วันพุธ ที่ 5 กันยายน 2550
จะเกิดพลเมืองชั่นสองเพราะเทคโนโลยีแน่ๆ
Posted by
Zento
,
ผู้อ่าน : 138
, 21:43:08 น.
พิมพ์หน้านี้
สื่อใหม่และพลเมืองชั้นสอง
กิจกรรมสามอันดับแรกของเด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี ที่ทำบนอินเทอร์เน็ต คือ ค้นคว้าหาข้อมูล รับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ และเล่นเกม สำหรับเด็กที่ออนไลน์มากกว่า 20 ชม. ต่อสัปดาห์ กิจกรรมที่ทำบนอินเทอร์เน็ตมากที่สุดเป็นกิจกรรมที่เน้นไปในทางบันเทิง อันได้แก่ เล่นเกม สนทนา (chat/ICQ/MSN) แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเด็กและวัยรุ่น ใช้สื่ออินเทอร์เน็ตไปในกิจกรรมการบันเทิงมากกว่าหาความรู้ ข่าวสารใหม่
นักสังคมวิทยาและนักเทคโนโลยี ได้ทำนายไว้เมื่อหลายทศวรรษมาแล้วว่า ยุคสมัยที่เรียกว่า "เน็ต เจน" (net generation) จะถือกำเนิดขึ้นในอนาคต ยุคสมัยที่ว่านี้จะเต็มไปด้วย "เด็กคอมพิวเตอร์" (computer kids) ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล และซึมซับเอามุมมองหรือวิธีการคิดแบบ "ดิจิทัล" ไว้ในตัว เหตุเทคโนโลยีไอทีครองโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์รายหนึ่ง กล่าวว่า ความแตกต่างอีกอย่างคือ เด็กสมัยใหม่มีความกระตือรือร้นที่จะทดลองใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และยอมรับว่าเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตไปโดยปริยาย หรือพูดได้อีกอย่างว่า วัยรุ่นไม่ค่อยกลัวว่าจะทำคอมพิวเตอร์พัง และก็ไม่ฉลาดพอที่จะตั้งข้อสงสัย หรือปฏิเสธโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาไม่ดีนัก วัยรุ่นเพียงแค่เรียนรู้วิธีใช้งานคอมพิวเตอร์ เหมือนกับที่เรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตด้านอื่นๆ กลยุทธ์เช่นนี้ เมื่อเป็นที่รับรู้ร่วมกันแล้ว ก็จะทำให้การอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีในโลกทุกวันนี้ดำเนินไปได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกันที่ระบบในปัจจุบัน ก็จะสอนให้ผู้ใช้สามารถทำงานได้หลากหลายชนิดได้พร้อมกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สมัยก่อน คนยุคพ่อแม่อาจเรียนรู้ที่จะโทรศัพท์ไปพร้อมกับทำการบ้านเลข แต่วัยรุ่นยุคใหม่จะสามารถท่องอินเทอร์เน็ต ส่งอีเมล เข้าห้องแชทกับคนจำนวนมาก ขณะที่ทำรายงานบนหน้าจอเดสก์ทอปไปด้วย
คนในสมัยยุคดิจิตอลนั้นจะแตกต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ไปโดยสิ้นเชิง ในแง่ของพัฒนาการทางเทคโนโลยี คนในกลุ่ม เน็ตเจน จะพิมพ์ดีดเป็น คุ้นเคยกับอุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ว่าเทคโนโลยีทำงานอย่างไร และสามารถปรับตัวเข้ากับการใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว ความคิดเหล่านี้เลยเถิดไปถึงว่า เด็กๆจะมองเห็นสังคมเป็นเหมือนสิ่งที่สามารถควบคุมได้ ไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่ร่วมด้วยได้อย่างกลมกลืน ขณะเดียวกันความแตกต่างของพลเมืองที่จะสามรถเข้าถึงสื่อใหม่ได้นั้น ความเป็นไปได้น้อย เพราะฉะนั้นสื่อใหม่จะเป็นเพียงแค่คนบางกลุ่มหรือคนกลุ่มใหม่ๆเท่านั้น ดังนั้นแนวความคิดที่ว่า เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กำลังจะกลายเป็นวัฒนธรรมประจำยุคสมัย ของเด็กรุ่นใหม่ ( ซึ่งโดยรวมแล้วหมายถึงเด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่วัยเริ่มต้นในสมัยนี้ ) คงเป็นได้แค่เพียงนิทานปรัมปราเท่านั้น เนื่องจากในทางปฏิบัติ ยังมีผู้ใหญ่อีกจำนวนไม่น้อย และเด็กอีกจำนวนมากในวัยที่ควรจะจัดอยู่ในกลุ่ม "คนยุคอินเทอร์เน็ต" ( Generation N ) แต่ไม่ได้มีระดับความรู้ด้านเทคโนโลยีเท่าที่ควร และกลุ่มคนเหล่านี้เอง กำลังตกอยู่ภายใต้ภาวะเสี่ยงที่จะกลายเป็นพลเมืองชั้นสองของโลกสมัยใหม่ ที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีมากมายในโลกยุคดิจิตอลได้ ซึ่งโลกปัจจุบันที่กำลังวิวัฒนาการไปสู่ยุคแห่งเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว เมื่อมองไปที่เทคโนโลยี บรอดแบนด์ เทคโนโลยีในอนาคต ซึ่งจะทำให้คุณท่องไปให้โลกอินเทอร์เน็ตอย่างไม่มีขีดจำกัด ประโยชน์อย่างแรกของเทคโนโลยีบรอดแบนด์ก็คือ ทำให้สามารถการเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถท่องอินเทอร์เน็ตได้ดั่งใจใช้เวลาการดาวน์โหลดเว็บเพจต่างๆน้อยลงย่นระยะเวลาลงได้มากขึ้น สำหรับการประยุกต์ใช้งานอื่นๆ เช่น Multimedia : ฟังเพลง/วิทยุออนไลน์,Karaoke Online,หรือรับชมโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งบางเว็บไซต์สามารถรับชมรายการโทรทัศน์ย้อนหลัง ได้คุณไม่ต้องกลัวที่จะพลาดชมรายการต่างๆที่ชอบเลย ( TV on demand) ซึ่งหมายถึงรูปแบบ 'ทีวีเจเนอเรชั่นใหม่' ที่เกิดขึ้นกำลังจะทำให้พฤติกรรมการดูทีวีของผู้ชมค่อยๆ เปลี่ยนไป จากรูปแบบการรับชมรายการทีวีตามปกติ ที่ 'ผู้ชม' จะตกเป็น 'ฝ่ายรับ' โดยบรรดาสถานีทีวี บริษัทเคเบิลทีวี หรือทีวีผ่านดาวเทียม เป็นผู้กำหนดมาว่าจะแพร่ภาพเรื่องราวใดมาให้ผู้บริโภค แต่ในอนาคต มีแนวโน้มสูงว่าพฤติกรรมการทำธุรกิจทีวีแบบเก่าๆ จะกลายเป็นเรื่องตกยุคล้าสมัย แนวโน้มของอินเทอร์เน็ตทีวีในโลกจะเน้นเข้าถึงคนดูเฉพาะกลุ่ม ที่สนใจในบางเรื่องราว และแต่ละคนสามารถเลือกเรื่องที่ตรงกับความสนใจของตัวเอง แทนที่จะซื้อเหมาแบบยกแพ็ค
เนื่องจากสื่อใหม่อย่างเช่น TV on demand เป็นการตอบสนองความต้องการของมนุษย์และอยู่ภายใต้กรอบ ทฤษฏีเชิงหน้าที่ ( Functional Perspective ) ดังนั้นจึงสามารถอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ได้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดจากความต้องการ ( Needs ) ซึ่งมีที่มาแตกต่างกันในแต่ละคน และพฤติกรรมการเปิดรับสื่อมวลชนก็เกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการที่เกิดจากพื้นฐานทางจิตใจของบุคคลนั้นๆ ซึ่งตามแนวทฤษฎีนี้ได้มีข้อตกลงเบื้องต้นดังนี้ ( Katz and Others,1974 ) มนุษย์จงใจเสาะแสวงหาข่าวสาร ไม่ได้ถูกยัดเหยียดให้อ่าน ดู หรือฟัง และมนุษย์มีทางเลือกที่จะหลบหลีกข่าวสารได้ถ้าต้องการ และการใช้การสื่อสารของมนุษย์มีจุดมุ่งหมาย ดังนั้นสื่อสารมวลชนต้องแข่งขันกับสิ่งเร้าอื่นๆ อีกหลายอย่างที่อาจจะตอบสนองความต้องการรู้ของมนุษย์ได้เพราะมนุษย์เป็นผู้กำหนดความต้องการของตนเองจากความสนใจ หรือแรงจูงใจที่เกิดขึ้น ฉะนั้นมนุษย์ทุกคนมีความเป็นปัจเจกบุคคลที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ซึ่งทั้งหมดนั้นก็คือ "สื่อใหม่" (New Media) หรือ สื่อดิจิตอล ตัวอย่างเช่น เคเบิ้ลทีวี เว็บไซต์ SMS ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ก็จะมาแทนที่ "สื่อเก่า" อย่างโทรทัศน์ วิทยุ และสิ่งพิมพ์ ซึ่งมีข้อจำกัดหลายอย่างที่ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถบริโภคข้อมูลได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น สื่อใหม่ทั้งที่เป็นสื่อดิจิตอลและสื่อนอกบ้าน จึงเป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง คนที่ใช้เวลาทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นเวลาหลายปี จึงจะเรียนรู้ว่าคอมพิวเตอร์ใช้งานอย่างไร ส่วนคนที่ขาดประสบการณ์เช่นนี้ ก็คงไม่มีโอกาสรู้ ความแตกต่างระหว่างคนยุคเก่า และวัยรุ่นสมัยนี้ก็คือ เด็กยุคใหม่ไม่ต้องเลือกว่า ตนจะเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลหรือไม่ คอมพิวเตอร์แทบจะเป็นหลักสูตรบังคับในระดับมัธยมต้น "ทุกคนรู้วิธีเข้าเวบไซต์แนปสเตอร์ และดาวน์โหลดเพลง คนในสมัยนี้ก็รู้วิธีใช้คอมพิวเตอร์กันทั้งนั้น เหมือนกับที่คนในยุคที่แล้วรู้จักวิธีเปลี่ยนน้ำมันรถของตัวเอง" แต่ประเด็นที่อาจจะลืมกันไปก็คือ เราไม่ได้รู้วิธีเปลี่ยนน้ำมันรถกันทุกคัน นี่ไม่ใช่เรื่องของยุคสมัย แต่เป็นผลจากประสบการณ์กว่า 20 ปี แต่เมื่อคุณอยู่ท่ามกลางสังคมที่มีทักษะทางเทคโนโลยีเหมือนๆกัน ก็อาจจะลืมไปว่ายังมีคนอื่นๆที่ไม่รู้จักโปรแกรม คอมพิวเตอร์อีกมากมายและโชคร้ายที่ความเปลี่ยนแปลง ซึ่งกำลังกลืนกินสังคมอยู่ในทุกวันนี้ ทำให้เด็กที่ไม่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีต้องถูกทอดทิ้งรวดเร็วและอาจจะครั้งตกเป็นเหยื่อของสังคมโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อีก
การเชื่อว่าเวลาจะทำให้เกิด ยุคที่มีแต่คนเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ไปเองนั้น ก็ถือว่าเป็นความคิดที่อันตรายมากซึ่งมองจากอีกมุมหนึ่งว่าผลการสำรวจของ พิว ยังหมายถึงว่า มีผู้ใหญ่วัยเริ่มต้นอีกราว 26% ที่ไม่รู้จักการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และดรรชนีบ่งชี้ที่สำคัญยิ่งกว่าอายุ ก็คือระดับการศึกษา เพียง 23% ของผู้ที่จบการศึกษาต่ำกว่าระดับมัธยมเท่านั้นที่รู้จักใช้อินเทอร์เน็ต เทียบกับสัดส่วน 82% ในกลุ่มผู้ที่จบการศึกษาระดับวิทยาลัย แน่นอนว่า เด็กสมัยนี้เติบโตขึ้นมากับสายเคเบิล แต่ก็ยังมีเด็กอีกหลายล้านคนที่ไม่ได้เติบโตมาพร้อมเทคโนโลยี ขณะเดียวกัน เราก็กำลังเร่งสร้างสังคมที่ทำให้ผู้ที่ไม่รู้จักการเชื่อมต่อออนไลน์ มีชีวิตลำบากมากขึ้น เช่น ในสหรัฐ ผู้ที่ไม่สามารถซื้อตั๋วผ่านเครือข่ายออนไลน์ได้ จะต้องรอคิวติดต่อกับทางสายการบินราวครึ่งชั่วโมง หรือต้องหันไปใช้บริการบริษัททัวร์ และจ่ายค่านายหน้าเพิ่มขึ้นอีก ในอนาคตแม้แต่การต่ออายุพาสปอร์ตก็อาจจะต้องกรอกจากแบบฟอร์มออนไลน์ สิ่งเหล่านี้ คือ ปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการศึกษา หรือความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว ในสังคมเดียวกันนี้ เราจะต้องตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่า มีคนอีกจำนวนมากที่ไม่เคยเชื่อมต่อออนไลน์ และเราควรพยายามหาวิธีที่ช่วยให้ชีวิตไม่ยากลำบากมากเกินไปสำหรับพวกเขา ...
|