พิมพ์หน้านี้
|
ข้อถกเถียงเรื่องแนวทางการ "ปฏิรูปสื่อ" ได้เกิดขึ้นมาอีกแล้ว! (ครั้งที่เท่าไรจำไม่ได้จริงๆ) แต่ดูเหมือนว่ายังวนอยู่ในอ่างใบเก่า หมกมุ่นกับเรื่องโทรทัศน์สาธารณะและวิทยุสาธารณะที่เป็นแนวคิดย้อนยุคโลกตะวันตกที่รัฐบาลต้องการชี้นำกำหนดวิธีคิดของชาวบ้าน มากกว่าอำนวยความสะดวกให้ชาวบ้าน "คิดเอง-ทำเอง-สื่อกันเอง" ในรูปแบบ Citizen Reporter ที่เป็นแนวโน้มใหม่ของสื่อโลกดิจิทัล แต่คราวนี้ "ก้าวถอยหลัง" หนักขึ้นไปอีก เมื่อมีข้อเสนอจะให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติออกกฎหมายจัดตั้งองค์กรใหม่ชื่อ "พรบ.องค์การแพร่ภาพและกระจายเสียงสาธารณะ "บริหาร" ช่องทีวีสาธารณะ" เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีพื้นที่ "เนื้อหา" เชิงสร้างสรรค์ของช่องทีวีใหม่จริงๆ เสียที เลิกไปยุ่งกับฟรีทีวี 6 ช่องเดิมที่ถูกอิทธิพลธุรกิจครอบจนหมดสิ้นแล้ว ข้อเสนอนี้ดูเหมือนว่ามาจากกลุ่มนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์เป็นหลัก จึงละเลยหรือแทบไม่ได้ให้น้ำหนักพูดถึงมิติด้านเทคโนโลยีการกระจายเสียงและภาพโทรทัศน์ รวมทั้งอุปกรณ์การผลิตรายการโทรทัศน์ที่ก้าวข้ามระบบอะนาล็อกสู่โลกดิจิทัลไปจนเกือบหมดแล้วทั้งโลก ซึ่งจะทำให้มี "ทางเลือก" ของ "ทีวีสาธารณะ" แบบใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ระบบอะนาล็อกอีกต่อไปแล้ว การถกเถียงกันอย่างกว้างขวางเรื่องการ "ปฏิรูปสื่อ" ควบคู่ไปกับ "ปฏิรูปการเมือง" ครั้งหลังสุดเกิดขึ้นเมื่อ 14 ปีที่แล้ว หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร ปิดกั้นและบิดเบือน "สื่อโทรทัศน์" ไม่ให้รายงานข้อเท็จจริงบนถนนราชดำเนินที่มีกลุ่มประชาชนจำนวนมากชุมนุมขับไล่ "นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง" หลังจากนั้นจึงเป็นจุดกำเนิด "ทีวีเสรี" ที่หลักการถูกเพื่อให้เกิดทางเลือกสื่อโทรทัศน์ แต่วิธีการผิดมาตั้งแต่เริ่มเมื่อ ตัดสินเลือกผู้ชนะการประมูลสัมปทาน "โทรทัศน์ระบบยูเอชเอฟ" ด้วยคะแนนสูงสุดด้าน "เงินขั้นต่ำตลอดอายุสัมปทาน" 25,000 ล้านบาท ที่สูงกว่าเงื่อนไขขั้นต่ำทีโออาร์ถึง 1 เท่าตัว ซึ่งเสนอโดยกลุ่มพันธมิตรธนาคารไทยพาณิชย์-สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์-สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น-หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เป็นแกนหลัก ไม่ใช่การตัดสินจากคะแนนสูงสุดด้าน "คุณภาพรายการ" ที่เป็นของกลุ่มพันธมิตรเนชั่น-แปซิฟิค (นำทีมโดยอาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล)-กลุ่มมติชน-กลุ่มสามารถ ซึ่งต่อมาอีกประมาณ 2 ปีกลุ่มพันธมิตรที่ชนะการประมูลได้เชิญให้ กลุ่มเนชั่น เข้าไปร่วมถือหุ้น 10% รับผิดชอบด้านการผลิตข่าวและรายการเชิงข่าวทั้งหมด สถานีโทรทัศน์ไอทีวี ออกอากาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2539 ในช่วง 3 ปีแรกได้ทำหน้าที่สมกับเจตนารมณ์การจัดตั้งเป็น "ทีวีเสรี" เป็นสถานีโทรทัศน์ที่สร้างจุดแข็งประกาศตัวเป็น "สถานีข่าว" ที่พร้อมรายงานข่าว breaking news ตลอดเวลา ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีบางช่องในปัจจุบัน ที่ชิงประกาศตัวในภาวะไอทีวีเพลี่ยงพล้ำเป็นสถานีข่าวของครอบครัวข่าว แต่กลับไม่เคยยอมสูญเสียรายได้จากการเช่าเวลาหรือเวลาโฆษณาที่ถูกตัดออกเมื่อต้องเข้ารายงานข่าวด่วน ดังเช่นไอทีวีเคยทำมาตลอด 3 ปีแรก และในช่วงหลังจากนั้นก็ยังมีให้เห็นบ่อยมากกว่าฟรีทีวีช่องอื่น นอกจากนี้ผลพวงจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ยังเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในเดือนตุลาคม 2540 ที่มีการเขียนไว้ถึงการปฏิรูปสื่อในมาตรา 39-41 ที่ว่าด้วย "คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสาธารณะ" ที่ควรจะมีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อทำหน้าที่จัดสรรใหม่ให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง แต่ต่อมาได้มีการฉวยโอกาสใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในระหว่างรอการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ที่แท้งไปแล้ว ยึดครองคลื่นความถี่วิทยุเปิด "วิทยุชุมชน" กันเกลื่อนกว่า 3,000 สถานีทั่วทุกอำเภอและตำบลหมู่บ้าน แต่วิทยุชุมชนกลับกลายเป็นเครื่องมือทางธุรกิจของค่ายเพลงกว่า 95% ผสมผสานไปกับอยู่ภายใต้อิทธิพลการเมืองท้องถิ่นที่มีพรรคการเมืองระดับชาติทั้งไทยรักไทย, ประชาธิปัตย์ และชาติไทย เข้าไปกำกับ หาใช่การใช้สิทธิของชุมชนอันชอบธรรมในการจับจองคลื่นความถี่วิทยุไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะแต่อย่างใด มิหนำซ้ำกรมประชาสัมพันธ์ในยุครัฐบาลทักษิณยังเอื้อประโยชน์จากสีดำให้เป็นสีเทา ด้วยการตีเกราะเคาะไม้ไล่เข้าคอก ออกระเบียบจดทะเบียนเข้าเป็นเครือข่ายของกรมประสัมพันธ์เพื่อให้อยู่ภายใต้อำนาจรัฐของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ อย่างเรียบร้อยดังผ้าพับไว้ในตู้ ในขณะเดียวกันการเกิดขึ้นของ "เคเบิลทีวีท้องถิ่น" หลังการใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2540 เมื่อมีการออกกฎหมายลูกของมาตรา 40 ในมาตรา 80 ไม่ให้กรมประชาสัมพันธ์ออกใบอนุญาตวิทยุและโทรทัศน์ใหม่ จึงเกิดเคเบิลทีวี "เถื่อน" อีกมากมายทั่วทุกอำเภอจากเดิมจดทะเบียนกับกรมประชาสัมพันธ์ไว้ก่อนรัฐธรรมนูญ ปี 2540 จำนวน 78 ใบอนุญาตกลายเป็น 500 เคเบิลทีวีภายใน 1-2 ปีเท่านั้น กรมประชาสัมพันธ์อีกนั่นแหละ ที่พยายามทำ "สีดำ" ให้เป็น "สีเทา" เคาะกะลาเรียกเข้ามาจดทะเบียนเข้าเครือข่ายภายใต้ใบอนุญาตของกรมประชาสัมพันธ์ เป้าหมายหลักก็คือจัดระเบียบเพื่อให้อยู่ในอำนาจรัฐเช่นเดียวกับวิทยุชุมชน ในขณะที่ "ทีวีดาวเทียม" กลับผุดขึ้นเป็นจำนวนมากในยุครัฐบาลทักษิณในช่วงปี 2547-2549 ทั้งช่องข่าว, ช่องท่องเที่ยว, ช่องลูกทุ่ง ที่มีมากถึง 4-5 ช่อง, ช่องภาพยนตร์, ช่องชอปปิง, ช่องสุขภาพ ฯลฯ กลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุด คือ "บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด" เจ้าของดาวเทียมไทยคมที่ "ทีวีดาวเทียม" แบบเทียมๆ ส่วนใหญ่อัพลิงค์ผ่านดาวเทียมไทยคมที่สามารถรับชมได้แบบ Free to Air ด้วยจานระบบ C-Band ด้วยข้ออ้างว่ามีใบอนุญาตผู้รับสัมปทานโทรทัศน์จากรัฐบาลลาวและกัมพูชา รวมทั้งกรณี กลุ่มทรูวิชั่นส์ (ยูบีซีเดิม) ที่อยู่ภายใต้สัมปทาน อสมท เหมาเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมอีกเป็นจำนวนมากเพื่อขยายบริการโทรทัศน์บอกรับสมาชิก Direct to Home ผ่านจานระบบ KU-Band ในการคิดค่าบริการถูกเท่ากับเคเบิลท้องถิ่นประมาณ 340 บาทต่อเดือน เพื่อยึดครองสมาชิกในระดับชาวบ้านต่างจังหวัดที่เป็นฐานใหญ่ของเคเบิลท้องถิ่นมีมีการอ้างว่ามีสมาชิกกว่า 2 ล้านครัวเรือนหรือผู้ชมกว่า 10 ล้านคน ยกเว้นกรณี สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ที่ต้องใช้ดาวเทียม NSS6 สัญชาติเนเธอร์แลนด์กับบริษัท เอเชีย บรอดแคสติ้ง เทเลวิชั่น จำกัด (ABTV) ที่ Nation Channel ขายสิทธิช่องรายการให้ส่งต่อไปยังเคเบิลท้องถิ่นที่ใช้บริการจากการสื่อสารแห่งประเทศไทยกับ ดาวเทียมเอสที 1 สัญชาติลูกผสมไต้หวัน-สิงคโปร์ ด้วยเหตุผลทางการเมืองจากคุณทักษิณ ชินวัตร นั่นแหละ ที่ใช้อำนาจรัฐขัดขวางทุกวิถีทาง ผมจึงไม่ค่อยเห็นพ้องกับข้อเสนอจากการศึกษาวิจัยของ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยที่ได้นำเสนอแนวคิดการจัดตั้ง "สถานีวิทยุโทรทัศน์สาธารณะ" ในระหว่างการสัมมนาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แล้วบอกว่าจะต้องปลอดการแทรกแซงจากรัฐ แต่กลับตั้งต้นด้วยการขอเงินอุดหนุนจากรัฐเป็นรายปี เริ่มต้นจากแบมือขอเงินลงทุนครั้งแรกถึง 3,000 ล้านบาท แล้วยังจะต้องมีค่าผลิตรายการและออกอากาศ 1,700 ล้านบาทต่อปี และการสนับสนุนผู้ผลิตรายการระดับชุมชน 300 ล้านบาทต่อปี รวมแล้วจะต้องมีค่าใช้จ่ายอีกประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี เปรียบเทียบงบประมาณลงทุนและค่าใช้จ่ายต่อปีของ "สถานีโทรทัศน์สาธารณะ" แทบไม่แตกต่างจากสถานีโทรทัศน์ไอทีวีเลย มิหนำซ้ำยังออกจากฟุ่มเฟือยเกินไปเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีการผลิตรายการที่มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในช่วงก่อตั้งไอทีวีระหว่างปี 2537-2538 ที่เทคโนโลยีดิจิทัลยังลูกผีลูกคน แต่ปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก จนต้นทุนการสร้างสถานีโทรทัศน์และการผลิตรายการโทรทัศน์ต่ำลงกว่าเดิมหลายเท่า ทำไมสถานีโทรทัศน์ PTV ที่กำลังมีข้อโต้แย้งกันระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทยว่าออกอากาศได้หรือไม่ จึงประกาศว่าจะใช้เงินลงทุนเพียงแค่ประมาณ 80 ล้านบาทและค่าดำเนินการต่อเดือนน่าจะประมาณ 25-30 ล้านบาทต่อเดือน หรือปีละประมาณ 300-400 ล้านบาทเท่านั้น งบประมาณการผลิตรายการและออกอากาศปีละ 2,000 ล้านบาท น่าจะผลิตรายการโทรทัศน์คุณภาพดีๆ ที่เกิดขึ้นมาจากการใช้อุปกรณ์ระบบดิจิทัลและการออกอากาศในระบบดิจิทัลได้ไม่น้อยกว่า 5 ช่องรายการ ไม่ใช่ได้แค่ 1 ช่องรายการ ซึ่งยังไม่มีหลักประกันอนาคตเลยว่าจะสามารถรักษาความเป็นอิสระไปได้นานแค่ไหน เมื่อยังต้องแบมือขอเงินจากรัฐอยู่ร่ำไป อย่าอ้างว่ามีกฎหมายรองรับเพราะอำนาจการเมืองแก้กฎหมายได้ ข้อเสนอของ อาจารย์สมเกียรติ จึงไม่ได้แก้ปัญหา "สื่อสาธารณะ" ในระยะยาวอย่างแท้จริงเพราะมองมิติเดียว มิหนำซ้ำยังซ้ำรอยเดิมหนักข้อขึ้นไปอีก ด้วยการแบมือขอเงินอุดหนุนจากรัฐเป็นลำดับแรก แย่กว่าข้อเสนอเดิม "ทีวีเสรี" ที่ต่อมาเป็น "ไอทีวี" ที่ไม่ได้พึ่งเงินของรัฐแม้แต่บาทเดียว ซึ่งผิดพลาดจากเงินสัมปทานสูงลิ่วและโครงสร้างผู้ถือหุ้นอุดมคติจนเกินไป และยังวนเวียนกับ แนวคิดคร่ำครึเรื่อง "โทรทัศน์สาธารณะ" ที่เกิดขึ้นมานานกว่า 20-30 ปีในประเทศอังกฤษ, สหรัฐอเมริกา, ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น และเยอรมนี ที่ส่วนใหญ่เปลี่ยนจากรัฐอุดหนุนไปสู่การพึ่งพาตัวเองให้ได้ เช่น สถานีโทรทัศน์บีบีซีของอังกฤษมีช่องข่าวที่เป็นสาระแต่เพิ่มช่องบันเทิงเพื่อหารายได้ เพราะรัฐสภาตัดงบประมาณ สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคของญี่ปุ่นมี 2 ช่อง ช่องแรกเป็นการศึกษาและสาระกับช่องที่สองเป็นบันเทิงเพื่อหารายได้มาเลี้ยงช่องแรก ฯลฯ จึงอยากให้อาจารย์สมเกียรติจากทีดีอาร์ไอ, คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ฯลฯ รวมทั้งคณะกรรมการชุดเก่าๆ และชุดใหม่ ที่อาจารย์ธีรภัทร เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กำลังจะแต่งตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหา "ทีวีดาวเทียม", พิจารณาแก้ไขร่างพระราชบัญญัติวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ฯลฯ ช่วย "คิดใหม่" ให้กว้างกว่ามิติด้าน "เนื้อหา" อย่างเดียว จะเป็น "การปฏิรูปสื่อ" ระยะยาวและก้าวสอดคล้องไปกับโลกดิจิทัลมากกว่า (โปรดติดตามตอนที่ 2 ข้อเสนอ "ทีวีสาธารณะ" กับการปฏิรูปสื่อแบบดิจิทัล ในวันอาทิตย์หน้า) |
| << | กุมภาพันธ์ 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | |||