• น้ำหลาก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-09-21
  • จำนวนเรื่อง : 29
  • จำนวนผู้ชม : 8148
  • จำนวนผู้โหวต : 4
  • ส่ง msg :
calo
เสรีภาพ ภารดรภาพ เสมอภาค.....หัวใจแห่งประชาธิปไตย
Permalink : http://www.oknation.net/blog/abccalo
วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน 2550
ครั้งแรกในชีวิตที่อยากบอกให้รู้
Posted by น้ำหลาก , ผู้อ่าน : 99 , 10:39:01 น.  
พิมพ์หน้านี้


ครั้งแรกในชีวิต

(วันนี้ยังไม่มีรูปถ่ายนะครับ ที่จริงถ่ายมาเยอะแยะครับแต่ยังไม่ได้เอาลง แต่ก็เอาบทความมาให้อ่านกันก่อนนะครับ....หวังว่าทุกท่านจะมีความสุขกับความที่ผมนำมาเสนอนะครับ.......ต้องขออภัยด้วยนะครับที่ไม่พร้อมแต่ว่าสัญญาว่าจะเอารูปในแต่ละสถานีมาให้ได้ดูกันแน่ครับว่ามัน เกิดขึ้นจริงครับ.........บทความหรือความคิดเห็นนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลเท่านั้นไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวพาดพิงหรือให้ร้ายกับบุคคลอื่นนะครับ..หากมีการพาดพิงหรือกล่าวกระทบผู้ใดต้องขอภัยและช่วยแจ้งผมด้วยนะครับจะได้แก้ไข......ขอบคุณครับ)

“คุณจะไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สองในการสร้างความประทับใจในครั้งแรก”

มันเป็นการเดินทางที่เป็นครั้งแรกของชีวิตผม.......ที่ต้องเดินทางด้วยรถไฟ “รถไฟ” มันอาจจะฟังดูแล้วว่า “บ้านนอก ไม่เคยขึ้นรถไฟเหรอ” จะเป็นโชคดีหรือว่าโชคร้ายกันแน่ที่ชีวิตนี้ผมยังไม่เคยขึ้นรถไฟและผมก็จะได้ขึ้นรถไฟแล้ว.....

                ในตอนสายของวันที่  28 ตุลาคม 2550 ผมต้องเดินทางไป กรุงเทพฯโดยรถไฟจากต้นทางคือ สถานีพิจิตรมีจุดหมายปลายทางคือกรุงเทพฯ “หัวลำโพง” 

                ผมเดินทางมากับเพื่อนอีก 2 คนครับ ยอมรับครับว่าครั้งแรกก็ยังตื่นเต้นครับกับการขึ้นรถไฟ อ๋อ!!!ลืมบอกไปครับว่ารถไฟชั้นที่ผมนั่งมานั้นคือชั้น3 ครับ เพราะมาจองตั๋วล่วงหน้าแล้วว่าจะขึ้นชั้น 1 ไปกัน ก็อุตส่าห์จองตั๋วกันตั้งแต่อุตรดิตถ์เพราะกลัวว่าจะไม่มีที่นั่งแต่ก็ยังไม่วายไม่ได้ขึ้นชั้น 1 มา(บาปกรรมแท้ๆๆ) ดังนั้นเรา 3 คนจึงต้องจำทนนั่งชั้น 3 มากัน

                ก้าวแรกที่เหยียบฝ่าเท้าที่ห่อหุ้มด้วยรองเท้าผ้าใบลงบนรถไฟนั้น มองทางไหนก็เต็มไปหมด ไม่มีที่ว่าง “ให้นั่ง” เลยเหรอเนี่ย มีทั้งผู้โดยสารที่ยืน พ่อค้า แม่ค้า(เต็มไปหมด) ขายสารพัดอย่าง

                “ดีนะ!!!!ที่เราจองตั๋วรถกันมาก่อน” ผมบอกกับตัวเอง ดังนั้นเมื่อมาถึงที่นั่งเราทั้ง 3 คนจึงมีที่ให้วางก้นกับพื้นเบาะที่ค่อนข้างจะขาดความอ่อนนุ่มละมุนละไมไปบ้าง

                อากาศตอนนั้นร้อนมากครับทั้งที่เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาวแทนที่อากาศน่าจะดี เย็นสบาย ผมก็ต้องทนนั่งมาตลอดทางจนผ่านมาหลายสถานีท่ามกลางความร้อนอบอ้าวอย่างแรง ผมง่วงมากครับแต่ก็หลับไม่ได้ เพราะที่หลับไม่ได้นั้นอาจจะมาจากเสียงของรถไฟที่ครางมาตลอดทาง(โดยธรรมชาติของมันอยู่แล้วท่านที่เคยโดยสารรถไฟคงจะรู้ดี) ผมจึงหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านหลายต่อหลายเล่ม (มากมายนะ) และนี่ไม่ใช่เหตุผลเพียงประการเดียวเท่านั้นที่ทำให้ผมและใครต่อใครอีกหลายๆ คนที่โดยสารมาบนรถไฟขบวนเดียวกันหลับไม่หลงเป็นแน่ เพราะมีเสียงที่ดังมาตลอดการเดินทางแข่งกับเสียงของล้อรถไฟที่ขูดรางครางมาตลอดทางนั้นก็คือ “เสียงตะโกน” เป็นเสียงตะโกนขายของ ของบรรดาพ่อค้า-แม่ค้าทั้งหลาย

                นั่นคือ “ความรำคาญ” ที่เกิดขึ้นครับ สำหรับตัวผมเองแต่ผมไม่รู้ว่าคนอื่นๆ เขาจะคิดกันเช่นไรแต่สำหรับผม มันคือ “ความน่ารำคาญ” แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะรถไฟชั้นที่แกนั่งมานั้น มันคือ “ชั้น 3” จงทำใจ ผมบอกกับตัวเอง

                การเดินทางผ่านมาแล้วหลายสถานีจนมาถึง “สถานีนครสวรรค์”  มีผู้โดยสารขึ้นเยอะมากๆ ครับ ทุกคนต้องรีบวิ่งขึ้นเพื่อแข่งกับเวลาที่ไม่คอยท่า และพอขึ้นมาก็ไม่มีที่ให้นั่งครับเพราะมันเต็มหมดแล้ว จึงทำให้บรรดาผู้โดยสารที่ขึ้นมานั้นต้องยืนไปตามธรรมเนียมเรียบร้อยโรงเรียนรถไฟสายด่วนกรุงเทพฯ

                แต่ที่น่าสะดุดไปยิ่งกว่านั้นไม่ใช่ผู้โดยสารที่ต้องยืนครับ มีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นจากแม่ค้าขายผลไม้ที่เดินวนเวียนไปมาหลายร้อยรอบบนโบกี้นี้ทั้งที่แม่ค้าคนนี้รีบเดินเบียดผู้คนขึ้นมาพร้อมกับตะกร้าใบใหญ่ที่ใส่ผลไม้จนเต็มที่รีบเอามาวางไว้ตรงข้างๆ ทางขึ้นรถไฟหน้าห้องน้ำแล้วรีบเดินเร่งเท้าลงไปแบกกระติกน้ำใบใหญ่อีกใบหนึ่งขึ้นมาที่มีน้ำดื่มเป็นขวดๆ อัดกันแน่นเต็มกระติกขึ้นมาเป็นอันที่สอง

 “ยืนเกะกะ” เสียงแม่ค้าคนเดิมเอ่ยขึ้นกับผู้โดยสารที่ขึ้นมาแล้วต้องยืนกันเป็นระนาว ผมได้ยินเช่นนั้นจริงครับท่านผู้อ่าน แล้วก็มีแม่ค้าอีกคนหนึ่งที่ขายปลาเค็มเสริมขึ้นว่า “คนเราไม่เห็นใจ ไม่เข้าใจกัน” 

สำหรับผมแล้วผมก็พอที่จะเข้าใจนะครับว่า เป็นอาชีพ เป็นการทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพ เพื่อเลี้ยงครอบครัวกันและคิดว่าคงทำกันมานานแล้ว และผมก็ไม่ทราบได้ว่าเขาเหล่านี้ขึ้นมาขายของกันบนรถไฟได้อย่างไร??????????

ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ขี้สงสัยจึงเอ่ยถามเพื่อนที่นั่งข้างๆ กัน ก็ได้คำตอบว่า “เขาต้องตีตั๋วรถมาอะไรสักอย่างเพื่อเดินทางไปปลายทาง” ผมก็ยังงงครับ แล้วเขาก็อธิบายเพิ่มจนเข้าใจว่า คนที่ขึ้นมาขายต้องซื้อตั๋วรถไปลงปลายทางที่สิ้นสุดแล้วขึ้นมาขายของกัน และก็ยังเป็นคำตอบที่ไม่ค่อยแน่นอนเพราะเพื่อนผมเองก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเป็นเช่นนั้นหรือว่าแต่โดยความเข้าใจของเขามันคือแบบนี้และอีกคำตอบหนึ่งก็คือ “พวกนี้มักจะโดนไล่” 

ส่วนเพื่อนอีกคนก็บอกว่าบางคนก็จะแอบขึ้นมา แต่ที่ผมสังเกตเห็นนะครับ อันนี้มาจากการสังเกตของผมเองหรือว่าจะเป็นความเข้าใจผิดของผมเองก็ไม่ทราบได้นะครับ “ผมสังเกตเห็นพนักงานบนรถไฟก็สนิทสนมพูดคุยกับพ่อค้า-แม่ค้า อย่างคุ้นเคยกันนะครับ”

แต่ที่อยากจะรู้ก็คือว่า “ทำไมถึงขึ้นมาขายกันได้เท่านั้นเอง” ทั้งๆ ที่รถไฟเป็นสถานที่ที่ใช่สำหรับการเดินทาง ขนส่ง แต่ก็คิดได้อีกแง่คือคนโดยสารมาต้องหิวกันแน่?? แต่ท่านครับ.....คนที่เขาจะเดินทางเขาไม่คิดที่เตรียมตัวกันเลยหรือว่าอย่างไร..........หรือเป็นเพราะความขี้เกียจหรือรู้ว่าพอขึ้นมาก็จะมีของขายมาให้ทานถึงที่จึงเป็นความสะดวกสบายไปอีกแบบที่คนไทยชอบกัน......จนติดเป็นนิสัย

ดังนั้นเมื่อรู้ว่ามีอุปสงค์ ก็ทำให้เกิดอุปทานตามมา มันเป็นความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ที่มันแปรผันตามกันมาอย่าต่อเนื่องตามกลไกลของเศรษฐศาสตร์ที่ก่อให้เกิดเศรษฐกิจบนรถด่วน

อันนี้ก็น่าคิดไปอีกแบบ แต่สำหรับผมคิดว่า “ถ้าเราไม่ซื้อ เขาก็ไม่มีที่จะขายให้ใคร” และพฤติกรรมเหล่านี้ก็น่าจะหายไปได้ “แต่คงจะเป็นไปไม่ได้เพราะมันคือความสะดวกสบายที่คนไทยชอบกัน....และคงจะฝังลึกลงไปในเส้นเลือดของความต้องการพื้นฐานที่ต้องการการบริการให้ถึงที่.........?????????

แต่อย่างว่าครับ เหล่าพ่อค้า-แม่ค้า ไม่ได้มีจำนวนน้อยๆ ครับ มีกันเยอะมากมาย เดี๋ยวขายนั่น ขายนี่ สับเปลี่ยนกันมาตลอดเวลา 24 ชั่วโมงจากความรู้สึกก่อนๆ แบบว่า “เรื่อยๆ มาเรียงๆ”  จนตอนนี้กลายเป็นความรำคาญอย่างรุนแรงไปแล้ว

แต่ที่ผมสะกิดใจก็คือ ทำไมแม่ค้าคนนั้นต้องพูดขึ้นมาว่า “ยืนเกะกะ” ด้วย เพราะคนที่น่าจะพูดคำนี้หรือประโยคนี้น่าจะเป็นผู้โดยสารต่างหากเพราะใครก็ตามหรือจะเป็นท่านผู้อ่านเองก็ตามหากคุณขึ้นรถไฟ รถทัวร์ เรือ หรือเดินทางแบบอื่นๆ ท่านอยากที่จะยืนให้ดูโดดเด่นเป็นสง่า น่าจับตามองอย่างนั้นหรือครับ ....อันนี้ขอถามนะครับ

ผมเห็นมีผู้โดยสารบางท่านต้องออกไปยืนตรงที่เชื่อมต่อระหว่างโบกี้ที่เป็นทางขึ้นซึ่งมันน่าอันตรายมาก เพราะถ้าหากตกลงไปคือ “ตาย” สถานเดียวไม่มีตัวช่วยอื่นใด เหมือนเกมเศรษฐีที่เล่นกับคุณไตรภพเพื่อชิงเงินรางวัล เป็นสิ่งที่ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมผู้โดยสารเหล่านี้ต้องออกไปยืนตรงนั้นด้วย?????

เหตุผลหนึ่งที่ทุกคนเลือกเดินทางโดยรถไฟนั้นก็คือ “ราคาถูก” กว่าการเดินทางแบบอื่นๆ สำหรับผมแล้วมันก็เป็นประเด็นหนึ่งเช่นกันและอีกข้อหนึ่งก็คือ “ครั้งแรก” ด้วยครับ เมื่อเราเดินทางเราก็ต้องการถึงที่หมายปลายทางโดยสวัสดิภาพทั้งร่างกายและทรัพย์สิน......และคิดว่าขึ้นมาแล้วคงได้รับบริการที่ถูกใจเพราะก่อนที่ผมจะขึ้นรถไฟนั้นผมได้อ่านเจอข้อความหนึ่งที่น่าประทับใจมากที่สถานีพิจิตรมีใจความว่า “บริการคืองานของเรา” ทำให้เกิดความอุ่นใจขึ้นมาบ้างกับการเดินทาง

แต่ยังไม่วายครับว่า “ทำไม” คนพวกนี้ถึงขึ้นมาขายของบนรถไฟได้ ต้องทำเช่นไรจึงขึ้นมาขายได้และเจ้าหน้าไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้บางเลยหรืออย่างไร หรือทำไปแล้วมันเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ....ก็ว่ากันไป

ปล่อยให้คนพวกนี้ขึ้นมาขายของสร้างความรำคาญเบียดเบียนที่ยืนของผู้โดยสารแถมยังว่าให้ผู้โดยสารว่า “เกะกะ” ครับแน่นอนเขาขึ้นมาเพื่อการเดินทางไม่มีใครที่อยากจะขึ้นมาเสียเงินแล้วต้องขึ้นมายืนทอดน่องโชว์หุ่นกันหรอกครับ....คงไม่มีใครที่รู้ว่าเสียเงินแล้วต้องมาลำบาก แล้วจะเสียเงินไปกันทำไม???? แถมยังต้องมาเจอกับพวกพ่อค้า-แม่ค้าที่เดินกันเป็นพันละวันเบียดไปเบียดมา.....ถามว่าชอบไหม??คำตอบที่ได้คุณคงรู้ดีนะครับ....ว่าใจของคุณจะอยากได้คำตอบเช่นไร

นอกจากนี้ยังตะโกนปาวๆ ขายของเป็นที่น่ารำคาญ ยอมรับว่าขึ้นมาก็ได้ขายของ ได้เงินไปจุนเจือครอบครัว แต่ที่อยากรู้ก็แค่ว่าทำไมคนพวกนี้จึงขึ้นมาขายของได้????? มีจำนวนมากมาย???? ไม่มีมาตราการควบคุมกันบ้างหรืออย่างไร........

ตอนนี้เวลา 14.05 นาฬิกา ณ สถานีบ้านตาคลี มีพระสงฆ์ 2 รูปขึ้นโดยสารมากับทางสถานีก็ยังต้องหลบให้แม่ค้าเพราะว่าเป็นผู้หญิง แทนที่เดินผ่านพระเจ้าเราต้องก้ม โค้ง ไหว้ด้วยซ้ำไป(เป็นความอุบาทว์ของสังคมที่เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ ที่ถูกปล่อยละเลยไม่สนใจ)

การเดินทางของผมยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เพราะมันยาวนานจนถึงเย็นเพราะใช้เวลาที่ยาวนานกว่าคนอื่นๆ หน่อยและต้องผ่านอีก 20 กว่าสถานีจึงจะถึงเป้าหมายปลายทาง(ใช้เวลาประมาณ 7-8 ชม.)

ผมไม่อาจทราบได้ว่าอีก 20 กว่าสถานีที่ต้องผ่านนั้นจะมีผู้โดยสารขึ้น-ลง มากน้อยเพียงใด แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ บนรถไฟขบวนนี้มี “พ่อค้า-แม่ค้า” ที่เดินขายของกันเยอะเหลือเกิน

แต่สำหรับท่านที่ยังไม่เคยเดินทางโดยรถไฟก็อย่าเพิ่งกลัวนะครับ อย่างที่ผมบอกว่านี่คือชั้น 3 ท่านลองนั่งชั้น 1-2 หรือสปินเตอร์ดูนะครับมันอาจจะน่านั่งกว่านี้

แต่สำหรับผมนี่คงจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายทีจะขึ้นรถไฟแต่ถ้ามีครั้งต่อไปคงต้องเป็นชั้น 1 หรือสปินเตอร์เท่านั้นนะครับ

จบการรายงานที่สถานีช่องแค

“คุณจะไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สองในการสร้างความประทับใจในครั้งแรก”

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
Supawan วันที่ : 21/11/2007 เวลา : 12.41 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

ชอบเดินทางโดยรถไฟค่ะ ... ยอมรับว่าบริการไม่ประทับใจเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ใส่ใจนักค่ะ ... ส่วนใหญ่ใช้บริการตู้นอน เลยไม่ค่อยเท่าไหร่
ความคิดเห็นที่ 2
SOMBOONTIEW วันที่ : 21/11/2007 เวลา : 12.06 น.
http://www.oknation.net/blog/somboontiew

สวัสดีวันพุธ
ขอบคุณสำหรับ เรื่องราวหลากหลายที่นำมาฝากกัน

มาชวนไปทำบุญกฐินที่วัดพระขาวครับ

ตามมารับรายละเอียดได้เลยครับ
ความคิดเห็นที่ 1
นำผึ้งเดือนห้า วันที่ : 21/11/2007 เวลา : 10.41 น.
http://www.oknation.net/blog/chicku

ครั้งแรกเป็นอะไรที่ไม่มีใครลืม
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

Marry U-SJ

-

View All
<< พฤศจิกายน 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30