เสรีภาพ คือการที่คนๆ หนึ่งจะมีความคุ้มกัน ต่อการใช้อำนาจหน้าที่ตามอำเภอใจ แต่ไม่ใช่ว่าคนเราอยากทำอะไรก็ทำได้ เราต้องคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพที่จะกระทบตอผู้อื่น และการกระทำนั้นๆ จะต้องอยู่ภายใต้การดูแล ควบคุมของกฎหมาย
เสรีภาพย่อมสวยหรูในทัศนคติของใครหลายๆ คนที่เข้าใจในความหมายอย่างถ่องแท้ และสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง รัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ที่มีการยกร่างใหม่นั้นก็มีเนื้อหาที่ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 มากนัก หากแต่ว่ารัฐธรรมนูญที่ยกร่างท่ามกลางกระแสการเมืองขั้นจุดเดือดและปลายกระบอกปืนที่พร้อมจะลั่นไกได้ตลอดเวลา ภายใต้จุดศูนย์รวมอำนาจเพียงจุดเดียว รัฐบาล
ก็หาได้มาจากการเลือกตั้งไม่ ที่สำคัญยิ่งแล้วไปใหญ่นั้นก็คือ สมาชิกสภายกร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เองก็คัดเลือกมาจากดุลพินิจของกลุ่มคนที่มีอำนาจ หากแต่ว่า ส.ส.ร.เหล่านี้มาจากหลากหลายบทบาทหน้าที่ แต่ผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้จะยึดมั่นในจุดยืนของตนเองได้มากน้อยเพียงใดและไม่ยอมหันเหไปตามปลายกระบอกปืน
อย่างนี้หรือที่เรียกว่า เสรีภาพ คำๆ นี้ไม่ได้จำกัดแค่ว่าทำอะไรก็ได้เพียงแค่ในรูปของนามธรรมเท่านั้นมันต้องทำให้เห็นถึงรูปธรรม สัมผัสได้และต้องมีการกระจายอำนาจในทุกภาคส่วน
แม้จะจบลงไปด้วยความแฮปปี้แต่ก็ยังไม่แอนดิ้ง กับการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ที่ประชาชนชาวไทยเทใจให้อย่างล้นหลามเพื่อหวังจะเห็น ความก้าวหน้า การเปลี่ยนแปลงและเสรีภาพ ที่ยังมองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าจะออกมาในรูปแบบใด จะนำพาประเทศไปสู่ความก้าวหน้า หรือหยุดอยู่กับที่ หรือว่าจะย้อนกลับไปในยุคมืดอีกครั้ง เห็นทีต้องรอดูกันต่อไปภายหลังจาก 23 ธ.ค. 50 ว่าหลังเลือกตั้งแล้วสิ่งที่ประชาชนชาวไทยหวังไว้จะเป็นไปตามที่เขาเหล่านั้นหวังไว้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด
นักวิชาการหลายท่านมองว่ารัฐธรรมนูญปี 50 เป็นฉบับที่เขียนได้ดี ดูดีและสวยหรู ดังที่ ดร. สมเกียรติ อ่อนวิมลเคยแสดงทัศนคติไว้ว่า รัฐธรรมนูญนี้เขียนดูดี แต่อย่ามองฉาบฉวย แต่ในขณะเดียวกัน นักวิชาการอีกหลายท่านหวั่นวิตก แล้วมันจะใช้ได้จริงหรือเปล่า? เพราะขนาดรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 ที่ว่าเป็นฉบับประชาชนที่สุดของชาติยังถูกฉีกทิ้งต่อหน้าต่อตา แล้วความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญจะมีมาจากไหน เพราะเมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ก็ฉีกรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเมื่อมองกลับมารัฐธรรมนูญที่ถูกร่างขึ้นภายใต้การนำของทหารมีความเป็นเผด็จการนั้นจะมีผลดีแน่แท้ต่อประชาน 100 เปอร์เซ็นต์หรืออย่างไรไม่มีใครที่จะสามารถบอกได้
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ส.ส.ร. ผู้ที่ร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 ก็ออกมาแสดงทัศนคติว่า การที่จัดทำรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ จัดทำขึ้นโดยยึดหลักเสรีภาพ หากถามกันตามตรงว่า พ่อค้า ที่ขายสินค้านั้นจะบอกข้อเสียของสินค้าตัวเองหรือ? เพราะฉะนั้น ใครจะมองว่าสิ่งที่ตนเองทำขึ้นมากับมือนั้นมันไม่ดี มันใช้ไม่ได้บ้าง? ส่วนน้อยที่จะยอมรับในข้อนี้
แม้ว่าการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 จะถือเป็นวาระแห่งชาติ เป็นความยิ่งใหญ่ ที่ประชาชนชาวไทยให้ความสนในและทั้งโลกก็ต่างจ้องจับตามองว่า การเมืองไทย จะเดินต่อไปในทางไหน? เสรีภาพของคนในชาติจะเบ่งบานตามความสวยหรูของรัฐธรรมนูญหรือจะเหี่ยวเฉาร่วงโรย