พิมพ์หน้านี้
|
เกษียร เตชะพีระ : สังคมไทยยังอยู่ใน ปริซึม ที่กดดันและตึงเครียดตลอดเวลา ในโอกาสการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 9 ประจำปี 2550 หัวข้อ วัฒนธรรมและจริยธรรมทางการเมือง ในการอภิปราย วัฒนธรรมการเมือง จริยธรรม และการปกครอง ในวันที่ 9 พ.ย. ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ รศ.ดร. 0 0 0 รศ.ดร. คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอเริ่มต้นโดยคำถามว่า อะไรคือปริศนาใจกลางของปัญหาศีลธรรมทางการเมืองไทย โดยหยิบมาจากสิ่งที่หมอประเวศ (วะสี) พูดที่ธรรมศาสตร์ว่า พระองค์ทรงตรัสเสมอว่าขอให้ซื่อสัตย์สุจริต พระองค์ทรงอยู่กับเรามานานถึง 60 ปี แต่สังคมไทยศีลธรรมก็ไม่ดีขึ้น เราจะหวังพึ่งใครไม่ได้ ประชาชนต้องช่วยกัน คำถามคือ ทำไม..ทำไม 30 ปี แล้วจึงเป็นเช่นนี้ ? เพื่อตอบคำถามนี้ผมเรียงออกมาเป็น 6 ประเด็น มีความเชื่อมโยงกันมากบ้าง น้อยบ้าง ประเด็นแรก มาจากการยกตัวอย่างรูปธรรมในชีวิตง่ายๆ วันหนึ่งในชีวิตของคุณตา พ. กับชะตากรรมทางศีลธรรมในชีวิตสมัยใหม่ หรือการทำให้คุณค่าทางศีลธรรมมีลักษณะสัมพัทธ์ยิ่งขึ้น ประเด็นที่สอง ที่ทางอันลักลั่นของสถาบันพุทธศาสนา ค่านิยมทางศีลธรรมของพุทธถูกทำให้ออกจากพื้นที่สาธารณะและถูกทำให้ไม่เกี่ยวกับการเมือง ประเด็นที่สาม วิวาทะเรื่องศีลธรรมทางการเมืองระหว่างผู้ที่เชื่อว่ามีสัจธรรมในทางการเมืองกับผู้ที่คิดว่าเป็นเรื่องของเสรีประชาธิปไตย ประเด็นที่สี่ แบบจำลองสังคมปริซึมของไทย ลากไปสู่คำตอบของสังคมไทยว่า อะไรคือการจัดการศีลธรรมทางการเมือง ประเด็นที่ห้า ธรรมราชา พระราชอำนาจนำทางศีลธรรมทางการเมืองในสังคมไทย ประเด็นสุดท้าย การสร้างสถาบันศีลธรรมทางการเมือง เริ่มต้นที่ประเด็นแรก คุณตา พ. เป็นคนสมมติที่ดึงมาจากข้อเท็จจริงจำนวนหนึ่งของใครหลายๆ คน ตื่นเช้ามืดคุณตา พ. เข้าห้องพระ ในห้องพระของคุณตา พ. มีพระเครื่องและพระพุทธรูปนับร้อยองค์ แล้วก็สวดมนต์ไหว้พระ นี่เป็นสิ่งแรกที่คุณตา พ. กระทำตอนเช้า ทำธุระส่วนตัว กินข้าวเช้าเสร็จ ตกสายไปวัดริมคลองข้างบ้าน ไปเก็บดอกเบี้ยจากหลวงพ่อหลวงพี่ที่ยืมเงินแกไป เที่ยงกินข้าวกับก๊วนพระเครื่องและเครือข่ายปล่อยเงินกู้ บ่ายออกช็อปปิ้งตลาดนัดพระเครื่อง เย็นปรึกษาลูกหลานเรื่องหัวคะแนนเลือกตั้ง ส.ว. ที่ติดต่อซื้อเสียง 400 500 บาทต่อหัว ถึงเรื่องจริงๆที่ว่าช่วงเลือกตั้ง ส.ว. เมื่อหลายปีก่อนมีคนจะมาซื้อเสียง แกเลยปรึกษาลูกหลานจะขายดีหรือไม่ ลูกหลานบอกว่าราคาตกมาก ราคาตลาดสูงกว่านี้ 500 บาทถูกเกินไป คุณตา พ. เลยตัดสินใจว่างั้นลงคะแนนให้ ส.ว.หมายเลขเอ็นจีโอที่ลูกหลานเชียร์ ค่ำเข้าห้องพระสวดมนต์ นับชั่วโมง จากวันหนึ่งในชีวิตทางศีลธรรมของคุณตา พ. เราพูดอะไรได้บ้าง..มันแตกเป็นเสี่ยง มันไม่เป็นเอกภาพ ขัดแย้ง สับสน ในแต่ละภาคส่วน ภาคศาสนา ภาครัฐ การเก็บดอกเบี้ย สะสมพระเครื่อง การเลือกตั้ง มันต่างก็กำกับด้วยตรรกะเฉพาะของมัน เช่น ตรรกะเรื่องจิตวิญญาณ อัตราดอกเบี้ย ของแท้ ของหายาก ราคาขายเสียงหรือจะเลือกคนดี โดยแต่ละตรรกกะก็มีความสมเหตุสมผล ในฐานะเป็นเรื่องที่แกบรรลุเป้าหมายเฉพาะในขอบเขตของแต่ละภาคส่วนนั้นๆ เช่น ไม่เอาบุญไปเอากำไร ไปเอาวัตถุนิยมคุ้มค่าคะแนนเสียงที่ให้ พูดง่ายๆว่า ชีวิตคุณตา พ. เป็นชีวิตทางศีลธรรมที่จำกัดหรือปลอดศีลธรรมถ้าเราพิจารณาไขว้ข้ามกันระหว่างภาคต่างๆ ของชีวิตแกจะเห็นความขัดแย้งและไม่คงเส้นคงวา แต่ที่มันไม่ไขว้ไม่ข้าม ชีวิตของคุณตา พ. เป็นตัวอย่างของแบบฉบับชีวิตในสังคมสมัยใหม่ที่แยกส่วน แตกกระจายอยู่ต่างหากนอกเรื่องศีลธรรม หรือจำกัดศีลธรรมไว้เฉพาะภาคส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ได้เป็นและมีความหมายองค์รวมทางศีลธรรมดังชุมชนศาสนาเหมือนในอดีตต่อไป พูดง่ายๆ คือ มันถูกทำให้เป็นเรื่องสัมพัทธ์ เป็นเรื่องในภาคส่วนไหนเวลาไหน เป็นการสูญเสียระบบชีวิตทางศีลธรรมที่เป็นองค์รวมที่อยู่ภายใต้การกำกับของระบบศีลธรรมที่ครอบคลุมทั้งชีวิต ซึ่งเป็นชะตากรรมร่วมของสังคมไทย เราไม่มีมันอีกแล้ว เราฝันกันอยู่ เรื่องที่ 2 สถาบันพุทธศาสนา คิดว่ามีปัญหาเรื่องที่ทางอันลักลั่น ไอเดียคือมันออกจากภาคสาธารณะและการเมือง ขออ้างอิงพระไพศาล วิสาโล ซึ่งเป็นพระที่ทำกิจกรรมทางสังคม เอ็นจีโอ ท่านมีบทความประชาธิปไตยกับความรุนแรงในพม่า ทางมติชนรายวันเมื่อ 21 ตุลาคม 2550 การชุมนุมเรียกร้องโดยสันติของพระสงฆ์พม่าซึ่งถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรงจากรัฐบาล จนมีคนล้มตายจำนวนมากได้กระตุ้นให้ผู้นำชาวพุทธทั่วโลกจากทุกนิกายไม่อาจนิ่งเฉยต่อไปได้ ต่างพากันมากล่าวประณามรัฐบาลพม่าเรียกร้องให้ยุติการกระทำอันโหดเหี้ยมดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า สนับสนุนการเคลื่อนไหวของพระสงฆ์พม่า แต่ท่ามกลางเสียงคัดค้านอันกระหึ่มจากผู้นำชาวพุทธทั่วโลก น่าเสียใจอย่างยิ่งที่คณะสงฆ์ไทยกลับเงียบสนิท ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ มาจากพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเถระสมาคมเลย การฆ่านั้นเป็นการกระทำที่ผิดศีล ยิ่งฆ่าพระสงฆ์ที่ชุมนุมโดยสงบก็ยิ่งผิดทั้งนิติธรรมและศีลธรรม เมื่อผู้นำคณะสงฆ์ไทยนิ่งเฉยจะได้ชื่อว่าเป็นผู้นำศีลธรรมได้อย่างไร หรือว่าพระสงฆ์ที่ถูกฆ่านั้นเป็นพม่า หากเป็นพระไทยอย่าว่าแต่ถูกฆ่าเลย เพียงแค่บางรูปถูกวิจารณ์ว่าเป็นภิกษุสันดานกาก็เดือดร้อนจนอยู่เฉยไม่ได้แล้ว พระไพศาลตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า เป็นไปได้ว่าสาเหตุที่ผู้นำคณะสงฆ์ไทยนิ่งเงียบต่อกรณีความรุนแรงในพม่าก็เพราะ 1) ท่านไม่ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองหรือความเป็นไปของโลกเลย 2) ท่านทั้งเกลียดทั้งกลัวการเมือง แต่การเมืองที่ท่านเข้าใจนั้นหมายถึงการต่อต้นรัฐบาล (หากสนับสนุนรัฐบาลก็หาใช่การเมืองไม่) ใครที่ต่อต้านรัฐบาลถือว่ายุ่งการเมืองซึ่งแปลว่าเป็นคนไม่ดี เหตุผลทั้ง 2 ประการแสดงตัวอย่างชัดเจนว่าองค์กรชาวพุทธจำนวนหนึ่ง ยื่นหนังสือถึงมหาเถระสมาคมเพื่อขอให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อบรรเทาความรุนแรงในพม่า ประโยคแรกที่ออกจากปากของพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งซึ่งปฏิบัติหน้าที่เลขานุการของสมเด็จพระสังฆราชฯ ว่า พระพวกนั้นเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ใช่หรือ นี่มิใช่เป็นปัญหาของพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ของไทยท่านนั้น หากยังเป็นข้อจำกัดของชาวพุทธไทยส่วนใหญ่ก็ว่าได้ นี่เป็นข้อเท็จจริงของพระไพศาล ส่วนที่เลขานุการของพระสังฆราชพูดนั้นไม่ปรากฏในหนังสือพิมพ์แต่อยู่ในเว็บไซต์ เราไม่อาจสรุปได้ว่า การเคลื่อนไหวของพระสงฆ์พม่าเป็นสิ่งที่ถูกทำนองคลองธรรมได้ เพราะเรามองศีลธรรมอย่างคับแคบ คือเห็นแค่ศีลธรรมระหว่างบุคคลต่อบุคคลซึ่งหนีไม่พ้นศีล 5 แต่ไม่สามารถมองเห็นว่าศีลธรรมยังหมายถึงข้อปฏิบัติที่บุคคลพึงมีต่อสังคม และสิ่งที่สังคม (หรือรัฐ) พึงปฏิบัติต่อบุคคล การที่บุคคลพยายามปกป้องเสรีภาพ ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนซึ่งทำให้บ้านเมืองมีประชาธิปไตยก็เป็นศีลธรรมหนึ่ง ในทำนองเดียวกันรัฐก็มีพันธะทางศีลธรรมที่เคารพสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนของประชาชนด้วย หน้าที่ของประชาชนไม่ใช่มีเพียงเสียภาษีให้รัฐหรือปกป้องประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการทำให้รัฐเที่ยงธรรม เคารพสิทธิเสรีภาพประชาชน การทำเช่นนั้นถือเป็นหน้าที่ทางศีลธรรมอย่างหนึ่งของประชาชน ที่ควรได้รับการยกย่องสรรเสริญหาใช่พฤติการคอมมิวนิสต์หรือเล่นการเมืองอย่างที่หลายคนเข้าใจไม่ สรุปคือ พระไพศาลฯ ตั้งข้อสังเกตว่า ชีวิตทางศีลธรรมของพุทธศาสนาในสังคมไทยเป็นเรื่องบุคคลเท่านั้นไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่เกี่ยวกับรัฐ ไม่เกี่ยวกับสาธารณะ ข้อคิดเห็นต่อไป อยากตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องการถกกันทางศีลธรรมการเมือง ระหว่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช เป็นการเถียงกันเมื่อ พ.ศ.2539 เถียงกันในความหมายที่ต่างคนต่างพูดต่างกรรมต่างวาระ แต่มันตรงข้ามกันอย่างน่าตกใจยิ่ง ดู พล.ต.จำลองก่อน แกลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพฯ แล้วแพ้ลุ่ยแล้วก็เฮิร์ตไปเขียนลงหนังสือ เราคิดอะไร ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า มีคนจำนวนมากที่มั่นคงแน่วแน่ไม่อ่อนไหว สั่นคลอนไปตามกระแสข่าวเล่าลือ คือ เชื่อความจริง ไม่เชื่อการโกหกพกลม คือเชื่อว่าการเมืองคือเรื่องของการเสียสละ ไม่ใช่เรื่องการแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์ เชื่อว่าความรู้ ความสามารถ ความซื่อสัตย์ความขยันหมั่นเพียรเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่จะมาทำงานการเมือง ผมขอขอบพระคุณทุกท่านที่ยังมีความเชื่อเช่นนั้น ในวิธีคิด พล.ต.จำลอง การเมืองเป็นเรื่องของสัจธรรม ความจริง ยังมีความดี ความงาม จริงๆ สำหรับ อาจารย์ชัยอนันต์ ตอนนั้นเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 เพื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ที่สำคัญการลงมติและการผลัดกันยอม ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนั้นมีอยู่ตลอดเวลา เป็นเรื่องธรรมดาของการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่จะต้องมีเสียงข้างมาก ข้างน้อย หน้าที่ของประธานฯ คือ อย่าเอียงข้างใคร ให้ทุกคนได้แสดงเหตุผลอย่างเต็มที่...เพราะเราเชื่อว่าไม่มีใครตรัสรู้เรื่องการปฏิรูปการเมือง ไม่มีสัจธรรม ระบอบประชาธิปไตยไม่เชื่อว่ามีความจริงความถูกต้องอันเดียว จึงต้องระดมความคิดกัน พยายามลด ขจัดอัตตาว่าความคิดนี้ ข้อนี้ ร่างนี้เป็นของกู...ถ้าละ ลด เลิก ความเป็นตัวกูของกูได้ การพิจารณาก็จะไปได้ง่าย ทัศนต่างกันมาก พล.ต.จำลองบอกว่าการเมืองเป็นเรื่องความจริง เป็นเรื่องสัจธรรม อาจารย์ ถ้าเชื่อแบบ พล.ต.จำลอง ความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เหมาะคือ คนดีมีอำนาจเด็ดขาดก็ยิ่งดี ก็จะได้ใช้อำนาจเด็ดขาดนั้นไปทำดีไง ถ้าคิดว่านี่เป็นความคิดที่แปลกโปรดอ่านมติชนรายวันที่สัมภาษณ์ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เรื่องกฎหมายพระราชบัญญัติความมั่นคงฯ ท่านบอกว่า ถ้าเกิดไม่ผ่าน พ.ร.บ.ความมั่นคง ถ้าเกิดรัฐบาลใหม่ที่มา นายกฯ ใหม่ที่มา เป็นคนมีศีลธรรมก็จะไม่มี พ.ร.บ.ฉบับนี้ ปัญหาไม่ใช่อำนาจสมบูรณ์ อำนาจสมบูรณ์ดี ถ้าอยู่ในมือคนดี แต่ถ้าคิดแบบอาจารย์ชัยอนันต์ อำนาจต้องกระจาย อำนาจต้องหลากหลาย ในระบบการเมือง ถ้าคิดแบบ พล.ต.จำลอง จะนำไปสู่เผด็จการโดยธรรม คืออำนาจต้องรวมศูนย์ตรงกลาง แต่ถ้าคิดแบบอาจารย์ชัยอนันต์คือ เสรีประชาธิปไตย คำถามคือสถาบันใดทำหน้าที่เผยแพร่กำกับศีลธรรมทางศีลธรรมในสังคมไทย ถ้าพระพุทธศาสนาไม่ได้ทำตรงนี้ คำตอบอาจจะต้องไปดูแบบระบบ จำลองปริซึมสังคมไทย เจ้าของความคิดคือศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาย ต้นกำเนิดอมาตยาธิปไตย Fred Warren Riggs เขียนหนังสือ ที่เราพูดกันแหลกรานในปีที่ผ่านมาว่าอมาตยาธิปไตยนั้นมาจากคนนี้เอง สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับแกไม่ได้รู้ถอยหลัง ที่แกคิดเรื่องอมาตยาธิปไตยนั้นคิดจากแบบจำลองสังคมปริซึม เป็นกรอบทฤษีที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์ที่ค้นพบในเมืองไทย ถือเป็นแกนกลางความเข้าใจโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะบรรดาประเทศที่ถูกกดดันอยู่ตรงกลางระหว่างธรรมเนียมประเพณีของตัวเองกับสิ่งที่นำเข้าจากเมืองนอก แบบจำลองปริซึมเป็นกรอบที่มาของบทวิเคราะห์ที่สรุปออกมาว่า การเมืองการปกครองไทยเป็นระบอบอมาตยาธิปไตยหรือรัฐราชการ อยากโฟกัสที่แบบตัวปริซึม มันป็นความปริ เมื่อแสงอาทิตย์สีขาวผ่านเข้าไปในปริซึมจะออกมาเป็นแถบ 7 สี บุคลิกลักษณะคือ Fred มองว่าโลกมีสังคมเกษตรกรกับอุตสาหกร เป็น 2 ชนิดที่อยู่ตรงข้ามกัน ประเทศไทยคือจุดที่ 2 วิถีชีวิตที่แตกต่างกันสิ้นเชิงนั้นมาตั้งประจันกัน ส่งแรงกดดันต่อกัน สังคมปริซึมคือกลุ่มการเมืองซับซ้อนที่เผชิญกับแรงกดดันต่างกันระหว่างโลกภายนอกที่ผลักดันกับโลกภายในที่ขัดขืน และจากการพยายามดิ้นรนรอมชอมค่านิยมที่เข้ากันไม่ได้ แรงกดดันที่ขัดแย้งกันนั้นอยู่ด้วยกัน คือถ้าเราเปรียบว่าเป็นแสงแดดสีขาวสะท้อนเข้าไปในปริซึมกลายเป็นหลากสี สิ่งที่เราเห็นจากอุปลักษณ์อันนี้คือ แรงกระตุ้นต่างขั้วมาอยู่ด้วยกันในตัวเดียวในดุลยภาพที่ไม่เสถียร ตึงเครียดตลอดเวลา การประจันหน้าของแรงกระตุ้น 2 ขั้วนี้ไม่นำไปสู่การสังเคราะห์หรือรอมชอม ไม่ใช่ขั้นตอนเปลี่ยนผ่านจากสังคมประเพณีไปสู่สังคมทันสมัย มันเป็นอยู่ของมันแบบนี้เลย มันเป็นทางแพร่งที่ยืนนานสำหรับคนที่ติดกับดัก หรือติดอยู่ในปริซึมออกไม่ได้ ถอยกลับไปเป็นแสงสีขาวหรือสังคมแบบประเพณีเดิมก็ไม่ได้ เดินหน้าเป็นสังคมอุตสาหกรรมก็ไม่ได้ อยู่ระหว่างโลก 2 โลกที่ต่างกัน เป็นกับดักที่มีพลวัตร ตรรกะและความขัดแย้งเฉพาะตัวของมันเอง แสงสีขาวก็เหมือนสังคมเกษตร สังคมประเพณี ไม่มีการแบ่งแยกหน้าที่ซับซ้อน ถ้าเป็นสังคมอุตสาหกรรมก็เป็นแถบรุ้งหลากสี ประเทศไทยอยู่ตรงกลางเหมือนอยู่ในปริซึม ลักษณะสังคมอุตสหกรรมหน้าที่หลักๆแตกกระจายกัน ถ้าพูดกันแบบตรงไปตรงมาคือ ทหารต้องไปรบไม่มีหน้าที่ตั้ง คมช.ปกครองหรือมีหน้าที่มาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ในสังคมแบบปริซึมมันไม่หลอมรวมและไม่แตกออก มันขัดแย้งกัน ระบอบการเมืองในสังคมแบบเดิมคือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในสังคมแบบใหม่คือประชาธิปไตย ในสังคมแบบปริซึมคือระบบราชการอมาตยาธิปไตย สถาบันหลักในสังคมแบบเดิมคือสถาบันกษัตริย์ สถาบันหลักในสังคมแบบใหม่คือรัฐบาล รัฐสภา สถาบันหลักในสังคมแบบปริซึมคือระบบราชการ ค่านิยมหลักในสังคมแบบเดิมคือศาสนา ในสังคมแบบใหม่คือค่านิยมทางโลก ในสังคมปริซึมแบบไทย Fred ไม่ได้พูด แต่ส่วนตัวคิดว่า ค่านิยมหลักมาจากธรรมราชา เราจะเข้าใจเรื่องธรรมราชาอย่างไร ? อยากยกกรณี Saint Jacks จาก Sherry Levin เจ้าของ Saint Jacks ที่ออกแผ่นพับโฆษณา ปลายปี 2545 หรือกรณีโฆษณาของร้านอาหารและบาร์ Saint Jacks ในเมืองฟิลาเดเฟีย มลรัฐเพนซิวาเนีย สหรัฐ นำพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปตกแต่งอย่างไม่เหมาะสมและตีพิมพ์เป็นแผ่นพับลงหนังสือพิมพ์ Philadelphia City Paper แน่นอน คนไทยก็โกรธแค้น เดือดร้อน มีการโวยวายฟ้องร้องกัน นำไปสู่บทสนทนาข้ามวัฒนธรรมทางโทรศัพท์ว่าด้วยธรรมราชาระหว่างนาย Howard Allman บรรณาธิการบริหาร Philadelphia City Paper กับ คุณบุญสม วัฒนปราณี รองกงสุลใหญ่ไทยประจำนิวยอร์กในขณะนั้น สนทนากันประเด็น ธรรมราชา : He is our god ... He is like God to us Allman ถามทางโทรศัพท์ ว่า พระราชามีอารมณ์ขันหรือไม่ คำตอบของคุณบุญสม คือ พระองค์ทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าของเรา พระองค์ย่อมทรงพระสรวลได้ แต่เราหัวเราะไม่ออก... พวกเราประชาชนไทยทั้งปวงรักพระเจ้าอยู่หัวของเรามากๆ พระองค์ทรงเหมือนพระผู้เป็นเจ้าสำหรับเรา...ฉันรู้ว่าคุณทำตลกล้อเลียนประธานธิบดีหรือพระราชินีอลิซาเบ็ธได้ แต่อย่ามาทำกับในหลวงของฉัน เราจะเข้าใจสิ่งที่เธอพูดเกี่ยวกับธรรมราชา พระองค์ is our god ... He is like God to us ได้อย่างไร อาจจะเป็นความเปรียบในบริบทฝรั่งอาจเกินเลยไปหน่อย แต่ฟังแล้ว เช็กแล้ว ลองคิดดูว่าจะเข้าใจเรื่องนี้ทางวิชาการได้อย่างไร ? ประเด็นแรกที่คิดได้คือ เอกลักษณ์ของประชาชาตินิยม ขณะที่ประเด็นของนาย Allman อยู่ที่พระราชอารมณ์ขันส่วนพระองค์ แต่สำหรับคุณบุญสมอยู่ตรงสถานะอันพิเศษสำคัญยิ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในจิตใจพสกนิกรชาวไทย ถึงขั้นที่ทรงเป็นส่วนหนึ่งและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเอกลักษณ์ (Identity) ของความเป็นชาติ ความเป็นไทยในจินตนากรรมความรู้สึกเข้าใจตัวเองของคนไทยอย่างแบ่งแยกไม่ได้ คนๆ หนึ่งกลายเป็น God ได้ เมื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในจินตลักษณ์ ในใจของคนอื่น เมื่อสถานะดังกล่าวถูกกระทบระคายเคืองจากโฆษณา Saint Jacks คนไทยที่ถือเอกลักษณ์ประชาชาตินิยมทั้งปวงจึงย่อมหัวเราะไม่ออกและโกรธเอามากๆ ทีเดียว ดังที่คุณบุญสมเป็นตัวแทนสะท้อนออกมา ตัวอย่างแนวคิดต่อไปมาจาก Benedict Anderson ซึ่งพูดถึงธรรมราชาว่า เหมือนดังคณะสังฆาธิการ ในบทความเกี่ยวกับ 6 ตุลา ที่ชื่อ Withdrawal Symptoms : Socail and Cultural Aspect of the October 6 Coup ปี 2520 มีข้อความตอนหนึ่งในบทความที่พูดถึงธรรมราชาโดยโยงกับคณะสังฆาธิการ แทบจะกล่าวได้ว่าภายใต้การปกครองของสฤษดิ์ ได้เกิดการสับเปลี่ยนบทบาทไปจากธรรมเนียมประเพณีที่เคยมีมาอย่างแปลกประหลาด กล่าวคือ ท่านจอมพลหันไปเล่นบทบาทเจ้าบ้านผ่านเมือง อาทิ ลงโทษคดีอาญา เก็บภาษีอากร จัดวางกำลังกองทัพ และเป็นตั้วเฮียทางการเมืองโดยทั่วไป ขณะที่พระเจ้าแผ่นดินทรงแสดงบทคณะสังฆาธิการ ทรงอำนวยความศักดิ์สิทธิแก่อำนาจราชการและทรงเป็นแบบอย่างอันยิ่งยวดแห่งการประพฤติธรรมโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ฉะนั้นเราจึงไม่น่าแปลกใจที่ในบางด้านสถาบันกษัตริย์ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นในระหว่างที่ระบบเผด็จการก่อตั้งมั่นคง สุดท้าย เลือกประเด็นของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ไอเดียเรื่องปรมุขทางศีลธรรม ในบทความ อุดมการณ์ เมื่อปี 2527 พูดถึงพระผู้เป็นเจ้าที่ให้เข้าใจวิธีคิดของคุณบุญส่ง ปมเงื่อนสำคัญอยู่ที่ความสำคัญระหว่างปรมุขและบริวาร the Subject and subject หรือกล่าวอีกแง่หนึ่งคือสิ่งศักด์สิทธิ์กับผู้มีจิตศรัทธา กล่าวโดยทั่วไปอุดมการณ์หมายถึงภาพสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับเงื่อนไขการดำรงอยู่ที่เจ้าตัวจินตนาการขึ้นมา เพื่อจะให้ยึดถือกันอย่างแน่นแฟ้นว่าจินตนาการนั้นเป็นเรื่องจริงหรือตรงกับความเป็นจริง โครงสร้างของอุดมการณ์แต่ละชุดจึงต้องประกอบด้วยอำนาจอะไรสักอย่างที่อยู่เหนือความเป็นจริง (ข้อเท็จจริงเบื้องหน้ายังต้องขึ้นต่อ) เป็นนามธรรมครอบคลุมทุกอณูชีวิตและเรืองฤทธิ์เรืองเดชอย่างไม่มีขอบเขต omni-present and omni-potent อันนี้แหล่ะที่หลุยส์ อัลตุสแซร์เรีกว่า the Subject และผมขอเรียกตามใจชอบไปก่อนว่าปรมุข ในหลายๆศาสนา ปรมุขก็คือพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในศาสาฮินดูมีจินตภาพที่คล้ายกันเรียกว่าปราตมันหรือวิญญาณสากล ขณะที่คริสต์ศาสนามีความเชื่อว่าพระเจ้าทรงสถิตย์อยู่ในมนุษย์แต่ละคน ปราตมันของฮินดูก็แบ่งส่วนมาเป็นวิญญาณของปัจเจกบุคคลทุกผู้ทุกนามส่วนศักดิ์สิทธิ์นั้นเรียกว่าอาตมัน... ผมคิดว่าสิ่งที่ทำหน้าที่แทนพุทธศาสนาในแง่ศีลธรรมการเมืองในสังคมไทย คือธรรมราชาหรือพระราชอำนาจนำทางศีลธรรม พูดในภาษาอังกฤษคือมี Royal Hegemony over Thai public morality แสดงบทบาท - cross over and hegemonizes the fragmented Thai moral life - makes whole what is flagmentary - makes coherent what is incoherent - harmonizes what is conflictual - re-establishes moral order where there has been moral disorientation, confusion, chaos เรื่อการสร้างสถาบันศีลธรรมทางการเมือง ถ้าข้อเด่นจุดแข็งแห่งศีลธรรมการเมืองไทยคือพระราชอำนาจนำทางศีลธรรมการเมืองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ข้อด้อยจุดอ่อนทางวัฒนธรรมดังกล่าวก็คือยังขาดการสร้างสถาบันอันเข้มแข็งที่จะทรงไว้และทำให้มีผลจริงซึ่งศีลธรรมการเมืองในระบบรัฐธรรมนูญไทย โดยที่พระราชอำนาจนำแห่งธรรมราชาเป็นของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ทรงมี Hegemony เหนือ Thai Public moral life แต่พระองค์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ พระองค์ไม่ใช่พระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทำให้ทรงมีพระราชอำนาจนำโดยที่พระองค์ไม่ได้มีอำนาจอธิปไตยเหมือนกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทรงใช้อำนาจนั้นได้ แต่ต้องมีคนลงนามสนองพระบรมราชโองการทุกครั้ง เรามีวาทกรรมทางศีลธรรมซึ่งมีพลังเด็ดขาดแต่ไม่มีอำนาจเด็ดขาดที่กำราบ เพราะพระองค์ทรงอยู่ใต้กระบวนการ และพระองค์ทรงเข้าใจตรงนี้ดี นึกถึงพระราชดำรัสต่อคณะตุลาการเมื่อ 25 เมษายน ปีที่แล้ว จึงทำให้ผู้นำการเมืองฝ่ายต่างๆ มักอ้างพระองค์เพื่อให้ความชอบธรรมแก่การใช้อำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์ของตน เรื่องการสร้างสถาบันศีลธรรมทางการเมือง อยากจะนึกถึงงานของพระองค์เจ้าปฤษฎางค์และคณะขุนนางเจ้านายในยุโรปกราบบังคมทูลถวายความเห็นต่อรัชกาลที่ 5 ตามที่ทรงปรึกษาไปเสนอให้ จัดการบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงพระราชประเพณีของเก่าให้เป็นประเพณีฤา คอนสติติวชั่นใหม่ตามทางชาวยุโรป พ.ศ. 2428 มี 2 ประเด็นที่น่าสนใจ ผลดีของประเพณีคอนสติติวชั่นใหม่ CIVIC NATIONALISM ชาตินิยมพลเมืองหรือจิตใจของเจ้าของชาติ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์และคณะเขียนว่า ให้ราษฎรมีความคิดรู้สึกตัวว่าการกดขี่แลอยุติธรรมต่างๆ ไม่มีอีกต่อไปแล้ว จึ่งจะมีความรักต่อบ้านเมือง จนเห็นชัดว่า กรุงสยามนั้นเป็นเมืองของราษฎร แลจะต้องบำรุงรักษาเพื่อให้ได้ความสุขความเจริญ ความยุติธรรมเป็นโสดเสมอทั่วหน้ากันหมด...แลเมื่อราษฎรรักชาติบ้านเมืองยิ่งดังนี้แล้ว ก็นับได้ว่าเป็นทหารอันใหญ่ซึ่งจะป้องกันได้จริง ยิ่งกว่าคิดจัดสะสมขึ้นเป็นคราวๆ เป็นพวกหนึ่งต่างหาก INSTITUTIONALIZATION การสร้างสถาบันการเมือง คอนสติติวชั่นว่าเป็นเหมือนดั่งเครื่องจักรที่เมื่อเวลาติดไฟเข้าแล้ว ก็อาจสามารถที่จะเดินไปได้เอง ไม่ต้องไปช่วยหมุนจักรโน้น จักรนี้ที่จะให้เดินสะดวกขึ้นอีก คิดว่าเมื่อเวลาติดไฟเข้าแล้ว ก็อาจสามารถที่จะเดินไปได้เอง ไม่ต้องไปช่วยหมุนจักรโน้น จักรนี้ นี่แหล่ะครับที่เราไม่มี! ........................................................................... หมายเหตุ : การเน้นสี เป็นการเน้นโดย ประชาไท เพื่อการช่วยอ่าน ไม่เกี่ยวกับผู้นำเสนอแต่อย่างใด ที่มา : ประชาไท
|
| CAMP | ||
Democracy Camp |
||
|
View All |
||
| Internacional | ||
all |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |