคนเป็นอย่างยิ่ง
ขณะเดียวกัน นับแต่วันที่ 24 สิงหาคมศกนี้เป็นต้นไป รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ผ่านประชามติ 14 ล้านเสียง ได้มีผลบังคับใช้แล้ว สิ่งที่พี่น้องชนเผ่าต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือสิทธิชุมชนและสนธิสัญญากติการะหว่างประเทศว่าด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมเสมอกัน
'มาตรา 82 รัฐต้องส่งเสริมสัมพันธไมตรี และความร่วมมือกับนานาประเทศ และพึงถือหลักในการปฏิบัติต่อกันอย่างเสมอภาค ตลอดจนต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี รวมทั้งตามพันธกรณีที่ได้กระทำไว้กับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศ'
จากตัวบทกฎหมายสูงสุดนี้ เมื่อสำรวจแล้วพบว่าประเทศของเราได้มีข้อตกลงระหว่างประเทศที่ต้องปฏิบัติตาม ในหลาย ๆ เรื่อง
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (1948) อนุสัญญาว่าด้วยขจัดเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (1969) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (1976) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (1990) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (1981) อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (1993) และที่ต้องรณรงค์ต่อไปคือการคุ้มครองแรงงานของคนงาน และแรงงานข้ามชาติ คือ อนุสัญญาว่าด้วยการปกป้องแรงงานข้ามชาติและครอบครัว (1990) ปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติ (การจ้างงานและประกอบอาชีพ) ค.ศ. 1958
ข้อความในอนุสัญญาที่ต้องการเน้นคือ การแบ่งแยก การกีดกันหรือการลำเอียงใด ๆ ที่กระทำบนพื้นฐานของเชื้อชาติ สีผิว เพศ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง สัญชาติ หรือพื้นฐานทางสังคม จะกระทำมิได้
สนธิสัญญาอนุสัญญาดังกล่าวในตอนต้นและที่จะมีขึ้นมาใหม่ ในที่สุดรัฐไทยก็มิอาจปฏิเสธได้เพราะพลังของโลกยุคใหม่นั้นเชี่ยวกรากและสั่นไหวรุนแรงมาก ไทยเราจำเป็นต้องจัดการประเทศให้เข้าลู่วิ่งนั้น
อยากยกตัวอย่างเพียงเรื่องเดียวคือ แม้ว่าเราจะให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention Biological Diversity) ไปแล้ว แต่ก็ปรากฏว่า รัฐไทยก็มิได้ปฏิบัติตามที่จะต้องนำเสนอรายงานต่อเวทีป่าไม้แห่งสหประชาชาติ โดยเฉพาะประเด็นนิเวศน์แบบภูเขา การถ่ายทอดเทคโนโลยีและความร่วมมือ พื้นที่คุ้มครอง และพืชพันธุ์ต่างถิ่นและการรุกรานที่รัฐไทยไม่กล้าเสนอเพราะเรื่องชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อสู่สายตาสากล เกรงว่าเรื่องการปฏิบัติที่รุนแรงต่อชนเผ่า การขัดแย้งในพื้นที่คุ้มครอง การทำไร่หมุนเวียนตามประเพณี สิทธิในดินแดน ตลอดทั้งการยืนยันสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ฯลฯ จะฉายภาพเปิดโปงสู่สายตานานาชาติ
เรื่อง ประเด็น และขบวนการเหล่านี้ เราจะต้องจดจ้องและกดดันให้การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 และสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ต่อไป
ในประเด็นเฉพาะหน้า เป็นเรื่องสิทธิของเราเอง ซึ่งกระทำได้เลย คือการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิชุมชนที่จะฟ้องหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ (มาตรา 67) สิทธิที่จะฟ้องศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงของปัจเจกบุคคลหรือชุมชน (มาตรา 212) และการเร่งเร้าให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฟ้องแทนเราในฐานะผู้เสียหายผ่านศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองและศาลยุติธรรม (มาตรา 257)
พี่น้องชนเผ่าทุกท่าน แม้องค์การสหประชาชาติจะได้ประกาศให้วันที่ 9 สิงหาคมของทุกปีเป็น 'วันชนเผ่าพื้นเมืองโลก' และกำหนดให้ทศวรรษระหว่างปี 2548-2557 เป็นปีทศวรรษสากลของชนเผ่าพื้นเมืองโลกไปแล้วก็ตาม ทว่ารัฐที่ผูกพันให้สัตยาบันในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เช่น ไทย ก็มองข้ามเรื่องไปอย่างน่าเสียดายยิ่ง
ในการริเริ่มครั้งแรกด้วยหัวใจในงานที่ไม่ลงตัวของพี่น้องใน 'วันชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย' ในห้องแคบ ๆ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในวันที่ 8-9 สิงหาคมที่ผ่านมาแล้ว สะท้อนว่าชนเผ่าพื้นเมืองในอำนาจรัฐไทยจักต้องเคลื่อนต่อไปอีกยาวนาน
จากนั้นไม่นานนัก รัฐไทยและหน่วยงานวิชาการก็เริ่มเห็นความสำคัญได้ร่วมกันจัดงานขึ้นอีกครั้งในรูปของ 'มหกรรม' ในช่วงวันที่ 5-11 กันยายนปี 2550 นี้ คราวนี้สถานที่จัดใหญ่โตโอ่อ่าขึ้น
การจัดงานชนเผ่าพื้นเมือง เป็นเพียงคำประกาศความทุกข์ยากสู่สาธารณะของพวกท่าน โดยหวังว่ารัฐและผู้คนส่วนใหญ่จะมีอคติน้อยลง และยอมรับในสิทธิการเป็นบุคคล สิทธิทางอนามัย สิทธิทางการศึกษาและสิทธิในทรัพยากรสิ่งแวดล้อม
การแสดงผ่านภาษา ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งการดำรงชีวิตกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติและวิถีการผลิต ไม่ใช่การแสดงประเภท 'โอท็อปชนกลุ่มน้อย'
เรารู้ว่า หนทางการต่อสู้ของพวกท่านยังอีกยาวไกลมาก แต่ความชอบธรรมในสงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่อพิทักษ์ปกป้องแผ่นดิน ทรัพยากร และสืบทอดเผ่าพันธุ์ ยังต้องดำรงอยู่และมีต่อไป
เราปรารถนาให้สังคมและรัฐยอมรับโดยปราศจากอคติทางชาติพันธุ์ว่า ชนเผ่าพื้นเมืองเป็นองค์ประกอบของประเทศ ดังเช่นผลการสำรวจพลเมืองเมื่อปี 2455 ในรัชสมัยพระปิยะมหาราชผู้เลิกทาส
พี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองที่เคารพ จากการศึกษาค่อนข้างจะรอบคอบและรอบด้านทำให้ผมสิ้นขอสงสัยในสองประการคือ ณ ที่ผืนแผ่นดินใดชนเผ่าพื้นเมืองล้วนอยู่มาก่อนทั้งสิ้น และชนเผ่าพื้นเมืองมีจารีต ภูมิปัญญาเพียงพอที่จะกำหนดการพัฒนาและอนาคตของตนเองได้ หากประเทศของเรา ให้การยอมรับทั้งตัวบทกฎหมาย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชนชาติต่าง ๆ ความร่วมมือในการสร้างชาติขึ้นมาใหม่โดยฐานสังคมพหุวัฒนธรรม ก็จะบังเกิดขึ้นเฉกเช่นประวัติศาสตร์บันทึกไว้แล้วที่นิวซีแลนด์
....ขอบคุณ
สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา วันที่ 10 กันยายน 2550 ณ หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มา : www.thaingo.org
|