วันอาทิตย์ ที่ 23 กันยายน 2550
ราชดำเนินเอ็กซ์คลูซีฟ รธน.ของสื่อ ก้าวไกลเกินฝัน?
Posted by
น้ำหลาก
,
ผู้อ่าน : 395
, 00:15:23 น.
พิมพ์หน้านี้
Tuesday, 04 September 2007 | อิสรชน ภิวัฒน์ไทย
หากร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านความเห็นชอบในชั้นประชามติ ไม่เพียงแต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการเมืองเท่านั้น ยังรวมถึง กติกาใหม่ที่จะบังคับใช้กับผู้ประกอบการสื่อที่ต้องปรับตัวขนานใหญ่ สาระสำคัญที่ได้ปรับปรุงจากรัฐธรรมนูญ 2540 มี 4 ประเด็นหลักคือ 1. ห้ามผู้ประกอบกิจการครองสิทธิ์ข้ามสื่อเพื่อป้องกันการผูกขาดความคิดในสังคม 2. สนับสนุนให้พนักงานหรือลูกจ้างข้าราชการจัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม 3. ห้ามนักการเมืองถือหุ้นในกิจการสื่อ 4. ห้ามนักการเมือง หรือ เจ้าของกิจการแทรกแซงการเสนอข่าวไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม อีกประเด็นที่องค์กรสื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องระหว่างการยกร่างรัฐธรรมนูญคือ ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดให้มีองค์กรอิสระองค์กรหนึ่งหรือ กสทช.ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม โดยขอแยกเป็นสององค์กรคือ กทช. และ กสช. ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากกว่า แต่ข้อเรียกร้องนี้ไม่เป็นผล ส.ส.ร.ยืนความเห็นให้มีองค์กรเดียวตามที่ปรากฎในมาตรา 47 แม้ ส.ส.ร.จะอธิบายว่า หลักการต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงในร่างรัฐธรรมนูญนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อ อันหมายถึงเสรีภาพของประชาชนที่จะได้รับการพิทักษ์รักษาเพิ่มขึ้น แต่กติกาใหม่ในกระดาษแผ่นใหม่นี้ ก็มีเสียงที่ขอมองต่างมุมว่า นวัตกรรมใหม่ที่สร้างขึ้นอาจไม่สอดคล้องกับ วัฒนธรรมการเมืองของไทยก็ได้ ขบคิดกับ "สองมุมมอง" ที่มีต่อรัฐธรรมนูญ 2550 ระหว่าง 'ผู้ร่างจาก ส.ส.ร.โดย เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และ มานิจ สุขสมจิตร กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อีกบทบาทสำคัญกับ ที่ปรึกษาสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กับ ฟากผู้ปฏิบัติงาน คำนูญ สิทธิสมาน ค่ายผู้จัดการ และ สมเกียรติ อ่อนวิมล อดีต ส.ส.ร. ผู้ทำคลอดมาตรา 40 ในรัฐธรรมนูญ 2540
1.องค์กรกึ่งสหภาพ "พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ .... และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม"

เจตนารมณ์: ป้องกันการแทรกแซง เจิมศักดิ์ - เพื่อให้พนักงานของรัฐ และ ลูกจ้างสื่อสามารถรวมตัวกันเป็นองค์กรในการปกป้องสิทธิ์ที่จะไม่ถูกสั่งการให้เสนอข่าวใด หรือไม่เสนอข่าวใด เช่น กรณีกบฎไอทีวี มานิจ- ประเด็นนี้ยังมีความเห็นไม่ตรงกันบ้างในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ความจริงเรื่องสหภาพตามกฎหมายมีสิทธิ์ที่จะจัดตั้งอยู่แล้ว แต่ถ้าเขียนลึกลงไปว่า ให้นายจ้างสนับสนุนให้ตั้งสหภาพนั้น ก็จะต้องไปเขียนเยอะแยะไปหมด เช่น ต้องให้นายจ้างสนับสนุน ลูกจ้างให้ได้รับการตรวจโรคทุกปี ลูกจ้างต้องมีเสรีภาพ ฯลฯ แต่ถ้าจะมาบอกว่า ให้นายจ้างมาสนับสนุนสหภาพมันคงเป็นไปไม่ได้ และจะเป็นผลเสียอีก นายจ้างก็จะให้เงินไปตั้งสหภาพ สุดท้ายก็ตกอยู่ใต้อาณัฐินายจ้างอีก
ปฏิบัติไม่ได้จริง คำนูญ - ตัวรัฐธรรมนูญ 2550 มีบทบัญญัติเสมือนหนึ่งว่าให้จัดตั้งสหภาพได้ ส่วนตัวผมเห็นด้วย แต่ในทางปฏิบัติที่เป็นจริงมันต้องถาม สื่อที่เป็นลูกจ้าง เพราะเวลาเราพูดถึงสื่อมันต้องมี 2 ส่วน คือ สื่อที่เป็นเจ้าของกิจการหรือ ผู้ถือหุ้น ซึ่งบางคนก็เป็นทั้งผู้ถือหุ้น และเป็นสื่อเองด้วยกันเองด้วย กับอีกส่วนที่เป็นลูกจ้างที่รับเงินเดือนประจำ ในส่วนของลูกจ้างเองก็ยังมีลูกจ้างที่ก้าวขึ้นเป็นผู้บริหาร กับลูกจ้างที่เป็นผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม ในความเป็นจริง คน2-3 ส่วนนี้อาจมีความเห็นร่วมกันในประเด็นสิทธิเสรีภาพของสื่อโดยรวม แต่ถ้าพูดถึงประเด็นการจัดตั้งสหภาพแล้ว ผมเชื่อว่า มีความเห็นไม่ตรงกัน ฉะนั้นแม้รัฐธรรมนูญจะให้เขียนว่า จัดตั้งได้ แต่จริงๆ จะตั้งได้หรือไม่ หรือจะเกิดขึ้นมีประสิทธิภาพแค่ไหน เมื่อมาปฏิบัติจริงๆ ก็ต้องอยู่ที่ผู้ปฏิบัติงานสื่อที่จะสามารถทำความเข้าใจกับลูกจ้างที่เป็นผู้บริหารหรือที่เป็นผู้ประกอบการได้แค่ไหน การตั้งสหภาพ ผมว่า มันมีความสลับซับซ้อนอยู่ เพราะคงจะมีสื่อบางส่วนโดยเฉพาะสื่อที่เป็นผู้บริหาร หรือ ที่เป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นผู้ประกอบการ อาจจะไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลต่างๆ กันไป อย่างในกรณีของสื่อบางฉบับก็เคยมีปัญหาที่ในที่สุดประธานสหภาพก็ต้องลาออก ทั้งที่เขาก็ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของสื่อ คือเรื่องนี้เวลามีปัญหามักจะใช้วิธีพูดจากันตามประสาสังคมไทยโดยเฉพาะนายจ้างกับลูกจ้างบางแห่งก็อยู่กันอย่างพี่น้องกินข้าวหม้อเดียวกัน อย่างไรก็ดี การมีตัวบทกฎหมายคุ้มครองการมีสิทธิเสรีภาพหรือให้สิทธิในการจัดตั้งรวมกลุ่มสหภาพแรงงาน มันเป็นคติตะวันตก หากมาใช้ในสังคมไทยที่ยังมีเชื้อระบบอุปถัมภ์อยู่เยอะ ข้อดี ข้อเสีย มันจึงมีพอๆ กัน ว่าไปแล้ว รัฐธรรมนูญ 2540 ก็คุ้มครองลูกจ้างภาครัฐ แต่ในความเป็นจริง เขาก็ไม่สามารถที่จะต่อสู้หรือปฏิบัติงานที่ใจเขาปรารถนาได้ เพราะเขายังอยู่ในระบบราชการ หรือบางทีก็เป็นเรื่องที่ยอมถูกครอบงำ ยอมเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยเหตุผลของการมีงานทำ ความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ อันนี้คือความเป็นจริง สมเกียรติ - ในแง่ปฏิบัติ มันไม่มีมาตรการบังคับว่า การตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพ คล้ายกับสหภาพซึ่งทำได้ทั้งลูกจ้างของเอกชน และของรัฐจะทำได้จริงอย่างที่เขียนหรือไม่ แต่ถึงไม่เขียน รัฐธรรมนูญเดิมก็ให้พนักงานของรัฐและเอกชนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันในการตั้งองค์กรได้อยู่แล้ว ในชีวิตจริงเราจะพบว่า พนักงานของบริษัทต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์วิทยุโทรทัศน์ จะไม่สามารถรวมตัวกันได้เพราะผู้บริหารอาจไม่เห็นด้วยหรือไม่พอใจ ถ้ารวมตัวก็จะลำบาก เช่น กบฎไอทีวี ในที่สุดพนักงานก็กลัวความไม่มั่นคงในการทำงาน ตรงนี้แม้จะเขียนดีกว่าเดิม ทำให้ดูอบอุ่นใจขึ้น แต่ก็ไม่มีกฎหมายรองรับ
2.การครองสิทธิ์ข้ามสื่อ "การกำกับการประกอบกิจการตามวรรคสองต้องมีมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการควบรวม การครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการครอบงำ ระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเองหรือโดยบุคคลอื่นใดซึ่งจะมีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน"
เจตนารมณ์ : ห้ามผูกขาดความคิดสังคม เจิมศักดิ์ - ที่ผมเสนอเรื่องนี้ บอกตรงๆ ไม่ได้คิดว่า ใครเป็นเจ้าของค่ายไหน แต่จำเป็นต้องทำให้เหมือนต่างประเทศ เพราะเราไม่อยากเห็นการครอบงำความคิดของประชาชน ไม่อยากเห็นเจ้าของคนเดียวมีหลายสื่อ หรือ สื่อหนึ่งไปมีเจ้าของสื่ออื่น ทำให้ประชาชนไม่ได้รับความหลากหลาย เช่น อ่านหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ จากเจ้าเดียวกันเหมือนกันหมด แง่มุมการเสนอข่าวมันก็จะมีปัญหา ซึ่งในต่างประเทศถือว่าเรื่องนี้สำคัญ เขาห้ามกันหมด ยอมให้ก็คือ ข้ามรัฐ ข้ามประเทศ แต่ถ้าในประเทศเดียวกันเขาไม่ยอม แต่เมืองไทยยังยอมกันอยู่ ประเด็นนี้ผมยังเชื่อว่า น่าจะมีกฎหมายลูกออกมารองรับ ใครที่เป็นเจ้าของหลายสื่อ ต้องกระจายสิทธิ์ จะเป็นเจ้าของเดียวหลายสื่อไม่ได้ แต่ก็อยู่ที่การตีความอีก สามี ภรรยา ลูก เป็นเจ้าของเดียวกันได้ไหม แต่ถ้าไม่ทำ ประชาชนมีสิทธิหยิบยกฟ้องศาลรัฐธรรมนูญว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ กสทช. เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็หวังว่า จะไม่ลูบหน้าปะจมูกเหมือนปี 2540 ที่เขียนดีหลายเรื่องแต่ไม่ได้ทำ มานิจ - ไม่ต้องการให้เกิดการผูกขาดในการแสดงความเห็น เช่น มีบริษัทใหญ่ ๆ บริษัทหนึ่ง คุณเป็นทั้งเจ้าของหนังสือพิมพ์ เจ้าของวิทยุ เจ้าของโทรทัศน์ด้วย คนทั้งประเทศฟังของคุณอย่างเดียว อ่านหนังสือพิมพ์ ฟังวิทยุ ดูทีวี บริษัทคุณ ของคนอื่นมันเล็กไปหมดเลยจนไม่มีใครสนใจแล้ว มันก็เป็นการผูกขาด แสดงความคิดเห็น แทนที่จะให้ประชาชนมีโอกาสเลือกหลายช่องทาง ซึ่งในหลายประเทศ ห้ามการเป็นเจ้าของข้ามสื่อ อย่างไรก็ดีหากรัฐธรรมนูญบังคับใช้ คงมีการผ่อนเวลาให้ว่าจะต้องไปจัดการแก้ไขเท่าไรอย่างไร ใครมีหุ้นในบริษัทไหนก็ต้องไปคลี่คลาย การที่บอกว่า การครองสิทธิ์ข้ามสื่อทำได้ยาก แก้อะไรไม่ได้มากนัก ก็ยังดีกว่าไม่ออก ไม่ใช่มามองว่า ออกมาแล้วทำไม่ได้หรอก ทำไม่สำเร็จหรอก ก็ไม่ต้องทำซะ จึงไม่ได้เริ่มเสียที
สวนทางความจริง คำนูญ - โดยทฤษฎีดูเหมือนจะดี แต่ในทางปฏิบัติ จะเอาเกณฑ์อะไรมาบอกว่า อะไรคือการข้ามสื่อ คือ หนังสือพิมพ์ทำกับหนังสือพิมพ์ หรือไม่ เพราะวันนี้สื่อหนังสือพิมพ์ที่ไปทำวิทยุด้วย มีรายการโทรทัศน์ด้วย ก็มีอยู่ หรือ การไปมีเวปไซด์ของตัวเองจะถือเป็นการข้ามสื่อหรือไม่ ซึ่งผมว่า ไม่น่าจะใช่ เพราะโลกมันก้าวหน้าไป คือการได้ทรัพยากรข่าวมาก้อนหนึ่งมันก็เหมือนอยู่ในกะทะ ทีนี้มันก็อยู่ที่การผัด ปรุง เป็นอะไร ด้านหนึ่งมันก็เป็นการลดต้นทุน การผลิต อีกด้านหนึ่งประชาชนก็ได้ประโยชน์เพราะเดี๋ยวนี้ หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เนต ค่อนข้างจะแพร่หลายไปกว้างขวาง และก็ทำได้คนได้รับข่าวสารตลอดวัน แทนที่จะต้องตื่นเช้าขึ้นมารออ่านแต่หนังสือพิมพ์ อย่างเดียว หรือแม้แต่ผู้ประกอบการที่ทำข่าว และไปจัดรายการวิทยุ โทรทัศน์ อย่างนี้ก็ไม่น่าจะห้าม ฉะนั้นจะนำมาสู่ประเด็นสำคัญว่า การวางกฎเกณฑ์ตรงนี้ต้องคนที่เข้าใจในธรรมชาติของสื่อจริงๆ ผมยังเข้าใจว่า การข้ามสื่อเขาคงจะมองไปถึงว่า ระหว่างสื่อสารโทรคมนาคม เทเลคอม กับ สื่อมวลชน แต่ความที่มันไม่ชัดเจนคือ ไม่รู้ว่าข้ามตรงไหน อย่างเนชั่น เขามีทุกอย่าง อย่างนี้ถือว่า ข้ามสื่อหรือไม่ หรือค่ายผู้จัดการก็มีเอเอสทีวี มีหนังสือพิมพ์ มีเวปไซด์ วิทยุ คือ อันนี้จะถือว่าข้ามอย่างไร ประเด็นคือ ระหว่างสิ่งพิมพ์ อินเตอร์เนต วิทยุโทรทัศน์ จะถือว่าข้ามหรือไม่ หรือจะตีความเฉพาะโทรคมนาคม โทรศัพท์กับสื่อมวลชนประเภทต่าง ๆ ซึ่งถ้ากรณีอย่างนี้ trueก็ไม่ได้ ตรงนี้มีรายละเอียดมากพอควร หากให้กรรมการองค์กรอิสระเป็นผู้กำหนดเรื่องนี้ ตัวกรรมการก็จะมีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล แค่ตีความ true กับ true vision ก็ยุ่งยากแล้ว ซึ่งเดี๋ยวนี้เอาแค่สิ่งพิมพ์กับอิเลคทรอนิคส์มีเดีย มาตีว่า ข้ามสื่อหรือไม่ก็ซับซ้อนแล้ว ดังนั้น ถ้ารัฐธรรมนูญประกาศใช้ น่าจะมีการสัมมนากัน สมเกียรติ - การครองสิทธิ์ข้ามสื่อตามมาตรานี้เขียนครอบคลุมเฉพาะวิทยุ ทีวี และโทรคมนาคม แสดงว่าไม่ได้สนใจหนังสือพิมพ์ตรงนี้เป็นข้อบกพร่อง ฉะนั้น โทรทัศน์ วิทยุ ก็เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ได้อยู่ โดยหลักการแล้ว เจ้าของสื่อไม่ควรมีหลายสื่อในมือเพราะจะครอบงำความเห็นคน แต่ว่า ในโลกปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีเมื่อเราครองสิทธิ์ข้ามสื่อ ทำให้การลงทุนประหยัดขึ้น ซึ่งในโลกตะวันตกไม่มีปัญหา เช่น อเมริกันออนไลน์ ไทม์แมกกาซีน วอร์เนอร์ บราเธอร์ ซีเอ็นเอ็น ฟอร์จูนแมกกาซีน เอชบีโอ ซินิแม็กซ์ พวกนี้บริษัทเดียวกันหมด ครองสิทธิ์ถือหุ้นข้ามกันหมดเรียกว่า "เมกกะมีเดีย" ที่มีประมาณ 10 กว่าที่ในโลก ดังนั้น ในแง่ความเป็นจริง เขาครองสิทธิ์ข้ามสื่อกันอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนั้น ยังครองสื่อเดียวกันจำนวนมาก เช่น หนังสือพิมพ์เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ 3-500 ฉบับ เช่น รูเพริซ เมอร์ด๊อกซ์ จากบริษัทนิวส์คอเปอร์เรชั่น ที่เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ในออสเตรเลีย 300 ฉบับ ยังข้ามไปซื้อที่อังกฤษ อเมริกา อินเดีย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือ ปรากฎการณ์ความเป็นจริงในโลกเทคโนโลยีกว้างไกล และการลงทุนคุ้มทุนมากขึ้น ต้นทุนต่ำในการหาข่าวประหยัดขึ้น เช่น อสมท. มีวิทยุ โทรทัศน์ นี่ก็ครองสิทธิ์ข้ามสื่อ เหมือนกับ บีบีซี ก็ทำอย่างนี้ ฉะนั้นการครองสิทธิ์ข้ามสื่อ ไม่ได้มองในแง่สิทธิเสรีภาพอย่างเดียว ถ้ามองในแง่ประสิทธิภาพการลงทุนที่ประหยัด แต่อาจไม่ดีในแง่การครอบงำความเห็นคน แต่ความจริงถ้าประชาชนฉลาด รู้ทัน ตรงนี้จะไม่มีผล อย่างเราดูซีเอ็นเอ็นหรือ ไทม์แมกกาซีน ก็ไม่มีปัญหาเลยเพราะเป็นพวกเดียวกัน ในโลกปัจจุบัน การครองสิทธิ์ข้ามสื่อ เพียงแต่บอกให้ทราบว่า สื่อไหนเป็นของใคร แนวทางมันก็เหมือนกันหมด เช่น คุณก็รู้อยู่แล้วว่า บางกอกโพสต์กับโพสต์ทูเดย์ มีเจ้าของเดียวกัน หรือ เนชั่นมัลติมีเดีย คมชัดลึก กรุงเทพธุรกิจ เขาก็ประหยัดต้นทุน ซึ่งในโลกปัจจุบัน สื่อเขาไม่ได้ปิดบังอยู่กลุ่มไหน เขาโปร่งใส ฉะนั้นเรื่องการครองสิทธิ์ข้ามสื่อในร่างรัฐธรรมนูญนี้ ไม่แฟร์ เพราะห้ามเฉพาะวิทยุโทรทัศน์ โทรคมนาคม ไม่ได้พูดถึงหนังสือพิมพ์ ส่วนประเด็นเรื่องความเป็นจริงในโลก ก็สวนกับความเป็นจริง คุณทำเพื่อไม่ให้สื่อแผ่อิทธิพล เนื่องจากคิดว่า ประชาชนคุณโง่เขลา คือ อ่านหนังสือพิมพ์และเชื่อเหมือนกันหมด ซึ่งสังคมที่พัฒนาแล้วจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้
3.ห้ามนักการเมืองถือหุ้นในกิจการสื่อ
"ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการ หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้ ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน" เจตนารมณ์: ป้องกันการมีส่วนได้เสีย เจิมศักดิ์ - -ผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองเป็นเจ้าของสื่อไม่ได้ เพราะนักการเมืองต้องถูกสื่อตรวจสอบ ถ้านักการเมืองไปเป็นเจ้าของ หรือ ถือหุ้นในบริษัทก็เท่ากับมีส่วนได้เสียระหว่างฝ่ายตรวจสอบกับเจ้าของที่เป็นคนๆเดียวกัน ก็ควรจะแยกเสีย นอกจากนั้นยังมีข้อถกเถียงในการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า นักการเมืองต่างจังหวัดควรจะโดนหรือไม่ เพราะชอบมีสื่อต่างจังหวัดด้วย สุดท้ายก็ให้รวมหมด มานิจ - มาตรานี้จะช่วยแก้ปัญหาให้สื่อมีอิสระเสรีภาพในการแสวงหาข้อมูลข่าวสาร และการแสดงออกเป็นไปอย่างอิสระและเสรีมากขึ้น ประชาชนจะได้ประโยชน์ในการรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องรอบด้าน ได้ความเห็นที่เป็นอิสระ ซึ่งเป็นผลดีกับประชาธิปไตยเราด้วย เจตนารมณ์มาตรานี้เราห้ามเฉพาะนักการเมือง ไม่ได้ห้ามสื่อมาเป็นนักการเมือง เพราะไม่จำเป็นต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ถ้าสื่อมาเป็นนักการเมืองก็ต้องลาออกอยู่แล้ว เนื่องจากมีจริยธรรมของสภาการหนังสือพิมพ์อยู่ จะมาเป็นทั้งสองอย่างไม่ได้ มันผิดจริยธรรมต่อวิชาชีพ ดังนั้น ถ้าจะมาเป็นก็ต้องลาออกจากสื่อ เหมือนที่มีตัวอย่างทเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มาตราที่สร้างวิกฤต คำนูญ - เรื่องนี้ตึงมาก ผมเห็นด้วยที่ห้ามเฉพาะนักการเมืองมาเป็นเจ้าของหรือหุ้นใหญ่เท่านั้น แต่ที่ระบุว่า ห้ามแม้แต่หุ้นเดียวก็ไม่ได้และห้ามรวมถึงลูกเมียด้วย คงโกลาหลพอควร สมมติมีนักการเมืองคนหนึ่ง เล่นการเมืองตามปกติ แต่เขามีลูก และลูกเขาถือหุ้นในกิจการสื่อเพราะเป็นการขัดกันซึ่งผลประโยชน์ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดไว้ ก็โดนเหมือนกัน ผมถามง่ายๆ ว่า ส.ว.ชุดใหม่ที่จะมาจากการสรรหาจากวิชาชีพต่างๆ สุดท้ายจะเอาใครมาจากสาขาวิชาชีพสื่อ เช่น สื่อบางคนอาจมีบางบริษัทที่เขาถือหุ้นเล็กน้อยแค่สิบหุ้น ยังไม่เท่าไร นี่รวมถึงภรรยาและลูกด้วย หรือ อย่างคอลัมนิสต์ที่รับค่าจ้างถือว่า เป็นคู่สัญญาหรือไม่ เข้าใจว่า การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีบทเรียนมาจากกรณีคุณทักษิณ ซึ่งก็ถูก แต่สถานการณ์อย่างนั้นที่จะเกิดขึ้นอีก มันไม่ใช่คุณทักษิณทำขึ้นเอง เป็นเรื่องของผู้ประกอบการสื่อทำขึ้นโดยตรง รวมทั้งพวกเราที่เป็นลูกจ้างในแต่ละที่ เรารู้สึกว่า มีความสุขที่มีกลุ่มทุนเข้ามาถือหุ้น และบางครั้ง การเซ็นเซอร์มันไม่ได้เกิดขึ้นจาก คนถือหุ้นใหญ่สั่งเสมอไป แต่บางทีก็เกิดจากการมองตาและรู้ใจกันจนเซ็นเซอร์ตัวเอง สมเกียรติ - เรื่องนี้จะเป็นวิกฤตที่สุดในเชิงเสรีภาพในการประกอบอาชีพเพราะขัดกับ มาตรา 43 ในร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ว่า บุคคลมีเสรีภาพในการประกอบกิจการ นั่นหมายความว่า คุณจะไปทำอะไรก็ได้เป็น ส.ส. ส.ว. หรือ นักหนังสือพิมพ์ เพราะถ้าตีความอีกแบบ มาตรานี้เท่ากับ เป็นการกันผู้ประกอบการสื่อไม่ให้มาเล่นการเมืองเช่นกัน เป็นการกีดกันโดยตั้งสมมติฐานว่า ผู้ประกอบอาชีพสื่อและโทรคมนาคมเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้ ดูแลผลประโยชน์สาธารณะของรัฐไม่ได้ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ผิด ปรัชญาพื้นฐานในการเขียนมาตรานี้สับสนมาก 1. คุณตั้งสมมติฐานว่า เจ้าของสื่อเลว มาบริหารประเทศชาติไม่ได้ คนพวกนี้มันเห็นแก่ตัว 2. แม้กระทั่งถือหุ้นเดียวก็ไม่ได้ คนทำวิทยุชุมชนจะลงสมัคร อบต. เทศบาลก็ไม่ได้มาตรานี้เลวร้ายที่สุดสำหรับผม เขาเขียนเพื่อกันคุณทักษิณ แต่คุณทักษิณไปแล้วนี่ ฉะนั้นผมว่า ใครจะเป็นเจ้าของ หรือ ถือหุ้น ไม่สำคัญเท่ากับว่า ผลที่ปรากฎในร่างรัฐธรรมนูญนี้เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ หรือ เอาเปรียบคนอื่นหรือไม่
4.ให้มีองค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) "ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่งและกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" เจตนารมณ์: 1 องค์กรแตก2ขา เจิมศักดิ์ - ตรงนี้เหมือนรัฐธรรมนูญ2540 คือ มีองค์กรหนึ่งแล้วค่อยไปแตกเป็นสององค์กรคือ กทช. กสช. ส่วนที่ต่างคือ ต้องไปแก้ไขพรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่พ.ศ. 2543 เรื่อง กระบวนการสรรหาใหม่หมด นี่คือ สิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งเพราะกระบวนการสรรหามันแย่มากทั้ง กสช. และกทช. ขณะเดียวกัน กทช.มีปัญหามากเรื่องตัวคน เมื่อรัฐธรรมนูญบังคับใช้ กทช.ปัจจุบันต้องยุบภายในเวลา 180 วัน และถึงมีการจัดตั้งใหม่ขึ้น มานิจ - การให้มีองค์กรหนึ่ง คือ กสทช. เพื่อดูแลธุรกิจสื่อทุกประเภทที่ข้ามกันไปข้ามกันมีตัวอย่างให้เห็นในประเทศอังกฤษเขาแยกกัน มี office of telecominication ดูแลเรื่องโทรคมนาคม ปัจจุบันเขามาควบรวมกัน คือ ดูแลการสื่อสาร โทรคมนาคม อยู่ในองค์กรเดียวกัน นี่จึงเป็นเหตุผลของเรื่องนี้ ส่วนเหตุผลของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนั้น เรื่องโทรคมนาคมมีเงินเข้าไปเกี่ยวข้องมากมาย มันก็ต้องแยกกันทำ ซึ่งข้อชี้แจงคือ แยกกันทำแล้ว ไม่ให้เงินมาครอบงำได้หรือไม่ แต่ก็คงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อยู่ที่การเลือกคนมาเป็นกรรมการให้ดีมากกว่า
องค์กรเดียวระวังมั่ว! คำนูญ- การออกแบบให้มีองค์กรหนึ่ง ก็เหมือนกับว่า จะรวม กสช.และกทช.เข้าด้วยกัน ซึ่งผมไม่เห็นด้วยเพราะมันเป็นคนละเรื่อง แม้มันจะใช้ทรัพยากรจากคลื่นวิทยุ คลื่นโทรทัศน์เหมือนกัน แต่ว่า คนที่เป็น กทช.ที่จะต้องจัดระเบียบสื่อสารโทรคมนาคม คุณสมบัติจะต้องเป็นประเภทที่รู้เทคโนโลยี ขณะที่คุณสมบัติของผู้ที่จะจัดระเบียบ กสช.เรื่องสื่อนี้ จะต้องเข้าถึงจิตวิญญาณของสื่อมวลชน ไม่อย่างนั้นจะจัดแบ่งกันมั่ว คือ มันจะมีพื้นที่ที่ทาบเกี่ยวกันอยู่ส่วนเดียวคือ วิทยุโทรทัศน์ ซึ่งจะให้คนที่มีเทคนิคเฉพาะด้านวิทยุโทรทัศน์มาเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจสื่อปัจจุบันผมว่า มันจะยาก หรือถ้าเป็นองค์กรเดียวมันก็ต้องมีหลักประกันว่า ต้องมีคนที่เข้าใจด้านสื่อโดยตรง แต่องค์กรเดียวนี้จะแบ่งเป็นสองขาหรือไม่ก็เป็นไปได้ เพราะ รัฐธรรมนูญเขียนไว้กว้างๆ สมเกียรติ - ถ้าพูดในแง่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี มันรวมกันหมด ทั้งวิทยุโทรทัศน์ โทรคมนาคม ฉะนั้น องค์กรหนึ่งอาจถูกต้อง แต่ในแง่รัฐธรรมนูญเทคนิควิธีเขียนไม่ควรผูกพันธ์ละเอียดอย่างหนึ่ง เช่น ควรบอกว่า ให้มีองค์กรของรัฐเหมือนที่เขียนในรัฐธรรมนูญ 2540 อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นด้วยเรื่ององค์กรหนึ่ง
บทสรุป "หลักประกันสิทธิเสรีภาพมีความชัดเจนมากขึ้น " มานิจ - ไม่ใช่เพราะมาร่วมร่างรัฐธรรมนูญถึงเห็นว่าดี แต่ยืนยันว่าสิ่งที่เพิ่มขึ้นได้ให้หลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพ ป้องกันการครอบงำ การแทรกแซง การกดขี่ ข่มเหงมากขึ้น "เรากลัวการครอบงำของนักการเมือง" เจิมศักดิ์- การจัดทำรัฐธรรมนูญหนนี้เรายึดหลักเสรีภาพและกลัวการครอบงำของนักการเมืองและระหว่างสื่อกันเอง ในที่สุดก็ครอบงำประชาชน ผม happy กับสิ่งที่เพิ่มขึ้น นึกไม่ออกแล้วว่าจะเพิ่มเติมอะไรอีก แต่ผมก็ยังเป็นห่วงในทางปฏิบัติเหมือนที่เคยเกิดใน รัฐธรรมนูญ 2540 เพราะคนที่ได้ประโยชน์จากวงการนี้มันไม่เคลื่อน แล้วสื่อในองค์กรแต่ละแห่ง จะรวมตัวกันได้จริงไหม แต่อย่างน้อยถ้าสื่อรวมตัวกัน แล้วเจ้าของไม่ยอมก็สามารถยื่นฟ้องได้เลยว่าผิดรัฐธรรมนูญ "ถ้าวัฒนธรรมการเมืองไทยยังไปไม่ถึงก็จะเกิดปัญหาได้" คำนูญ - แม้รัฐธรรมนูญจะสำคัญ แต่ในระยะหลังผมเริ่มเห็นว่าถ้าจะร่างรัฐธรรมนูญให้ดีอย่างไร แต่ตัววัฒนธรรมทางการเมืองไทยมันยังเข้ากันไม่ได้ หรือไปไม่ถึง มันจะเกิดลักษณะตัวบทกฎหมายเป็นอย่างหนึ่ง ผลการปฏิบัติจริงเป็นอีกอย่าง เห็นได้ชัดจากรัฐธรรมนูญ2540 ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง มีบทคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มีบทการควบคุมอำนาจรัฐ แต่สุดท้าย เราก็เห็นผลการปฏิบัติซึ่งไม่ก่อให้เกิดผลที่คาดหวัง โดยเฉพาะประเด็นสื่อ คงไม่มีใครคิดว่า กสช.จะยืดเยื้อมา 10 ปี เพราะมีปัญหาในขั้นตอนมากมาย ทั้งที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญตั้งใจดี ผมมองว่าปัญหามันอยู่ในวัฒนธรรมของสื่อที่จะต้องปรับ พัฒนาขึ้นมา รับกับโลกยุคใหม่ โลกที่การเซ็นเซอร์ การครอบงำ ไม่ได้มาจากอำนาจรัฐ แต่เป็นโลกที่การครอบงำ ไม่ว่าทางตรง หรือ ทางอ้อมจะมาจากทุน การรับโฆษณา เราจะมีกรอบแค่ไหนอย่างไร มันจะมีความเกรงใจที่เกิดขึ้นเองโดยตัวเรา และเดี๋ยวนี้มันแทบจะแยกไม่ออกระหว่างข่าวกับเนื้อที่โฆษณา อย่างโฆษณาหน้าปก ผมเห็นว่า มันจะมากเกินไปยิ่งวันนี้มีศัพท์ใหม่เรียกว่า advertorail คือ advertise กับ editorail สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สื่อต้องตอบคำถามมากกว่าที่จะดูตัวบทรัฐธรรมนูญอย่างเดียว ผมอยู่ในสกุลความเชื่อที่ว่า ตัวบทกฎหมายมันไม่ใช่ทุกอย่างที่จะทำให้บ้านเมืองมันดีขึ้น และตัวบทกฎหมายเกี่ยวกับสื่อมันไม่ทำให้สื่อเสรี เป็นอิสระ หรือ ดีขึ้นโดยรวมมันก็วางกรอบไว้ แต่สุดท้ายมันก็อยู่ที่วิธีปฏิบัติ การยกระดับมาตรฐานของสื่อด้วยกันเอง เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ "สวนกระแสความเจริญก้าวหน้าของโลกาภิวัฒน์" สมเกียรติ - ภาพรวมเรื่องสื่อมันไม่ก้าวหน้า มันดูประหลาดโดยเฉพาะการห้ามไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถือหุ้นในกิจการสื่อ รัฐธรรมนูญนี้เขียนดูดี แต่มองอย่างฉาบฉวย โดยพุ่งเป้าไปที่คุณทักษิณ เป็นหลัก และพาดพิงไปถึงโทรคมนาคม และทีวี โดยรวมแล้ว บทบัญญัติเรื่องสื่อ ค่อนข้างสวนกระแสความเจริญก้าวหน้าของโลกาภิวัฒน์ คือ ไม่ยอมรับความจริง เขียนสวย แต่แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ และแถมยังดูถูกอาชีพนี้ว่าเลวร้าย
0-0-0-00-0-0 เทียบมาตราต่อมาตรา เปรียบเทียบเนื้อร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และ รัฐธรรมนูญ2540 โดยร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ได้จัดเนื้อหาเรื่องสิทธิเสรีภาพของบุคคและสื่อมวลชนให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน (ส่วนที่ขีดเส้นใต้หมายถึงที่เขียนเพิ่มขึ้นมาใหม่)
ร่างรธน.2550 ส่วนที่ 7 เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน มาตรา ๔๕ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียงสิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมด หรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนอื่น จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย การให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชนรัฐจะกระทำมิได้ มาตรา ๔๖ พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม รวมทั้งมีกลไกควบคุมกันเองขององค์กรวิชาชีพ ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงาน หรือ ลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง การกระทำใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือแสดง ความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการจงใจ ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและไม่มีผลใช้บังคับ เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ มาตรา ๔๗ คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคมเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่งและกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะอื่น และการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม รวมทั้งต้องจัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ การกำกับการประกอบกิจการตามวรรคสองต้องมีมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการควบรวม การครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการครอบงำ ระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเองหรือโดยบุคคลอื่นใดซึ่งจะมีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน มาตรา ๔๘ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการ หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้ ไม่ว่าในนามของตนเอง หรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน หรือจะดำเนินการโดยวิธีการอื่นไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อมที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้ในทำนองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการดังกล่าว
รธน.2540 หมวด ๓สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา ๓๙ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน การสั่งปิดโรงพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง หรือสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะการสงครามหรือการรบ แต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามความในวรรคสอง เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การให้เงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นอุดหนุนหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทำมิได้ มาตรา ๔๐ คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรมความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม มาตรา ๔๑ พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าว และแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจรรยาบรรณแห่งการประกอบวิชาชีพ ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ในกิจการวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง
|
|