พิมพ์หน้านี้
|
บ้านเมืองของเราในช่วงอีก 1-2 เดือนข้างหน้า จะเป็นไปตามคำทำนายเชิงวิบัติหายนะของเหล่าโหราจารย์หรือไม่ ชะตากรรมประเทศขึ้นอยู่กับ "คนใหญ่คนโต 3 คน" คือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี,พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติและผู้บัญชาการทหารบก และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แม้ว่า พล.อ.สนธิ จะพยายามหาวิธีชโลมจิตใจคนไทยที่อยู่ในอาการแกว่ง ด้วยการจัดพิธี "ทำบุญประเทศ" ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ นี้ แต่หาก "คนใหญ่คนโต 3 คน" ยังคงทำในสิ่งที่ "ไม่ควรทำ" และ "ไม่ยอมทำ" ในสิ่งที่ควรจะต้องทำโดยเร็ว คำทำนายร้ายๆ ของโหราจารย์ คงจะใกล้เคียงความจริงอย่างมากในเดือนมีนาคม สังคมไทยมีแนวโน้มจะกลับไปสู่สังคมแห่งความแตกแยกอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับในช่วงก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สังคมแห่งความสมานฉันท์ และคุณธรรมจะไม่มีทางเกิดขึ้นเลย แม้ว่าอาจจะร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วสามารถส่งมอบอำนาจการบริหารประเทศผ่านไปยังรัฐบาลเลือกตั้งได้สำเร็จ แต่ประเทศไทยคงจะอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียดเช่นเดิม แล้วทุกอย่างจะเลวร้ายลงทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม เรื่องง่ายๆ เรื่องแรกที่อยากจะแนะนำให้นายกฯสุรยุทธ์ "ทำทันที" ลองหาเวลาเข้าอินเทอร์เน็ตไปดูในเวบไซต์บริษัท ประชาสัมพันธ์ "อีเดลแมน" www.edelman.com ที่เป็นบริษัทประชาสัมพันธ์สัญชาติอเมริกัน "รับงาน" ประชาสัมพันธ์ให้กับอดีตนายกฯทักษิณ ในการเผยแพร่ข่าวสารความเคลื่อนไหวของตัวเองในต่างประเทศ นายกฯ สุรยุทธ์ ลองคลิกเข้าไปดูภายในเวบไซต์นี้ที่ Affiliates จะพบข้อมูลน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับสาขาในกรุงเทพฯ คือ บริษัท Spindler Associates ระบุชื่อผู้ติดต่อคือ Mr.Julian Spindler ชื่อเสียงของนายจูเลียน สปินด์เลอร์ ในสังคมไทยได้รับการยอมรับในระดับสูงจากหน่วยราชการไทยที่มีความต้องการติดต่อทำความเข้าใจกับนักลงทุนต่างประเทศ บริษัทนี้มักจะถูกเรียกหาใช้บริการจนกลายเป็น "ขาประจำ" ที่ไว้ใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนและการส่งออก แต่เพื่อให้รู้จักคุณสปินด์เลอร์ มากขึ้นอีก อยากให้ นายกฯ สุรยุทธ์ ลองถามคุณ "GAP" กัญจนา สปินด์เลอร์ รอง เลขาธิการ นายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองอีกครั้ง ช่วยฝากถาม คุณจูเลียน สปินด์เลอร์ ว่าขอทราบเหตุผลของบริษัท อีเดลแมน ที่เป็นบริษัทแม่ของบริษัท สปินด์เลอร์ ในไทย ทำไมจึง "รับงาน" ประชาสัมพันธ์หรืออีกด้านเป็นการโฆษณาชวนเชื่อให้กับคุณทักษิณได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจว่าอาจจะทำให้เกิดความปั่นป่วนในประเทศไทย ซึ่งบริษัท อีเดลแมน มีผลประโยชน์จากงานประชาสัมพันธ์ในไทยผ่านบริษัท สปินด์เลอร์ที่มีความสัมพันธ์อันดียิ่ง กับหน่วยงานราชการไทยมายาวนานกว่า 20 ปี ผมยกตัวอย่างเรื่องง่ายๆ เกิดอยู่ "ใต้จมูก" ของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หาก นายกฯ สุรยุทธ์ ปล่อยลอยตามลมไปโดยไม่หาทางทำ "ข้อมูล" นี้ให้กระจ่างชัด สักพักอาจจะเกิดข้อสงสัยว่าทำเนียบรัฐบาลกำลัง "ถูกล้วงตับ" ได้ ด้วยความเป็นคนดีมีคุณธรรม และสุภาพบุรุษของนายกฯ สุรยุทธ์ ทำให้ไม่เคยมีความพยายาม "แก้ต่าง" การปล่อยข่าวทำลายความน่าเชื่อถือ เช่น กรณีบ้านพักเขายายเที่ยง ฯลฯ มิหนำซ้ำความเป็นคนดีมีคุณธรรมของนายกฯ สุรยุทธ์ ที่ยืนยันว่าหากสอบแล้วผิดจริงพร้อมจะลาออก แทบทำให้ "คนรักสุรยุทธ์" แทบหัวใจสลายด้วยความหวั่นไหวว่านายกฯ สุรยุทธ์ กำลังจะถอดใจ สิ่งที่นายกฯ สุรยุทธ์ "ควรจะทำ" อย่างเร่งด่วนคือ การ "ผ่าตัด-ยกเครื่อง" ทีมงานของสำนักเลขาธิการนายกฯ และสำนักโฆษกประจำสำนักนายกฯ แม้ว่าพล.อ.พงษ์เทพ เทพประทีป เลขาธิการนายกรัฐมนตรีกับ ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกฯ เป็นคนดี ซื่อสัตย์สุจริตแบบเดียวกับ นายกฯ สุรยุทธ์ แต่บอกตามตรงว่าผมได้ยินเสียงนินทาจากคนในรัฐบาลจนเบื่อแล้วว่าทีมนี้ "ทำงานไม่เก่ง" ในเชิงรุก พล.อ.พงษ์เทพ ทำงานแบบตั้งรับไม่ได้ทำหน้าที่แบบ "นายกฯ น้อย" เหมือนกับอดีตเลขาธิการนายกฯ คนอื่นๆ ที่มักจะทำหน้าที่เสมือน "เสนาธิการ" เชิงยุทธศาสตร์การทำงานให้นายกฯ แล้วช่วยติดตามงานที่ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวง และยังประสานงานเพื่อหาทางแก้ต่างการให้ข้อมูลผิดๆ ของฝ่ายต่างๆ ที่เป็นศัตรูทางการเมืองนายกฯ ในขณะที่คุณหมอยงยุทธ กับทีมงานที่ยอมรับว่ามีความตั้งใจเต็ม 100% แต่ไม่น่าจะเหมาะกับภารกิจรัฐบาลชั่วคราว 1 ปี ที่จะต้องใช้สไตล์การประชาสัมพันธ์เชิงรุกมากกว่านี้ ในการแย่งชิงพื้นที่ข่าวเพื่อ "กลบข่าวเชิงลบ" กับรัฐบาล และ "ขยายพื้นที่ข่าวเชิงบวก" ให้ไปถึงชาวบ้านจริงๆ เพื่อให้ คนยากจนในชนบทค่อยๆ ลดความโหยหาในนโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณที่ทำความเสียหายให้กับประเทศอย่างมาก นายกฯ สุรยุทธ์ "ไม่ควรทำ" คือ การปล่อยมือให้อิสระการทำงานกับรัฐมนตรี "ขิงแก่" หลายคนที่ทำงานแบบ "เกียร์ห้า" ที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้ว่าอะไรคือ เรื่องเร่งด่วนของประเทศ อาทิเช่น รมต.สาธารณสุข คุณหมอมงคล ณ สงขลา รีบสั่งให้ประกาศห้ามลงในราชกิจจานุเบกษาโฆษณาเหล้า 24 ชั่วโมง แต่เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความว่าคณะกรรมการอาหารและยาไม่มีอำนาจออกประกาศห้าม จนต้องถอนประกาศออกจากราชกิจจานุเบกษา ผลลัพธ์คือ บริษัทเหล้าทำท่าจะชนะศึกอย่างที่มีเสียงปรามาสแต่ต้นจริง นายกฯ สุรยุทธ์ ถูกเย้ยหยันว่าไหนว่าสังคมคุณธรรม รมต.ศึกษาธิการ อาจารย์วิจิตร ศรีสอ้าน ตะลุยผลักดันให้มหาวิทยาลัยต่างๆ รีบเสนอร่างกฎหมายเพื่อออกจากระบบราชการเข้าสภานิติบัญญัติ ผลลัพธ์คือ เกิดอาการระส่ำระสายในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง จนกลายเป็นความชิงชังในรัฐบาลชุดนี้ที่ นายกฯ สุรยุทธ์ ปล่อยให้รัฐมนตรีศึกษา เลือกทำเรื่องนี้ที่มีความเร่งด่วนน้อยกว่าปัญหาอื่น รองนายกฯ และรมต.คลัง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่เสียรังวัดครั้งแล้วครั้งเล่า ตั้งแต่การรับรองความโปร่งใสการขายที่ดินย่านรัชดา ให้คุณหญิงพจมาน ชินวัตร การเร่งรีบเสนอร่าง พ.ร.บ.หวยบนดิน เพื่อแก้สิ่งผิดศีลธรรมให้ถูกกฎหมาย และนโยบายสกัดการเก็งกำไรเงินบาทที่ให้สำรองเงินดอลลาร์ 30 % ยกตัวอย่างรัฐมนตรี 3 คน ที่ใส่ "เกียร์ห้า" ทำงานด้วยความตั้งใจ แต่ผลลัพธ์กลับบั่นทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาล แต่ยังมีรัฐมนตรี "เกียร์ว่าง" อีกเป็นจำนวนมาก จนน่าเป็นห่วงว่าคำพูดของนายกฯ สุรยุทธ์ ที่เร่งให้ข้าราชการไม่ใส่เกียร์ว่างจะถูกสวนกลับว่าให้เอาเวลาไป "ลงแส้" รัฐมนตรีเกียร์ว่างจะได้ผลการทำงานมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีที่มีภารกิจงานเกี่ยวข้องกับชาวบ้านในต่างจังหวัด เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,กระทรวงมหาดไทย,กระทรวงทรัพยากรฯ และกระทรวงแรงงาน ยังทำงานแบบข้าราชการประจำ โดยไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวว่าภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลชั่วคราวจะต้องหาทางทำให้ชาวบ้านในชนบทเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้แม้ว่าไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ยังเป็นที่พึ่งได้ในยามยากจริงๆ เพื่อทำให้พวกเขา หายขาดจากอาการโหยหาอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ทุ่มเงินลงไปกับนโยบายประชานิยมโดยไม่รู้ตัวว่า เคลือบยาพิษ ไว้ จนชาวบ้านเสพติดมากว่า 5 ปีเข้าใจผิดไปว่าอดีตนายกฯ ทักษิณ เป็นนายกฯ คนเดียวที่มีนโยบายช่วยคนยากคนจนอย่างจริงใจ ผมอยากขอร้องให้นายกฯ สุรยุทธ์ เปลี่ยนสไตล์การทำงานใหม่โดยด่วนที่สุด หลังจากบอกว่าไม่ใช่คนธรรมะธัมโม แต่เป็น "โจรกลับใจ" และตอนนี้เป็น "นักการเมือง 80%" เลิก "เกรงใจ" รัฐมนตรีเกียร์ว่างกับเกียร์ห้าที่สร้างปัญหากันละแบบ ทำได้ทั้งแบบปลดออกให้กลับไปเลี้ยงหลานจะดีกว่า หรือแขวนไว้ไม่ให้ทำงานมากเกินไป แล้วแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ที่เป็นคนรุ่นใหม่อีก 6-7 คนที่ไม่ได้ฝักใฝ่จะลงเล่นการเมืองในสมัยหน้าให้เต็มโควตา จะได้ช่วยกันทุ่มเททำงานในเชิงรุก หากนายกฯ สุรยุทธ์ "คิดและทำ" แบบนักการเมืองได้สัก 50%ไม่ต้องถึง 80% การขับเคลื่อนประเทศด้วยเป้าหมายสังคมคุณธรรม,สมานฉันท์ และเศรษฐกิจพอเพียง จะเต็มไปด้วยความคึกคักที่เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม ทำให้สังคมมีความหวังหลุดพ้นจากอาการเนือยๆ แล้วยอมรับชะตากรรมประเทศที่อดีตนายกฯ ทักษิณ อาจจะกลับมาเป็นใหญ่อีกตามวิถีเลือกตั้ง เพราะยังมีทุนมหาศาลกว่านักการเมืองคนอื่นๆ ส่วน "คนสำคัญ" อย่างพล.อ.สนธิ ที่เริ่มมีลีลาการพูดจาแบบ "นักการเมือง" มากขึ้นทุกวัน รู้จักจังหวะการตอบโต้ทำสงครามข่าวสารมากขึ้น และเริ่มเร่งรัดคณะกรรมการชุดต่างๆ เพื่อจับให้มั่นคั้นให้ตาย พิสูจน์ทราบหลักฐานการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลทักษิณที่คงจะเริ่มจับต้องได้เป็นชิ้นเป็นอันตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม นี้ แต่อยากจะขอร้อง "สิ่งที่ไม่ควรทำ" สำหรับเพื่อนพ้องน้องพี่ในคณะ คมช. โดยเฉพาะพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร รองเลขาธิการ คมช.และผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกที่ "ถ่างขา" นั่งเป็นประธานรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ 2 แห่งคือ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย กับบริษัท ทศท จำกัด(มหาชน) แม้ว่าจะยอมรับในความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังของ พล.อ.สพรั่ง ที่จะลุยล้างพวกทุจริตคอร์รัปชันในสนามบินสุวรรณภูมิ กับ ทศท ที่ฝังรากลึกมาก แต่ภาพลักษณ์ของพล.อ.สพรั่ง อาจจะกลายเป็น "นายทหาร" ที่เริ่มออกอาการเสพติดอำนาจ และกำลังนำมาด้วย "เงินตรา" อันเย้ายวน ดังเช่น นายพลคนดังๆ ในอดีตที่พอเกษียณอายุก็เข้ามาจับจองเก้าอี้ประธานรัฐวิสาหกิจ ในขณะสิ่งที่ "ควรทำ" กับ "ไม่ควรทำ" ของอดีตนายกฯ ทักษิณ ง่ายมากๆ คือ ใช้เวลาว่างศึกษาธรรมะเพื่อให้เข้าถึงแก่นพุทธศาสนา รู้จักปลงในชีวิตหลังการสูญเสียอำนาจโดยไม่ได้คาดฝันมาก่อน บอกว่าอยากกลับมาอยู่เมืองไทย และจะเลิกเล่นการเมือง ควรจะไปเลิกจ้างบริษัท ล็อบบี้ยิสต์ ฝรั่งให้ทำพีอาร์สงครามข่าวสารจากนอกประเทศโดยทันที หากอดีตนายกฯ ทักษิณ "พูดอย่างไร-ทำอย่างนั้น" สักครั้งเดียวในชีวิตสังคมไทยจะเปลี่ยนผ่านจากความวุ่นวาย และแตกแยกไปสู่ "สังคมสมานฉันท์" ได้โดยไม่ยากลำบาก อดีตนายกฯ ทักษิณ กับครอบครัว จะสามารถกลับมาอยู่เมืองไทยได้อย่างไม่หวาดระแวง แล้วหากยืนหยัดต่อสู้ ตามกระบวนการยุติธรรมเพื่อลบล้างข้อกล่าวหาทุจริตคอร์รัปชัน และลบหลู่สถาบัน โดยเลิกนิสัยเล่นเกมการเมืองเหลี่ยมจัด ประชาชนที่เคยชิงชังจะกลับมาชื่นชมว่าอดีตผู้นำคนนี้ ยังเคยทำความดีกับประเทศให้จดจำได้บ้าง |
| << | มกราคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||