พิมพ์หน้านี้
|
รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)มีหน่อเนื้อมาจากการรัฐประหาร แต่พยายามแสดงพฤติกรรมในท่วงทำนอง "โปร่งใส" และอยากเป็นประชาธิปไตยเสียเต็มประดา แต่ทำไปทำมาดูเหมือนจะขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปทำท่าจะกลายเป็นบ้องกัญชาจริงๆ เสียแล้ว เพราะเมื่อเวลาผ่านมา 3-4 เดือน คงจะหมดความอดทนกับคำปรามาสว่าเป็น "ขิงแก่ขึ้นรา" กับ "หน่อมแน้ม" กลับมาใช้ "ไม้แข็ง" กับสื่อโดยไม่จำแนก ขอร้องแบบทหารที่ยากจะปฏิเสธ สื่อทีวี และวิทยุไม่ควรจะนำเสนอคำพูดหรือคำแถลงของคุณทักษิณ,คุณนพดล ปัทมะและคนของพรรคไทยรักไทยอย่างละเอียด การขอร้องแข็งกร้าวแบบทหารที่เพิ่งยึดอำนาจรัฐมาได้ 3-4 เดือน จึงกลายเป็นคุกคามสื่อแบบโฉ่งฉ่างไม่เนียนเท่ากับพฤติกรรมของคุณทักษิณ ตรงกันข้ามกับรัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกรัฐประหารจากข้อกล่าวหาคอร์รัปชัน และหมิ่นเหม่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาจากการชนะเลือกตั้งถล่มทลายอย่างน้อย 2 ครั้งปี 2544 กับปี 2548 แต่พฤติกรรมกลับตรงกันข้ามไม่แตกต่างจากรัฐบาลเผด็จการทหาร เล่นพรรคเล่นพวกเครือญาติ ทุจริตคอร์รัปชันมโหฬาร ผลประโยชน์ทับซ้อน กินรวบแทบทุกกรณี คุกคามสื่อทุกรูปแบบ ไร้จริยธรรมในการปกครอง ไร้สัจจะพูดอย่างทำอย่าง ฯลฯ แต่วันนี้ คุณทักษิณกำลังพยายามที่ค่อนไปทาง "เสแสร้ง" สร้างภาพใหม่ผ่านสื่อต่างประเทศว่าเป็นอดีตผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง และกำลังถูกอำนาจเผด็จการจองล้างจองผลาญ บน "จุดอ่อน" ของ คมช.และรัฐบาลที่ไม่มีความสามารถในการบริหารสื่อของรัฐที่อยู่มือทั้งหมดให้เกิดประโยชน์กับตัวเองในการประจานความเลวร้ายของคุณทักษิณที่ทำให้ประเทศเสียหายยับเยิน ผมจับประเด็นหลักๆ จากสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น ที่สัมภาษณ์พิเศษคุณทักษิณเมื่อวันที่ 15 มกราคม ความยาวประมาณ 30 นาที ในบทสัมภาษณ์รายการ Talk Asia ที่กำหนดออกอากาศวันเสาร์ แต่ถูกแบนสัญญาณไม่ให้โผล่ในยูบีซี รู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่งหาก คมช.ไฟเขียวให้ยูบีซีออกอากาศฉบับเต็ม ชาวบ้านจะรู้ซึ้งเห็นธาตุแท้ของคุณทักษิณที่ยังไม่ต่างจาก "ทักษิณคนเดิม" คือ "พูดอย่าง-ทำอย่าง" เสียเป็นส่วนใหญ่ คำพูดไม่น่าเชื่อถือใดๆ เลย โดยเฉพาะกับประเด็นการวางมือทางการเมืองที่ไม่มีอะไรใหม่ มิหนำซ้ำยังไม่ต่างจาก "แผ่นเสียงตกร่อง" จากกรณีคำพูด "เว้นวรรค" เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2549 แต่กลับไม่เคยหยุดชักใยการเมืองอยู่ข้างหลัง จนย่องกลับมานั่งเป็นนายกรัฐมนตรีแบบหน้าตาเฉยแทน พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีขัดตาทัพ คุณทักษิณบอกกับซีเอ็นเอ็น ว่า รู้สึกประหลาดใจมากที่เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน แต่เมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้วเขาก็เป็นคนมีน้ำใจนักกีฬาพอที่จะเข้าใจ และยอมรับว่าทุกอย่างจบลงแล้ว เขาเคารพกฎ กติกา หากคนเห็นชอบกับการรัฐประหารโค่นอำนาจ เขาก็รู้ว่าต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในฐานะประชาชนธรรมดา และให้คนอื่นเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ และให้กำลังใจพวกเขาเหล่านั้น คุณทักษิณพูดด้วยว่าไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมืองอีกแล้ว สิ่งที่ต้องการมีเพียงการได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ การได้กลับไปอยู่ในประเทศบ้านเกิด และกลับไปหาครอบครัวของเขา ไม่ต้องการกลับมาเล่นการเมือง พอแล้วกับการบริหารประเทศมา 6 ปี ซึ่งต้องทำงานหนัก อุทิศเวลา หรือแม้แต่ชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัว ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่จะกลับไปใช้ชีวิตในฐานะประชาชนคนธรรมดา และทำงานเพื่อสังคมไทยโดยไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่การกระทำของคุณทักษิณกลับ "จ้าง" คุณนพดล ปัทมะ อดีตนักเรียนทุนอานันทมหิดลให้เป็น "ทนายความ" แก้ต่างตอบโต้ทางการเมือง "นอกศาล" ทุกวันเสาร์ ถือเป็นยุทธการแย่งพื้นที่สื่อแบบเดิมที่ไม่แตกต่างจากรายการนายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน" ทางวิทยุทุกเช้าวันเสาร์นั่นเอง คุณทักษิณบอกอีกว่าเดินทางไปสิงคโปร์เพื่อไปเล่นกอล์ฟ และพบปะเพื่อนเก่าเท่านั้น ไม่มีจุดประสงค์ทางการเมืองใดๆ แต่คุณทักษิณกลับนัดให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็น วิพากษ์นโยบายเงินสำรอง 30% ของรัฐบาลอย่างรุนแรงเพราะช่วงพักอยู่ในประเทศจีน ไม่สามารถทำอย่างนี้ได้ และค่อนข้างจงใจอย่างน้อย 2 ครั้งแล้วในความพยายาม "แย่งซีน" พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในการร่วมประชุมเวทีนานาชาติ ครั้งแรกในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ช่วงเวลาเดียวกันคุณทักษิณจงใจบินไปตีกอล์ฟที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย แล้วขอนัดเจอเพื่อนเก่าที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลอินโดนีเซีย พร้อมกับการปล่อยข่าวว่าจะบินต่อไปกรุงฮานอยเพื่อแวะกินกาแฟกับผู้นำโลกที่มาประชุมเอเปคที่มีหลายคนรู้จักมักคุ้นกับคุณทักษิณ ครั้งที่สองที่เกิดเรื่องเกิดราวเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ในช่วงประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ คุณทักษิณบินไปสิงคโปร์ด้วยข้ออ้างธุระส่วนตัว แต่กลับขอนัดเจอรองนายกฯ สิงคโปร์ อย่างไม่เป็นทางการ ในขณะที่คุณสุรยุทธ์อยู่ระหว่างประชุมกับนายกฯ สิงคโปร์ แล้วนัดสัมภาษณ์กับซีเอ็นเอ็น จนทำให้อดีตทูตสิงคโปร์ในไทยยังออกมาตำหนิพฤติกรรมของคุณทักษิณที่ทำให้สิงคโปร์อยู่ในจุดล่อแหลมกับไทยมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทำนองเดียวกันสองครั้งสองคราว คงทำให้คุณสุรยุทธ์หมดความอดทน แล้วสั่งให้กระทรวงต่างประเทศตอบโต้รัฐบาลสิงคโปร์ ด้วยมาตรการทางการทูตในระดับอ่อนๆ แต่ดูเหมือนว่าจะเริ่มรู้จักใช้ "แข็งที่สุด" ของรัฐบาลชุดนี้แล้ว คุณทักษิณพูดกับซีเอ็นเอ็น ถึงการขายหุ้นชิน คอร์ป และไม่มีการเสียภาษีว่า การขายหุ้นผ่านตลาดหุ้น จะได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎหมาย หากต้องการจ่ายภาษีก็ไม่สามารถทำได้ เพราะได้รับการยกเว้น แต่คุณทักษิณ กลับไม่เคยอธิบายว่าก่อนจะไม่ต้องเสียภาษีกำไรจากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ที่เป็นเรื่องจริงตามคำแก้ตัว คุณทักษิณสั่งให้เล่นแร่แปรธาตุ ซุกซ่อนหุ้นก้อนใหญ่อยู่ในบริษัท แอมเพิล ริช แล้วขายต่อให้กับลูกชายตัวเองในราคา 1 บาทก่อนจะขายในตลาดหุ้นราคา 49 บาท โดยไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)กำลังสอบสวนประเด็นนี้ คุณทักษิณ บอกกับซีเอ็นเอ็น ว่า มั่นใจในพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และหัวใจของวัฒนธรรมไทยรวมถึงคนไทยที่มีการให้อภัย เขาต้องการเห็นการให้อภัยโทษแก่คนไทยทุกคนที่เคยอาจจะทำผิดไปทั้งทางใจหรือการกระทำ ขณะนี้เป็นเวลาของการหันหน้าเข้าหากัน ซึ่งสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ และหากสิ่งนี้เกิดขึ้นจริงก็หมายความว่าเรายกโทษให้กัน ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ปกติ และหากเขาสามารถกลับไทยได้ ก็มีความปรารถนาที่จะนำความสามัคคีสู่ประเทศ เขาจะไม่กลับไปสร้างปัญหา คุณทักษิณยังบอกว่าเขามีความจงรักภักดีต่อในหลวงและราชวงศ์ และปฏิเสธว่า "ผู้มีบารมี" ที่เขาเคยพาดพิง ไม่ใช่ในหลวง แต่เป็นคนที่พยายามชักใยอยู่เบื้องหลัง จนทำให้เขาไม่สามารถสั่งการข้าราชการให้ทำงานที่จำเป็นต้องทำได้ ลองย้อนกลับไปอ่านหรือฟังคำพูดของคุณทักษิณที่ผ่านๆ มา คุณทักษิณพูดทำนองนี้อยู่บ่อยๆ ว่าจงรักภักดีต่อในหลวง ต้องการให้เกิดความสมานฉันท์ แต่กลับทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นปล่อยให้รัฐมนตรีบางคนไปฝึกอาวุธ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่ใกล้ๆ กรุงเทพฯ และระดมพลชาวบ้านรากหญ้าเข้ามาในกรุงเทพฯ ที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดการเผชิญหน้ากับกลุ่มขับไล่จนเกิดความรุนแรงนองเลือดได้ มิหนำซ้ำยัง "ลิ่วตา" กับการสถาปนา "สื่อเทียม" ที่ร่ำลือกันว่าต่อท่อน้ำเลี้ยงร่วม 100 ล้านบาท จากบ้านแถวๆ จรัลสนิทวงศ์ ให้ผลิต "สื่อพิทักษ์ทักษิณ" ตอบโต้สื่อทุกแขนงที่รุมกระหน่ำ ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากว่าภายในไม่ถึง 1 เดือน สามารถลงทุนสร้างสำนักข่าว,ผลิตรายการผ่านทุกสื่อทั้งเวบไซต์,โทรทัศน์ดาวเทียม,วิทยุชุมชน และนิตยสารรายสัปดาห์ อย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยไม่เคยมีรายได้จากโฆษณาเลย ขอให้รอดูว่าข่าวลือรอบใหม่จะเป็นจริงหรือไม่ คุณทักษิณกำลังฟอร์มทีมจัดตั้ง "โทรทัศน์ดาวเทียม" ส่งมาจากนอกประเทศแบบเดียวกับ ASTV ของ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อเป็นกระบอกเสียงแก้ต่าง-ตอบโต้ศัตรูของคุณทักษิณทุกรูปแบบ คุณทักษิณหมดอำนาจไปแล้ว แต่ยังมีนิสัยสันดานเดิมคือ "เจ้าคิดเจ้าแค้น" ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ทำให้มีข่าวออกมาด้วยว่าทุ่มจ้างบริษัทที่ปรึกษาล็อบบี้ยิสต์ของอเมริกันให้ "วิ่งเต้น"(พฤติกรรมถนัดของคุณทักษิณ)หาทางให้รัฐสภาสหรัฐลงมติหรือทำอะไรสักอย่างที่ไม่ยอมรับสถานะรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ที่มาจากการรัฐประหาร จนน่าสงสัยว่าอาจจะเกี่ยวข้องหรือไม่กับความเคลื่อนไหวของทูตสหรัฐเดินทางเข้าพบประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วแจ้งว่าอยากจะให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จภายใน 4 เดือนหรือ 120 วัน จากเดิมตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกำหนดไว้ไม่เกิน 180 วัน คุณทักษิณยังตระเวนขอสัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างประเทศ พูดจาไม่อยู่ในร่องในรอยไปเรื่อยๆ ว่าจะวางมือทางการเมือง อยากให้เกิดความสมานฉันท์ในประเทศไทย แต่พฤติกรรมตรงกันข้ามเพราะลูกพรรคไทยรักไทยยังได้ "น้ำเลี้ยง" รายเดือนเลขหกหลัก กันอย่างสุขีสโมสรเพื่อรอเวลาคุณทักษิณกลับมาใหญ่อีก ถ้าหากคุณทักษิณตั้งใจจะวางมือทางการเมืองจริงๆ คงไม่ต้องไปบอกผ่านซีเอ็นเอ็น หรือสื่อต่างประเทศ แต่ควรจะทำหนังสืออย่างเป็นทางการแจ้งลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ประกาศเจตนารมณ์กับคนไทยเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วตัด "ท่อน้ำเลี้ยง" ที่ส่งถึงลูกพรรค หลังจากนั้นพรรคไทยรักไทยจะค่อนๆ เฉาลง ไม่มีใครไปฝากความหวังหรือไถเงินคุณทักษิณอีก คุณเชื่อหรือไม่? เมื่อคุณทักษิณบอกกับซีเอ็นเอ็นว่าไม่ได้ใช้วิธีรุนแรงเกินไปในการแก้ไขปัญหาในชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด แถมยังแก้ตัวว่าการทำสงครามยาเสพติดจนทำให้มีผู้เสียชีวิตไปเป็นพันคนเมื่อปี 2546 เป็นเรื่องไม่จริง ทุกปีมีคนร้ายตายจากการต่อสู้กับตำรวจอยู่แล้ว ยอดคนตายไม่ใช่แค่จากยาเสพติดแต่มีการพยายามคำนวณเอายอดทุกอย่าง ขอถามว่าแล้วใครเป็น "คนสั่ง" ให้ผู้ว่าทุกจังหวัดเอกซเรย์ทุกตารางนิ้วเพื่อทำสงครามยาเสพติด ด้วยการกำหนดเป้าหมายแบบยอดขายมือถือว่าจะ "กำจัด" พวกค้ายาเสพติดได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้ว่าราชการจังหวัด คนไหนทำไม่ได้จะถือว่าทำงานไม่เข้าเป้าจะถูกลงโทษย้ายไปอยู่ในจังหวัดกันดารๆ คุณทักษิณยืนยันกับซีเอ็นเอ็น ว่า ไม่เคยบิดเบือนกฎระเบียบใดๆ แต่กลับเป็นคนจริงจังในการทำงานเพราะต้องการให้ทุกสิ่งสำเร็จ แต่ทุกอย่างก็กระทำตามตัวบทกฎหมาย ไม่ได้มีการพยายามตั้งกฎของตัวเองขึ้นมาเพราะไม่ใช่เผด็จการ ใครจะเชื่อถือคำพูดของคุณทักษิณอีกบ้าง เพราะช่วงเป็นผู้นำรัฐบาลที่มีความชอบธรรม มาจากการเลือกตั้ง แต่คุณ ทักษิณกลับละเมิดกฎหมายอยู่เป็นประจำทั้งเรื่องเล็กๆ จนถึงเรื่องใหญ่ๆ สั่ง "เนติบริกรชั้นหนึ่ง" นั่งเทียนเขียนมติประชุมคณะรัฐมนตรีขึ้นมาเองตามใจชอบ โดยไม่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีตามวาระนั้นๆ จริง เสียดายจริงๆ ที่บทสัมภาษณ์ของคุณทักษิณทางซีเอ็นเอ็นไม่ได้ออกอากาศผ่านทางยูบีซีในประเทศไทย แต่คนทั่วโลกกลับได้ดูแล้วคงจะเคลิ้มตามคุณทักษิณ ถือเป็นจุดผิดพลาดครั้งสำคัญของ คมช.และรัฐบาลที่กลัว "เงา" ของคุณทักษิณขึ้นสมอง จนไม่ได้ฉวยจังหวะประจาน "ธาตุแท้" สันดานของคุณทักษิณ จากซีเอ็นเอ็น ให้คนไทยได้เห็นว่ายังเป็น "ทักษิณคนเดิม" ที่มักพูดอย่าง-ทำอย่าง จนสังคมแตกแยก ประเทศปั่นป่วนจากกิเลสความดื้อรั้นของคุณทักษิณคนเดียว
|
| << | มกราคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||