วันศุกร์ ที่ 22 ธันวาคม 2549
รัฐมนตรีคุมสื่อ,โฆษกรัฐบาล,โฆษกคมช. รู้หน้าที่หรือเปล่า?
Posted by
อดิศักดิ์
,
ผู้อ่าน : 507
, 17:45:00 น.
พิมพ์หน้านี้
|
วัน อาทิตย์ที่ 19พ.ย.2549 ช่วงสุดสัปดาห์นี้ นายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในต่างประเทศพร้อมกัน เพียงแต่อยู่คนละประเทศและสลับสถานภาพกัน อยากให้ช่วยกันสังเกตว่าข่าวอดีตนายกฯ ที่พยายามทำตัวเริงร่าส่งสัญญาณไปถึง "คลื่นใต้น้ำ" ในประเทศไทยที่กำลังรอคอยการกลับมาด้วยความหวัง จะสามารถชิงพื้นที่ข่าวในสื่อหนังสือพิมพ์ไทยได้มากกว่านายกฯปัจจุบัน ที่ไปทำหน้าที่ "ผู้นำประเทศ" ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มเอเปค 21 ประเทศ ที่ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ภาพและข่าวคุณทักษิณที่ชอปปิงอย่างเพลิดเพลินกับศรีภริยาคุณหญิงอ้อ-พจมาน ชินวัตร ที่ฮ่องกง แล้วนั่งเครื่องบิน "ข้ามหัว" คนไทยไปเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อตีกอล์ฟพักผ่อนและนัดหมายรวมญาติรวมมิตร คงจะเป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ไทยทุกฉบับตลอดสุดสัปดาห์นี้ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวและภาพของคุณทักษิณในหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ไทยมีมากกว่ารูปและข่าวของ พล.อ.สุรยุทธ์ ที่วิ่งรอกทำงานจนหัวหมุน แล้วยังเจียดเวลาเสี่ยงลงไปในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด เพื่อให้เกิดความสงบโดยเร็วขึ้น ส่วนสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีส่วนใหญ่ยังเก้ๆ กังๆ ในการทำหน้าที่ "นำเสนอ" ข่าวและข้อมูลของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ รวมทั้งการทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบทุจริตชุดต่างๆ ที่ตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) อีกเหตุผลหนึ่งที่น่าเห็นใจ ทราบว่าอยู่ในภาวะถูกขอร้องแกมบังคับจากคมช. อย่าให้ปรากฏภาพความเคลื่อนไหวของคุณทักษิณในฟรีทีวี แม้กระทั่งภาพเก่าๆของคุณทักษิณก็ไม่อยากให้ปรากฏในฟรีทีวีไทยแม้แต่ภาพเดียว คมช.มีความเชื่อว่าวิธีนี้จะทำให้ "คนไทย" ในระดับรากแก้ว (เดิมเป็นรากหญ้า) ค่อยๆ ลืมคุณทักษิณที่สร้างความประทับใจจากนโยบายประชานิยมผลาญงบประมาณในช่วง 5 ปี บอกได้เลยว่าความเชื่อเช่นนี้เป็นความเชื่อที่ผิดมหันต์ในการลบล้างความนิยมของคุณทักษิณ ด้วยการสั่ง "แบน" ไม่ให้มีภาพออกโทรทัศน์อย่างเดียว แต่ สื่อโทรทัศน์ทุกช่องกลับยังไม่ได้ทำหน้าที่ "สื่อสาร" ข่าวและข้อมูลการทำงานในช่วง 2 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ที่ทำงานหนักไม่แพ้รัฐบาลทักษิณ สื่อหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับมียอดพิมพ์รวมกันไม่เกิน 2 ล้านฉบับต่อวัน คนอ่านประมาณ 10 ล้านคนต่อวัน สื่อโทรทัศน์ฟรีทีวี 6 ช่อง และสื่อวิทยุกว่า 500 สถานีทั่วประเทศ เข้าถึงคนไทยได้อย่างน้อย 95% ครัวเรือน อย่างน้อย 50-60 ล้านคน อานุภาพของสื่อฟรีทีวีในการ "สื่อสาร" กับมวลชน จึงยังมีมากกว่าสื่อหนังสือพิมพ์และสื่อใหม่ๆ อย่างอินเทอร์เน็ต เชื่อหรือไม่ว่าเมื่อวันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน นายกฯ สุรยุทธ์ จัดรายการ "นายกฯ พบสื่อ" นั่งโต๊ะพร้อมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีกหลายคน เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาลกว่า 100 คน ซักถามได้อย่างเต็มที่ แต่กลับไม่มีสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีช่องใดเลยที่มีการ "ถ่ายทอดสด" งานนี้ไปให้ประชาชนได้รับรู้ ยกเว้นโทรทัศน์ทางเลือกที่มีผู้ชมน้อยกว่าไม่ถึง 10 % ของฟรีทีวี อย่าง Nation Channel (TTV 1) กับ ASTV กลับถ่ายทอดสดเฉพาะ "เสียง" โดยตลอด เปรียบเทียบกับคุณทักษิณที่จัด "นายกฯ พบสื่อ" แต่ฟรีทีวีช่องหลักๆ ของรัฐอย่างช่อง 11 ช่อง 9 และช่องไอทีวี ที่ตระกูลชินวัตรเคยถือหุ้นใหญ่ กลับถ่ายทอดสดอย่างคึกคักทุกครั้ง ในขณะที่รูปแบบและเนื้อหาการพบสื่อระหว่างอดีตนายกฯ ทักษิณ กับ นายกฯสุรยุทธ์ มี "คุณค่า" อย่างเทียบกันไม่ได้เลย คุณทักษิณมักพยายามแสดงภูมิรอบรู้ทุกเรื่องแบบ "วันแมนโชว์" แล้วใช้วาจาเชือดเฉือนเหน็บแนมนักข่าวที่ตั้งคำถามไม่ถูกใจหรือคำถามที่ไม่อยากตอบ แต่คุณสุรยุทธ์กลับให้รัฐมนตรีที่รับผิดชอบงานนั้นตอบคำถามของนักข่าวและยังมีความพยายามอธิบายเพื่อทำความเข้าใจเพิ่มเติมอย่างสุภาพ แม้ว่าจะมีนักข่าวบางคนจากโมเดิร์นไนน์กับโพสต์ทูเดย์ที่ใช้คำถามเชิงเสียดสีเหน็บแนม ถ้าหากสื่อโทรทัศน์ฟรีทีวีแข่งกันทำงานให้สมกับความมีอิสระและเสรีภาพที่มีมากกว่ายุคทักษิณ คนไทยอีก 50-60 ล้านคน จะได้เห็น "ของจริง" บุคลิกภาพของคุณสุรยุทธ์ที่มีวุฒิภาวะสมกับ "ผู้นำประเทศ" มากกว่าคุณทักษิณที่เป็น "ของปลอม" อาการโหยหาผู้นำในสไตล์คุณทักษิณจะค่อยๆ จางลง เมื่อเปรียบเทียบว่าใครน่าจะเป็นผู้นำ "ที่ดี" กับประเทศมากกว่ากัน ผมเชื่อว่าในที่สุดคนไทยส่วนใหญ่ที่มีนิสัยรักสงบ เดินสายกลาง ไม่ชอบคนขี้โอ่ คุยโม้ และมักจะหมั่นไส้พวกอวดรวยแบบคุณทักษิณ จะค่อยๆ หันมาเทใจให้คุณสุรยุทธ์ที่มีนิสัยสมถะ ถ่อมตัว ไม่คุยโม้และไม่เคยอวดรวย เดินป่ามากกว่าเดินห้าง ยิ่งการแสดงบทบาทในระดับนานาชาติ คุณทักษิณเป็นได้แค่ "ผู้นำประเทศ" ประเภท "เซลส์แมน Business Talk" เป็นหลัก มักถูกครหานินทาว่าไปเจรจาความเมืองที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ส่วนคุณสุรยุทธ์มีโอกาสจะได้รับการยอมรับเป็น "ผู้นำประเทศ" ที่มีธรรมาภิบาลระดับมาตรฐานอินเตอร์ คำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศอย่างเดียว โดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝงใดๆ ปาฐกถาที่พูดเป็นภาษาอังกฤษสำคัญ 2 ครั้ง ของนายกฯ สุรยุทธ์ ถูก "ละเลย" จากสื่อโทรทัศน์ ไม่เคยมีการถ่ายทอดสดเพื่อให้คนไทยได้รับรู้อย่างครบถ้วน อย่างมากแค่การรายงานข่าวสรุปสั้นๆ ในช่วงข่าวประจำวันเท่านั้นเอง หรือจะเป็นเพราะสื่อของรัฐที่มีอยู่อย่างน้อย 3 ช่อง คือ ช่อง 5 ช่อง 9 และช่อง 11 ได้ถูก "สปอยล์" กลายเป็นสื่อที่ไม่คิดถึงสังคมไปหมดแล้วจริงๆ หรืออาจจะยังอยู่ในภาวะไม่คุ้นเคยกับเสรีภาพใหม่ที่พ้นจากการครอบงำยึดครองนานกว่า 5 ปี ภายใต้ระบอบทักษิณหลังคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 ปาฐกถาภาษาอังกฤษครั้งแรกของคุณสุรยุทธ์ เมื่อคืนวันที่ 7 พฤศจิกายน กับสมาชิกนับร้อยคนของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในประเทศไทย ครั้งที่สองสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ต่อหน้านักธุรกิจต่างชาติระดับซีอีโอของบริษัทชั้นนำของโลกหลายร้อยคนจากสภาธุรกิจเอเปค ( APEC CEO Summit 2006) ที่ร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เนื้อหาสุนทรพจน์ทั้งสองครั้งวิพากษ์เปิดโปงรัฐบาลทักษิณที่ทำความเสียหายให้กับประเทศไทยมานานกว่า 5 ปี อย่างตรงไปตรงมาหลายเรื่องที่ไม่ค่อยได้ยินชัดๆ ในสุนทรพจน์ภาษาไทยของคุณสุรยุทธ์ เช่น การตรวจสอบและถ่วงดุลตามแนวทางประชาธิปไตยมีความอ่อนแอ สังคมไทยถูกกัดกร่อนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คนจนมีหนี้สินเพิ่มขึ้น นิติรัฐถูกละเลย การอ้างเอาสิทธิมนุษยชนอย่างผิดๆ การครอบงำยึดครองสื่อทุกแขนงเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ ฯลฯ หากเป็นยุครัฐบาลทักษิณที่วิพากษ์ความผิดพลาดของรัฐบาลชุดที่แล้ว รัฐมนตรีประจำสำนักฯ คุมสื่อรัฐ โฆษกรัฐบาล และเลขาธิการนายกฯ จะพยายามช่วงชิงพื้นที่สื่อ ด้วยการสั่งโดยตรงหรือร้องขอแกมบังคับให้สื่อโทรทัศน์ของรัฐถ่ายทอดสดอย่างเอิกเกริก แต่การประชุมระดับโลกสุดยอดผู้นำเอเปคที่นายกฯ สุรยุทธ์ ไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ผู้นำมหาอำนาจของโลกเกือบครบหมดอย่างไม่อายใครว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนเหมือนกับผู้นำคนก่อนของไทย ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย ฯลฯ กลับไม่ค่อยมีการรายงานข่าวหรือถ่ายทอดสดกลับมายังโทรทัศน์ไทย ทีมข่าวโทรทัศน์ไทยเพียงช่องเดียวที่เป็นตัวแทนโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจรอบนี้เป็น "คิว" ของช่อง 11 เพิ่งส่งทีมไปพร้อมกับนายกฯ สุรยุทธ์ เมื่อบ่ายวันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน นี้ ในขณะที่ทีมข่าว Nation Channel นำโดย คุณวีณารัตน์ เลาหภคกุล ไปปักหลักอยู่ที่กรุงฮานอยตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน ด้วยความยากลำบากในการประสานงานกับสำนักนายกฯ และยังถูกกีดกันจากความพยายามทำหน้าที่ "สื่อเอกชนไทย" ในระหว่างการสัมภาษณ์พิเศษของนายกฯ สุรยุทธ์ที่ถูกห้ามไม่ให้เข้าไปพร้อมกับทีมข่าวโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ แม้ว่าในที่สุดก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไป "ทำหน้าที่" พร้อมกัน แต่กลับถูกสั่งว่าจะต้องให้โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจที่เป็นโทรทัศน์ทางการนำเสนอข่าวก่อน ทำไมเจ้าหน้าที่ของสำนักนายกฯ จึงต้องห้ามหรือกีดกันการทำหน้าที่ อย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วของทีมข่าวเอกชนอย่าง Nation Channel ทั้งๆ ที่ทีมข่าวเราไม่ได้อาศัยเงินภาษีของรัฐเดินทางไปพักโรงแรมหรูๆ ในกรุงฮานอย แต่ยอมควักเงินขององค์กรไปเองด้วยสำนึกในหน้าที่ "สื่อมวลชนอิสระ" รายงาน "สาระ" ที่คนไทยพึงรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของผู้นำไทยครั้งแรกบนเวทีระดับโลกที่นานาชาติยังถูกตั้งคำถามความชอบธรรมในการรัฐประหารค่อนข้างมาก จึงอยากจะตั้งคำถามถึง อาจารย์ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่กำกับและดูแลกรมประชาสัมพันธ์กับ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ร้อยเอกนายแพทย์ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกฯ รวมทั้ง พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก คมช.ที่มีหน้าที่โดยตรงในการ "สื่อสาร" กับประชาชนให้กว้างขวางทุกช่องทาง พวกคุณรู้หน้าที่นี้หรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งโฆษกรัฐบาลคุณหมอยงยุทธที่จำกัดบทบาทตัวเอง "แคบมาก" แถลงเฉพาะผลประชุมอย่างเดียว ยังไม่เคยเห็นทีมงานโฆษกรัฐบาลจะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อชิงพื้นที่สื่อโทรทัศน์ทุกช่อง หนังสือพิมพ์ทุกฉบับและวิทยุทุกคลื่นในการอธิบายและทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องราวต่างๆ ที่ นายกฯ สุรยุทธ์ กับรัฐมนตรีหลายคนที่ทำงานหนักเกินวัยอยู่แล้ว แต่ประชาชนกลับรับรู้ "สาระเนื้อหาการทำงาน" น้อยมากอย่างไม่น่าเชื่อ จนคะแนนนิยมเริ่มลดลง ชาวบ้านในต่างจังหวัดที่ดูโทรทัศน์มากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ แต่จอโทรทัศน์กลับยังเหมือนเดิมแทบไม่มีข่าวสารที่เป็น "สาระเนื้อหาการทำงาน" ของรัฐบาลนี้ หรือบอกความล้มเหลวของรัฐบาลที่แล้วที่ทำความเสียหายให้กับประเทศนับแสนล้านบาท พวกเขาจึงยังโหยหากับอดีตผู้นำจอมปลอม ที่แม้ว่าจะทำตัวน่าสมเพชร่อนเร่ไปไม่ต่างจากสัมภเวสี
|