|
ที่เอ็นทรี่นี้เวลาสี่ทุ่ม ระเบิดแน่นอน การโต้วาทีกลางบล็อกครั้งสำคัญและอาจจะเป็นครั้งแรกของโลก ในญัตติสุดสยอง "เต๋อเรวัต และแกรมมี่ทำให้ดนตรีไทยไม่พัฒนา" ตลอดกว่ายี่สิบปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าค่ายเพลงแกรมมี่เป็นหนึ่งในค่ายเพลงที่ประสบความสำเร็จที่สุดและทรงอิทธิพลที่สุดในวงการดนตรีไทย แต่สิ่งที่แกรมมี่ทำนั้นคือการพัฒนาการทางดนตรีของบ้านเราจริงหรือไม่ หรือมันเป็นแค่การสร้างภาพบางอย่างทางธุรกิจให้เกิดวังวนซ้ำซากและนิสัยในการเสพให้ผู้บริโภคดนตรี คุณ HOF และผม winston จะนำเสนอประเด็นมันๆตีแสกหน้าชี้ให้เห็นกันไปเลยว่าแกรมมี่ทำให้ดนตรีไทยแคะแกร็นกันเมื่อไหร่อย่างไร และสิ่งที่พี่เรวัตเริ่มต้นอย่างสร้างสรรค์ไว้กลับกลายเป็นทางเดินลงเหวที่ไม่มีป้ายบอกให้พวกเราพากันตามอย่างไม่น่าเชื่อ ขณะที่ทางฝ่ายค้านคุณ Kilroy และเจ๊ pookcl ย่อมไม่เห็นด้วยกับญัตตินี้อย่างหัวชนฝา พวกเขามีคำอธิบายต่อคำกล่าวหาของฝ่ายเสนอทุกประเด็นและยืนยันว่าถ้าไม่ได้สิ่งที่พี่เต๋อและแกรมมี่วางรากฐานเอาไว้ ป่านนี้ดนตรีไทยอาจจะยังล้าหลังสุดกู๋...เอ๊ยกู่และหามาตราฐานไม่ได้โดยสิ้นเชิง มาฟังทั้งสี่ท่าน โต้คารมกันทางตัวหนังสือ ด้วยเหตุผลลึกซึ้งในอารมณ์ผ่อนคลายแบบฉันทน์พี่น้องแต่เตือนไว้ก่อนว่าบางทีพี่น้องก็อาจจะอัดกันอย่างไม่ไว้หน้า ถ้าเหตุผลไม่เข้าหู!!! สุดท้ายคุณผู้อ่านจะเป็นผู้ตัดสินด้วยการโหวตด้วยตัวคุณเอง ว่าคุณคิดว่าฝ่ายไหนใช้วาทะได้น่าเชื่อถือและชนะใจคุณในช่องโหวตด้านขวาของบล็อกนี้ กติกาง่ายมากครับ เวลาสี่ทุ่มตรงเป็นต้นไป คุณ HOF หัวหน้าฝ่ายเสนอ ผู้เชี่ยวชาญในงานศิลปะดนตรี-ภาพยนตร์ระดับขึ้นหิ้ง จะมาแปรญัตติเปิดประเด็นเป็นข้อๆว่าทำไมเขาจึงเห็นด้วยกับญัตตินี้ เขาจะเขียนลงใน comment ของ entry นี้ โดยมีโอกาสเขียนแค่ 1 comment ที่ความยาวประมาณ 3,000 ตัวอักษร (ตัวอักษรนะไม่ใช่คำ) ซึ่งอาจเช็คได้ด้วยการพิมพ์ลงใน Microsoft Word แล้วใช้โปรแกรมนับให้ หลังจากนั้นคุณ Kilroy หัวหน้าฝ่ายค้าน เจ้าพ่อเพลงไทยยุคโดมอน-มาบุญครองตัวจริงก็จะมาเปิดประเด็นของทางพวกเขามั่ง และจะต้องแก้ต่างข้อกล่าวหาของฝ่ายเสนอไปด้วยเลย มีโอกาสเท่ากับหัวหน้าฝ่ายเสนอ คือ 1 comment, 3,000 ตัวอักษร ลูกทีมฝ่ายเสนอคนแรก (มีอยู่คนเดียวนั่นแหละ) ก็คือมวยแทนตัวสุดท้าย-ผมเอง winston ก็จะมาเปิดประเด็นใหม่ๆเพิ่มเติม ส่งเสริมหัวหน้า และแก้ประเด็นของหัวหน้าฝ่ายค้านได้ด้วย 1 comment แต่แค่ 2,000 ตัวอักษร ลูกทีมฝ่ายค้าน คุณ pookcl เจ๊ปากพ่นไฟขวัญใจชาวบล็อก อดีตคนรักเก่าวัยเรียน(ข้างเดียว)ของพี่เต๋อ ก็จะมีสิทธิเท่ากับลูกทีมฝ่ายเสนอ จากนั้นจะเป็นการสรุป หัวหน้าฝ่ายค้านจะสรุปก่อน 3,000 ตัวอักษรเหมือนกัน ห้ามเปิดประเด็นใหม่แล้วนะ ปิดท้ายด้วยหัวหน้าฝ่ายเสนอ ในปริมาณตัวอักษรเท่ากัน และห้ามเปิดประเด็นใหม่เหมือนกัน ผู้เข้าแข่งขันทุกท่านเวลาแข่งห้ามเรียกชื่อจริงกัน ต้องใช้ตำแหน่ง เช่น "ตามที่ท่านหัวหน้าฝ่ายเสนอได้ประท้วงอย่างเผ็ดร้อนมาว่า..." และสามารถใช้ลีลาโวหารได้อย่างสุดสวิงตามใจชอบแต่ห้ามใช้คำหยาบหรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล (ผมต้องเตือนไว้ก่อน เพราะคุณ Kilroy ท่านวาจาดุดันเหลือเกิน...555) การโต้วาทีจะเสร็จกี่โมงก็ไม่รู้ แต่ควรจะจบในคืนนี้ ระหว่างที่ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 4 โต้วาทีกัน อนุญาตให้กองเชียร์พิมพ์คอมเมนต์มาให้ความเห็นหรือเชียร์ได้ ไม่ต้องรอให้งานจบ ผลการตัดสินจะวัดจาก popular vote ใน poll ด้านข้างนี้ ปิดรับโหวต 14 กันยายน เที่ยงคืน ---------- สรุปมาให้อ่านกันง่ายๆตรงนี้ครับ หัวหน้าฝ่ายเสนอ (HOF) - เพลงไทย หลังได้รับอิทธิพลจากตะวันตก มีสไตล์วง สุนทราภรณ์ ที่พัฒนามาจากเพลงบอลรูม จังหวะเต้นรำต่างๆ ต่อมาก็จะมีการพัฒนา แตกมาเป็น แนวเพลง ลูกกรุง และ ลูกทุ่ง และวงดิอิมพอสซิเบิ้ล คือวงแรกผู้นำเอาท่วงทำนองเพลงสากลในยุค 70 มารวมกับแนวเพลงไทย เกิดเพลงแนวใหม่ที่เรียกในยุคนั้นว่า เพลงสตริง จากนั้นเกิดการเอาทำนองเพลงฝรั่ง มาใส่เนื้อไทยมากมาย (สมัยก่อนไม่มีเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ ) เช่น เพลง ของดอน สอนระเบียบ , โรยัลสไปร์ ฯลฯ พอถึงยุคต่อมา เกิดค่ายเพลง เช่น รถไฟดนตรี ค่าย คีตา มีวงแบบ ชาตรี วงเพื่อน วงดิอินโนเซ็นท์ เริ่มมีการเรียกเพลงไทย ยุคนี้ว่า เพลงไทยสากล เนื่องจาก เป็นการนำเอาท่วงทำนองของเพลงสากลมาใส่เนื้อภาษาไทย และมีแขนงของดนตรีเพื่อชีวิต ที่แตกออกมาจากความเข้มข้นทางการเมืองในยุคนั้น นำโดยวงคาราวาน การเกิดของเต๋อ 1 ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง หรือ นวดนตรีใหม่ใดๆเลย เพียงแต่เป็น การนำเอาท่วงทำนองเพลงสากล มาใส่เนื้อเพลงไทย ที่มีเนื้อหาที่ใช้ได้เท่านั้น ซี่งคนในยุคนั้น ล้วนคุ้นเคยทำนองของเพลงสากล ในยุค 60- 70 ของสากล เพราะวิทยุ คลื่น เอฟเอ็ม คลื่นที่รับฟังได้ในเขตเมือง มักเปิดเพลงสากล ในขณะที่คลื่น เอเอ็ม ที่กระจายต่างจังหวัด จะเปิดเพลงลูกทุ่ง ทำให้เพลงลูกกรุงตายในเวลาต่อมา
ยุคแกรมมี่ คือ ยุคที่เอาธุรกิจเข้ามานำวงการเพลง ในส่วนของเต๋อ ได้มีสูตรสำเร็จของการคัดเลือกศิลปิน ในเรื่องต้องมีความเป็นสตาร์ คือ นอกจากเสียงดี มีแล้วแอ็คติ้ง รูปร่างหน้าตาต้องดีด้วย (เป็นช่วงที่ สื่อ Tv เริ่มเข้ามามีบทบาท ) ผมจะขอกล่าวคร่าวๆ ถึงแนวดนตรีสากลในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาน่ะครับ จะไม่ลงรายละเอียดมาก จะให้ลูกทีมของผม คุณ Winston อาจ กล่าวในรายละเอียดต่อไป
มองในแง่ของภาคดนตรีก่อนน่ะครับ ในขณะที่ดนตรีของโลก มีการพัฒนาต่อมาจากยุค 70 มีการแตกแขนงออกไปมากมาย ในยุค 80 โลกเกิด กรันท์ ร๊อค และ อัลเทอเนทีฟ มาเป็นเมนสตรีม พอปี 90 เกิด ฮาร์คคอร์ นูเมทัล เริ่ม ศตวรรษ 20 แนวที่มาเป็น เมนสตรีมยังไม่ชัดเจน แต่น่าจะมาทาง อีโม ในอเมริกา อิทธิพลของดนตรีผิวดำ เริ่มมีมากขึ้น เกิดเพลง แร๊พ อาร์แอนด์บี ฮิ๊ฟฮอฟ มีมารวมกับดนตรี แบบผิวขาว ที่มักเกิดในฝั่ง อังกฤษ ได้แนวเพลงใหม่ๆ หลายหลายแนวเพลง
ในขณะที่ประเทศอื่นๆ มีการส่งเสริมคุณค่าทางดนตรีพื้นเมืองของตนขึ้นมา โดดเด่นได้ในระดับ โลก และทำให้คนทั่วโลกยอมรับและสนใจ เช่นเพลง แนวละติน เพลงเรกเก้ เพลงอินเดีย และเพลงญี่ปุ่น
ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เพลงไทยดั้งเดิมของเราในด้านศิลปะ ไม่ได้ด้อยไปกว่าชาติใดเลย ทั้งความละเมียดละไม และเครื่องดนตรีต่างๆ แกรมมี่ ในฐานะผู้นำ ตลอดเวลา 20 ปี กลับมองข้ามคุณค่าความเป็นไทย ถามหน่อยว่ามีกี่อัลบั้ม ของแกรมมี่ ที่ได้ผสมผสาน เอาดนตรีไทยเข้ามา นี่ยังไม่ต้องกล่าวถึงการสร้างดนตรีแนวใหม่เลย น่ะครับ พี่เต๋อ เคยให้ทัศนะ ในช่วงที่ทำเพลง เต๋อ 2 ไว้ว่า เขาพยายามเอาดนตรีสากลแบบฟังง่ายๆ มาให้คนไทยฟังเพื่อเป็นการปูพื้นฐานของคนไทยก่อน ทั้งๆที่ เขาสามารถทำเพลงให้ซับซ้อนกว่านี้ได้ ตั้งแต่งานชุด 2 ( ข้อมูลนี้ มาจาก บล็อก หัวหน้าฝ่ายค้าน เองครับ ) เป็นทัศนะคติที่ค่อนข้างดูแคลนผู้ฟังชาวไทย และมันยังดำรงมาตลอดเวลา 20 ปี ทำให้ แกรมมี่ไม่พัฒนาแนวดนตรีของตัวเองขึ้นเลย คิดเอาเองว่า แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว และการเดินตามฝรั่ง อย่าบอกว่าทุกชาติก็ทำกัน เพราะเป็นอิทธิพลทั่วโลก เพราะแม้แต่การเลียนแบบ แกรมมี่เอง ยังตามหลังมาก เรียกว่า แนวเพลงใหม่เขาดังทั้งโลก แล้ว จนกระแสเริ่มซาแล้ว เพิ่งจะนึกมาเลียนแบบ อ๋อ ลืมไป แกรมมี่ได้พัฒนาแนวเพลง pop ของตัวเองขึ้น จนเรียกว่า pop แบบแกรมมี่ ที่ยังขายได้ ตลอดเวลา 20 ปี แม้มีศิลปินเป็น 100 คน ก็ยังเอาแนวเพลงนี้ขายได้เสมอ คงนึกออกน่ะครับว่า pop แบบแกรมมี่เป็นอย่างไร หาซีดี เพลงแกรมมี่มาอัลบั้มหนึ่ง แล้วหลับตาชี้ไปที่ปก ตกที่เพลงไหนก็เปิดฟัง นั่นล่ะครับ เพลง pop แบบแกรมมี่ ไม่ต้องประหลาดใจเลยครับ เวลาได้ฟังเพลงในวิทยุ แล้วนึกไม่ออกว่าใครร้อง เพราะมันเหมือนกันไปหมด ทั้งทำนอง เนื้อหาของเพลง และ ท่วงทำนองการร้อง
เขียนมาเกินโควต้าแล้วครับขอแถมนิดหน่อย ตามสไตล์โต้วาที ยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องเนื้อหา หรือ lylic เลย 555 ไว้รอบหน้าครับ
************************ หัวหน้าฝ่ายค้าน (Kilroy) นิยาม พัฒนาแปลว่า ทำให้เจริญ ดนตรีไทยหมายถึงดนตรีป๊อปที่อิงอยู่กับรูปแบบของดนตรีป๊อปของตะวันตกและหมายรวมถึงอุตสาหกรรมธุรกิจดนตรีของบ้านเรา ตัวชี้วัดว่าพัฒนาแยกเป็นสองด้าน 1. ผู้สร้างคอนเทนท์ (supply side) 2. ผู้เสพ (demand side) ด้านแรกผู้สร้างงานแยกตอบเป็นสองมิติ มิติแรก ดนตรีไทยในเชิงพาณิชย์ ก่อนปี 2526 ซึ่งเป็นปีที่ แกรมมี่ เริ่มก่อตั้ง ธุรกิจค่ายเพลงในบ้านเรามีอยู่บ้างแล้วแต่เป็นไปในลักษณะไม่มีทิศทาง ไม่หลัก ไม่มีระบบ เช่นผลตอบแทนของนักร้อง ผู้แต่งเพลง อื่น ๆ ไม่ได้มีสัดส่วนที่ได้มาตรฐานและเจ้าของทุนมักจะเอารัดเอาเปรียบเจ้าของงาน เมื่อมีผลงานชุดใดประสบความสำเร็จทางยอดขายเกินคาด การมาถึงของ เต๋อผู้ร่วมก่อตั้งแกรมมี่ เต๋อมองว่า อาชีพนักร้อง นักแต่งเพลง ผู้ทำเพลง ต้องอยู่ได้ โดยมิได้มีวงจรชีวิตสั้น ๆ ที่ตีกรอบอยู่แค่เฉพาะการเล่นดนตรีในไนต์คลับเท่านั้น เวลาผ่านมาจะครบ 25 ปีในปีหน้า แกรมมี่เป็นองค์กรที่เป็นผู้นำในการสร้างดนตรีไทยให้เป็นธุรกิจอย่างแท้จริง ทำให้ทัศนคติ อาชีพการเต้นกินรำกิน เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก กล่าวคือ ได้รับการยอมรับว่าเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงให้กับชีวิตได้ และเต๋อกับแกรมมี่ได้เป็นผู้สร้างภูมิทัศน์ (landscape) ใหม่ เป็นผู้สร้างระบบ กติกา มาตรฐาน ทำให้ นักร้อง นักแต่งเพลง โพรดิวเซอร์ เป็นอาชีพได้ รวมถึงการสร้างอาชีพที่เชื่อมโยงทั้ง backward และ forward ทำให้เกิดการจ้างงานและรายได้ตามมา แน่นอนว่าดนตรีเป็นสินค้าประเภทหนึ่งถ้าผู้ผลิตไม่มีวิสัยทัศน์พอที่จะผลักดันให้เป็นมาส (mass) ได้ ข้อต่อที่จะนำไปสู่การพัฒนาในองค์ประกอบมิติอื่น ๆ คงเป็นไปแบบไม่ต่อเนื่องนั่นคือไม่มีการพัฒนา มิติที่สอง ดนตรีไทยในเชิงศิลป์ ประเด็นนี้น่าจะเป็นข้อกล่าวหาสำคัญอันเป็นที่มีของญัตตินี้ ในมิตินี้ เพื่อความง่ายในการชี้แจงขอกำหนดองค์ประกอบของดนตรีใน 2 เรื่อง คือ คำร้อง ทำนองและการเรียบเรียง คำร้อง ท่านผู้เข้าฟัง (อ่าน) การโต้วาทีในญัตตินี้ ถ้าเป็นใช้ชีวิตวัยรุ่นในยุค 80 จะทราบว่าการเขียนเนื้อเพลงใน เต๋อ 1 นั้นมีความแตกต่างด้านการเล่าเรื่องและการใช้ภาษาไปจากงานร่วมสมัยและงานที่ออกมาก่อนหน้านี้อย่างเด่นชัด ถึงปัจจุบันนี้คุณภาพการเขียนคำร้องของงานชุดนี้ถ้าฝรั่งเข้าใจภาษาไทยผมคิดว่ายังต้องให้การยอมรับ งานชุดนี้เขียนเรื่องมุมมองของชีวิตได้ออกมาหลาย ๆ มุม ทัศนคติในเพลงรักของ เต๋อ ทำให้ยกระดับการเขียนคำร้องของดนตรีบ้านเราขึ้นมาจริง ๆ (ไม่รวมแนวเพลงเพื่อชีวิต) การแหกกฏด้านฉันทลักษณ์ของงานเขียนร้อยแก้ว ร้อยกรอง ที่ดี และการออกเสียงร้องวรรณยุกต์ตามโน้ตดนตรีที่แต่งไว้สมบูรณ์แล้ว (ถ้าเปลี่ยนโน้ตตรงนั้นเพื่อมาแก้ปัญหาวรรณยุกต์จะทำให้ดนตรีไม่ไพเราะ หรือ ลดคุณค่าทางด้านดนตรีลงไป) ผมให้น้ำหนักในส่วนนี้ว่าเป็นความกล้า ในการที่ดนตรีต้องมีทางเลือกให้กับผู้ฟัง ทำนองและการเรียบเรียง เรื่องนี้เป็นข้อถกเถียงกันมากว่าอะไรคือการก๊อปปี้ อะไรคือการดัดแปลง เจตนาของ เต๋อและแกรมมี่คืออะไร กลับไปที่นิยามดนตรีไทยในญัตติจะเห็นว่าเราโต้การถึงเรื่องการสร้างงานดนตรีประเภทป๊อปมิวสิคที่อิงอยู่กับรูปแบบของตะวันตก ซึ่งมีหลากหลายแนวเช่น ร็อค แจ๊ซ บลูส์ โซล อาร์แอนด์บี ฟิวชั่น คอมเทมโพรารี่ เม็มโออาร์ (ให้คุณวินส์อธิบาย) คันทรี รวมถึง แร๊ป และ ฮิพฮอพ แนวเหล่านี้ถ้าผู้ฟังหมู่มากฟังแล้วชื่นชอบขึ้นมาเราเรียกว่า ดนตรีป๊อป ที่กล่าวมาล้วนเป็นแนวที่ไม่มีรากเหง้าที่เกิดมาจากวัฒนธรรมไทยเลย การจะเข้าถึงรากฐานและแก่นของเพลงแนวเหล่านี้แล้วพัฒนามาสร้างงานที่เป็นออริจินัลของตัวเอว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราต้อง เล่น ฟัง และ ศึกษาถึงโครงสร้างของดนตรีจากวัฒนธรรมของเขาอย่างโชกโชนเสียก่อน ยกตัวอย่างในมุมกลับ อาจารย์บรูซ แกสตัน ต้องการสร้างงานในเชิงตะวันออกพบตะวันตกขึ้นมา อาจารย์บรูซต้องมาศึกษากับ อาจารย์บุญยง เกตุคง เพื่อให้เข้าถึงดนตรีไทยจริง ๆ ถึงจะสร้างงานได้ออกมาให้มีความร่วมสมัย กลับมาที่เต๋อและแกรมมี่ เต๋อ 1 ในด้านดนตรีผมเรียกว่าเป็นงานส่งผ่านเพื่อเข้าสู่ดนตรีป๊อปของไทยโฉมใหม่จริง ๆ ดนตรีใน เต๋อ 1 เป็นงานที่สรุปภาพรวมของดนตรีไทยในยุคก่อนหน้าปี 2526 ไว้ การเรียบเรียงเครื่องดนตรีแต่ละชนิดทำได้ถึงจุดพีคของโครงสร้างดนตรีป๊อปไทยแบบเดิม ๆ แล้ว ถ้าไม่ขยายขอบเขตออกไปด้วยการไปยึดโยงกับแนวดนตรีสากลอื่น ๆ การพัฒนาจะหยุดนิ่งแน่นอน ข้อต่อนี้ผมขอเดาใจพี่เต๋อว่า ถ้าคุณไม่สามารถสร้างงานออริจินัลได้ 100 เปอร์เซ็นต์จริง ๆ คุณต้องดึงจุดเด่นของเขามาต่อยอด เพราะถ้าในขณะที่องค์ประกอบทุกด้านเริ่มเดินหน้าแต่กว่าคุณจะสร้างงานในระดับเทียบเท่ากับเพลงป๊อป ในแบบ สตีวี่ วันเดอร์, ไลโอเนล ริชชี่, มาดอนน่า หรือ ชาเด ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินเชิงพาณิชย์ศิลป์ชั้นดีของโลกตะวันตกในยุคนั้น ไม่มีใครกล้ายืนยันได้ว่าเมื่อไร แต่ถึงตอนนั้นกลไกที่ปั้นมาจะหยุดทำงานเพราะไม่มีงานป้อนเข้าสู่ตลาด และกลุ่มนักดนตรีและโปรดิวเซอร์ของไทยกลุ่มหนีงที่มีศักยภาพก็จะสร้างงานได้ไม่ต่อเนื่องเพราะอาจต้องหาเลี้ยงชีพด้านอื่นประกอบ ตรงนี้จะล้อคู่ขนานไปกับวิสัยทัศน์ของเต๋อที่ต้องสร้างความสมดุลระหว่างธุรกิจกับศิลปะและสร้างตลาดกลุ่มผู้ฟังขึ้นมาด้วย ด้านที่สอง เต๋อและแกรมมี่กับการพัฒนาผู้เสพงาน (ผู้ฟัง) คนในรุ่นผมอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ว่าตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา เต๋อและแกรมมี่ ได้ยกระดับการฟังเพลงของพวกเราให้พัฒนาขึ้นไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงไปของดนตรีในโลกตะวันตก เพียงแต่ว่าอยู่ในระดับดีกรีไหนแค่นั้นเอง เต๋อเป็นเศรษฐศาสตร์บัณฑิตจากท่าพระจันทร์ การตีโจทย์เรื่องการพัฒนาวงการดนตรีไทยจึงมีมุมมองและชุดความคิดในแบบนักเศษฐศาสตร์เข้ามาอย่างไม่ต้องสงสัย เต๋อไม่ต้องการสร้างงานให้ผู้อยู่ในยอดบนสุดของปิระมิดฟังแต่อย่างใด คนกลุ่มดังกล่าวฟังเพลงฝรั่งเป็นหลักอยู่แล้ว คนกลุ่มนี้ฟังเพลงป๊อปของฝรั่ง รวมถึงฟังงานดนตรีที่เราเรียกว่า ซีเรียสขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เช่น งานแบบ โพรเกรสสีฟ แจ๊ซร็อค ฯลฯ ซึ่งคนกลุ่มบนสุดและกลุ่มที่อยู่กลาง ๆ บางส่วน นี้ล่ะเป็นกลุ่มที่ส่งเสียงดังที่สุดเมื่อเต๋อและแกรมมี่สร้างงานไปละม้ายคล้ายงานเพลงของฝรั่ง กลุ่มที่เต๋อต้องการจะทำให้ช่องว่างของทักษะในการเสพงานดี ๆ ลดลงคือกลุ่มกลาง ๆ บางส่วนและกลุ่มฐานล่างของปิระมิด ทำอย่างไรให้เขาคุ้นเคยและมีความพร้อมกับดนตรีใหม่ ๆ ที่เขาจะเข้าถึงได้ง่ายกว่าเพลงฝรั่ง คนกลุ่มนี้แน่นอนว่าในด้านปริมาณจะต้องมีมากกว่ากลุ่มที่อยู่บน ๆ ในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดถ้าคนกลุ่มใหญ่ยอมจับจ่ายซื้องานเพลง แน่นอนว่าย่อมเกิดโอกาสที่จะพัฒนาภาพใหญ่ไปด้วยกันได้ เมื่อนั้นเมื่อมีงานคุณภาพมาก ๆ ออกมา ก็มีโอกาสได้รับการต้อนรับทางด้านยอดขาย ไม่ใช่ฟังอยู่ในกลุ่มแคบ ๆ และชื่นชมกันเองในกลุ่มว่าพวกเราน่ะ เป็นพวกนักฟังระดับมีคลาส ตัวอย่างงานพาณิชย์ศิลป์ระดับเยี่ยมในโลกตะวันตกคือ Dark Side Of The Moon (1972) ของ Pink Floyd ถ้าผู้ฟังของเขาไม่มีพื้นฐานพร้อมจะเสพงานแบบนี้ ผลงานชุดนี้คงไม่ได้รับการตอบรับทั้งเงินทั้งกล่องขนาดนี้ ในประเด็นนี้ผมต้องการเน้นว่า เต๋อและแกรมมี่ได้สร้างพื้นฐานการฟังให้กับคนกลุ่มใหญ่เป็นตัวตั้ง ******************** ลูกทีมฝ่ายเสนอ (winston) แกรมมี่? แค่ชื่อของค่ายเพลงนี้ก็พอจะบอกได้แล้วว่าแนวทางจะเป็นยังไง ชื่อมีให้เลือกไม่มีที่สิ้นสุดดันไปเลือกคำที่พ้องกับรางวัลดนตรีใหญ่ของฝรั่งนั่น แล้วคุณจะหวังอะไรกับค่ายนี้ว่าจะมาพัฒนาเพลงไทยของเรา? ไม่พัฒนาไม่ว่า แต่ยังปักหมุดฉุดให้ดนตรีบ้านเราไม่ไปไหนมาเป็นสิบๆปีแล้ว โอ้ย เรื่องการตลาดไม่มีใครสู้เขาหรอก แต่ไอ้การตลาดที่โดดเด่นของแกรมมี่นี่แหละที่ทำให้ดนตรีไทยหยุดเดิน ไม่มีใครอยากทำอะไรแหวกแนวออกมา เพราะมันขายไม่ออก แม้แต่ศิลปินของแกรมมี่เอง พอออกไปทำอะไรสร้างสรรค์ๆก็ไปไม่รอดซักราย แล้วใครจะอยากพัฒนา? ความร่ำรวยหรือกินดีอยู่ดีของศิลปินแกรมมี่มันไม่เกี่ยวกับการพัฒนาดนตรี นะจ้ะ เรื่องการลอกเพลงนี่ต้องขอขอบคุณ เพราะพี่เต๋อและแกรมมี่นี่แหละทำให้การลอกเพลงมีพัฒนาการจากลอกดื้อๆโน้ตต่อโน้ตมาเป็นการโมดิไฟด์ปรับแต่งนิดหน่อยให้พอจำไม่ได้ หรือขั้นสูงก็มีการตัดต่อจากหลายเพลงมาผสมพันธุ์กัน แกรมมี่นี่เค้าเก่งนักล่ะ ก็สงสัยว่าถ้ามันยากเย็นขนาดนั้นทำไมพี่ไม่แต่งเองซะเลยเล่า? ว่ากันว่าแฟนคาราโอเกะสมัยนี้ยังยินดีร้องเพลงของดอนสอนระเบียบและพีเอ็มไฟฟ์ที่ลอกเต็มๆมามากกว่าพวกแอบๆลอก แล้วการลอก...เอ่อ...ดัดแปลงแล้วไม่ยอมรับจนกว่าจะถูกจับได้น่ะ มันมีผลเน่าๆตามมาอีก คือทำให้คนทำดนตรีรุ่นต่อๆมารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องชอบธรรมนี่หว่า ทำอย่างงี้ เราก็ชอบทำมั่งดีกว่า ส่วนศรัทธาคนฟังนั้นไม่เหลือแล้ว บางคนก็ปลงๆว่าอย่าไปคิดอะไรมาก มันก็เพราะดีนี่หว่า จะไปฟังเพลงแต่งเองแต่ทำนองไม่เข้าหูทำไม๊ ส่วนพวกที่ทำใจไม่ได้ก็เลิกฟังไปเลย เพราะมันพาลคิดว่าไอ้เพลงที่เหลือที่เรายังจับไม่ได้ มันก็อาจจะลอก...เอ๊ย...ดัดแปลงมาอีกก็ได้ นี่ล่ะเรื่องใหญ่และเป็นปมด้อยขนาดยักษ์ของเต๋อเลยล่ะ ความเห็นส่วนตัวผมว่าแกพลาดนะเรื่องนี้ แกประมาทคนฟังเกินไปทั้งๆนี้ศักยภาพของแกไม่จำเป็นต้องพึ่งทำนองฝรั่งเลยให้ตายสิ Cisco Kid! เรื่องเนื้อหาที่หลายคนยกย่องกันนักว่าเพลงแกรมมี่เป็นโฉมใหม่ของวงการเพลงไทย แต่สุดท้ายมันก็วังวนอยู่ในเรื่องรักใคร่และการคิดท่อนฮุคให้ติดหู และฝีมือการเขียนเนื้อเพลงของทีมงานไม่กี่คน
ความซ้ำซากของแกรมมี่มาเห็นได้ชัดตั้งแต่พวกเขามาแลกเพลงกันร้องในอัลบั้ม ซน ฉลอง 10 ปี หลังจากนั้นมาแฟนๆก็ไม่เคยจำได้อีกเลยว่าเพลงไหนเป็นของใคร มันเป็นวัฒนธรรมแบบโมทาวน์หรือ tin pan alley ที่จะมีโรงงานผลิตเพลง นักร้องมีหน้าที่เป็นลำโพงอย่างเดียว ซึ่งคงไม่อาจเรียกว่าพัฒนาได้ใช่ไหมครับ พี่เบิร์ดอาจจะเสียงเพราะ เอ็นเตอร์เทนเก่ง แต่อัลบั้มไหนของเบิร์ดจะเวิร์คแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเบิร์ดเลย นู่น ไปถามทีมงานนู่น เบิร์ดร้องอย่างเดียวครับ เรื่องการพัฒนาคนฟังด้วยเพลงของแกรมมี่ ผมว่าพี่เต๋อเริ่มต้นมาทำท่าจะดีแล้ว ดังที่ได้อ่านในบล็อกของหัวหน้าฝ่ายค้าน แต่จู่ๆแกก็หยุดไปอย่างงั้น แล้วก็ไม่มีใครสานต่อ จะเห็นได้ว่าไม่มีใครในแกรมมี่ที่จะมาเป็นเต๋อคนต่อไปได้เลย ไม่แม้แต่จะใกล้เคียง คนฟังที่เต๋อพยายามสร้างขึ้นมาก็เคว้งสิครับ กลับไปฟังเพลงฝรั่งอย่างเดิมดีกว่า ขอสรุปว่าเต๋อและแกรมมี่ลากเพลงไทยไปในจุดตันในทุกๆมุมมอง ครับ ไม่ว่าพวกเขาจะตั้งใจหรือไม่ พวกเขาทำให้ดนตรีไทย ไม่พัฒนา (ด้วยความเคารพพี่เต๋อน่ะครับ ทั้งหมดนี่ผมทำไปเพราะความจำใจจริงจริ๊งงงงงง)
***************** ลูกทีมฝ่ายค้าน (pookcl) บอกกันก่อนว่าเจ๊ไม่ใช่คนมีความรู้อะไรกับประวัติศาสตร์ดนตรีเมืองไทย เพลงนี้แนวไหน หรือจะฟังเพลงสากล (ฝรั่ง) มาเยอะแยะ เป็นแค่คนเสพที่รู้จักจะเลือกเสพบ้างเท่านั้น ถ้าพูดถึงคำว่า พัฒนา การพัฒนาคือการเจริญก้าวหน้า แล้ววงการเพลงไทยของเราไม่ก้าวหน้าตรงไหนจ๊ะ ผู้ฟังได้ฟังดนตรีแนวใหม่ๆ อย่างเป็นวงกว้างขึ้น จากเดิมที่มีผู้ฟังระดับบนเท่านั้นที่ฟังเพลงแนวอื่นๆ จากเพลงสากล แต่พี่เต๋อและแกรมมี่ในยุคนั้นได้เปิดช่องทางให้ฐานผู้ฟังกว้างขึ้น โดยแน่ล่ะที่ง่ายๆ ก่อนก็คือการดัดแปลงทำนองมาใช้ (ซึ่งเจ๊ไม่เห็นจะสนเลยว่ามาจากไหน...แล้วไงอ่ะ) แต่ก็ได้เขียนคำร้องที่แปลกแยกไปจากเดิมๆ ถ้าคนที่เข้ามาอ่านในตอนนี้คงคิดเหมือนกันคือ แตกต่างและโดนใจกลุ่มที่มีกำลังซื้อในตอนนั้น กลายมาเป็นเพลงที่ปลดแอกเนื้อร้องแบบจองจำผู้หญิง มาเป็น ที่แล้วก็แล้วไป เจ้าสาวที่กลัวฝน หรือ สองเราเท่ากัน ซึ่งสอดคล้องกับยุคของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ซึ่งเจ๊เองอยู่ในวัยนั้นพอดี
คริคริ โดนใจมาก ทำให้สาวสมัยนั้นคิดบวก เอ๊ย คิดเป็น กล้าเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แล้วเพลงในยุคที่พี่เต๋อมีบทบาทอยู่นั้น เป็นยุครุ่งโรจน์ของวงการเพลงไทยจริงๆ เพลงดี เพลงเพราะ และ(ขอเน้น) ขายได้ ถ้าทำดนตรีได้ดีแค่ไหนเลิศเลอปานใด แต่ขายไม่ได้ ก็เอากลับไปนอนฟังในวงศาคณาญาติก็แล้วก๊าน อย่าลืมเอาเกลือมาเลี้ยงกันด้วยล่ะ...ฮ่าๆ พี่เต๋อต่างหากที่พยายามสร้างสะพานไปสู่ผู้ฟัง แล้วค่อยสอดแทรกดนตรีดีดีเข้ามา จะให้ทำดนตรีที่ซับซ้อนแบบประมาณเทพฟังพี่เต๋อก็ทำได้ แต่ยัง พี่เต๋อไม่ทำเพราะแกเข้าใจตลาดไง เข้าใจคนฟัง เข้าใจศิลปิน คุณมาแรงแล้วผู้ฟังไม่ซื้อ อย่าโทษใครว่าโง่ ไม่รู้จักเสพ โทษตัวคุณเองเหอะ เทพเกิน แต่ที่เจ๊แปลกใจก็คือผู้สนับสนุนฝ่ายเสนอเองก็ยังตั้งข้อสังเกตว่าพอขาดพี่เต๋อไปวงการเพลงไทยก็ไม่เหมือนเดิมขาดคนสานต่อ
.ให้ตายซิ ต้องจำใจฝืนขนาดนั้นเลยเหรอคู้ณ งั้นที่ญัตติ "เต๋อเรวัต และแกรมมี่ทำให้ดนตรีไทยไม่พัฒนา" ฝ่ายเสนอควรจะกลับไปพิจารณาใหม่แล้วล่ะ ว่าควรเปลี่ยนเป็น แกรมมี่ทำให้ดนตรีไทยไม่พัฒนา อย่าได้เอาพี่เต๋อมาแปดเปื้อนด้วยเล้ย
คริคริ ไม่ว่าทางฝ่ายเสนอโจมตีอย่างไร แต่สิ่งที่คุณคงปฏิเสธไม่ได้ คือ พี่เต๋อ คือของแท้ คือศิลปินที่อ่านการตลาดขาด และมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้วงการเพลงไทยก้าวสู่ยุคใหม่ และไม่ว่าเด็กยุคใหม่ๆ (เช่นมิสนอร่าห์ ขออ้างหน่อย) กลับมาฟังอีกครั้ง ก็ยังได้คิด...ในบทเพลงที่พี่เต๋อสื่อมาเสมอ ด้วยความรักและเคารพพี่เต๋อ ****************************** หัวหน้าฝ่ายค้านสรุป
สรุป คำนี้คงไม่เหมาะขอแก้ต่างที่ท่านหัวหน้าและผู้ช่วยฝ่ายเสนอชี้ประเด็นขึ้นมา (ไม่เคยโต้วาทีมาก่อนเลย) เต๋อและแกรมมี่ ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในดนตรีไทย ในข้อนี้ต้องขออภัยอย่างแรง ถ้าไม่มีเต๋อและแกรมมี่ วันนี้เราต้องตั้งญัตติว่า เพลงไทยไม่พัฒนาไปไหน วันนี้เราโต้กัน ณ เวลาที่แกรมมี่จะครบ 25 ปีแล้ว องค์กรนี้สร้างอะไรไว้เป็นมาตรฐานที่คนรุ่นต่อไปจะต้องต่อยอดขึ้นไปให้ได้ การที่องค์ประกอบบางเรื่องมาถึงทางตันนั้น ผู้ฟังต้องกลับมาทบทวนตัวเองกันบ้างหรือไม่ ส่วนที่ว่าพี่เต๋อมีทัศนคติที่ดูแคลนผู้ฟังชาวไทย ตรงนี้น่าจะแรงเกินไปนิดหนึ่ง ตอนงานชุด เรามาร้องเพลงกัน ซึ่งเป็นผลงานร่วมของบัตเตอร์ฟลายและเต๋อ ออกวางขาย พวกเขาได้ก้าวล้ำไปข้างหน้ามากไป ตรงนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่กลุ่มผู้ทำเพลงคุณภาพต้องประเมินความพร้อมของผู้ฟังใหม่ ผู้ร่วมงานในชุดนี้เกือบครบทุกคนเข้ามาเป็นโปรดิวเซอร์ของแกรมมี่ในภายหลัง กลุ่มคนเหล่านี้พบว่าความพร้อมหลาย ๆ ด้านในแง่ผู้เสพยังขาดพื้นฐานอีกมากเมื่อมองในแง่ของมาส เมื่อปณิธานคือต้องการพัฒนาพวกเขาจึงต้องถอยมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ประเด็นมองข้ามความเป็นไทยอันนี้ผมไม่ขอแก้ต่างเพราะไม่อยู่ในญัตติ ป๊อปแบบแกรมมี่ตรงนี้เป็นข้อที่ผมยอมรับได้ ไม่ทราบว่าหัวหน้าฝ่ายเสนอเคยดูขบวนการ 5 อัศวินไหมครับ วันนี้ที่ญี่ปุ่นยังสร้างซีรีส์ขบวนการแนว 5 สี หรือ หลาย ๆ สี (เซ็นไท) กันอยู่เลย เขาสร้างให้เด็กรุ่นใหม่ ๆ ได้ดูกันต่อเนื่องครับ ในจำนวนเบอร์ของนักร้องที่ออกมาใหม่ ๆ ทุกเดือน แกรมมี่จะแทรกงานคุณภาพและแตกต่างสำหรับฟังแทรกเข้ามาด้วยอยู่เสมอ ตรงนี้ต้องลองติดตามใกล้ชิดสักนิด ส่วนประเด็นการสร้างงานที่เข้าข่าย ก๊อปปี้ หรือ โมดิฟายด์ ตามที่ผู้ช่วยฝ่ายเสนอหยิบยกขึ้นมา ผมได้แสดงความเห็นในภาพรวมไปแล้ว รวมสองความเห็นขอผมยังใช้ไปประมาณ 7,000 ตัวอักษร ขออภัยที่ต้องละเมิดกติกา สุดท้ายขอชื่นชมผู้นำและผู้ช่วยฝ่ายเสนอและผู้ช่วยฝ่ายค้านของผมที่มาร่วมช่วยกันสร้างปรากฏการณ์เชิงสร้างสรรค์ในบล็อกขึ้นมาได้ ต้องให้เครดิต คุณหมอวินส์เป็นพิเศษกับไอเดียนี้ ขอคารวะ ****************************
หัวหน้าฝ่ายเสนอสรุป โห เจ๊ นอกจากจะจ้างมากรี๊ดแล้ว เจ๊ยังเป็นคนกรี๊ดพี่เต๋อ ตัวจริงเลยครับ ผมฟันธง เลยน่ะ แต่ถ้าไม่มีพี่เต๋อ วงการเพลงไทย อาจจะพัฒนาไปกว่านี้ครับ ในระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา มันเหมือนกับว่า จะเอาเต๋อ หรือ เอาวงการเพลง เพราะความที่พี่เต๋อ แกคิดระบบต่างๆ ที่รัดกุมสำหรับศิลปิน ดังทื่หัวหน้าฝ่ายค้านเสนอ การที่แกรมมี่เติบโต อย่างรวดเร็ว มันทำให้เกิดระบบการผูกขาด ในตลาด คงจำกันได้น่ะครับ ในอดีต เรามีดีเจที่เปิดเพลงอิสระมากมาย ปัจจุบัน มีแต่รับจ้างเปิด หรือไม่ก็เป็นของค่ายเสียเอง เปิดแต่เพลงตัวเอง มันทำให้คนที่มีความสามารถ แต่แกรมมี่ ไม่มอง หรือหน้าตาไม่หล่อ ไม่สวย พอจะเป็นสตาร์ หมดสิทธิ์เกิดเลย นี่ล่ะครับที่ผมว่า แกรมมี่ และพี่เต๋อ คือสาเหตุเลยล่ะ ถ้าไม่มีพี่เต๋อ ถ้าพี่เต๋อไม่สร้างแกรมมี่ ถ้าพี่เต๋อเป็นศิลปิน สร้างงานขายอย่างเดียว และพัฒนางานของตัวเองไปในฐานะศิลปิน วงการเพลงพัฒนาไปกว่านี้แน่นอน ไม่ต้องเทียบว่าระดับคนฟังระดับเทพเลยครับ คนฟังระดับไหนก็อยากฟังเพลงดี และรับได้กับของดีทั้งนั้น เพลงแต่ที่ฟังๆ กันอยู่ไม่เรียกว่าพัฒนาการฟังครับ เข้าขั้นยัดเยียดให้ฟัง ก็ทั้ง วิทยุ ทีวี เปิดไป ก็เจอศิลปินแกรมมี่ทั้งนั้น
ยกตัวอย่างง่ายเลยเลยครับ ศิลปินคนเดียวกัน อย่างทาทายัง ตอนอยู่แกรมมี่ กับ การย้ายค่ายใหม่ ไม่ใช่เพราะทาทาโตขึ้นและมีพื้นฐานที่ดีมาจากแกรมมี่ แต่เป็นเพราะ แกรมมี่เอาที่มีมุมมองที่แคบเกินไปในการพัฒนาศิลปินในค่าย ขายเพลง ก็คือขายเพลงครับ คือองค์ประกอบของเพลงที่ดี ทั้งคำร้อง ทำนอง และการเรียบเรียง อาจมีบ้าง ตรงการตลาด ที่มีการโปรโมต และ การกระจายสินค้า ผมเชื่อว่า ถ้าให้หลายๆค่าย มีสื่อเท่าแกรมมี่ กระจายของได้ทั่วประเทศเท่าแกรมมี่ ยอดขายมากกว่า แกรมมี่ทุกชุดครับ เพราะ เขามีการพัฒนาดนตรี
การเขียนเนื้อเพลง คงไม่ต้องพูดถึง ความตีบตัน ทั้งในด้านความจำเจ เรื่องตัวโน๊ตไม่ใช่ปัญหาครับ เพราะภาษาไทยเรามีผันได้ 5 วรรณยุกต์ ความสละสลวยของภาษา ในหลายปีที่ผ่านมา พัฒนาลงอย่างเห็นได้ชัด ถ้าคิดว่า การนำดนตรีไทยมาประยุกต์เข้ากับดนตรี pop สากล เป็นเรื่องนอกประเด็น ก็เทียบกับประเทศอื่นๆ ในแนวเพลง pop กันน่ะครับ เทียบกับ ญี่ปุ่น เทียบกับ เกาหลี คงไม่ต้องเทียบกับลาวน่ะครับ วงลาว หลายๆวง ส่งออกมาเมืองไทยแล้วครับ ตอนนี้
จบการโต้ดีกว่าน่ะครับ ก่อนจะมีการวางมวย แหะ แหะ โต้แบบสมานฉันท์ หนักนิดเบาหน่อย ก็หวังสร้างสรรวงการดนตรีไทย น่ะครับ ก่อนจบ ซื้อ ซีดี แท้น่ะครับ อุดหนุน ศิลปินไทยให้เติบโต เขาจะได้ไม่มีข้ออ้างว่าที่ไม่พัฒนา เพราะหมดกำลังใจกับ ซีดีเถื่อน
***************************************** อ่านจบแล้วอย่าลืมโหวตนะครับ ไม่มีรางวี่รางวัลอะไรหรอก
|