• อดิศักดิ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : adisak@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2006-12-12
  • จำนวนเรื่อง : 103
  • จำนวนผู้ชม : 77348
  • จำนวนผู้โหวต : 187
  • ส่ง msg :
more
คิดใหม่วันอาทิตย์
วิพากษ์วิจารณ์การเมือง เศรษฐกิจ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/adisak
วันจันทร์ ที่ 8 มกราคม 2550
รัฐบาลเกียร์ถอยหลัง/กับทักษิณเกียร์เดินหน้า
Posted by อดิศักดิ์ , ผู้อ่าน : 575 , 09:40:51 น.  
พิมพ์หน้านี้


             ผมจำได้ว่าเคยได้ยินศัพท์คำว่า "อย่าใส่เกียร์ว่าง" จากปากคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยใช้ในช่วงต้นๆ ของการเข้ามาเป็นรัฐบาลครั้งแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประชุมแบบ workshop กับข้าราชการที่ส่วนใหญ่มีวัฒนธรรมการทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ไม่ทันใจความใจร้อนของคุณทักษิณที่คุ้นเคยกับการบริหารแบบซีอีโอ

          ยุคหลังทักษิณ (Post-Taksin) นับจากวันรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ยินศัพท์คำนี้บ่อยขึ้น เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มี พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด หนึ่งในสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่ถูกมองว่า "แปลกแยก" จากสมาชิกคมช.สายทหารที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับคุณทักษิณ

           คุณโกวิทอยู่ก้ำกึ่ง "คนในระบอบทักษิณ" หรือไม่ เพราะหลายครั้งออกอาการดื้อเงียบแบบอารยะขัดขืนที่มักเป็นข้ออ้างข้าราชการไทยทั่วไป ทำทียังมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ข้าราชการไทยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ยอมเดินตามหลังคุณทักษิณต้อยๆ เหมือนกับอดีตผบ.ตร.พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ เพราะถือว่าคุณทักษิณไม่ได้เลือกตัวเองเป็นผบ.ตร. แต่คุณทักษิณอยากให้พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์เป็นมากกว่า เพียงแต่ "ฟ้า" ผ่าลงมาค่อนข้างแรงจนคุณทักษิณปฏิเสธไม่ได้ จำยอมให้คุณโกวิทเป็นผบ.ตร.แทน

        คุณโกวิทจึงมักทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนไม่ต่างจากการใส่ "เกียร์ว่าง" ปล่อยให้คุณทักษิณ "ล้วงลูก" เรียกใช้นายตำรวจที่ไว้วางใจให้ทำงานลับอยู่เป็นประจำ จนยุคทักษิณถูกขนานนามว่าไม่ต่างจาก "รัฐตำรวจ" ที่ตำรวจเป็นใหญ่เหนือกว่าทหาร

          ซึ่งจะว่าไปแล้ว อาการของคุณโกวิทนับจากวันรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงไม่ค่อยต่างจากอาการเดิมคือ "ปล่อยเกียร์ว่าง" แต่คุณทักษิณแกเล่นเป็นแต่ไม่ใช่สุภาพบุรุษแบบนายกฯ สุรยุทธ์ จึงล้วงลูกเป็นว่าเล่นประหนึ่งว่าไม่มีผบ.ตร.

        คนติดตามหิ้วกระเป๋าคุณทักษิณที่รู้จักกันทั่วว่าชื่อ "ป๋าดุง" นั่นแหละเป็นผบ.ตร.ตัวจริง เข้า "เกียร์หน้า" เดินหน้าตลอด 24 ชั่วโมง คอยโทรศัพท์สั่งการนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่โดยตรงไม่ผ่านผบ.ตร.โกวิทให้ทำโน่นทำนี่ตาม "คำบัญชา" (ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเสียงบ่นดังๆ) ของคุณทักษิณ ที่หลายครั้งไม่แน่ใจว่าใช่คำบัญชาของคุณทักษิณหรือไม่

          จ นเกิดการสถาปนา "รัฐตำรวจ" ขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อว่ามาจากคนวงในรอบๆ คุณทักษิณไม่กี่คนเท่านั้น แม้ว่าบางครั้ง "ป๋าดุง" ทำงานนอกคำสั่งด้วยความหวังดีกับนายใหญ่ แต่ส่วนใหญ่ปฏิบัติการของตำรวจตาม "คำสั่งป๋าดุง" ล้วนปลอดภัยเป็นที่พึงพอใจของคุณทักษิณเพราะตำรวจทำงานรวดเร็วมีประสิทธิภาพมาก เช่น คดีฟ้องคุณสนธิ ลิ้มทองกุลหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การอำนวยความสะดวกคาราวานคนจนเข้ามาชุมนุมที่สวนจตุจักร ฯลฯ

          ผู้คนในสังคมจำพวกที่ไม่ชอบคุณทักษิณอย่างรุนแรงและเห็นดีเห็นงามกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงเคียดแค้นชิงชังมองตำรวจในยุคโพสต์ทักษิณว่าขาดความกระตือรือร้นในการทำงานภายใต้รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ ยังอยากจะกลับไปอยู่ภายใต้ระบอบทักษิณที่ถือเป็นยุครัฐตำรวจ

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งพล.ต.อ.โกวิทที่กลับทำตัวเป็น "นินจา" อยู่เป็นประจำแม้กระทั่งเหตุระเบิดถล่มกรุงเทพฯ กลับปล่อยให้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติพล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกมาแถลงเจื้อยแจ้วน้ำท่วมทุ่งไม่ค่อยได้เนื้อหาสาระสักเท่าไรอยู่หลายครั้ง

            และคุณโกวิทยังปูนบำเหน็จตำแหน่งใหญ่ๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้กับนายพลตำรวจหลายคนที่คุณทักษิณยืมตัวไปใช้งานเฉพาะกิจในหน่วยงานนอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างออกนอกหน้าให้สามารถกลับมาสังกัดเดิมตำแหน่งใหญ่ขึ้น

           แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับข้าราชการพลเรือนในหลายกระทรวงที่เคยรับใช้ระบอบทักษิณออกหน้า กลับตกกระป๋องแช่แข็งตำแหน่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอธิบดีกรมสรรพากร คุณศิโรตม์ สวัสดิ์พาณิชย์กับข้าราชการสรรพากรอีก 5 คนยังถูกไล่ออกจากราชการโทษฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่เก็บภาษีโอนหุ้นญาติพี่น้องคุณทักษิณทำให้เกิดความเสียหายกับรัฐ

         แม้ความผิดต่อรัฐโทษฐานละเว้นของคุณศิโรตม์เมื่อคิดเป็นตัวเงินหลายร้อยล้านบาท แต่ยังน่าจะน้อยกว่าความเสียหายกับรัฐจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากน้ำมือตำรวจที่ลุแก่อำนาจปฏิบัติเกินหน้าที่ ปฏิบัติการตามสั่งของคุณทักษิณแบบเกินคำสั่งอย่างจงใจ จนเกิดข้อกังขามากมายในคดีฆ่าตัดตอนสงครามยาเสพติด 2,500 ศพ

           อยากให้ลองกลับไปอ่านคำแถลงสดๆ ของคุณอชิรวิทย์ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2549 เวลาประมาณ 20.00 น. 2 ชั่วโมงหลังเหตุการณ์ระเบิดในกรุงเทพฯ และนนทบุรีพร้อมกัน 6 จุด จะเห็นว่าเป็นคำแถลงท่ามกลางภาวะวิกฤติที่ไม่ได้ช่วยทำให้สถานการณ์ความอุ่นใจของชาวบ้านดีขึ้นเลย

           มิหนำซ้ำยังให้ข้อมูลเฉไฉถึงขั้นผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย เช่น อักษรย่อ IRK ที่พยายามโยงไปเกี่ยวกับกลุ่มโจรภาคใต้ การยกตัวอย่างขบวนการไออาร์เอของอังกฤษ การยืนยันไม่มีผู้เสียชีวิต งานเคาท์ดาวน์ปีใหม่ยังไม่ควรเลิก ฯลฯ

         การแถลงคืนนั้นควรจะทำในนามโฆษกรัฐบาลนายแพทย์ยงยุทธ มัยลาภเพื่อให้ความมั่นใจกับประชาชนได้ว่ารัฐบาลควบคุมสถานการณ์ไว้ได้และโฆษกคมช.ที่มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงในภาพรวม แล้วให้ตำรวจแถลงเสริมการสืบสวนสอบสวนและรักษาความปลอดภัยให้ประชาชน

         แต่ดูเหมือนว่าโฆษกหมอยงยุทธยังเป็น "คนดีขี้เกรงใจ" แบบฉบับเดียวกับนายกรัฐมนตรีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จึงปล่อย "เกียร์ว่าง" นั่งอยู่ข้างๆ ไม่ทักท้วงโฆษกตำรวจแถลงออกทะเลไปถึงเรียกร้องให้สมานฉันท์กับคนชั่วๆ รวมทั้งอ้างอิงปฏิบัติการของขบวนการไออาร์เอของอังกฤษ ที่ทำให้ชาวกรุงลอนดอนต้องระมัดระวังตัวทุกฝีก้าวจนกลายเป็นกิจวัตรปกติ

          วิธีการพูดวกวนของคุณอชิรวิทย์ทำให้คนฟังชาวบ้านทั่วไปที่ไม่ค่อยรู้เรื่องราวมากนัก เข้าใจไปว่าอักษรย่อ IRK ที่ตำรวจพบในที่เกิดเหตุอาจจะไปพัวพันกับขบวนการไออาร์เอและภาคใต้กลายเป็น "คนละเรื่องเดียวกัน" ได้ ทั้งๆ ที่ในเวลาอีกประมาณ 1 ชั่วโมงต่อมานายกฯ สุรยุทธ์ได้ออกมาย้ำว่าน่าจะมาจากผู้เสียประโยชน์ทางการเมืองไม่เกี่ยวกับโจรภาคใต้

         ข อแนะนำให้ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ที่ "ปล่อยเกียร์ว่าง" มีเวลาว่างมากอยู่แล้ว ควรจะเปิดอ่านข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตใน  Blog ของนักข่าวของเนชั่นแชนนัลที่ค้นคว้าข้อมูลอักษรย่อที่พ่นอยู่ตามที่สาธารณะว่าเป็นมาอย่างไร ทาง http://www.oknation.net/blog/baramee

        รวมทั้งข้อสังเกตเรื่องเส้นทางการเดินทางของผู้วางระเบิด 6 จุดในวันที่ 31 ธันวาคม ของช่างภาพเครือเนชั่น ทาง http://www.oknation/blog/kittinunn ที่ทั้งสองคนไม่ได้ใส่ "เกียร์ว่าง" จึงช่วยกันหาข้อมูลและเขียนข้อสังเกตหลายอย่างที่น่าจะเป็นประโยชน์กับการทำงานของตำรวจไทยในยุคโพสต์ทักษิณที่ใส่ "เกียร์ว่าง" ตั้งแต่คืนวันรัฐประหารจนถึงคืนวันระเบิดกรุง

     "เกียร์ว่าง" จึงน่าจะเป็นศัพท์การเมืองใหม่ล่าสุดที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานภาพของรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ที่มีอายุเหลืออีกประมาณ 10 เดือนเท่านั้นที่กำลังตกอยู่ในสภาพ "เกียร์ถอยหลัง"

       เพราะค่อนข้างเห็นได้ชัดว่าข้าราชการหลายกระทรวงกำลังทำตัวแบบ "เกียร์ว่าง" ไม่ริเริ่มทำงาน ไม่ช่วยแก้ปัญหาที่มองเห็นอยู่โทนโท่จากความผิดพลาดล้มเหลวในยุคทักษิณ

       ยิ่งถ้าหากรัฐมนตรี "ขิงแก่" ไม่รู้เรื่อง แต่พยายาม "ทำเก่ง" ดื้อตาใสไม่สั่งการให้แก้ปัญหาจะไม่เกิดการแก้ปัญหา รากเหง้าความเลวร้ายของระบอบทักษิณจะยังดำรงอยู่เช่นเดิม มิหนำซ้ำอาจจะซ่อนตัวอย่างเงียบๆ เพื่อรอวันระบอบทักษิณคืนชีพ

       พวกข้าราชการจำนวนหนึ่งที่สวามิภักดิ์กับระบอบทักษิณแล้วได้ดิบได้ดียังอยากจะกลับไปอยู่ในระบอบทักษิณมากกว่าอยู่ใต้รัฐบาลสุรยุทธ์ที่มีอายุสั้นมาก กลับชอบเน้นแต่คุณธรรมที่เป็น "นามธรรม" ทำได้ยากและใช้เวลาปลูกฝัง แตกต่างจากรัฐบาลคุณทักษิณไม่เคยสั่งสอนคุณธรรม แต่เน้น "รูปธรรม" วัดได้ด้วย "เงิน" ประเภท Quick Rich หรือ Ample Rich

         จดหมายของคุณทักษิณจากกรุงปักกิ่งฉบับล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2550 หลังเหตุการณ์ระเบิดกรุงเทพฯ ได้ 2 วัน เนื้อหาจดหมายที่เขียนด้วยลายมือดูเหมือนว่ากำลังนับวันนับคืนวันหมดอำนาจผ่านพ้นไปแล้ว 100 วัน แล้วพยายามโยงให้เห็นว่าการระเบิดเป็นผลมาจากการรัฐประหารและความด้อยประสิทธิภาพของรัฐบาลสุรยุทธ์

          รวมทั้งยังแสดงให้เห็นว่าแม้คุณทักษิณหมดอำนาจไปโดยนิตินัย แต่โดยพฤตินัยยังมีอำนาจแฝงในสายตำรวจเพราะอ้างอิงข้อมูลจากการสอบถามตำรวจว่าตำรวจสงขลาจับผู้ต้องสงสัยขึ้นมาก่อเหตุในกรุงเทพฯ ได้

เ          นื้อหาจดหมายจากปักกิ่งของคุณทักษิณ มีนัยชัดเจนส่งสัญญาณ ไ ปถึงสาวกระบอบทักษิณว่ากำลังนายใหญ่ "เข้าเกียร์" รอวันกลับทวงคืนอำนาจ และพร้อมจะตอบโต้ข้อกล่าวหาทุจริตและการไม่จงรักภักดีต่อราชบัลลังก์ในทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ว่า "อำนาจเงิน" ยังคงใหญ่กว่า "อำนาจกระบอกปืน"

            จึงไม่แปลกที่คุณนพดล ปัทมะ อดีตนักเรียนทุนอานันทมหิดลและอดีตเลขานุการผู้นำฝ่ายค้านนายชวน หลีกภัยที่แปรพักตร์มาเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยในยุคปลายทักษิณ แล้วได้ปูนบำเหน็จจากคุณทักษิณเป็นรางวัลของการหักหน้าคุณชวน ตั้งให้เป็น "ผู้ช่วยรัฐมนตรี" ในช่วงวาระสุดท้ายของรัฐบาลทักษิณ ก่อนจะได้รับความดีความชอบไว้วางใจ "ว่าจ้าง" ให้เป็น "ทนายความ" ครอบครับชินวัตรในยุคโพสต์ทักษิณแล้วเลื่อนฐานะเป็น "โฆษกคุณทักษิณ" ที่ "ใส่เกียร์ห้า" เดินหน้าชนรัฐบาลและคมช.ทุกวัน

           สถานการณ์ระเบิดถล่มกรุง 31 ธันวาคม จึงเป็นการจุดชนวนระเบิดใส่รัฐบาลสุรยุทธ์กับคมช.ที่เป็นสุภาพบุรุษเกินไปกับสภาพ "เกียร์ว่าง" ที่เกิดขึ้นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติและข้าราชการหลายกระทรวงที่รอวันหมดอายุรัฐบาลสุรยุทธ์กับคมช. ซึ่งกำลังจะเริ่มเข้าสู่ภาวะ "เกียร์ถอยหลัง" หากไม่ปรับวิธีทำงานให้เป็นเชิงรุกและกำหนดยุทธศาสตร์ทำงานให้ชัดกว่านี้มากกว่าวิธีทำงานแบบตั้งรับ เพราะคุณทักษิณส่งสัญญาณจากปักกิ่ง "ใส่เกียร์" เดินหน้าชนแล้ว


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
Mary Tennille ( guest ! ) วันที่ : 28/02/2007 เวลา : 17.39 น.
http://google.com

Google is the best search engine
ความคิดเห็นที่ 3
naive วันที่ : 12/01/2007 เวลา : 14.07 น.
http://www.oknation.net/blog/wickedgirl

จริงเหลือเกินค่ะอย่างที่ท่านว่า ประชาชนตาดำๆต้องหันมาดูแลตัวเองและดูแลกันและกันให้ดีๆ เห็นอะไรไม่ชอบมาพากลก็เผ่นก่อน ประเทศชาติไม่ค่อยชอบมาพากลก็พยายามหาประเทศใหม่อยู่กันนะคะพี่น้อง
ความคิดเห็นที่ 2
จอม ( guest ! ) วันที่ : 10/01/2007 เวลา : 17.37 น.

นั่นสิ นายกสุรยุทธเองก็ดูเหมือนจะใส่เกียร์ว่างเองเข้าไปด้วย สังเกตหลายๆครั้งที่ท่านจะพูดว่า ประชาชนต้องไปดูแลตัวเอง,เป็นหน้าที่ที่ประชาชนทุกคนต้องช่วยกัน มันเสมือนกำลังบอกว่าไม่ใช่หน้าที่ท่าน ฤาท่านจะเกษีญณมานานจนเครื่องวอร์มอัพนานไปหน่อย

ผมไม่ค่อยเห็นท่านจะดำเนินยุทธศาสตร์และดำเนินการในบทบาทของผู้นำบริหารประเทศเลย นอกจากปล่อยให้มันเป็นไป ซึ่งเป็นผลเสียต่อประเทศทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองรวมถึงประชาชนตาดำๆ ด้วย จึงเป็นจุดอ่อนให้ถูกเปิดเกมรุกไล่

รัฐมนตรีส่วนใหญ่ที่ท่านเลือกๆมาก็มาจากข้าราชการประจำ ก็ไม่ได้ฝึกตัวให้มีวิสัยทัศน์ กำหนดยุทธศาตร์ และมีความรวดเร็วและรอบคอบในการทำงาน

บางคนปล่อยว่างไปเลย เหมือนไม่มีรัฐมนตรี คงเคยชินกับระบบราชการซะจนเคยไปเลย รอๆไปให้ผ่านไปวันๆ จะรอลูกน้องเสนองานมาให้เซ็นต์ละมัง ว่างก็ตีกอล์ฟๆ กับไม่ยอมคิดอะไร blank ไปวันๆ

รัฐมนตรี บางคนก็ขยันโชว์มากไป ชอบออกนโยบายที่มันไม่ค่อยเข้าท่า เพราะไม่เคยปรึกษากับหน่วยงานอื่นๆและเอกชนเค้า รังแต่จะบ่อนทำลายเศรษฐกิจชาติในณะนี้ แก่ขยันสร้าง issues ใหม่ๆ มาตลอด ไม่ค่อยจะฉลาด ไม่ค่อยจะเฉลียวแล้วยัง ...แกมหยิ่ง ทั้งๆที่ปัญหาที่ครม.,คมชและประเทศชาติประชาชนเผชิญอยู่มันก็เยอะอยู่แล้ว ยิ่งทำก็ยิ่งติดลบไปกันใหญ่


แล้วจะไปเที่ยวโทษฝ่ายบ่อนทำลายฝ่ายเดียวก็ไม่ถูกนัก ตัวรัฐบาลเองก็ต้องแสดงผลงานดีๆเป็นรูปธรรมและมีเอกภาพให้เป็นที่ประจักษ์ ยิ่งไม่ทำหรือทำแล้วมันไม่ดีเลยยิ่งเมาหมัดใหญ่

คุณสุรยุทธ น่าจะพิจารณาทบทวนปรับปรุงคณะทำงานและการทำงานนี้เสียใหม่ แล้วทำอะไรที่มันมีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรมมากขึ้น ใครไม่เป็นงานก็ปรับเปลี่ยนคนใหม่เข้ามา
ใครไม่ปรึกษาใครก็เรียกประชุม brainstorm ผุ้เกี่ยวข้องเข้ามาร่วม หา impact ก่อนออกมาแถลงนโยบาย

เห็นวิธีทำงานของท่านๆแล้ว สุดจะโคตระอึดอัดเลยครับ เฮ้อออออออออออออออ .ขิงแก่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จริงๆครับ
ความคิดเห็นที่ 1
อารีย์ ( guest ! ) วันที่ : 09/01/2007 เวลา : 13.55 น.

พวกสื่อทั้งหลายเช่นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เห็นแก่ตัวคิดแต่จะขายข่าว ลงบทสัมภาษณ์ ลงรูปไอ้พวกทำลายชาติอยู่ได้พวกมันเป็นใครมีตำแหน่งอะไรในรัฐบาล หรือเป็นส่วนหนึ่งของประเทศก็ไม่ไช่ แล้วยังจะลงบทสัมภาษณ์ หรือจดหมายของพวกมันอีก ให้มันเอาสื่อประเทศไทยเป็นเครื่องมือหากินอยู่ได้ เคยสำรวจมั๊ยว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังจะอยากรู้เรื่องของพวกมันอีกมั๊ย ถ้าไม่มีพวกสื่อทั้งหลายมันก็จะไม่มีช่องทางที่จะให้ประชาชนรับรู้เรื่องของพวกมันอีก ฝากบอกรัฐบาลด้วยว่าทำดีกับคนที่ดีเท่านั้น คนแบบพวกมันต้องตาต่อตาฟันต่อฟันประชาชนพร้อมยอมตามเพื่อเอาพวกมันทั้งหมดไปจากโลกนี้ แผ่นดินไทยไม่อนุญาตให้พวกมันเอาดินกลบหน้า...ชาติชั่ว
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31