พิมพ์หน้านี้
|
ครั้งแรกในชีวิต (วันนี้ยังไม่มีรูปถ่ายนะครับ ที่จริงถ่ายมาเยอะแยะครับแต่ยังไม่ได้เอาลง แต่ก็เอาบทความมาให้อ่านกันก่อนนะครับ....หวังว่าทุกท่านจะมีความสุขกับความที่ผมนำมาเสนอนะครับ.......ต้องขออภัยด้วยนะครับที่ไม่พร้อมแต่ว่าสัญญาว่าจะเอารูปในแต่ละสถานีมาให้ได้ดูกันแน่ครับว่ามัน เกิดขึ้นจริงครับ.........บทความหรือความคิดเห็นนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลเท่านั้นไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวพาดพิงหรือให้ร้ายกับบุคคลอื่นนะครับ..หากมีการพาดพิงหรือกล่าวกระทบผู้ใดต้องขอภัยและช่วยแจ้งผมด้วยนะครับจะได้แก้ไข......ขอบคุณครับ) คุณจะไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สองในการสร้างความประทับใจในครั้งแรก มันเป็นการเดินทางที่เป็นครั้งแรกของชีวิตผม.......ที่ต้องเดินทางด้วยรถไฟ รถไฟ มันอาจจะฟังดูแล้วว่า บ้านนอก ไม่เคยขึ้นรถไฟเหรอ จะเป็นโชคดีหรือว่าโชคร้ายกันแน่ที่ชีวิตนี้ผมยังไม่เคยขึ้นรถไฟและผมก็จะได้ขึ้นรถไฟแล้ว..... ในตอนสายของวันที่ 28 ตุลาคม 2550 ผมต้องเดินทางไป กรุงเทพฯโดยรถไฟจากต้นทางคือ สถานีพิจิตรมีจุดหมายปลายทางคือกรุงเทพฯ หัวลำโพง ผมเดินทางมากับเพื่อนอีก 2 คนครับ ยอมรับครับว่าครั้งแรกก็ยังตื่นเต้นครับกับการขึ้นรถไฟ อ๋อ!!!ลืมบอกไปครับว่ารถไฟชั้นที่ผมนั่งมานั้นคือชั้น3 ครับ เพราะมาจองตั๋วล่วงหน้าแล้วว่าจะขึ้นชั้น 1 ไปกัน ก็อุตส่าห์จองตั๋วกันตั้งแต่อุตรดิตถ์เพราะกลัวว่าจะไม่มีที่นั่งแต่ก็ยังไม่วายไม่ได้ขึ้นชั้น 1 มา(บาปกรรมแท้ๆๆ) ดังนั้นเรา 3 คนจึงต้องจำทนนั่งชั้น 3 มากัน ก้าวแรกที่เหยียบฝ่าเท้าที่ห่อหุ้มด้วยรองเท้าผ้าใบลงบนรถไฟนั้น มองทางไหนก็เต็มไปหมด ไม่มีที่ว่าง ให้นั่ง เลยเหรอเนี่ย มีทั้งผู้โดยสารที่ยืน พ่อค้า แม่ค้า(เต็มไปหมด) ขายสารพัดอย่าง ดีนะ!!!!ที่เราจองตั๋วรถกันมาก่อน ผมบอกกับตัวเอง ดังนั้นเมื่อมาถึงที่นั่งเราทั้ง 3 คนจึงมีที่ให้วางก้นกับพื้นเบาะที่ค่อนข้างจะขาดความอ่อนนุ่มละมุนละไมไปบ้าง อากาศตอนนั้นร้อนมากครับทั้งที่เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวแทนที่อากาศน่าจะดี เย็นสบาย ผมก็ต้องทนนั่งมาตลอดทางจนผ่านมาหลายสถานีท่ามกลางความร้อนอบอ้าวอย่างแรง ผมง่วงมากครับแต่ก็หลับไม่ได้ เพราะที่หลับไม่ได้นั้นอาจจะมาจากเสียงของรถไฟที่ครางมาตลอดทาง(โดยธรรมชาติของมันอยู่แล้วท่านที่เคยโดยสารรถไฟคงจะรู้ดี) ผมจึงหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านหลายต่อหลายเล่ม (มากมายนะ) และนี่ไม่ใช่เหตุผลเพียงประการเดียวเท่านั้นที่ทำให้ผมและใครต่อใครอีกหลายๆ คนที่โดยสารมาบนรถไฟขบวนเดียวกันหลับไม่หลงเป็นแน่ เพราะมีเสียงที่ดังมาตลอดการเดินทางแข่งกับเสียงของล้อรถไฟที่ขูดรางครางมาตลอดทางนั้นก็คือ เสียงตะโกน เป็นเสียงตะโกนขายของ ของบรรดาพ่อค้า-แม่ค้าทั้งหลาย นั่นคือ ความรำคาญ ที่เกิดขึ้นครับ สำหรับตัวผมเองแต่ผมไม่รู้ว่าคนอื่นๆ เขาจะคิดกันเช่นไรแต่สำหรับผม มันคือ ความน่ารำคาญ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะรถไฟชั้นที่แกนั่งมานั้น มันคือ ชั้น 3 จงทำใจ ผมบอกกับตัวเอง การเดินทางผ่านมาแล้วหลายสถานีจนมาถึง สถานีนครสวรรค์ มีผู้โดยสารขึ้นเยอะมากๆ ครับ ทุกคนต้องรีบวิ่งขึ้นเพื่อแข่งกับเวลาที่ไม่คอยท่า และพอขึ้นมาก็ไม่มีที่ให้นั่งครับเพราะมันเต็มหมดแล้ว จึงทำให้บรรดาผู้โดยสารที่ขึ้นมานั้นต้องยืนไปตามธรรมเนียมเรียบร้อยโรงเรียนรถไฟสายด่วนกรุงเทพฯ แต่ที่น่าสะดุดไปยิ่งกว่านั้นไม่ใช่ผู้โดยสารที่ต้องยืนครับ มีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นจากแม่ค้าขายผลไม้ที่เดินวนเวียนไปมาหลายร้อยรอบบนโบกี้นี้ทั้งที่แม่ค้าคนนี้รีบเดินเบียดผู้คนขึ้นมาพร้อมกับตะกร้าใบใหญ่ที่ใส่ผลไม้จนเต็มที่รีบเอามาวางไว้ตรงข้างๆ ทางขึ้นรถไฟหน้าห้องน้ำแล้วรีบเดินเร่งเท้าลงไปแบกกระติกน้ำใบใหญ่อีกใบหนึ่งขึ้นมาที่มีน้ำดื่มเป็นขวดๆ อัดกันแน่นเต็มกระติกขึ้นมาเป็นอันที่สอง ยืนเกะกะ เสียงแม่ค้าคนเดิมเอ่ยขึ้นกับผู้โดยสารที่ขึ้นมาแล้วต้องยืนกันเป็นระนาว ผมได้ยินเช่นนั้นจริงครับท่านผู้อ่าน แล้วก็มีแม่ค้าอีกคนหนึ่งที่ขายปลาเค็มเสริมขึ้นว่า คนเราไม่เห็นใจ ไม่เข้าใจกัน สำหรับผมแล้วผมก็พอที่จะเข้าใจนะครับว่า เป็นอาชีพ เป็นการทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพ เพื่อเลี้ยงครอบครัวกันและคิดว่าคงทำกันมานานแล้ว และผมก็ไม่ทราบได้ว่าเขาเหล่านี้ขึ้นมาขายของกันบนรถไฟได้อย่างไร?????????? ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ขี้สงสัยจึงเอ่ยถามเพื่อนที่นั่งข้างๆ กัน ก็ได้คำตอบว่า เขาต้องตีตั๋วรถมาอะไรสักอย่างเพื่อเดินทางไปปลายทาง ผมก็ยังงงครับ แล้วเขาก็อธิบายเพิ่มจนเข้าใจว่า คนที่ขึ้นมาขายต้องซื้อตั๋วรถไปลงปลายทางที่สิ้นสุดแล้วขึ้นมาขายของกัน และก็ยังเป็นคำตอบที่ไม่ค่อยแน่นอนเพราะเพื่อนผมเองก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเป็นเช่นนั้นหรือว่าแต่โดยความเข้าใจของเขามันคือแบบนี้และอีกคำตอบหนึ่งก็คือ พวกนี้มักจะโดนไล่ ส่วนเพื่อนอีกคนก็บอกว่าบางคนก็จะแอบขึ้นมา แต่ที่ผมสังเกตเห็นนะครับ อันนี้มาจากการสังเกตของผมเองหรือว่าจะเป็นความเข้าใจผิดของผมเองก็ไม่ทราบได้นะครับ ผมสังเกตเห็นพนักงานบนรถไฟก็สนิทสนมพูดคุยกับพ่อค้า-แม่ค้า อย่างคุ้นเคยกันนะครับ แต่ที่อยากจะรู้ก็คือว่า ทำไมถึงขึ้นมาขายกันได้เท่านั้นเอง ทั้งๆ ที่รถไฟเป็นสถานที่ที่ใช่สำหรับการเดินทาง ขนส่ง แต่ก็คิดได้อีกแง่คือคนโดยสารมาต้องหิวกันแน่?? แต่ท่านครับ.....คนที่เขาจะเดินทางเขาไม่คิดที่เตรียมตัวกันเลยหรือว่าอย่างไร..........หรือเป็นเพราะความขี้เกียจหรือรู้ว่าพอขึ้นมาก็จะมีของขายมาให้ทานถึงที่จึงเป็นความสะดวกสบายไปอีกแบบที่คนไทยชอบกัน......จนติดเป็นนิสัย ดังนั้นเมื่อรู้ว่ามีอุปสงค์ ก็ทำให้เกิดอุปทานตามมา มันเป็นความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ที่มันแปรผันตามกันมาอย่าต่อเนื่องตามกลไกลของเศรษฐศาสตร์ที่ก่อให้เกิดเศรษฐกิจบนรถด่วน อันนี้ก็น่าคิดไปอีกแบบ แต่สำหรับผมคิดว่า ถ้าเราไม่ซื้อ เขาก็ไม่มีที่จะขายให้ใคร และพฤติกรรมเหล่านี้ก็น่าจะหายไปได้ แต่คงจะเป็นไปไม่ได้เพราะมันคือความสะดวกสบายที่คนไทยชอบกัน....และคงจะฝังลึกลงไปในเส้นเลือดของความต้องการพื้นฐานที่ต้องการการบริการให้ถึงที่.........????????? แต่อย่างว่าครับ เหล่าพ่อค้า-แม่ค้า ไม่ได้มีจำนวนน้อยๆ ครับ มีกันเยอะมากมาย เดี๋ยวขายนั่น ขายนี่ สับเปลี่ยนกันมาตลอดเวลา 24 ชั่วโมงจากความรู้สึกก่อนๆ แบบว่า เรื่อยๆ มาเรียงๆ จนตอนนี้กลายเป็นความรำคาญอย่างรุนแรงไปแล้ว แต่ที่ผมสะกิดใจก็คือ ทำไมแม่ค้าคนนั้นต้องพูดขึ้นมาว่า ยืนเกะกะ ด้วย เพราะคนที่น่าจะพูดคำนี้หรือประโยคนี้น่าจะเป็นผู้โดยสารต่างหากเพราะใครก็ตามหรือจะเป็นท่านผู้อ่านเองก็ตามหากคุณขึ้นรถไฟ รถทัวร์ เรือ หรือเดินทางแบบอื่นๆ ท่านอยากที่จะยืนให้ดูโดดเด่นเป็นสง่า น่าจับตามองอย่างนั้นหรือครับ ....อันนี้ขอถามนะครับ ผมเห็นมีผู้โดยสารบางท่านต้องออกไปยืนตรงที่เชื่อมต่อระหว่างโบกี้ที่เป็นทางขึ้นซึ่งมันน่าอันตรายมาก เพราะถ้าหากตกลงไปคือ ตาย สถานเดียวไม่มีตัวช่วยอื่นใด เหมือนเกมเศรษฐีที่เล่นกับคุณไตรภพเพื่อชิงเงินรางวัล เป็นสิ่งที่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมผู้โดยสารเหล่านี้ต้องออกไปยืนตรงนั้นด้วย????? เหตุผลหนึ่งที่ทุกคนเลือกเดินทางโดยรถไฟนั้นก็คือ ราคาถูก กว่าการเดินทางแบบอื่นๆ สำหรับผมแล้วมันก็เป็นประเด็นหนึ่งเช่นกันและอีกข้อหนึ่งก็คือ ครั้งแรก ด้วยครับ เมื่อเราเดินทางเราก็ต้องการถึงที่หมายปลายทางโดยสวัสดิภาพทั้งร่างกายและทรัพย์สิน......และคิดว่าขึ้นมาแล้วคงได้รับบริการที่ถูกใจเพราะก่อนที่ผมจะขึ้นรถไฟนั้นผมได้อ่านเจอข้อความหนึ่งที่น่าประทับใจมากที่สถานีพิจิตรมีใจความว่า บริการคืองานของเรา ทำให้เกิดความอุ่นใจขึ้นมาบ้างกับการเดินทาง แต่ยังไม่วายครับว่า ทำไม คนพวกนี้ถึงขึ้นมาขายของบนรถไฟได้ ต้องทำเช่นไรจึงขึ้นมาขายได้และเจ้าหน้าไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้บางเลยหรืออย่างไร หรือทำไปแล้วมันเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ....ก็ว่ากันไป ปล่อยให้คนพวกนี้ขึ้นมาขายของสร้างความรำคาญเบียดเบียนที่ยืนของผู้โดยสารแถมยังว่าให้ผู้โดยสารว่า เกะกะ ครับแน่นอนเขาขึ้นมาเพื่อการเดินทางไม่มีใครที่อยากจะขึ้นมาเสียเงินแล้วต้องขึ้นมายืนทอดน่องโชว์หุ่นกันหรอกครับ....คงไม่มีใครที่รู้ว่าเสียเงินแล้วต้องมาลำบาก แล้วจะเสียเงินไปกันทำไม???? แถมยังต้องมาเจอกับพวกพ่อค้า-แม่ค้าที่เดินกันเป็นพันละวันเบียดไปเบียดมา.....ถามว่าชอบไหม??คำตอบที่ได้คุณคงรู้ดีนะครับ....ว่าใจของคุณจะอยากได้คำตอบเช่นไร นอกจากนี้ยังตะโกนปาวๆ ขายของเป็นที่น่ารำคาญ ยอมรับว่าขึ้นมาก็ได้ขายของ ได้เงินไปจุนเจือครอบครัว แต่ที่อยากรู้ก็แค่ว่าทำไมคนพวกนี้จึงขึ้นมาขายของได้????? มีจำนวนมากมาย???? ไม่มีมาตราการควบคุมกันบ้างหรืออย่างไร........ ตอนนี้เวลา 14.05 นาฬิกา ณ สถานีบ้านตาคลี มีพระสงฆ์ 2 รูปขึ้นโดยสารมากับทางสถานีก็ยังต้องหลบให้แม่ค้าเพราะว่าเป็นผู้หญิง แทนที่เดินผ่านพระเจ้าเราต้องก้ม โค้ง ไหว้ด้วยซ้ำไป(เป็นความอุบาทว์ของสังคมที่เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ ที่ถูกปล่อยละเลยไม่สนใจ) การเดินทางของผมยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เพราะมันยาวนานจนถึงเย็นเพราะใช้เวลาที่ยาวนานกว่าคนอื่นๆ หน่อยและต้องผ่านอีก 20 กว่าสถานีจึงจะถึงเป้าหมายปลายทาง(ใช้เวลาประมาณ 7-8 ชม.) ผมไม่อาจทราบได้ว่าอีก 20 กว่าสถานีที่ต้องผ่านนั้นจะมีผู้โดยสารขึ้น-ลง มากน้อยเพียงใด แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ บนรถไฟขบวนนี้มี พ่อค้า-แม่ค้า ที่เดินขายของกันเยอะเหลือเกิน แต่สำหรับท่านที่ยังไม่เคยเดินทางโดยรถไฟก็อย่าเพิ่งกลัวนะครับ อย่างที่ผมบอกว่านี่คือชั้น 3 ท่านลองนั่งชั้น 1-2 หรือสปินเตอร์ดูนะครับมันอาจจะน่านั่งกว่านี้ แต่สำหรับผมนี่คงจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายทีจะขึ้นรถไฟแต่ถ้ามีครั้งต่อไปคงต้องเป็นชั้น 1 หรือสปินเตอร์เท่านั้นนะครับ จบการรายงานที่สถานีช่องแค คุณจะไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สองในการสร้างความประทับใจในครั้งแรก
|
| Marry U-SJ | ||
- |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |