พิมพ์หน้านี้
|
นายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์, รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์, ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี คุณจุลยุทธ หิรัณยะวสิต และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ คุณปราโมช รัฐวินิจ กำลัง "ติดหล่ม" กรณีการยึดสัมปทานสถานีโทรทัศน์ไอทีวีแบบฉุกละหุกกลับกลอก จนตกเป็นเบี้ยล่างกลุ่มพนักงานไอทีวีที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็น "คนดี" ที่ไม่มี "น้ำยา" ในการบริหารยามวิกฤติสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายหลายข้อ ในการรับปากอุ้มและยื้อให้พนักงาน "ทีไอทีวี" กับผังรายการของทีไอทีวีดำรงสถานะแบบเดิมไปชั่วคราว แต่กลับยังไม่มีคำตอบชัดๆ ว่าจะอุ้มไว้นานแค่ไหน และจะนำคลื่นความถี่ยูเอชเอฟคลื่นนี้ ไปทำอะไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนได้อย่างไร กลุ่มผู้บริหารไอทีวีที่เป็นลูกจ้างมืออาชีพของกลุ่มชินคอร์ป อาทิเช่น คุณบุญคลี ปลั่งศิริ, คุณนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล และคุณทรงศักดิ์ เปรมสุข ลาออกปิดบริษัทลอยนวลไปอย่างหน้าตาเฉย โดยเฉพาะคุณบุญคลีที่ไร้ความรับผิดชอบในฐานะที่ ซีอีโอบริษัทชินคอร์ปที่ยังมีธุรกิจหลากหลาย ควรจะช่วยแบ่งเบาปัญหาการ "ตกงาน" ของพนักงานไอทีวีไปอยู่ในเครือชินคอร์ปบ้าง รวมทั้งความเสียหายกับ ผู้ถือหุ้นรายย่อยในบริษัทไอทีวี ที่มีอยู่นับหมื่นคน เคยหลงเชื่อผู้บริหารไอทีวีเข้ามาลงทุนซื้อหุ้น แต่ตอนนี้ใบหุ้นไอทีวีไม่มีมูลค่าอีกต่อไปแล้ว ความเสียหายนี้ใครเป็นผู้รับผิดชอบ? (อ่านความคิดเห็นเชิงวิพากษ์ "ไอทีวี-ทีไอทีวี" หลากหลายทุกแง่มุม กว่า 250 ความเห็นใน www.oknation.net/blog) ผมเห็นด้วยกับการไม่ปล่อยให้ไอทีวี "จอดำ" เพื่อรักษาสิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชนทางโทรทัศน์ไม่ให้หายไป 1 ช่องเพราะไม่สามารถพึ่งพาฟรีทีวีที่เหลือ 5 ช่องได้ แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของ สปน.ที่โอนการบริหารไอทีวีไปอยู่กับกรมประชาสัมพันธ์ ด้วยการใช้งบประมาณทดลองจ่ายจากรัฐ "อุ้มพนักงานไอทีวี" ไปก่อนไม่น้อยกว่าเดือนละ 90-100 ล้านบาท โดยที่พนักงานไอทีวีได้รับเงินชดเชยจากการเลิกจ้างจากบริษัทเก่าคนละ 8-10 เดือนไปแล้วถามถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่มีหน้าที่ดูแลสื่อของรัฐ อาจารย์ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ กับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ที่กำกับดูแล สปน. เจ้าของสัมปทานไอทีวี มัวไปทำอะไรที่ไม่เร่งด่วนไม่สำคัญไม่เข้าท่าอยู่ที่ไหนกว่า 4-5 เดือน จึงไม่เคยนั่งคุยกันกำหนด Senario หลายๆ ทางเลือกการตัดสินใจในยามวิกฤติ กรณีจะต้องเข้ายึดกิจการไอทีวีที่เป็นเหตุการณ์ไม่ปกติจึงสงสารและห่วงใย นายกฯ สุรยุทธ์ อย่างจับใจ แม้ว่าคนทำงานใกล้ตัวจำนวนมากส่วนใหญ่จะเป็น "คนดีและซื่อสัตย์" เช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้ช่วยนายกฯ ทำงานอันเนื่องมาจากไม่มีความสามารถและยังทำงานไม่เป็นเอาเสียเลย นายกฯ สุรยุทธ์ เองก็ "เงอะงะ" จัดลำดับความสำคัญของงานใหญ่ๆ ไม่ถูกในการบริหารวิกฤติ ค่อนข้างจะขาดทักษะในการติดตามงานใหญ่ๆ ที่เป็นหัวใจของนักบริหารทุกระดับ จึงทำให้การตัดสินใจเกือบทุกอย่าง "ช้าเกินการณ์" หรือไม่ก็ "เร็วเกินไป" แต่วิกฤติไอทีวีครั้งนี้ยังไม่สายเกินไปหาก "กล้า" พลิกให้เป็นโอกาส หากนายกฯ สุรยุทธ์ยังไม่ท้อถอยและยังมีความมุ่งมั่นทางการเมือง (Political Will) เพื่อ "สร้างชื่อ" ทำให้เกิดจุดเริ่มต้นกระบวนการ "ปฏิรูปสื่อทั้งระบบ" อย่างเอาจริงเอาจังที่จะนำไปสู่การ "ปฏิรูปการเมือง" แบบยั่งยืนได้หลังยุครัฐบาลสุรยุทธ์ จึงขอเสนอกรอบ "ปฏิรูปสื่อทั้งระบบ" ที่คิดขึ้นมาเพื่อ "ยั่ว" ให้เกิดการระดมความคิดอย่างกว้างขวางและรอบด้านเป้าหมาย สื่อเสรีเพื่อสาธารณะ, สร้างช่องทีวีทางเลือกหลากหลายและมุ่งเทคโนโลยีสื่อสมัยใหม่โลกดิจิทัล แนวทางหลักๆ ที่น่าจะมีความเป็นไปได้ ไม่เพ้อฝันยืนอยู่บนโลกความเป็นจริง ไม่อุดมคติจนเกินไป คิดแบบนักนิเทศศาสตร์นอกตำราควบคู่ไปกับคิดแบบนักเทคโนโลยีดิจิทัลสมัครเล่น 1.กำหนดบทบาทและภารกิจทีวีของรัฐที่มีอยู่ในขณะนี้ 4 ช่องให้ชัดเจนช่อง 5 (กองทัพบก), ช่อง 9 (บริษัท อสมท), ช่อง 11 (กรมประชาสัมพันธ์) และช่องทีไอทีวี (สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี) ควรจะต้องมีเป้าหมายปลดปล่อยออกจากการกำกับดูแลจากภาครัฐโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้นักการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่น การจัดตั้ง องค์กรอิสระหรือองค์กรมหาชน ดูแลให้เป็นไปตามภารกิจจริงๆ การถ่ายโอนช่อง 11 ให้หลุดพ้นกรมประชาสัมพันธ์แล้วกลับไปสู่เจตนารมณ์เดิมคือ ช่องความรู้และการศึกษา ฯลฯ 2.ส่งเสริมให้เกิด "สื่อทางเลือก" ที่ก้าวให้ทันเทคโนโลยี ทีวีดาวเทียม, เคเบิลทีวีท้องถิ่น, อินเทอร์เน็ตทีวีบนบรอดแบนด์, วิทยุชุมชน, วิทยุออนไลน์, ทีวีบนโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าสื่อทางเลือกเหล่านี้ได้เกิดขึ้น ดำรงอยู่แล้วและเริ่มมีอิทธิพลต่อสังคมในวงกว้าง ทีวีดาวเทียมมีอยู่ไม่น้อยกว่า 50 ช่อง, เคเบิลทีวีท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 500 สถานีมีฐานผู้ชมกว่า 10 ล้านคน, อินเทอร์เน็ตทีวีเริ่มเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีวีดาวเทียมที่เป็น "ทีวีดาวเทียมดิจิทัล" อัพลิงค์ผ่านดาวเทียมไทยคมจะได้อีกนับร้อยช่อง สื่อใหม่ประเภทนี้ไม่ได้ใช้ทรัพยากร "คลื่นความถี่" ตามความหมายเดิมในมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญฉบับเก่าที่ถูกฉีกไปแล้ว จึงควรจะหาทางทำให้ "สื่อทางเลือก" เหล่านี้มีกฎหมายรองรับเพื่อให้เกิด "ช่องทีวีใหม่" ที่มีเนื้อหารายการหลากหลาย Segmentation ตามความซับซ้อนของสังคม เช่น ช่องศาสนา, ช่องสุขภาพ, ช่องศิลปวัฒนธรรม, ช่องกีฬา, ช่องข่าวท้องถิ่นที่ใช้ภาษาถิ่น, ช่องบันเทิงพื้นบ้าน, ช่องเด็กและเยาวชน ฯลฯ 3.จัดตั้ง "กองทุนพัฒนาสื่อสาธารณะ" เพื่อส่งเสริมให้เกิด "ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์อิสระ" ที่มีสาระป้อนกับ "ช่องทีวีทางเลือก" ที่รัฐจะส่งเสริมเกิดขึ้น มองเห็น 2-3 ช่องทางในการหาเงินสมทบ อาทิเช่น - สื่อทีวีเอกชนอีก 2 ช่อง คือ ช่อง 3, ช่อง 7 ที่ได้ประโยชน์ทางธุรกิจจำนวนมหาศาลจากค่าสัมปทานราคาถูกมาก เมื่อเทียบกับค่าสัมปทานไอทีวี รวมทั้งช่อง 9 ที่ไม่ได้จ่ายค่าสัมปทานแต่เป็นบริษัทมหาชนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ควรจะ "เสียสละ" แบ่งกำไรจำนวนหนึ่ง เช่น รัฐขอแก้สัมปทานทีวีเพื่อแบ่งรายได้ต่อปี 0.5-1% เข้ากองทุน (ช่อง 3 มีรายได้ปีละ 7,000 ล้านบาท จะถูกหัก 0.5% แค่ 35 ล้านบาทต่อปี) แล้วให้นำไปลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล ฯลฯ - กองทุนส่งเสริมสุขภาพ ที่ได้เงินสมทบจากภาษีเหล้าและบุหรี่ปีละกว่า 1,500 ล้านบาท ควรจะโอน "งบโฆษณา" เพื่อซื้อสปอตสื่อโทรทัศน์และวิทยุปีละนับร้อยล้านบาทให้มาเข้า "กองทุนพัฒนาสื่อสาธารณะ" จะเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนมากกว่าการผลิตสปอตโฆษณารณรงค์เรื่องสุขภาพ จะทำให้สังคมได้รายการโทรทัศน์และวิทยุในแนวทางใหม่ๆ ที่มีรูปแบบหลากหลาย เนื้อหาส่งเสริมสุขภาพและสร้างปัญญาให้ผู้คนได้ยั่งยืน 4. "คลื่นความถี่สาธารณะ" ควรจะเลือก "จัดการใหม่" อย่าคิด "จัดสรรใหม่" แบบเหวี่ยงแหเหมารวม ดังเช่นความล้มเหลวจากมาตรา 40 รัฐธรรมนูญฉบับเก่าที่เพ้อฝันจะดึงคลื่นความถี่โทรทัศน์และวิทยุทุกคลื่น กลับคืนมาจัดสรรใหม่ทั้งหมดภายใต้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ที่ไม่มีวันเกิดขึ้นเพราะไปขัดผลประโยชน์กลุ่มเดิมเพราะเข้าใจไปว่าคลื่นความถี่มีอยู่อย่าง "จำกัด" จึงต้อง "จัดสรร" ใหม่ทั้งหมด คลื่นความถี่หลักๆ ที่น่าจะนำมา "จัดการ" ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลทีวีที่จะทำให้เกิด "ช่องทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน" อีกไม่น้อยกว่า 100 ช่องที่จะไม่มีข้อจำกัดจากช่องความถี่ต่างๆ เช่น -คลื่นความถี่ย่านยูเอชเอฟ อีก 1 ช่องที่นอกเหนือจากคลื่นยูเอชเอฟที่ประมูลมาเป็นไอทีวี ควรจะนำมาใช้สร้างช่องทีวีดิจิทัลได้อีกไม่น้อยกว่า 8 ช่อง-คลื่นความถี่ในระบบ MMDS ของบริษัทไทยสกายเคเบิ้ลทีวี 9 ความถี่ที่เลิกกิจการไปแล้วแต่ อสมท ยังรักษาความถี่ไว้จะสามารถใช้เป็นทีวีดิจิทัลได้ 54-72 ช่อง, คลื่นความถี่ระบบ MMDS ของไททีวี 3 ความถี่ที่ออกอากาศ Nation Channel TTV ช่อง 1 กับ TTV อีก 2 ช่องควรอนุญาตให้ปรับเป็นระบบดิจิทัล จะได้อีกไม่น้อยกว่า 18-24 ช่อง ฯลฯ เริ่มต้นง่ายๆ จากการจัดตั้ง "คณะกรรมการปฏิรูปสื่อแห่งชาติ" กำหนดเป็น "วาระแห่งชาติ-วาระเร่งด่วน" ของรัฐบาลนี้ เลือกสรรผู้เชี่ยวชาญและบุคคลในแวดวงนักวิชาการ, นักสื่อสารมวลชนอาชีพ, ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนเข้ามาร่วมคณะนี้ ฯลฯ แต่อย่า "เกรงใจ" ตั้งคนมากหน้าหลากหลายตามตำแหน่งแต่ "ไม่มีความรู้จริง" จนทำงานไม่ได้ไม่คล่องตัว เป้าหมายเพื่อวางกรอบแล้ว "เลือก" ลงมือทำงานในแต่ละ "ด่าน" ที่สามารถทำได้เลยในรัฐบาลนี้ เช่น -ผลักดันการแก้ไขกฎหมาย 2-3 ฉบับ ที่ ทีม ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ จากทีดีอาร์ไอ มีแนวทางชัดเจนอยู่แล้วเพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อ "นิรโทษกรรม" ทีวีดาวเทียม และเคเบิลท้องถิ่นจาก "สีเทา" ให้เป็น "สีขาว" จะเป็นการเพิ่ม "ทีวีทางเลือก" ให้ประชาชนทันที อย่างน้อย 50 ช่องโทรทัศน์ดาวเทียมที่จะทำให้เนื้อหาของเคเบิลท้องถิ่นดีขึ้น -กำหนดกรอบการแก้ปัญหาสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ที่จะต้องไม่ให้กรมประชาสัมพันธ์อุ้มไว้นานเกินกว่า 3 เดือน คลื่นยูเอชเอฟนี้ควรจะยังให้เป็น "ทีวีเสรีของเอกชน" แต่มีรูปแบบบริหารแตกต่างจากเดิม เช่น สปน.รับผิดชอบบริหารเครื่องส่งและอุปกรณ์ออกอากาศที่ยึดมาจากไอทีวีแล้วให้ภาคเอกชน 4-5 กลุ่มเข้ามาผลิตเนื้อหาในแต่ละประเภทรายการตามเงื่อนไขของ สปน. (รูปแบบคล้ายๆ รัฐลงทุนเป็นเจ้าของรางรถไฟฟ้า แล้วสัมปทานให้เอกชนลงทุนรถไฟฟ้ามาให้บริการ) โดยกำหนดระยะเวลาสัญญาการผลิตรายการนานกว่าฟรีทีวีทั่วไป ที่มีสัญญาไม่เกิน 6 เดือน - 1 ปี เป็นประมาณ 3-5 ปีเป็นอย่างน้อย น่าจะทำให้ได้เงินกลับเข้ามา สปน.ใกล้เคียงเดิมที่จะนำมาบริหารเครื่องส่งได้ แล้วไม่เป็นภาระงบประมาณแบบช่อง 11 ไม่ได้คาดหวังว่ากระบวนการ "ปฏิรูปสื่อ" รอบใหม่จะสำเร็จทั้งหมดในรัฐบาลสุรยุทธ์ แต่ขอให้นายกฯ สุรยุทธ์ ยังมีความมุ่งมั่นทางการเมือง ทำให้มีจุดเริ่มต้นอย่างจริงจังเป็นรูปธรรมในการ "ปฏิรูปสื่อทั้งระบบ" เช่นเดียวกับการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองในยุครัฐบาลบรรหาร ปี 2538 ที่ไม่เคยมีใครคิดว่าจะสำเร็จ แล้วมาจบในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ได้รัฐธรรมนูญเมื่อเดือนตุลาคม 2540 แค่นี้ก็เป็นคุณูปการให้กับสังคมไทยมากแล้ว(แสดงความคิดเห็นและอ่านคอลัมน์ย้อนหลังทาง www.oknation.net/blog/adisak) |
| << | มีนาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |