พิมพ์หน้านี้
|
ปรัชญาการเมือง สำหรับสารานุกรมหลังสมัยใหม่ ม.เที่ยงคืน บทความนี้มีคำถามหลักในการศึกษา 2 ประการด้วยกัน คือ
การนำเสนอในบทความนี้เริ่มต้นที่การตอบคำถามประการแรก ด้วยการนำเสนอผลการศึกษาว่าแนวคิดการครองอำนาจนำ (Hegemony) ของกรัมชีนั้นมีลักษณะอย่างไร และในส่วนท้ายของบทความจะเป็นการนำเสนอในส่วนของการอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองไทย กรณีศึกษาการครองอำนาจของรัฐบาลทักษิณในช่วงปี 2544-2549 ด้วยกรอบแนวคิดดังกล่าว แนวคิดการครองอำนาจนำ (Hegemony): นิยาม ความหมาย แนวความคิดเรื่องการครองอำนาจนำ (3) นั้น ได้ถูกกล่าวถึงในงานเขียนของ อันโตนิโอ กรัมชี (Antonio Gramsci) (4) ในสมุดบันทึกจากคุก (Prison Notebooks) ผลงานชิ้นสำคัญของกรัมชีนี้เขียนขึ้นระหว่างที่เขาถูกจำคุกระหว่างปี ค.ศ.1926-1935 แม้เขาจะต้องเผชิญกับปัญหาเรื่องสุขภาพ และสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากในเรือนจำ แต่เขาก็ยังสามารถเขียนงานออกมาได้ถึงกว่า 2,848 หน้าจากสมุดบันทึกจำนวน 33 เล่มด้วยกัน งานเขียนของเขามีลักษณะกระจัดกระจายมิได้รวบรวมเป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ และมีประเด็นกว้างขวางครอบคลุมในหลายเรื่องด้วยกัน เช่น ประเด็นว่าด้วยเรื่องประวัติศาสตร์อิตาลี ว่าด้วยการศึกษา ปัญญาชน ว่าด้วยทฤษฎีและแนวความคิดในทางการเมือง ความคิดเกี่ยวกับรัฐ สังคม การใช้อำนาจ รวมถึงเรื่องการครองอำนาจนำ เป็นต้น อีกทั้งการใช้ภาษาก็มีลักษณะกำกวม ซึ่งยากต่อการตีความ เพื่อให้จดหมายและข้อเขียนของเขาสามารถผ่านการควบคุมจากคุกได้นั่นเอง (5) ทั้งนี้การกล่าวว่าแนวความคิดมาร์กซิสต์เป็นความคิดแบบเศรษฐกิจกำหนด (Economic Determinism/Economism) โดยนักวิชาการส่วนใหญ่นั้น เป็นการกล่าวหาแนวคิดมาร์กซิสต์ที่เกินเลยและเหมารวมเกินไป ในความเป็นจริงแล้วนักคิดมาร์กซิสต์ที่เชื่อในหลักเศรษฐกิจกำหนดนั้นเป็นเพียงบางพวกเท่านั้น เช่น เคาท์สกี้ (9) และเบอร์นสไตน์ (10) นักคิดพวกนี้เชื่อว่าเศรษฐกิจนั้นจะพัฒนาไปเองโดยอัตโนมัติ โดยมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป (Gradualism) ไม่ใช่ลักษณะของการปฏิวัติ แต่นักมาร์กซิสต์อีกส่วน อาทิ เลนิน, เหมา เจ๋อ ตุง, เช กูวารา, และฟิเดล คาสโตร นั้นไม่ได้เป็นพวกเศรษฐกิจกำหนด เพราะเขาเหล่านี้พยายามที่จะปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เหตุผลหนึ่งของการพยายามเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ก็เพราะความเข้าใจในเรื่องของวัตถุนิยมวิภาษวิธี (Dialectical Materialism) ที่จิตก็มีพลังในการเปลี่ยนแปลงวัตถุได้ด้วย ทั้งนี้เลนินเองก็เคยกล่าวไว้ชัดเจนว่า "จิตสำนึกของมนุษย์นั้นไม่เพียงแต่สะท้อนภาพของโลกในทางวัตถุเท่านั้น แต่ยังสามารถสรรสร้างสรรพสิ่งได้อีกด้วย" (11) ซึ่งอาจสรุปได้ว่าวิภาษวิธีในบริบทนี้อาจเข้าใจได้ว่าเป็น Creative Reflection (12) (การสะท้อนภาพปัญหาโดยสร้างสรรค์วิธีเพื่อแก้ปัญหาด้วย) นอกจากนี้ตัวอย่างงานที่กล่าวยืนยันได้ว่ามาร์กซ์นั้นไม่ได้เป็นผู้ที่เชื่อในเศรษฐกิจกำหนดอย่างกลไก สามารถดูเพิ่มเติมได้ในงานของ Richard W. Miller (13) เป็นต้น
กรัมชี อธิบายว่าขณะที่ สังคมการเมือง ดำเนินการสร้างและสืบทอด "อำนาจครอบงำ" (Domination)โดยชนชั้นปกครอง ผู้ยึดกุมอำนาจรัฐและมีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย (Legislation) และมีอำนาจบังคับรองรับ (Coercion) อยู่ด้วย แต่ในประชาสังคมนั้นจะมีการดำเนินการเพื่อสร้างและสืบทอด/รักษาการครองอำนาจนำ โดยอาศัยวิธีการที่แตกต่างไปจากสังคมการเมือง โดยใช้วิธีการสร้าง ความยินยอมพร้อมใจให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน โดยที่ประชาชนไม่รู้สึกว่าเป็นการบังคับ หรือ เป็น"การยินยอมพร้อมใจโดยธรรมชาติ" (15) (Spontaneously Consensus) ในประชาสังคมนี้ การใช้อำนาจเพื่อครอบงำกลุ่มบุคคลหรือชนชั้นอื่นนั้น จะแตกต่างจากสังคมการเมือง นั่นคือ ในประชาสังคมจะเป็นการใช้อำนาจนำโดยไม่ใช้กำลังหรือความรุนแรง แต่จะเป็นการครองอำนาจนำในเชิงพื้นที่ (Realm) หรือความคิดในการผลิตทางเศรษฐกิจ และการดำรงชีวิต โดยผ่านทางเครื่องมือหรือกลไกชนิดต่างๆ. ในแง่นี้โลกทัศน์ของผู้คนในประชาสังคมจะถูก "ครองอำนาจนำ" ทางความคิด ความเชื่อ ทัศนคติโดยกลุ่มผู้ปกครอง และโลกทัศน์ที่ถูกครอบงำจะกลายไปเป็น "วัฒนธรรมร่วมของผู้คน" (Popular Culture) และแทรกซึมไปทั่วทั้งประชาสังคม การสร้างภาวะการครองอำนาจนำนี้จะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบไม่ได้ ถ้ากลุ่มผู้ปกครอง หรือชนชั้นปกครองจะมุ่งหวังยึดครองแต่เพียงอำนาจรัฐ แต่เพียงอย่างเดียว โดยปราศจากการครองอำนาจนำเหนือระบบความคิด หรืออุดมการณ์ เหนือสังคมส่วนใหญ่ ด้วยเหตุนี้"กลุ่มผู้ดำเนินการสร้างภาวะครองอำนาจนำ" (Hegemon) (16) นั้นจะต้องพยายาม (Attempt) ที่จะสร้างแนวร่วม และแปรสภาพ (Transform) อุดมการณ์ของพันธมิตร (Alliance) จากกลุ่มหรือชนชั้นต่างๆ รวมถึงกลุ่มที่เป็นอริ (Rival) ให้เป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้ การสร้างแนวร่วมพันธมิตรระหว่างกลุ่มพลังหรือชนชั้นต่างๆ นี้เรียกว่า การสร้าง"กลุ่มประวัติศาสตร์" (17) (Historical Bloc) ให้เกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความเป็นเอกภาพระหว่างผู้ครองอำนาจนำกับผู้ถูกนำ ให้เกิดขึ้นโดยที่ความรู้สึก (Feelings) ของประชาชนผู้ถูกนำ/ถูกปกครองนั้น ถูกครอบครองความคิดโดยสมบูรณ์ตามความต้องการของชนชั้น หรือกลุ่มผู้ดำเนินการสร้างภาวะครองอำนาจนำ แนวความคิดเรื่อง การครองอำนาจนำนี้นอกจากจะมีการนำมาใช้โดยกรัมชี และนักวิชาการสายมาร์กซิสต์ใหม่ (Neo-Marxism) (18) ที่ศึกษากรัมชี (19) แล้วยังพบว่าได้มีการนำไปใช้ในอีกแขนงหนึ่งของการศึกษาทางรัฐศาสตร์ นั่นคือมีการนำแนวคิดเรื่องการครองอำนาจนำไปใช้ในบริบทการเมืองระหว่างประเทศ ด้วยนั่นเอง การครองอำนาจนำในแง่มุมของการศึกษาทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นั้นได้ถูกนำมาใช้เป็นกรอบความคิดในการวิเคราะห์การกำหนดนโยบายต่างประเทศ และการดำเนินการทางการทูตทั้งในด้านต่างๆ อาทิ ด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนระหว่างประเทศ ตลอดจนการทหาร ของประเทศมหาอำนาจที่มีต่อตัวแสดงต่างๆ ในเวทีโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทของสหรัฐอเมริกาในเวทีการเมืองโลก โดยเฉพาะในยุคสมัยหลังสงครามเย็นที่สหรัฐอเมริกาก้าวสู่การเป็นขั้วอำนาจเดียวหลัก เพียงขั้วเดียว (20) ดังนั้น ความหมายโดยสรุปของคำว่า "การครองอำนาจนำ" (Hegemony) ที่ใช้ในงานวิจัยชิ้นนี้คือ การใช้อำนาจของกลุ่ม / ชนชั้นใดๆ เพื่อสร้างภาวะการครอบครองความคิด และมีอำนาจนำเหนือกลุ่ม / ชนชั้นอื่นๆ ในสังคม โดยที่การใช้อำนาจดังกล่าวนั้นปราศจากการใช้ความรุนแรง หรือการบังคับในเชิงกายภาพ แต่เป็นการใช้อำนาจผ่านทางกลไกชนิดต่างๆ เพื่อครอบครองความคิด โน้มน้าว และทำให้เกิดการยอมรับ เพื่อก่อให้เกิดขึ้นซึ่งความยินยอมพร้อมใจและได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพลังทางสังคมและชนชั้นต่างๆ โดยที่ผู้คนในกลุ่ม/ชนชั้นที่ถูกกระทำนั้นไม่ทราบ หรือไม่สามารถตระหนักได้ว่าตนได้ถูกครอบครองความคิดไปแล้ว การดำเนินการเพื่อสร้างภาวะการครองอำนาจนำให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัตินั้น ต้องอาศัยกลไกต่างๆ เพื่อปฏิบัติการ เช่น การใช้สื่อ และสถาบันต่าง หรือสิ่งใดๆ ก็ตามที่สามารถนำมาใช้เพื่อโน้มน้าวชักจูงและครอบงำทางความคิดได้ ทั้งนี้กลไกต่างๆ นี้จะถูกกลุ่ม/ชนชั้นที่ต้องการครองอำนาจนำ นำมาใช้ในพื้นที่ทางสังคมที่เรียกว่า "ประชาสังคม" ควบคู่กันไปกับการใช้อำนาจบังคับในสังคมการเมือง เพื่อให้สามารถสร้างภาวะการครองอำนาจนำได้อย่างเบ็ดเสร็จ จากความหมายที่ดังที่ได้นำเสนอข้างต้น สามารถสังเคราะห์แนวคิดที่จัดเป็นองค์ประกอบหลักของการครองอำนาจนำได้ 5 ประการด้วยกันได้แก่
โครงสร้างของการครองอำนาจนำ: แนวความคิดองค์ประกอบของการครองอำนาจนำ 1) แนวความคิดเรื่องโครงสร้างส่วนล่าง และโครงสร้างส่วนบน (Super/Base Structure) กับกลุ่มประวัติศาสตร์ (Historic Bloc)
หลักวิภาษวิธี หลักเศรษฐกิจกำหนด
หลักสำคัญของแนวคิดเรื่องหลักเศรษฐกิจกำหนดของสำนักมาร์กซิสต์แบบดั้งเดิมก็คือ การมองว่าในการเปลี่ยนแปลง วิวัฒนาการหรือพัฒนาการของสังคมใดๆ ก็ตามจะถูกกำหนดโดย "โครงสร้างส่วนล่าง" และการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างส่วนล่างจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างส่วนบน นั่นหมายความว่าเป็นการให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องเศรษฐกิจ หรือการผลิตเป็นหลักในการเปลี่ยนแปลงสังคม หรืออาจกล่าวได้ว่าถ้าชนชั้นใดจะสามารถปกครองชนชั้นอื่นได้ ก็จะต้องยึดโครงสร้างส่วนล่างให้ได้นั่นเอง มุมมองด้านสังคมชนชั้น แนวคิดเรื่องชนชั้นในสังคมนี้มาร์กซ์และเองเกล เพื่อนของเขาได้อธิบายไว้ใน "The Communist Manifesto" (25) โดยได้อธิบายว่า ตลอดเวลาในประวัติศาสตร์นั้นเป็นเรื่องของการต่อสู้ระหว่างชนชั้นเรื่อยมา โดยชนชั้นหนึ่งกดขี่รีดนาทาเร้นอีกชนชั้นหนึ่ง โดยสาเหตุที่ชนชั้นหนึ่งสามารถขูดรีดอีกชนชั้นหนึ่งได้นั้นก็เนื่องจากเรื่องทางเศรษฐกิจนั่นเอง ชนชั้นใดเป็นผู้ควบคุมปัจจัยการผลิตชนชั้นนั้น ก็จะเป็นชนชั้นที่มีอำนาจในสังคม แนวคิดเรื่องหลักการวัตถุนิยมวิภาษวิธี, หลักเศรษฐกิจกำหนด, และชนชั้นทางสังคม, ดังที่ได้กล่าวข้างต้น ได้ถูกนำมาใช้ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์โดยสำนักคิดมาร์กซิสต์แบบดั้งเดิม ซึ่งในการอธิบายดังกล่าวนี้ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานเรื่อง "เศรษฐกิจ"หรือโครงสร้างส่วนล่างเป็นหลัก โดยความขัดแย้งระหว่างชนชั้นในสังคมนั้นได้เกิดขึ้นเพราะปัญหาเรื่องเศรษฐกิจเป็นสำคัญ อันทำให้เกิดการปฏิวัติ/ต่อสู้เพื่อล้มล้างชนชั้นที่เอาเปรียบ และเปลี่ยนแปลงรูปแบบสังคมไปนับจากสังคมดั้งเดิม ไปจนถึงสังคมสุดท้ายคือสังคมคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้น ไม่มีการเอาเปรียบกัน และไม่มีปัญหาในทางเศรษฐกิจอีกต่อไป (26). แนวคิด/แนวการศึกษาแบบมาร์กซิสต์ เป็นแนวคิดที่ให้ความสำคัญในเรื่องเศรษฐกิจ และเป็นการมองหรือให้ความสนใจกับเหตุการณ์แบบวัตถุนิยม (Materialism) กล่าวคือให้ความสนใจในเรื่องของการทำมาหากิน การดิ้นรนเพื่อมีกิน เพื่อดำรงชีวิตอยู่ หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ วัตถุนิยมนั้น เป็นการมองว่าสิ่งของ วัตถุต่างๆ เป็นตัวกำหนดความคิด และมีอิทธิพลเหนือการเมือง ศาสนา วัฒนธรรม และทุกสิ่งในสังคม (27) การนำปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธีมาใช้อธิบายการเปลี่ยนแปลงของสังคม (28) นี้เรียกว่า "วัตถุนิยมประวัติศาสตร์" (Historical Materialism) (29) ซึ่งเป็นการมองว่าประวัติศาสตร์นั้นถูกสร้างโดยมนุษย์เอง มิใช่โดยธรรมชาติหรือโดยประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าแต่อย่างใด (30). การที่ได้กล่าวถึงหลักการสำคัญ หรือแนวคิดหลักของสำนักคิดแบบมาร์กซิสต์ ดังที่อธิบายมาข้างต้นนี้เพื่อเป็นการชี้ให้เห็นว่า แนวความคิดแบบมาร์กซิสต์นั้นให้ความสำคัญอย่างมากกับ "โครงสร้างส่วนล่าง" ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมทั้งหมด กรัมชี: กับให้ความสำคัญของโครงสร้างส่วนบน สำหรับกรัมชี โครงสร้างส่วนบนนั้นเป็นโครงสร้างสังคมที่มีความสำคัญ และสามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือส่งผลต่อสังคมในส่วนรวมได้เช่นเดียวกันกับโครงสร้างส่วนล่าง หรือโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (33) โครงสร้างส่วนบนนี้ประกอบด้วยส่วนที่เรียกว่า "สังคมการเมือง" และ"ประชาสังคม" ซึ่งเป็นโครงสร้างของระบบความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ กฎหมาย วัฒนธรรม และอื่นๆ ที่ไม่ใช่โครงสร้างทางเศรษฐกิจ กรัมชี: แนวคิดเรื่อง"กลุ่มประวัติศาสตร์" การแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างพื้นที่ภายใต้ "โครงสร้างสังคมส่วนล่างที่เป็นความสัมพันธ์เชิงการผลิต" กับ "โครงสร้างสังคมส่วนบนที่เป็นความสัมพันธ์เชิงอุดมการณ์ และอำนาจ" โดยให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจและโลกแบบวัตถุนิยมแต่เพียงอย่างเดียวนั้น จึงไม่เป็นการเพียงพอสำหรับการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคมที่มีความซับซ้อนมากกว่าปัจจัยในเชิงวัตถุ เนื่องจากในสังคมนั้นยังมีพื้นที่การเมือง, อุดมการณ์, และความคิดจิตใจอยู่ด้วย (36) ดังนั้นความคิดเรื่องกลุ่มประวัติศาสตร์สำหรับกรัมชี จึงถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายถึงการสร้างภาวะการครองอำนาจอย่างสมบูรณ์ด้วยการยึดครองโครงสร้างทางสังคมทั้งสองส่วน
หากสามารถผนวกการครองอำนาจนำ เหนือความสัมพันธ์ทางสังคมในพื้นที่ทั้งสองของโครงสร้างสังคมใดๆ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ ได้นั้น เรียกว่าการสร้าง"กลุ่มประวัติศาสตร์"ให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างภาวะการครองอำนาจนำได้อย่างสมบูรณ์ให้เกิดขึ้นเหนือสังคมนั้นๆ นั่นเอง ตัวอย่างของกรณี การพยายามสร้างกลุ่มประวัติศาสตร์ที่พอสังเกตเห็นได้ในสังคมการเมืองไทยร่วมสมัยโดยเฉพาะในยุคของรัฐบาลทักษิณ คือความพยายามในการให้ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมผ่านทางนโยบายประชานิยมชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นการยึดกุมพื้นที่โครงสร้างสังคมส่วนล่าง ขณะเดียวกันในโครงสร้างสังคมส่วนบนก็ยังมีมิติที่กว้างไปกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ดังเห็นได้ว่ามีการสร้างพันธมิตร (37) ระหว่างชนชั้น และกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทยระหว่างรัฐบาลทักษิณ ซึ่งในอีกด้านหนึ่งก็เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนสื่อสารโทรคมนาคมขนาดใหญ่ กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่อื่นๆ อาทิ กลุ่มทุนอุตสาหกรรมของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นต้น รวมถึงการเป็นพันธมิตรกับกลุ่มคนเดือนตุลา ซึ่งเปรียบได้กับการสร้างพันธมิตรระหว่างชนชั้นนายทุนกับชนชั้นกลางที่ได้รับการยอมรับจากชนชั้นล่างจำนวนมาก อาทิ การดึงนายภูมิธรรม เวชยชัย มาเข้าร่วมมีบทบาทภายในพรรคไทยรักไทย เป็นต้น อีกทั้งยังได้มีการพยายามที่จะเป็นพันธมิตรกับกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนในระยะแรกของการก่อตั้งพรรคไทยรักไทยอีกด้วย (38) แนวความคิดเรื่องประชาสังคม (Civil Society) นี้ กรัมชีได้นำมาจากความคิดของเฮเกล (Hegel)(40) ซึ่งตามแนวคิดของเฮเกลนั้นมองประชาสังคมว่า มีลักษณะของความสัมพันธ์ และความร่วมมือของเอกชนในลักษณะต่างๆ เช่น ในเชิงธุรกิจการค้า (Commercial) ในเชิงของการรวมตัวเป็นสมาคมต่างๆ รวมทั้งสมาคมการค้า (Trade association) เป็นต้น ขณะที่กรัมชี ได้นำแนวคิดของเฮเกลมาปรับใช้ โดยมองว่า ประชาสังคมนั้นมีลักษณะของการเป็นโครงสร้างสังคมส่วนบนที่มีความสำคัญในเชิงอุดมการณ์ หรือระบบความคิด ความเชื่อ ผ่านทางตัวการที่เป็นสถาบัน และกลไกการครองอำนาจนำต่างๆ เพื่อสร้างและสืบทอด / ส่งต่อ ความคิด ความเชื่อชุดต่างๆ ให้แพร่กระจายทั่วไปในสังคม สถาบันในพื้นที่ประชาสังคม ซึ่งทำหน้าที่ในการสร้างและส่งต่อชุดความคิด ความเชื่อตามที่กลุ่ม/ชนชั้นผู้พยายามสร้างภาวะการครองอำนาจนำต้องการนั้น ประกอบไปด้วยสถาบันต่างๆ ในสังคมที่เป็นแหล่งรวมของความสัมพันธ์ของผู้คน ได้แก่ สถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เป็นต้น. สถาบันดังกล่าวจะทำหน้าที่ในการสร้าง ชุดอุดมการณ์หนึ่งๆ ขึ้นมา ตามความต้องการของกลุ่ม/ชนชั้นที่พยายามสร้างภาวะการครองอำนาจนำ และทำหน้าที่ส่งต่อ สืบทอด แพร่กระจาย อุดมการณ์ดังกล่าวด้วยในขณะเดียวกัน การทำหน้าที่เพื่อสร้างและส่งต่ออุดมการณ์ดังกล่าวของสถาบันต่างๆ ในประชาสังคมนั้น จะมีลักษณะเด่นที่สำคัญคือ ปราศจากการใช้อำนาจบังคับ (Coercion) และการใช้กำลังบังคับในเชิงกายภาพ หากแต่เป็นการใช้อำนาจในลักษณะของการชักจูง โน้มนำ หรือกล่อมเกลาความรู้ ความคิดของผู้คนเป็นหลัก เพื่อก่อให้เกิดซึ่งความยินยอมพร้อมใจ (Consent) ของคนในสังคม และก่อให้เกิดโลกทัศน์ที่เป็นแบบเดียวกัน ตามความต้องการของกลุ่ม/ชนชั้นผู้พยายามสร้างภาวะการครองอำนาจนำ ส่วนสังคมการเมือง (Political Society) นั้น มีลักษณะที่แตกต่างไปจากประชาสังคม กล่าวคือ ในขณะที่ความสัมพันธ์ของผู้คนผ่านสถาบันต่างๆ ในประชาสังคมนั้นเป็นลักษณะของการปราศจากอำนาจบังคับ แต่ความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมการเมืองจะเป็นลักษณะของการใช้อำนาจบังคับ ผ่านทางกลไกการใช้อำนาจบังคับต่างๆ อาทิ การใช้กำลังของกองทัพ การบังคับใช้กฎหมายฉบับต่างๆ ดังนั้นสถาบันหลักในสังคมการเมืองนี้จึงประกอบไปด้วย สถาบันศาล กองทัพตำรวจ รัฐบาล เป็นต้น การทำหน้าที่ของสถาบันต่างๆ ในสังคมการเมืองนั้น อาศัยการใช้อำนาจบังคับ (Coercion) เป็นหลักเพื่อให้ได้มาซึ่งการครอบงำ (Dominant) ตามความต้องการของกลุ่ม/ชนชั้นผู้พยายามสร้างภาวะการครองอำนาจนำเหนือชนชั้นอื่นๆ ในสังคม ซึ่งตามแนวความคิดของกรัมชี การใช้อำนาจครอบงำด้วยการใช้อำนาจบังคับในพื้นที่สังคมการเมือง สามารถกระทำเพื่อหวังผลสำเร็จในระยะสั้นได้สำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่ในระยะยาวนั้นการใช้อำนาจบังคับแต่เพียงอย่างเดียว จะทำให้กลุ่ม/ชนชั้นปกครองดังกล่าวมีอำนาจเหนือชนชั้นอื่นได้ไม่ยั่งยืน ดังนั้นกรัมชีจึงได้เสนอว่า กลุ่ม/ชนชั้นปกครอง ผู้ต้องการสร้างภาวะการครองอำนาจนำให้เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์เหนือสังคมใดๆ จะต้องพยายามยึดกุมพื้นที่เหนือ "ประชาสังคม" ให้สำเร็จก่อน ด้วยการใช้กลไกการครองอำนาจนำต่างๆ เพื่อสร้างความยินยอมพร้อมใจ (Consent) ให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งแม้จะต้องใช้เวลานานกว่าการใช้อำนาจหรือกำลังบังคับ แต่ก็จำเป็นต้องยึดประชาสังคมให้ได้ ส่วนการใช้อำนาจบังคับนั้นให้มีการใช้ควบคู่กันไปตามสมควร 3) สงครามขับเคลื่อน และสงครามยึดพื้นที่ทางความคิด (War of Movement and War of Position) การดำเนินการช่วงชิง หรือยึดกุมความคิด ความเชื่อของคนในพื้นที่ประชาสังคมนี้ กรัมชีเรียกว่า เป็น "การทำสงครามยึดพื้นที่ทางความคิด" ถ้าสามารถเอาชนะสงครามนี้เหนือพื้นที่ประชาสังคมได้สำเร็จ การสร้างภาวะการครองอำนาจนำก็จะสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์ และยั่งยืนสืบไป 4) กลไกการครองอำนาจนำ และกลไกการใช้อำนาจรัฐ (Hegemonic Apparatuses and State Apparatuses) แนวคิดเรื่องกลไกการครองอำนาจนำ เปรียบได้กับการทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเพื่อถ่ายทอดอุดมการณ์ หรือระบบความคิด ความรู้ ความเชื่อ ค่านิยมชุดหนึ่งๆ ตามที่กลุ่มผู้พยายามสร้างภาวะการครองอำนาจนำต้องการ เพื่อสื่อไปถึงประชาชนในชนชั้นต่างๆ เหนือพื้นที่ประชาสังคม เพื่อให้เกิดความรู้สึกร่วมในการเห็นพ้องและยินยอมที่จะปฏิบัติตาม (Consent) ความต้องการของชนชั้นผู้ถ่ายทอดอุดมการณ์ นอกจากนี้กลไกการครองอำนาจนำยังทำหน้าที่รวมไปถึงการสร้างจิตสำนึก (Conscious) ให้ชนชั้นผู้ถูกครอบงำมีความรู้สึกว่าผลประโยชน์ของชนชั้นตนนั้นได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากชนชั้นปกครองหรือชนชั้นผู้พยายามครองอำนาจนำ โดยที่ชนชั้นผู้ถูกครอบงำไม่รู้สึก หรือไม่สามารถสำนึกได้ว่าชนชั้นของตนนั้นถูกเอาเปรียบ หรือขูดรีดอย่างไร กลไกการครองอำนาจนำนี้ กล่าวได้ว่าเป็นสิ่งใดก็ได้ที่ทำหน้าที่ในการถ่ายทอด หรือส่งผ่านชุดความคิด (42) จากด้านของผู้พยายามสร้างภาวะการครองอำนาจนำไปยังผู้คนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง ปัญญาชน นโยบายของพรรคการเมือง/รัฐบาล สื่อมวลชนทุกประเภท สถาบันการศึกษา สถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา การสร้างภาพ/การจัดการภาพลักษณ์ของฝ่ายผู้พยายามสร้างภาวะการครองอำนาจนำ เป็นต้น ขณะที่กลไกการใช้อำนาจรัฐนั้น จะถูกใช้เหนือพื้นที่สังคมการเมือง โดยแตกต่างจากกลไกการครองอำนาจนำตรงที่ "กลไกรัฐ"นั้นไม่ได้เป็นกลไกที่ใช้สื่อสารเพื่อสร้างชุดของอุดมการณ์ตามที่ชนชั้นผู้พยายามครองอำนาจนำต้องการ แต่กลไกรัฐนั้นเป็นกลไกที่ใช้อำนาจบังคับ เพื่อบังคับให้ประชาชนของชนชั้นต่างๆ ปฏิบัติ หรือไม่ปฏิบัติตามความต้องการของชนชั้นปกครองหรือผู้พยายามสร้างการครองอำนาจนำ โดยที่ทุกคนในสังคมนั้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้. กลไกการใช้อำนาจรัฐจึงได้แก่ สิ่งใดๆ ก็ตามที่รัฐ หรือผู้ครองอำนาจนำสามารถนำมาใช้เหนือผู้คนในสังคมทุกชนชั้น เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายต่างๆ ตามต้องการ กลไกลักษณะนี้จะอาศัยอำนาจในการบังคับ เช่น กฎหมาย การใช้อำนาจศาล การใช้กำลังของกองทัพ และตำรวจ เป็นต้น การครองอำนาจนำสมบูรณ์ที่กลุ่มผู้ดำเนินการสร้างภาวะครองอำนาจนำ สามารถเอาชนะสงครามยึดพื้นที่ทางความคิดได้ด้วยการยึดครองเหนือพื้นที่ประชาสังคม และสังคมการเมืองนั้น ผู้คนในสังคมจะดำเนินชีวิตอย่างปกติ โดยไม่เกิดการความสงสัยหรือตั้งคำถามต่อการดำเนินการต่างๆ ของกลุ่มผู้ดำเนินการสร้างภาวะครองอำนาจนำ และไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อแสดงความคิดที่ขัดแย้งต่อความคิดหลัก หรืออุดมการณ์ตามที่กลุ่มผู้ดำเนินการสร้างภาวะครองอำนาจนำต้องการ ในทางกลับกันถ้ากลุ่มผู้ดำเนินการสร้างภาวะครองอำนาจนำ สร้างภาวะการครองอำนาจนำสมบูรณ์ไม่สำเร็จ ผู้คนในสังคมส่วนหนึ่งที่ตระหนักรู้ได้ว่า ตนหรือชนชั้น/กลุ่มของตนได้ถูกดำเนินการครองอำนาจนำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม/ชนชั้นผู้ครองอำนาจนำ กลุ่มคนที่ตระหนักรู้นี้จะได้แสดงออก หรือเผยให้เห็นถึงการดำเนินการใดๆ เพื่อเป็น "การโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำ"ของชนชั้นผู้ครองอำนาจนำ ทั้งนี้การโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำของกลุ่มคน/ชนชั้นอื่นในสังคม อาจเป็นไปเพียงเพื่อแสดงให้ผู้ครองอำนาจนำได้เห็นและรับรู้ว่าอำนาจของตนนั้นถูกท้าทาย หรือแม้การโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำ เพื่อโค่นล้มกลุ่มผู้ดำเนินการครองอำนาจเก่า และนำไปสู่การก้าวไปเป็นกลุ่มผู้ดำเนินการครองอำนาจนำกลุ่มใหม่ก็เป็นได้ (43) ตัวอย่างของกรณี การโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำที่เห็นได้ชัดคือ (44) การโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำของระบบเสรีนิยมใหม่ระดับโลก ผ่านการดำเนินการของสถาบันระหว่างประเทศเช่น ธนาคารโลก (World Bank) หรือองค์กรการค้าโลก (World Trade Organization; WTO) โดยเห็นได้จากการแสดงออกถึงการโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำจากการระดมพลการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 30 กันยายน ปี 1999 โดยผู้ประท้วงได้ทำการขัดขวางการประชุมผู้แทน WTO ที่จัดขึ้นที่เมือง ซีแอทเทิล สหรัฐอเมริกา โดยการประท้วงในครั้งนี้ได้มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากโดยมีระยะเวลาการประท้วงไปจนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 1999 ส่งผลให้การประชุมองค์กรการค้าโลกในครั้งนั้นต้องยกเลิกไป (45) กรณีตัวอย่างของการโต้ตอบต่อการครองอำนาจนำอีกกรณีหนึ่งคือ การเคลื่อนไหวซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นที่รับรู้กันในสังคมมากขึ้น เกี่ยวกับการต่อสู้เรียกร้องเพื่อต่อต้านกับกระแสโลกาภิวัตน์นั่นก็คือ "เวทีสมัชชาสังคมโลก" (World Social Forum; WSF) (*) ที่จัดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 6 ปีแล้วนั่นเอง เชิงอรรถ (1) มีการใช้คำในภาษาไทยแทนความหมายของคำว่า "Hegemony" แตกต่างกันออกไป อาทิ "การครองความคิดจิตใจ" "การใช้อำนาจนำ" "การครองความเป็นเจ้า" และ "การครองความเป็นใหญ่" เป็นต้น ในงานวิจัยชิ้นนี้ผู้เขียนเลือกใช้คำว่า "การครองอำนาจนำ" ควบคู่กับคำว่า "ภาวะการครองอำนาจนำ" เพราะเป็นคำที่ผู้เขียนมองว่าเหมาะสมกับการนำมาใช้เป็นกรอบในการอธิบายรัฐบาลทักษิณมากที่สุด เนื่องจากคำดังกล่าวได้สื่อถึง สภาวะที่สังคมการเมืองไทยได้ประสบมาช่วงปี 2544-2548 ที่มีรัฐบาลทักษิณเป็นตัวแสดงนำ โดยมีบทบาทนำในสังคมไทยหลายๆ ด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ได้เป็นอย่างดี (2) David Macey, The Penguin Dictionary of Critical Theory, (London: Penguin Books, 2000), p.176. และ Iain McLean and Alistair McMillan, Oxford Concise Dictionary of Politics, 2nd ed, p.239. (3) คำว่าการครองอำนาจนำ หรือ hegemony นั้นถูกนำมาใช้แต่แรกเริ่มโดยเปลคานอฟ (Plekhanov) และนักมาร์กซิสต์รัสเซียในช่วง คริสตวรรษที่ 1880 โดยที่เลนิน (Lenin) ได้นำแนวคิดนี้มาใช้ในลักษณะของการเป็นกลยุทธ์/กลวิธีในการปฏิวัติ โดยมุ่งให้ชนชั้นแรงงานแสวงหาความร่วมมือ หรือเป็นพันธมิตรกับชนชั้นอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นชาวนาเพื่อเพื่อสร้างภาวะการนำแห่งชาติ (National leadership) ให้เกิดขึ้น ความสำคัญของกรัมชีคือ เขาเป็นผู้นำแนวคิด hegemony มาเพิ่มเติมรายละเอียด (elaborated) ทำให้แนวคิดดังกล่าวมีลักษณะของการเป็น "ปรัชญา" มากขึ้นกว่าการเป็นแค่ "กลยุทธ์" ในการปฏิวัติ โดยกรัมชีได้เพิ่มเติมมิติของความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างชนชั้นกับพลังทางสังคมต่างๆ รวมถึงการอธิบายวิธีการในการได้มาซึ่งอำนาจรัฐ และการได้รับการยอมรับจากชนชั้นต่างๆอีกด้วย ดูเพิ่มเติมใน Roger Simon, Gramsci's Political Thought An Introduction, (London: Lawrence and Wishart, 1982), pp.17,18,21-23. (4) ดูสังเขปชีวประวัติของอันโตนิโอ กรัมชี ได้ในภาคผนวก (5) ดูเพิ่มเติมใน Quintin Hoare and Geoffrey Nowell Smith, Selections from the Prison Notebooks of Antonio Gramsci, (New York: International Publishers, 1971) (6) คำว่า "หลักเศรษฐกิจกำหนด" นี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้โดยตัวของคาร์ล มาร์กซ์เอง แต่ผู้ที่นำคำนี้มาใช้เป็นครั้งแรกๆ คือ เลนิน ซึ่งเป็นการนำมาใช้ในเชิงกลยุทธ์ของการปฏิวัติมากกว่าจะเป็นการให้ความหมายในเชิงปรัชญา (7) คำว่า กำหนดนิยม (Determinism) นี้เป็นคำที่ใช้สื่อความหมายแง่ลบในทางสังคมศาสตร์ เป็นการอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุผลในลักษณะที่มีการกำหนดผล หรือมีคำอธิบายต่อปรากฏการณ์นั้นๆ ล่วงหน้าตายตัวอยู่แล้ว ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำนิยาม "กำหนดนิยม/นิยัตินิยม" ได้ใน เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา, "determinism นิยัตินิยม กำหนดนิยม," ใน คำและความคิดในรัฐศาสตร์ร่วมสมัย, เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา และสิริพรรณ นกสวน, บรรณาธิการ (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546), หน้า 95. (8) ดู Rupert Woodfin and Oscar Zarate, Introducing Marxism, (London: Icon Books, 2004), pp. 118-127.; David Forgacs, A Gramsci Reader Selected Writings 1916-1935, (London: Lawrence and Wishart, 1988), p.422.; Anne Showstack Sassoon, Approaches to Gramsci, p.13. และ Roger Simon, Gramsci's Political Thought An Introduction, pp. 9-20. (9) เคาท์สกี้ (Karl Johann Kautsky) นักสังคมนิยมชาวเยอรมัน (1854-1938) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยอิสระ เขานิยมแนวความคิดของมาร์กซ์และเองเกลส์ แต่เลือกแนวทางการต่อสู้ทางการเมืองโดยสันติวิธี และต่อต้านแนวทางการปฏิวัติรุนแรงของเลนิน และทรอตสกี้ เพราะเขาเป็นพวกเศรษฐกิจกำหนด (Economism) ที่เชื่อว่าในระบบทุนนิยมนั้นมีความขัดแย้งในตัวของมันเอง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นจะต้องปฏิวัติเพราะระบบทุนนิยมนั้นในที่สุดแล้ว ก็จะต้องล่มสลายลงด้วยตัวของมันเอง จึงปล่อยให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปเองอย่างเป็นกลไก ดู สุรพงษ์ ชัยนาม, "ทฤษฎีการปฏิวัติสังคม," ใน เอกสารการสอนชุดวิชาปรัชญาการเมือง หน่วยที่ 8-15 (นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2548), หน้า 563 และ ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลงานของเขาใน http://en.wikipedia.org/wiki/Karl_Kautsky [6 เมษายน 2550] (10) ส่วนนักคิดที่มีความคิดสุดขั้วกว่าเคาท์สกี้ก็คือ เบอร์นสไตน์ (Edward Bernstein) ซึ่งจัดเป็นนักคิดคนสำคัญของแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตยของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย หรือ SPD ของเยอรมันในช่วงปลายของศตวรรษที่ 19 เบอร์นสไตน์นั้นมองว่าหนทางในการไปสู่สังคมนิยมในแบบของเขา ซึ่งให้ความสำคัญกับการประนีประนอมปรองดองกันระหว่างชนชั้นกรรมาชีพกับชนชั้นนายทุน แทนที่การต่อสู้กันระหว่างชนชั้นนั้นดีกว่าหนทางของมาร์กซ์ เพราะเขามองว่าหนทางการต่อสู้แบบมาร์กซ์ จะพบอุปสรรคนานา และลงท้ายด้วยความล้มเหลวในที่สุด โปรดดูเพิ่มเติมใน ฮาล เดรเปอร์, สองวิญญาณของสังคมนิยม, แปลโดย เก่งกิจ กิติเรียงลาภ และจิระยุทธ คงหิ้น [Online]. แหล่งที่มา: http://www.marxists.org/thai/archive/draper/two-souls.htm [6 พฤษภาคม 2550]; http://en.wikipedia.org/wiki/Eduard_Bernstein [6 เมษายน 2550] และ David Mclellan, Marxism after Marx, (New York: Harper and Row, 1979), pp. 20-38. (11) ดูเพิ่มเติมใน David Mclellan, Marxism after Marx, p. 108. (13) Richard W. Miller, Analyzing Marx Morality, Power and History, (New Jersey: Princeton University Press, 1984), pp. 9, 227. (14) David Macey, The Penguin Dictionary of Critical Theory, pp.176-177. (16) ในงานวิจัยนี้หมายถึงรัฐบาลทักษิณ (18) เป็นการจำแนกตามแนวของ Michael Haralambos, Martin Holborn and Robin Heald, Sociology Themes and Perspectives, (London: HarperCollins, 2004), pp.559-561. และ Ken Newton and Jan W. Van Deth, Foundations of Comparative Politics, (Cambridge: Cambridge University Press, 2005), p. 257. (19) นักวิชาการที่ได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดมาร์กซิสต์ในแบบของกรัมชีที่มีชื่อเสียงอาทิ Louis Althusser, Ernesto Laclau, Chantal Mouffe, Paulo Freire, Edward Said, Noam Chomsky, Judith Butler, Alain de Benoist, Cornel West เป็นต้น ดูเพิ่มเติมได้ใน Antonio Gramsci, http://en.wikipedia.org/wiki/Gramsci (20) Iain McLean and Alistair McMillan, Oxford Concise Dictionary of Politics, 2nd ed, p.240. และ David Robertson, The Routledge Dictionary of Politics, 3rd ed, pp. 222-223. (21) Michael G. Roskin et. al., Political Science : An introduction, 6th ed. (New Jersey : Prentice Hall, 1997), pp.23-25. (22) ปรัชญาวิภาษวิธี (Dialectic) สำหรับเฮเกลนั้นเป็น "จิตนิยมวิภาษวิธี" (Dialectical Idealism) ซึ่งถือว่าความคิดหรือจิตนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งทั้งปวง และเป้าหมายอยู่ที่การรู้แจ้งเห็นจริงทางความคิด แต่สำหรับมาร์กซ์นั้นปรัชญา "วิภาษวิธี" ของเขามีลักษณะของปรัชญาวัตถุนิยม (Materialism) ที่ถือว่าธรรมชาติและมนุษย์ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของธรรมชาติ เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง และเป้าหมายไม่ได้หยุดนิ่งเพียงการรู้แจ้งเห็นจริงทางความคิดเท่านั้น แต่ต้องนำเอาความรู้นั้นไปปฏิบัติจึงจะบรรลุถึงหลักการของปรัชญาได้ ดังนั้นวิภาษวิธีในแบบของมาร์กซ์จึงเป็น "วัตถุนิยมวิภาษวิธี" (Dialectical Materialism) ทั้งนี้คำว่า "วัตถุนิยมวิภาษวิธี" นั้นไม่ได้เป็นคำที่ถูกใช้โดยตัวของมาร์กซ์เอง แต่เป็นคำของเปลคานอฟ ดู สุรพงษ์ ชัยนาม, "ทฤษฎีการปฏิวัติสังคม," ใน เอกสารการสอนชุดวิชาปรัชญาการเมือง หน่วยที่ 8-15, หน้า 506-510. (23) ในที่นี้หมายถึงแนวคิดมาร์กซิสต์แบบดั้งเดิม (Classical Marxism) ที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยในเรื่องเศรษฐกิจในสังคมส่วนล่างเป็นหลัก เช่น เคาท์สกี้ โปรดดูเชิงอรรถที่ 8 (24) Michael G. Roskin et. al., Political Science : An introduction, 6th ed. p.24. (25) อ้างถึงใน โกวิท วงศ์สุรวัฒน์, พื้นฐานรัฐศาสตร์กับการเมืองในศตวรรษที่ 21, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2546), หน้า 60; อานนท์ อาภาภิรม, รัฐศาสตร์เบื้องต้น, (กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์, 2528) หน้า 109.; David Macey, The Penguin Dictionary of Critical Theory, pp. 183,242 และ ใจ อึ๊งภากรณ์ และคณะ, อะไรนะลัทธิมาร์กซ์ เล่ม 2, (กรุงเทพฯ : ชมรมหนังสือประชาธิปไตยแรงงาน, 2545) หน้า 9-51. (26) Michael G. Roskin et. al., Political Science : An introduction, p.107. (28) ด้วยการมองว่าสารัตถะของชีวิตมนุษย์ (Matter) นั้นมีความสำคัญเหนือจิตสำนึก (Consciousness) และสภาพการณ์ในทางวัตถุ (Material) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผลิต การบริโภค การดำรงอยู่ ฯลฯ นั้นมีเหนือเรื่องของสติปัญญา ความรู้ (Intellectual) ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธีมองว่าความขัดแย้งในเรื่องทางวัตถุ ทำให้เกิดข้อโต้แย้ง (Anti-thesis) ซึ่งจะเป็นการนำไปสู่ข้อสรุป/บทสรุป (Synthesis) ใหม่ของความขัดแย้งครั้งนั้นๆ ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงของสังคมด้วยปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธีจึงเป็นการมองที่ความขัดแย้งในทางวัตถุตั้งแต่สังคมบุพกาล ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมศักดินา สังคมทุนนิยม และสังคมคอมมิวนิสต์ในที่สุด ดูเพิ่มเติมใน David Macey, The Penguin Dictionary of Critical Theory, pp.97-98. (29) บุญศักดิ์ แสงระวี, สัจธรรมของมนุษยชาติ วัตถุนิยมประวัติศาสตร์, (กรุงเทพฯ: ชมรมศึกษาวิทยาศาสตร์สังคม, 2544), หน้า 9. (31) กรัมชีเป็นคนที่พยายามเน้นถึงมุมมองในเชิงอุดมการณ์ และทำให้พวกนักมาร์กซิสต์จำนวนหนึ่งที่หยิบเอาความคิดของมาร์กซ์ไปใช้เพียงบางส่วน โดยเฉพาะนักมาร์กซิสต์ดั้งเดิมในช่วงของสากลที่สอง (Second International) ในช่วงปี 1889-1916 เช่น เคาท์สกี้ เปลคานอฟ และฮิลเฟลดิ้ง เป็นต้น ได้ทบทวนว่าที่จริงแล้วมาร์กซ์เองก็ไม่ได้พูดถึงแต่เพียงปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในงานเขียนของมาร์กซ์เองก็ได้พูดในเรื่องของอุดมการณ์ไว้เช่นกัน เช่น ในเค้าโครงเศรษฐกิจและปรัชญา (Economic and Philosophical Manuscript) ซึ่งเขียนขึ้นในปี 1844 และในอุดมการณ์เยอรมัน (German Ideology) ซึ่งเขาเขียนร่วมกับเองเกลส์ ในปี 1845 เป็นต้น (32) David Mclellan, Marxism after Marx, p. 175. (37) หมายความถึงการร่วมมือ ให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์บางประการร่วมกันไม่ว่าจะเป็นการร่วมมืออย่างเป็นทางการที่มีข้อตกลง/ข้อกำหนดที่ชัดเจน เช่น การเข้าเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยของตัวแทนจากกลุ่มทุนต่างๆ หรือการร่วมมืออย่างไม่เป็นทางการ กล่าวคือมีลักษณะเฉพาะกิจ เช่น การเข้าไปมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ ในช่วงแรกของการตั้งพรรคไทยรักไทย เพื่อสร้างการสนับสนุนจากชาวบ้านในชนบท เป็นต้น (38) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทที่ 3 พรรคไทยรักไทยและรัฐบาลทักษิณ: ความเป็นมาและการก่อตัว (39) Roger Simon, Gramsci's Political Thought An Introduction, p.67-79. และ Anne Showstack Sassoon, "A Gramsci Dictionary," in Approaches to Gramsci, ed. Anne Showstack Sassoon, p.12. (40) Joseph V. Femia, Gramsci's Political Thought Hegemony, Consciousness, and the Revolutionary Process, (Oxford: Clarendon Press, 1987), p. 26. (41) Roger Simon, Gramsci's Political Thought an Introduction, pp.27-28; 74-79. (42) วนัส ปิยะกุลชัยเดช, "จากอุดมการณ์ที่ถูกวิพากษ์สู่การครองความเป็นใหญ่: การครองความเป็นใหญ่แบบกรัมชี่" ใน รัฐศาสตร์สาร, ธเนศ วงศ์ยานนาวา, บรรณาธิการ (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2550), หน้า 100-112. (43) Barry Burke, Antonio Gramsci and informal education [Online]. Available from: http://www.infed.org/thinkers/et-gram.htm [7 มีนาคม 2550] (44) Andrew Deak, The Condition of Hegemony and the Possibility of Resistance [Online]. Available from: http://www.undercurrentjournal.ca/2005II3%20-%20deak.pdf [7 มีนาคม 2550] (45) http://encyclopedia.thefreedictionary.com/antiglobalization [5 กุมภาพันธ์ 2550] (46) กนกรัตน์ เลิศชูสกุล, "เหลียวหลังแลหน้าเวทีสังคมโลก", ใน ฟ้าเดียวกัน 1 (เมษายน-มิถุนายน 2546), หน้า 109-122. และ ปิยะมิตร ลีลาธรรม, "วิวาทะแห่งอนาคต: ข้อถกเถียงของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในสมัชชาสังคมโลก 2547", ใน ฟ้าเดียวกัน 2 (เมษายน-มิถุนายน 2547), หน้า 137-148. |
| CAMP | ||
Democracy Camp |
||
|
View All |
||
| Internacional | ||
all |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||