พิมพ์หน้านี้
|
****.5 ขิงแก่ (ในความหมายดั้งเดิม)
นีล ไดมอนด์คือใคร? เขาคือศิลปินที่คู่ควรกับคำว่า has-been (เคยดัง) จริงๆ ก่อนหน้าอัลบั้มที่แล้ว 12 Songs เมื่อปี 2005 เราแทบจะจำไม่ได้ว่าเคยได้ยินชื่อของเขาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่? อาจจะเป็นตอนที่เขาได้รางวัล Razzie จากหนัง The Jazz Singer ตอนปี 1980 นู่นหรือเปล่า? (แต่ซาวนด์แทร็คจากหนังเรื่องนี้ก็มีเพลงดังหลายเพลง อย่าง Love On The Rocks, Hello Again) 20 กว่าปีมานี้ นีลไม่ถึงกับหายไปจากวงการ เขายังออกทัวร์และออกอัลบั้มอยู่ แต่เป็นไปในลักษณะของศิลปินที่ไม่อยู่ในวงโคจรของจักรวาลเพลงป๊อบแล้ว ยุครุ่งเรืองของ singer-songwriter ผู้นี้อยู่ในช่วงปลาย 60's ถึง 70's เขาเป็นผู้เขียนเพลงดังให้ The Monkees "I'm A Believer" และเป็นเจ้าของเพลงคลาสสิก-ป๊อบอีกมากมายอย่าง Sweet Caroline, Cracklin' Rosie, Red Red Wine, Song Sung Blue และ Girl, You'll Be A Women Soon (ที่มาดังในหนัง Pulp Fiction ของเควนติน ตารันติโน) เพลงป๊อบของนีล ไดมอนด์ ไม่เหมือนเพลงป๊อบของชาวบ้านทั่วไป วัยรุ่นยุค 70's ถ้าใคร"ฟัง" นีล ไดมอนด์ถือว่าเป็นนักฟังมีระดับทีเดียว อันนี้จากคำบอกเล่าของคนรักดนตรีบ้านเรายุคนั้น เพลงของเขาจะมีรูปแบบการประพันธ์ที่แตกต่างและไม่อิงขนบเดิมๆหรือสูตรสำเร็จ แต่ในขณะเดียวกันมันก็ยังมีความเป็นป๊อบ รับง่าย และติดหูอย่างร้ายกาจ การแสดงของนีลที่เวทีปิระมิดแห่ง Glastonbury มิวสิกเฟสติวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยุคนี้เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์ว่าเพลงเด็ดๆของเขานั้นมีมากมายแค่ไหน และอมตะแค่ไหน ด้วยวัยเฉียด 70 "เอลวิสยิว" ผู้นี้งัดแต่เพลงมันๆขึ้นมาเอาคนดูอยู่หมัดตลอดรายการ รายงานว่าช่วงพีคๆของการแสดงในเพลง Sweet Caroline คนดูเต้นกันลืมตายราวกับเป็นคุณลุงขี้เมาในงานแต่งงาน (เห็นภาพไหม) เย็นวันนั้น นีลยังหยิบเอาเพลงจาก Home Before Dark มาด้วยหนึ่งเพลง Pretty Amazing Grace แต่เขาเล่นในแบบอลังการงานสร้างดนตรีเต็มวงไม่เหมือนในอัลบั้ม และมันก็กลมกลืนไปกับบทเพลงอมตะของเขาอย่างไร้รอยต่อ ไม่น่าแปลกใจอะไร เพราะแทบทุกเพลงใน Home Before Dark คือ นีล ไดมอนด์ในฟอร์มที่สุดยอด นี่คือหนึ่งในอัลบั้มที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นการกลับมาร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ผู้มีภาพลักษณ์ดั่งฤาษี กูรู Rick Rubin อีกครั้งหลังจากประสบความสำเร็จพอสมควรกับงาน 12 Songs ในปี 2005 รูบินนั้นได้รับเครดิตไปมากจากการโปรดิวซ์งาน come back ของ Johnny Cash จนเขากลายเป็นเครื่องหมายการค้าเมื่อศิลปินวัยดึกต้องการใครสักคนที่จะมา ยกเครื่อง ให้แต่รูบินไม่ใช่โปรดิวเซอร์ดาดๆที่มีลีลาและสุ้มเสียงแบบเดียว ทำงานกับใครก็ไม่เคยเปลี่ยนวิธีการ เขามีพื้นฐานจากแร็ป เมตัล แต่ก็ทำงานกับศิลปินคันทรี่ได้ดี อย่างไรก็ตาม concept ที่รูบินทำให้กับไดมอนด์นั้นก็อยู่ในรูปแบบใกล้เคียงกับที่เขาทำให้ Johnny Cash มากๆ กล่าวคือ ดนตรีจะถูกปลดเปลื้องเครื่องเคราออกมาให้เปลือยเปล่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ กีต้าร์โปร่งจะเป็นตัวดำเนินเรื่องตลอดรายการ และที่สำคัญ เสียงร้องนำจะต้องโดดเด่นและบันทึกออกมาให้สดจริงจังที่สุดไม่ต้องมีการใส่เอ็คโค่หรือเอ็ฟเฟ็คใดๆ เสียงร้องของนีลอาจจะไม่มีความลึกล้ำดื่มด่ำเท่าของ Man In Black แต่ในวัยนี้ต้องถือว่านีลยังรักษาน้ำเสียงไว้ได้ยอดเยี่ยม แน่ล่ะมันย่อมไม่ชุ่มชื่นทุ้มลึกเหมือนสมัยเขาร้อง Song Sung Blue การทำงานของรูบินนั้นต่างจากโปรดิวเซอร์หลายคนตรงที่เขาจะ"ล้วงลูก"ลงไปลึกถึงขั้นตอนการวางคอนเซ็พท์และการแต่งเพลง ทำให้เขาดูเหมือนโค้ชหรือเทรนเนอร์ส่วนตัวของนักกีฬามากกว่า วิธีการนี้อาจจะไม่เวิร์คเสมอไปกับทุกศิลปิน แต่กับ Cash และ Diamond มันไม่น่าจะมีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว ผมเดาว่ารูบินคงแนะนำให้นีลลืมโปรดักชั่นอู้ฟู่ทั้งหมดในเพลงเก่าๆ และให้ประพันธ์บทเพลงจากความรู้สึก จากหัวใจของผู้ชายหนุ่มใหญ่(มาก)ที่ผ่านชีวิตมามากมาย เขียนและร้องในสิ่งที่เขาเชื่อและอยากนำเสนอออกมา โดยไม่ต้องแคร์ว่าจะมีใครชอบมากน้อยแค่ไหน การเปิดอัลบั้มด้วยเพลงรักที่มีเนื้อหาและความยาวเหยียดถึง 7 นาทีกว่าด้วยท่วงทำนองที่เคร่งขรึมอย่าง If I Don't See You Again ก็เท่ากับเป็นการประกาศว่านี่เป็นอัลบั้มส่วนตัวโดยแท้จริง ฟังเผินๆเหมือนจะเป็นการทำงานต่อจาก 12 Songs แบบย้ำรอยเดิม ใช่ครับ ดนตรียังเป็นแบบเกือบๆจะ unplugged และเน้นความเป็น minimalist จนเกือบจะเหมือนฟังเทปตัวอย่าง (demo) แต่ความแตกต่างของสองงานนี้อยู่ที่การเรียกสองหนุ่มจาก The Heartbreakers-Mike Campbell (Guitar) และ Benmont Tench (Keyboard) โดยส่วนตัวผมเป็นแฟนของ Tom Petty and The Heartbreakers อยู่แล้ว และไม่เคยผิดหวังกับงานของสองคนนี้ เบนมอนต์นั้นเล่นคีย์บอร์ดแบบแต่งแต้มสีบางๆตลอดเพลง แต่ทุกคีย์ที่เขากดลงไปส่งผลทางอารมณ์และสีสันของบทเพลงได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนแคมป์เบลล์กับมือกีต้าร์อีกคน Matt Sweeney สาธิตการเล่นกีต้าร์โปร่งทั้งในแนว pickin' การสอดแทรกลูก lick สั้นๆ ไปจนถึงการฟาดคอร์ดแรงๆในแบบ Flamenco กันได้อย่างออกรสคนที่ชอบฟังกีต้าร์โปร่งไม่ควรพลาดงานนี้จริงๆครับ ยิ่งฟังผ่านไปหลายๆรอบในแบบพินิจพิเคราะห์ ยิ่งพบว่างานที่ดูเหมือนจะเป็นแค่ stripped down, minimalist ซึ่งดูเหมือนจะเป็นอะไรที่เรียบง่ายและออกจะหยาบนั้น--แท้ที่จริงเป็นความปราณีตและละเมียดถึงขั้นสูงสุด ไม่มีเพลงไหนใช้กีต้าร์ตัวเดียวเกาหรือตีคอร์ดคลอไปกับเสียงร้องของนีลเพียงอย่างเดียว ตรงข้าม แม้ว่าจะเล่นกันด้วยสุ้มเสียงเบาบางแต่หลายเพลงที่มีเสียงสอดประสานของกีต้าร์ไม่ต่ำกว่าสามตัว เบสหนักแน่นคอยให้จังหวะ เปียโนเคาะแต้มแต่งและเครื่องสายปูพื้นบางเฉียบ นอกจากเสียงร้องของนีลที่ยังคงเฉียบขาด ทั้ง 12 แทร็คใน Home Before Dark ยังยืนยันความเป็นนักแต่งเพลงที่ไร้กฎและรูปแบบของเขาอีกครั้ง Pretty Amazing Grace นีลกึ่งร้องกึ่งพูดบนท่วงทำนองปานกลางแต่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น โดดเด่นด้วยการสับคอร์ดแบบ flamenco ที่ดุดันคมกริบ เจ้าหน้าที่กรุณาบรรจุเพลงนี้เข้าห้องสมุดเพลงคลาสสิกไดมอนด์โดยพลัน, Another Day (That Time Forgot) ได้แขกรับเชิญจาก Dixie Chicks-Natalie Maines มาร้องคู่ด้วย แต่ส่วนตัวผมไม่คิดว่าเสียงร้องของทั้งคู่จะเข้ากันได้ดีซักเท่าไหร่, Don't Go There ถ้าใส่ดนตรีเต็มวงเข้าไปคงเป็นร็อคบลูส์เร้าใจได้ นีลโชว์เรนจ์เสียงด้านล่างของเขาอย่างสนุก เนื้อเพลงก็สนุกและคิดไปได้หลายง่ามแง่ Act Like A Man โอลด์สไตล์คันทรี่ชั้นดี เพลงเก่าเก็บที่เคยถูกปฏิเสธจากค่ายเพลงเมื่อหลายปีก่อน เนื้อหาราวกับเขาจะเขียนให้นักแต่งเพลง-หรือตัวเขาเอง? ฟังแล้วก็จินตนาการว่าถ้าให้ Johnny Cash จะยิ่งเยี่ยมไปกว่านี้อีกสักแค่ไหน ไม่ใช่นีลร้องไม่ดี แต่นี่มันสไตล์ของแคชชัดๆ หลังจากเครียดๆมาหลายเพลง นีลมาผ่อนคลายเล็กๆด้วยสองเพลงรักที่จังหวะกระชั้นขึ้นมาหน่อยอย่าง No Words และ The Power Of Two ก่อนจะจบอย่างสงบและลึกซึ้งด้วย Slow It Down และไทเทิลแทร็ค Home Before Dark ที่เป็นบทสรุปของอัลบั้มและอีกนัยหนึ่งชีวิตของนีล ไดมอนด์ในห้วงเวลานี้ 12 Songs และ Home Before Dark ทำให้โลกหันกลับไปมอง Neil Diamond อีกครั้งและอีกแบบ มันช่วยลบภาพของศิลปินป๊อบเชยๆแต่งตัวตลกๆและ"เคยมี" เพลงดังๆอย่าง.... ออกไป วินาทีนี้เขาคือผู้ชายวัย 67 ที่เท่ที่สุดในโลกดนตรีครับ....!!! (หมายเหตุ-1.Home Before Dark ขึ้นอันดับ 1 ทั้งในอังกฤษและอเมริกา และ Neil Diamond กลายเป็นศิลปินที่อายุมากที่สุดที่เคยมีอัลบั้มขึ้นอันดับ 1 และเป็นอัลบั้มแรกของเขาด้วย
|
| John Lennon part IV | ||
John Lennon, through the years. |
||
|
View All |
||
| Google Doodle | ||
เบื้องหลังการวาดภาพประกอบโลโก Google.... |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||