• YPD
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ypdthai@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-02-08
  • จำนวนเรื่อง : 79
  • จำนวนผู้ชม : 14022
  • จำนวนผู้โหวต : 22
  • ส่ง msg :
ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย Young People for Democracy Movement, Thailand (YPD.)
We are a Democratic Socialism
Permalink : http://www.oknation.net/blog/YPD
วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม 2550
กฎหมายความมั่นคงภายใน ไม้ค้ำยันระบอบทหารในการเมืองไทย
Posted by YPD , ผู้อ่าน : 126 , 12:27:56 น.  
พิมพ์หน้านี้


สุรชาติ บำรุงสุข
 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

 

“เราควรจะดำเนินการบนพื้นฐานของกฎหมายรัฐธรรมนูญ

การละเลยหลักการดังกล่าวจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง

และจะไม่มีฝ่ายไหนชนะในสงครามกลางเมืองเช่นนี้

มีแต่จะนำไปสู่การทำลายล้างร่วมกัน”

                                                      General Hans von Seeckt
                                                ผู้นำกองทัพบกเยอรมนีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2


ไม่ใช่เรื่องที่จะเกินเลยจากความคาดหมายแต่อย่างใดว่า ในที่สุดแล้วรัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ที่กำเนิดมาจากการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จะออกแรงผลักดันให้กฎหมายความมั่นคงเข้าสู่การรับรองของรัฐสภาเพื่อทำหน้าที่เป็นเสมือนหนึ่ง “ไม้ค้ำยัน” ของระบอบทหารในการเมืองไทย

และเช่นเดียวกัน การที่รัฐสภาซึ่งก็กำเนิดมาจากสถานะเดียวกับรัฐบาลก็เป็นแค่เพียง “ตรายาง” ที่จะทำหน้าที่ให้กฎหมายเช่นนี้ผ่านกระบวนการรับรองโดยสภานิติบัญญัติ เพื่อออกประกาศใช้ได้อย่างรวดเร็วดังความต้องการของคณะผู้ยึดอำนาจ

การทำเช่นนี้ก็เพื่อให้การผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวดูดี เพราะมีกระบวนการทางกฎหมายรองรับ และดูดีเพิ่มเติมอีกด้วยการปล่อยให้กลุ่มสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) บางส่วนแสดงความเห็นคัดค้าน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า การคัดค้านดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อชัยชนะของฝ่ายทหารในการผ่านร่างกฎหมายนี้แต่อย่างใด เป็นแต่เพียงทำให้เกิดภาพพจน์ที่ดีว่า รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารและกลุ่มทหารเปิดโอกาสให้มีการแสดงความเห็นคัดค้านได้

… และในท้ายที่สุด ร่างกฎหมายนี้ก็ผ่านการรับรองด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ซึ่งว่าที่จริงแล้วก็เป็นดังข้างต้นว่า ชัยชนะของฝ่ายทหารในการออกกฎหมายความมั่นคงใหม่ ไม่ใช่อะไรที่คาดเดาไม่ได้ !

หากย้อนกลับไปสู่อดีต เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นรัฐบาลในขณะนั้นได้ตัดสินใจที่จะยกเลิกกฎหมายคอมมิวนิสต์ เพราะสงครามเย็น/สงครามคอมมิวนิสต์ได้สิ้นสุดลงแล้ว กฎหมายดังกล่าวจึงไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป โดยเฉพาะฐานความคิดของกฎหมายดังกล่าวผูกอยู่กับการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เมื่อไม่มีคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป กฎหมายเช่นนี้จึงหมดสถานะไปโดยปริยายจนรัฐบาลในขณะนั้นได้ยกเลิก แต่ก็เป็นเพียงการยกเลิกกฎหมายเท่านั้น เพราะองค์กรที่ถือกำเนิดในสถานการณ์เดียวกันคือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ไม่ได้ถูกยกเลิกไปด้วยแต่อย่างใด

แม้ กอ.รมน.จะเป็นองค์กรที่มีบทบาทและภารกิจหลักในเรื่องของการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์  แต่เมื่อสงครามคอมมิวนิสต์สิ้นสุดลงแล้ว รัฐบาลก็ไม่สามารถยกเลิกองค์กรนี้ได้ และดูเหมือนจะเป็น “องค์กรการเมือง” ของฝ่ายทหารที่รัฐบาลพลเรือนไม่อาจเข้าไปจัดการได้ แม้จะเป็นองค์กรที่หมดบทบาทและภารกิจไปแล้วก็ตามที

หลังจากการยกเลิกกฎหมายคอมมิวนิสต์ ก็ได้มีความพยายามของฝ่ายทหารที่จะผลักดันให้มีกฎหมายความมั่นคงอีกให้ได้ โดยมีสมมติฐานง่าย ๆ ว่า กฎหมายความมั่นคงมีความจำเป็นในการปฏิบัติภารกิจสำหนับฝ่ายทหาร พร้อมกับการนำข้อเสนอเพื่อสร้างแรงจูงใจในสังคมสนับสนุนความต้องการของทหาร ด้วยการเปรียบเทียบว่า กฎหมายความมั่นคงเป็น “ยาเบา ๆ ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ เมื่อเทียบกับกฎอัยการศึก” (คำกล่าวของพลเอกโชคชัย  หงษ์ทอง)

แม้ฝ่ายทหารจะมีความพยายามในการผลักดันกฎหมายนี้ แต่กฎหมายเช่นนี้ก็ล้มเหลวมาเป็นระยะ เพราะไม่มีรัฐสภาในระบอบการเลือกตั้งชุดใดยอมที่จะให้ผ่านสภาได้ จนเมื่อมีการรัฐประหารเกิดขึ้นจึงได้กลายเป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” สำหรับทหารที่จะทำให้ความต้องการในการออกกฎหมายความมั่นคงประสบความสำเร็จได้จริง และว่าที่จริงก็เป็นโอกาสเดียวสำหรับฝ่ายทหาร เพราะในกระบวนการรัฐสภาของการเมืองในภาวะปกติ โอกาสที่จะทำให้ร่างกฎหมายเช่นนี้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังจะเห็นได้จากความพยายามของฝ่ายทหารในการผลักดันร่างกฎหมายความมั่นคงในสมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ที่ไม่ประสบความสำเร็จมาแล้ว และแม้ในสมัยรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ก็ออกมาในลักษณะของพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมีกรอบระยะเวลาการใช้ที่ต้องขอความเห็นชอบทุก 3 เดือน และแม้จะให้อำนาจไว้มาก แต่ก็ไม่ได้ให้ไว้กับกองทัพเหมือนครั้งที่ปรากฏในร่าง พ.ร.บ. ความมั่นคงใหม่แต่อย่างใด

ฉะนั้น ในทัศนะของผู้นำทหารแล้ว พระราชกำหนดดังกล่าวก็ยังไม่ใช่สิ่งที่เป็นความปรารถนาของทหารจริงๆ เพราะอำนาจในกฎหมายนี้ไม่ได้ถูก “รวมศูนย์” ไว้ในมือของผู้นำทหาร หากแต่ยังเป็นอำนาจที่ขึ้นอยู่กับรัฐบาล ซึ่งหากการเลือกตั้งหวนกลับมาเกิดขึ้นได้อีก อำนาจในกฎหมายดังกล่าวก็จะไปอยู่ในมือของรัฐบาลพลเรือนอีกเช่นกัน

ดังนั้น การเร่งให้กฎหมายความมั่นคงผ่านความเห็นของของรัฐสภาโดยเร็วก่อนที่การเลือกตั้งจะเกิดขึ้น จึงเป็นหนทางเดียวของการค้ำประกันอำนาจทหารในการเมืองไทย เพราะแม้จะมีเสียงท้วงติงจากหลายๆ ส่วนในสังคมว่า กฎหมายที่มีความสำคัญต่ออนาคตของสังคมไทยเช่นนี้ รัฐบาลและรัฐสภาซึ่งคราว (ที่มาจาการรัฐประหาร)  ควรจะประวิงเวลาไว้ และรอให้เป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคต จะเหมาะสมกว่า

อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดในอีกส่วนว่า ผู้นำทหารหลังจากการยึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549 แล้ว ได้ใช้สถาบันกองทัพในภารกิจหลักที่สำคัญก็คือ เมื่อกำหนดให้กลุ่มอำนาจเก่าเป็น “ภัยคุกคามหลัก” กองทัพจึงต้องดำเนินภารกิจสำคัญในการต่อสู้และเอาชนะภัยคุกคามเช่นนี้ ซึ่งการจะเอาชนะภัยคุกคามของ “อำนาจเก่า” นั้น จำเป็นต้องมีกฎหมายที่มอบอำนาจให้แก่กองทัพอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ซึ่งก็ไม่มีอะไรจะง่ายไปกว่าการออกฎหมายความมั่นคง เพราะเป็นกฎหมายที่สามารถรองรับบทบาทของทหารได้โดยตรง แม้กรอบของกฎหมายจะเป็นเรื่องความมั่นคง แต่การที่กฎหมายไม่ได้นิยามไว้ตั้งแต่เบื้องต้นว่า ความมั่นคงคืออะไร ก็เท่ากับการเปิดโอกาสให้มีการตีความได้อย่างกว้างขวาง ดังปรากฏในส่วนของเหตุผลซึ่งก็กล่าวแต่เพียงว่า

“ปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีหลากหลาย มีความรุนแรง รวดเร็ว สามารถขยายตัวจนส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และมีความสลับซับซ้อน จนอาจกระทบต่อเอกราชและบูรณภาพแห่งอนาคต ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศ และเป็นภยันตรายต่อความสงบของประชาชน” (ดูในเหตุผลของร่างกฎหมาย)

จากข้อความข้างต้น เห็นได้ชัดเจนว่าสิ่งที่เป็นปัญหาความมั่นคงเป็นอะไรก็ได้ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วฝ่ายทหารสามารถตีความเอาเองได้ว่า เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดผลดังนี้

            1)  กระทบต่อเอกราชและบูรณภาพแห่งอนาคต

            2)  ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยภายในประเทศ

            3)  เป็นอันตรายต่อความสงบของประชาชน 

ดังนั้นเมื่อพิจารณาดูจากข้อความในข้างต้น จะทำให้เกิดปัญหาในระยะยาวว่า การนิยามถึงปัญหาที่ส่งผลกระทบใน 3 กรณี ดูแล้วน่าจะครอบคลุมปัญหาทางการเมืองไปด้วย เช่น หากเกิดการชุมนุมของฝูงชนในการต่อต้านรัฐบาล จะถูกตีความว่าทำให้เกิดความไม่สงบภายในประเทศหรือไม่ หรือหากการชุมนุมประท้วงขยายตัวมากขึ้น จะทำให้สามารถตีความว่ากระทบต่อความสงบของประชาชนได้หรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะทำให้การเมืองไทยเป็นการเมืองที่ถูกควบคุมโดยทหาร (ผู้เขียนได้นำเสนอในบทความก่อนหน้านี้ว่า การเมืองในอนาคตจะเป็นประชาธิปไตยภาคบังคับ หรือ “Coercive Democracy” ที่มีทหารเป็นผู้ควบคุมระบบการเมือง)

การเมืองในลักษณะเช่นนี้อาจจะมีข้อดีก็คือ ผู้นำทหารไม่จำเป็นต้องทำรัฐประหาร เพราะทหารสามารถยึดอำนาจได้โดยอาศัยอำนาจที่ปรากฏในกฎหมายนี้ และขณะเดียวกันก็เป็นการเมืองที่ถูกควบคุมโดยทหารอยู่แล้ว ถือเป็นการเมืองในแบบ “ทหารเป็นใหญ่” (military supremacy) ซึ่งตรงกับคุณลักษณะของการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ “พลเรือน (ที่มาจากการเลือกตั้ง) เป็นใหญ่ (civilian supremacy) การเมืองในสภาพเช่นนี้ทำให้การยึดอำนาจไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เพราะเป็นการเมืองที่ถูกควบคุมโดยตรงจากทหาร ซึ่งก็ถือการสร้างให้เกิด “ระบอบทหาร” ขึ้นในการเมืองไทยในอนาคตนั่นเอง

นอกจากนี้จะเห็นได้ว่า เมื่อกฎหมายนั้นผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) จะกลายเป็นองค์กรถาวรในระบอบการเมืองไทย เพราะเดิมองค์กรนี้เป็นเพียงองค์กรภายในกองทัพบก แม้ในยุคสงครามคอมมิวนิสต์ มีความพยายามจะทำให้ กอ.รมน. เป็นองค์กรในระดับชาติ แต่ในความเป็นจริง กอ.รมน. เป็นองค์กรเฉพาะกิจของทหาร และถ้ากล่าวให้ชัดเจนมากขึ้น ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นองค์กรของกองทัพบก

ผลที่เกิดขึ้นจะเห็นได้ชัดเจนจากข้อความในมาตรา 5 เมื่อ กอ.รมน. กลายเป็นองค์กรในสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชา และ “มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร” อันทำให้เกิดการเปลี่ยนฐานะจากองค์กรเฉพาะกิจให้กลายเป็นองค์กรถาวรในการบริหารภาครัฐ

สิ่งสำคัญในความเป็นองค์กรถาวรอีกประการหนึ่งก็คือ ผู้อำนวยการ (นายกฯ) สามารถมอบอำนาจให้รองผู้อำนวยการ (ผู้บัญชาการทหารบก) เป็นผู้ปฏิบัติและใช้อำนาจแทนได้ และทั้งยังระบุอีกด้วยว่าให้เสนาธิการกองทัพบกเป็นเลขาธิการ กอ.รมน. (มาตรา 5) ซึ่งว่าที่จริงแล้ว ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดที่จะต้องระบุให้นายกฯ มอบอำนาจให้รอง ผอ.รมน. ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก เพราะในทางการบริหารราชการแผ่นดิน เกือบทุกรัฐบาลที่ผ่านมาจะมีตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงอยู่แล้ว ลักษณะเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามโดยตรงว่า ถ้านายกฯ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ทำไมไม่มอบให้รองนายกฯ ด้านความมั่นคงทำการแทน ทำไมต้องมอบให้ ผบ.ทบ. หรือการเขียนไว้ในมาตรา 5 เช่นนี้ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า ในการมอบอำนาจนั้น นายกฯ จะต้องให้แก่ ผบ.ทบ. เท่านั้น ไม่ใช่ให้แก่รองนายกฯ ที่แม้จะดูแลด้านความมั่นคง ก็ไม่สามารถรับมอบอำนาจเช่นนี้ได้ และทั้งยังระบุให้ชัดเจนเพิ่มเติมอีกด้วยว่า เสธ.ทบ. เป็นเลขาธิการ กอ.รมน. โดยตำแหน่ง

หากเป็นเช่นนี้แล้ว จะกล่าวว่า กอ.รมน. ไม่ใช่องค์กรของกองทัพบกได้อย่างไร และทั้งยังจะเห็นอีกด้วยว่า ในความเป็นจริงนั้น ผู้บังคับบัญชาที่แท้จริงอง กอ.รมน. ซึ่งจะมีอำนาจในการควบคุมองค์กรนี้อย่างเป็นจริงก็คือ ผบ.ทบ. ต่างหาก ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี ข้อความที่ระบุให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในมาตรา 5 จึงมีลักษณะเลื่อนลอย และเป็นแต่เพียงการเขียนไว้เพื่อป้องกันการต่อต้านจากสาธารณชนว่า ผู้นำกองทัพบกพยายามสืบทอดอำนาจการเมือง โดยการสร้างภาพลวงตาว่า อำนาจในการควบคุมองค์กรเป็นของผู้นำรัฐบาล ไม่ใช่ของผู้นำทหาร

ดังนั้น เมื่อการเลือกตั้งถือกำเนิดขึ้น พร้อม ๆ กับกลับการคืนสู่อำนาจของรัฐบาลพลเรือน กฎหมายความมั่นคงภายในก็จะกลายเป็น “ไม้ค้ำยัน” อำนาจทหารในการเมืองไทยได้เป็นอย่างดี เพราะอำนาจที่แท้จริงจะยังอยู่ในมือของผู้นำกองทัพ โดยมีกฎหมายนี้ให้การรับรองไว้อย่างดียิ่ง!

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5
มองการณ์ใกล้ วันที่ : 06/12/2007 เวลา : 21.58 น.
http://www.oknation.net/blog/visionary

ใช่หรือไม่ว่า แท้จริงแล้ว "ทหาร" คือ "ภัยคุกคาม" ของประเทศ
ความคิดเห็นที่ 4
ก้อนหินรูปหมู วันที่ : 06/12/2007 เวลา : 18.44 น.
http://www.oknation.net/blog/piglet22

มาถึงจุดนี้ หวังแค่ขอให้คนที่มีอำนาจใช้อำนาจในทางที่ถูกต้อง และคิดถึงประเทศชาติและส่วนรวมก็แล้วกันนะค่ะ
ความคิดเห็นที่ 3
นายหมอดี(แท้) วันที่ : 06/12/2007 เวลา : 17.01 น.
http://www.oknation.net/blog/NARKA

ผมมองในมุมของ วัฒนธรรมทางทหารไทย
การมีคอมมิวนิสต์ ความมั่นคงก็มีคุณค่า
พอไม่มี การสถาปนาการก่อการร้ายภาคใต้ โดยใครและอย่างไร
ที่จะทำให้อำนาจความมั่นคงยังคงมีบทบาทสำคัญ มีงานอยู่ได้
คนที่มายุบอำนาจความมั่นคง มายุบทหารพัฒนา มายุบ ศอ.บต. พตท.43 คือผู้ที่ทำลายความมั่นคง มาทุบหม้อข้าว ต้องกลายเป็นศัตรูไปอย่างช่วยไม่ได้
ม.ของคุณมีการวิเคราะห์เรื่องนี้กันอย่างไร?
ความคิดเห็นที่ 2
หัวผักกาด วันที่ : 06/12/2007 เวลา : 13.48 น.
http://www.oknation.net/blog/bowwy

อำนาจย่อมทำให้คนเปลี่ยนไปได้เสมอ
ความคิดเห็นที่ 1
Supawan วันที่ : 06/12/2007 เวลา : 12.35 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

อืมมมมมม
แสดงความคิดเห็น

  ล๊อกอินเข้าสู้ระบบ คลิกที่นี่   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
ขอขอบคุณ OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

Internacional

all

View All
<< ธันวาคม 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



ท่านไม่พอใจใครมากที่สุด จากการทำรัฐประหาร
สนธิ บุญรัตกลิน
9 คน
สุรยุทธุ์ จุลานนท์
1 คน
ทักษิณ ชินวัตร
34 คน
เปรม ติณสูลานนท์
4 คน
สนธิ ลิ้มทองกุล
7 คน
สพรั่ง กัลยาณมิตร
1 คน
อนุพงษ์ เผ่าจินดา
0 คน
มีชัย ฤชพันธุ์
1 คน
ประสงค์ สุ่นสิริ
2 คน

  โหวต 59 คน