พิมพ์หน้านี้
|
ด้วยเหตุผลเพราะลดความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิและไม่ต้องลงทุนใหม่ในการสร้างเทอร์มินอลเฉพาะสายการบินต้นทุนต่ำ แม้ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิได้จริง แต่เป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ และจะนำไปสู่ปัญหาใหญ่กว่าเดิมถึงชื่อเสียงของสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ประเทศไทยตั้งเป้าหมายให้เป็นสนามบินศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งควรจะพิจารณาให้รอบคอบกว่านี้และประเมินผลดี-ผลเสียอย่างรอบด้านในภาพใหญ่ของประเทศไทย มากกว่าเพียงแค่การลดความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิ และสนองความต้องการของสายการบินต้นทุนต่ำ นับเป็นเรื่องน่าอัปยศอดสูเป็นอย่างยิ่งกับการเร่งเปิดสนามบินสุวรรณภูมิในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ยังไม่มีความพร้อมใดๆ ทั้งในเชิงกายภาพและการบริการให้สนามบินสุวรรณภูมิที่ถูกเร่งรัดในทุกๆ ด้าน เพื่อให้ทันใจกับความต้องการของอดีตนายกฯ ทักษิณ จนกระทั่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)ต้องจำยอมดันทุรังเปิดให้บริการได้ในวันที่ 28 กันยายน 2549 หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ท่ามกลางปัญหาสารพัดอย่างที่ได้ผุดขึ้น เริ่มตั้งแต่การออกแบบก่อสร้างที่ไม่สอดคล้องกับขนาดความใหญ่ของสนามบินแห่งนี้ ที่วางเป้าหมายให้รองรับผู้โดยสารได้ถึง 40 ล้านคน และสามารถขยายได้ถึง 100 ล้านคน แต่ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานในระดับห้องสุขาที่มีจำนวนน้อยเกินไป แสงสว่างไม่เพียงพอ ความเย็นในชั้นบนมีปัญหา ระบบตรวจสอบวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ที่เกินความจำเป็น ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ล้วนแต่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เร่งรีบในการออกแบบและประมูลก่อสร้าง ซึ่งเต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันแทบทุกโครงการ จึงทำให้สนามบินสุวรรณภูมิกลายเป็นความน่าอับอายของคนไทย มากกว่าความภาคภูมิใจดังเช่นการโฆษณาชวนเชื่อในช่วงก่อนเปิดใช้สนามบิน เหตุผลของ ทอท. ที่เกี่ยวกับความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อให้ย้ายสายการบินต้นทุนต่ำกลับไปใช้ที่สนามบินดอนเมือง จึงเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากสำหรับสนามบินสุวรรณภูมิที่มีพื้นที่ใช้บริการใหญ่กว่าสนามบินดอนเมืองไม่น้อยกว่า 5-6 เท่าตัว แต่กลับเกิดความแออัดในการใช้บริการ หลังจากเปิดใช้บริการได้เพียงไม่ถึง 4 เดือน ประธานคณะกรรมการ ทอท. พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ควรจะทบทวนการตัดสินใจของบอร์ด ทอท. เพราะการคิดง่ายๆ แค่แก้ปัญหาความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิที่ไม่ต่างกับการตัดสินใจย้ายท่ารถเมล์กลับไปกลับมา สะท้อนให้เห็นถึงความมักง่ายอีกครั้งหนึ่งของการบริหารสนามบินนานาชาติของ ทอท. ที่ไม่ได้คำนึงถึงผลเสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศไทย ที่วางเป้าหมายให้สนามบินสุวรรณภูมิเป็นสนามบินนานาชาติ ที่มีการบริการที่ดีในระดับโลกให้ได้ แต่เพียงแค่เปิดมา 4 เดือน กลับกลายเป็นสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ที่มีปัญหาซับซ้อนและยุ่งยากเกินกว่าจะแก้ไขได้ จึงต้องย้ายการให้บริการสายการบินต้นทุนต่ำกลับไปที่สนามบินดอนเมือง พล.อ.สพรั่ง ในฐานะประธานคณะกรรมการ ทอท. ควรจะเร่งดำเนินการสะสางปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิในลักษณะยกเครื่องครั้งใหญ่ในทุกด้าน เริ่มตั้งแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างทางกายภาพ หรือการจัดการไร้ประสิทธิภาพ สัญญาว่าจ้างต่างๆ ที่มีอยู่เป็นจำนวนนับร้อยสัญญากำหนดวงเงินสูงนับร้อยนับพันล้านบาท ควรจะถูกตีแผ่เผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับรู้ข้อมูลของสนามบินสุวรรณภูมิที่เป็นแหล่งผลประโยชน์ใหญ่ที่สุดในรัฐบาลชุดที่แล้ว แล้วหาหนทางปรับปรุง แก้ไขหรือยกเลิกสัญญาให้เหมาะสมโดยเร็ว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้ความเด็ดขาดและรวดเร็ว เพื่อแก้ปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิไม่ให้มีภาพลักษณ์เป็นสนามบินเจ้าปัญหามากไปกว่านี้ พล.อ.สพรั่ง ไม่ควรจะรั้งรอใดๆ อีก และจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำงานในฐานะประธาน ทอท. ที่เป็นปัญหาเร่งด่วนไม่น้อยกว่าการแก้ปัญหาคลื่นใต้น้ำที่รบกวนเสถียรภาพของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และรัฐบาลปัจจุบัน คณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท. ได้มีมติเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ให้สายการบินต้นทุนต่ำย้ายจากสนามบินสุวรรณภูมิกลับไปใช้พื้นที่สนามบินดอนเมืองได้ |
| << | มกราคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||