พิมพ์หน้านี้
|
แม้ว่าจะเห็นด้วยกับอาจารย์ดรุณีหิรัญรักษ์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่พูดในฐานะประธานคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดอนาคตทีไอทีวีว่าโดยส่วนตัวยังอยากจะให้"ทีไอทีวี"กลับไปสู่เจตนารมณ์เดิม"ทีวีเสรี"ที่บริหารโดยเอกชนเช่นเดิมและการพิจารณานำคลื่นความถี่ยูเอชเอฟอีก 1 คลื่นความถี่มาใช้สำหรับ"ทีวีสาธารณะ"ช่องใหม่ แต่ไม่เห็นด้วยกับการปล่อยให้สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง11 อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมประชาสัมพันธ์เช่นเดิม ซึ่งกำลังมุ่งไปสู่การบริหารในรูปแบบ"หน่วยงานรูปแบบพิเศษ(Service Delivery Unit : SDU)ที่อ้างว่าจะยืนยันปรัชญาในการทำงานบริการสาธารณะ(Public Service Broadcasting)ที่ไม่มุ่งหวังผลกำไร เพราะรูปแบบนี้ช่อง11 ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐที่มี"ฝ่ายการเมือง"เข้ามามีอำนาจเหนือเช่นเดิม รูปแบบ SDU เป็นความพยายามหลบเลี่ยงระเบียบราชการเพื่อแสวงหารายได้จากการเช่าใช้อุปกรณ์การผลิตรายการ,ค่าเช่าเวลา,ค่าโฆษณา ฯลฯ ที่ยังมองไม่เห็นว่าจะมีหลักประกันอะไรให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างแท้จริง ตราบใดที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกับอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ยังมีอำนาจโดยกฎหมายในการเข้าไปสั่งการโยกย้ายข้าราชการได้ เพราะรูปแบบหน่วยงานนี้เป็น "กึ่งอิสระ" ยังยึดโยงกับกรมประชาสัมพันธ์เช่นเดิม ในที่สุดรูปแบบSDU ของช่อง 11 จะกลายเป็น "เครื่องมือ" ในการใช้อำนาจของรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองอย่างชอบธรรม อนุมัติให้พวกพ้องเข้ามาใช้เครื่องไม้เครื่องมือช่อง 11 ยึดผังรายการช่อง 11 ที่สามารถโฆษณาเชิงธุรกิจได้แบบเดียวกับฟรีทีวีทั่วไป ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับมติคณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลพล.อ.เปรมติณสูลานนท์ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2528 จัดตั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 ที่ต่อมาได้รับความช่วยเหลือเป็นเงินให้เปล่าประมาณ 300 ล้านบาทจากสำนักความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งรัฐบาลญี่ปุ่น (ไจก้า) พร้อมกับความช่วยเหลือทางเทคนิคจากสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค ที่เป็น "ทีวีสาธารณะ" ของญี่ปุ่น โดยมีเงื่อนไขการรับเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่านี้ตามมติคณะรัฐมนตรี6 พฤษภาคม 2539 ให้เป็นสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษาและการประชาสัมพันธ์ของรัฐที่ไม่ให้มีโฆษณาทางธุรกิจและไม่ให้เอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการลองเปิดช่อง11 วันนี้ดูจะเห็นโฆษณาทางธุรกิจมากมายหลบเลี่ยงในรูปแบบต่างๆ อยู่แล้ว ไหนๆอาจารย์ดรุณีเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการ "ปฏิรูปสื่อ" มาตั้งแต่หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 และสั่งสอนลูกศิษย์ในสายนิเทศศาสตร์มาเป็นเวลานานกว่า 30 ปีแล้ว ด้วยความเชื่อมั่นในพลังของสื่อในการเปลี่ยนแปลงสังคม อยากจะให้ใช้จังหวะนี้ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อย มุ่งมั่นทำภารกิจนี้ให้สำเร็จเสียที ด้วยการผลักดัน "ปฏิรูปสื่อภาครัฐ" ในกำกับของสำนักปลัดนายกรัฐมนตรีทั้งหมด ตามที่รัฐมนตรีประจำสำนักฯคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ เคยพูดไว้ว่าอยากจะถือโอกาสปฏิรูปสื่อในกำกับไปในคราวเดียวกันที่น่าจะเป็นแนวทางถูกต้องที่สุด โอกาสเช่นนี้หาได้ไม่ง่ายนักที่รัฐบาลไม่ได้มาจากพรรคการเมือง แต่เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่เข้ามาจากสถานการณ์พิเศษการรัฐประหาร เช่นเดียวกับรัฐบาลนายอานันท์ปันยารชุน(2)ที่มีความมุ่งมั่นทางการเมือง( Political Will) จนทำให้เกิด"ทีวีเสรี" เพื่อจะช่วยเป็น "สื่อทางเลือก"ที่อิสระจากอำนาจรัฐแต่บริหารโดยเอกชน แตกต่างจากฟรีทีวีอีก 5 ช่องที่เป็นทีวีของรัฐและทีวีเชิงธุรกิจ แต่การเกิดขึ้นของ"ไอทีวี" ช่องเดียวได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าด้วยเงื่อนไขโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ผิดปกติทางธุรกิจ, จุดเริ่มต้นจากค่าสัมปทานสูงสุด ทำให้กลายเป็น "ตุ้มถ่วง"จนไม่สามารถต่อสู้ต้านทานกระแสการดำเนินธุรกิจระบบทุนนิยมเสรีได้ จึงถูกกลืนจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่กุมอำนาจรัฐคือตระกูลชินวัตรของอดีตนายกฯทักษิณชินวัตร แล้วปรับผังรายการเพิ่มพื้นที่รายการที่ไม่ก่อให้เกิดปัญญาแก่สังคมและลดค่าสัมปทานเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจโทรทัศน์ แนวทางการสร้าง"ทีวีสาธารณะ" ครั้งนี้ จึงควรกำจัด "ตุ้มถ่วง" ทางการเงินในทุกวิถีทางให้ "ตัวเบา" ที่สุดและหลุดพ้นจากอำนาจรัฐที่มาจากนักการเมืองในรัฐบาล จึงควรจะมองกว้างกว่า "ทีวีเสรี" ที่มีโครงสร้างแบบเดิมหรือโอนอ่อนตามกระแสข้อเรียกร้องให้ทีไอทีวีเป็น "ทีวีสาธารณะ" ช่องเดียวโดดๆ หัวใจสำคัญที่เป็นรูปธรรมที่สุดน่าจะเริ่มต้นจากการจัดตั้ง "องค์กรสื่อสาธารณะ"ที่เป็นอิสระปลอดจากอำนาจรัฐ โดยมีกฎหมายรองรับเพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้"อำนาจรัฐ" เข้ามาแทรกแซงกำหนดเนื้อหาให้เป็นประโยชน์กับนักการเมืองที่มาเป็นรัฐบาล เพราะครั้งที่แล้วอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีงานอีกร้อยแปดจึงทำให้ "ไอทีวี" กลายพันธุ์เป็นทีวีเชิงธุรกิจ "องค์กรสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ" ควรจะกำหนดภารกิจในการบริหารจัดการ "สื่อเพื่อสาธารณะและทีวีเสรี" อย่างน้อย 3 คลื่นความถี่เพื่อทำให้เกิดพลังในการแข่งขันกับทีวีภาคธุรกิจอย่างทัดเทียมมากขึ้น ภารกิจที่หนึ่ง การบริหารจัดการคลื่นความถี่ยูเอชเอฟที่ใช้กับทีไอทีวี ควรจะปรับรูปแบบจากเปิดให้สัมปทาน"ผู้ประกอบการรายเดียว"เป็น "ผู้ผลิตรายการหลายราย" เพราะเอกชนรายใหม่ไม่จำเป็นต้องลงทุนอุปกรณ์ระบบออกอากาศที่มีมูลค่าลงทุนสูงมากกว่าจะได้เครือข่าย 99%ของพื้นที่ประเทศไทย หลังจากสำนักนายกฯ ยึดอุปกรณ์ทั้งหมดมาจากไอทีวีแล้ว สามารถนำมาใช้เป็น "ทุนและทรัพย์สิน"ในการดำเนินการให้ทีไอทีวีรูปแบบใหม่เป็น"ทีวีเสรี" ที่ "องค์กรสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ" เป็นองค์กรบริหารการออกอากาศและควบคุมผังรายการเพื่อให้ตรงกับเจตนารมณ์ "ทีวีเสรี" เช่นเดิม แต่เปิดโอกาสแข่งขันเสรีเพื่อคัดเลือก "ผู้ผลิตรายการคุณภาพ" อย่างน้อย 5-8 รายเข้ามาผลิตรายการป้อนตามข้อกำหนดผังรายการ - จัดแบ่งผังรายการ 24 ชั่วโมงใหม่ให้มีสัดส่วนของรายการข่าวและสาระ 70% กับบันเทิงที่มีสาระ 30% - เปิดโอกาสให้ "ผู้ผลิตรายการ" เข้ามาเสนอแข่งขันนำเสนอ "รูปแบบ" ในส่วนของผัง 70% โดยกำหนดผลตอบแทนคงที่ - เปิดโอกาสให้ "ผู้ผลิตรายการ" เข้ามาเสนอแข่งขันในส่วนของผังบันเทิงที่มีสาระ 30% แต่กำหนดผลตอบแทนขั้นต่ำ-ระยะเวลาสัญญาผลิตรายการไม่น้อยกว่า 3-5 ปี เพื่อสร้างแรงจูงใจและผู้ผลิตรายการมีเวลาในการพัฒนารูปแบบรายการ - ควรให้มีการโฆษณาทางธุรกิจเช่นเดียวกับฟรีทีวีเชิงธุรกิจ แต่กำหนดเงื่อนไขการจัดสรรเวลาให้ "โฆษณา" ภาพลักษณ์เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือสารคดีสั้นในท้ายชั่วโมงละ 1-2 นาที ภารกิจที่สอง การโอนการบริหารช่อง 11 ให้มาอยู่ภายใต้องค์กรพิเศษที่เป็นอิสระ เพื่อทำให้ช่อง11 กลับไปสู่เจตนารมณ์เดิมคือโทรทัศน์เพื่อการศึกษาและสาธารณะห้ามมีโฆษณาเชิงธุรกิจและห้ามเอกชนร่วมดำเนินการ ช่อง11 ควรจะทำหน้าที่เป็น "ทีวีสาธารณะ" ที่ไม่มีโฆษณา เพื่อสร้างมาตรฐานและคุณภาพรายการโทรทัศน์ให้เป็นทางเลือกของประชาชน โดยกำหนดให้มีแหล่งเงินอุดหนุนจากหลายๆแหล่ง เพื่อให้เกิดเสถียรภาพในการบริหารงานเพื่อสาธารณะ เช่น ค่าตอบแทนบางส่วนจากผู้ผลิตรายการใน "ทีวีเสรี" รายได้การผลิตรายการให้ผู้ผลิตรายการอิสระที่ได้รับเงินจากกองทุนพัฒนาสื่อสาธารณะ รายได้จากภาษีในรูปแบบต่างๆ งบประมาณของรัฐในระดับที่เหมาะสม ฯลฯ นอกจากนี้เครือข่ายช่อง11 ยังมีสถานีโทรทัศน์ในส่วนภูมิภาคที่สามารถออกอากาศเฉพาะพื้นที่ได้อีก 8 พื้นที่ ยังจะช่วยทำให้เกิด "ทีวีสาธารณะในระดับภาคและท้องถิ่น"อีก 8 ช่องที่จะมีผังรายการจากผู้ผลิตรายการท้องถิ่น เช่น รายการข่าวท้องถิ่น รายการบันเทิงพื้นบ้าน รายการข่าวธุรกิจเอสเอ็มอี ฯลฯ ภารกิจที่สามควรพิจารณานำคลื่นความถี่ระบบยูเอชเอฟอีกหนึ่งคลื่นความถี่ที่อยู่ในการครอบครองของสำนักนายกรัฐมนตรีมาพัฒนาในระบบดิจิทัล ซึ่งจะทำให้การใช้คลื่นความถี่เกิดประโยชน์สูงสุดจาก 1 ช่องโทรทัศน์กลายเป็น 5-10 ช่องรายการโทรทัศน์ที่จะสอดคล้องกับสภาพสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต ภารกิจที่สี่ ควรจะทำหน้าที่บริหาร "กองทุนเพื่อพัฒนาสื่อสาธารณะ" ที่มีแหล่งเงินจากหลายๆ ช่องทาง เช่นภาษีเหล้าและบุหรี่ การถ่ายโอนเงินจากกองทุนส่งเสริมสุขภาพ(สสส.) ส่วนแบ่งรายได้จากช่องโทรทัศน์ธุรกิจที่รัฐไม่ได้ไปกำหนดผังรายการเชิงสาระ การบริจาคขององค์กรธุรกิจที่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีนิติบุคคล ฯลฯ การบริหาร"องค์กรสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระ" ควรจะมาจากการสรรหาคณะกรรมการจากบุคคลสาธารณะที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เช่น ตัวแทนนักวิชาการภาคนิเทศศาสตร์ นักวิชาการด้านเทคโนโลยีและไอที องค์กรผู้บริโภคภาคประชาชน องค์กรสื่อ ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชน ฯลฯ คณะกรรมการองค์กรสื่อสาธารณะจะกำกับและดูแลการพัฒนา"ทีวีสาธารณะช่องทีวีเสรี-ทีไอทีวี และทีวีดิจิทัลเฉพาะกลุ่ม" ให้มีพลังขับเคลื่อนทางสังคม สามารถถ่วงดุล "ทีวีภาคบันเทิงและธุรกิจ"คือช่อง 3 กับช่อง 7 ที่มีส่วนแบ่งคนดูไม่น้อยกว่า75-80% ได้และยังควรมีบทบาทกำหนดภารกิจของบริษัท อสมท จำกัด และสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ให้มีสัดส่วนผังรายการโทรทัศน์ที่มีสาระมากกว่ารายการไร้สาระ ช่วงจังหวะกระแสความต้องการ"ทีวีสาธารณะ"และ "ทีวีเสรี" เพื่อเป็น "สองช่องคู่ขนาน" ในการต่อกร "ทีวีภาคธุรกิจ" กำลังเกิดขึ้นแล้วแต่สำคัญที่สุดจะต้องทำให้นายกรัฐมนตรีพล.อ.สุรยุทธ์จุลานนท์ เชื่อมั่นในการ"ปฏิรูปสื่อครั้งใหม่"ว่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการ "ปฏิรูปสังคมและการเมือง" ที่จะมีความยั่งยืนมากกว่าการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่มีหลักประกันใดๆว่าจะไม่ถูกฉีกจากการรัฐประหารอีก ด้วยการประกาศจัดตั้ง"คณะกรรมการปฏิรูปสื่อแห่งชาติ"ที่มีพล.อ.สุรยุทธ์เป็นประธานเพื่อกำหนดกรอบและแผนงานที่เป็น"วาระแห่งชาติ" ที่จะต้องใช้ความมุ่งมั่นทางการเมืองสูงมาก หากพล.อ.สุรยุทธ์กล้าตัดสินใจให้มีจุดเริ่มต้นได้จะเป็นคุณูปการกับสังคมไทยในระยะยาว |
| << | มีนาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |