พิมพ์หน้านี้
|
ผมขอย่อยข้อมูลโทรทัศน์สาธารณะในประเทศอังกฤษจากในหนังสือ"โลกของการกระจายเสียง"ของอาจารย์วิภา อุตมฉันท์"เพื่อให้สมาชิก OKNATION มีความรู้พื้นฐานมากขึ้นสำหรับการวิวาทะ"ทีวีสาธารณะ"ในประเทศไทย ระบบกระจายเสียงเพื่อสาธารณะของ BBC ในประเทศอังกฤษเป็นต้นแบบของยุคแรกของกระจายเสียง(ครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 )ที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกประมาณ 3 ใน 4 มีระบบกระจายเสียงที่ทำตามอุดมการณ์เพื่อสาธารณะ แนวคิดนี้อยู่บนพื้นฐานปรัชญาของรัฐที่ให้ความสำคัญกบสื่อกระจายเสียงให้ทำหน้าที่ยกระดับความคิด ทัศนคติ วัฒนธรรมของประชาชนเพื่อเป็นรากฐานให้กับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ปรัชญานี้เชื่อว่าสื่อกระจายเสียงจะปฏิบัติพันธกิจทางสังคม ( social commitment)ได้ ต้องเป็นอิสระทางความคิดไม่ตกอยู่ใต้อำนาจการเมือง รัฐจึงออกกฏหมายให้ตั้งองค์กรกระจายเสียงที่มีรายได้จากเงินที่เก็บจากประชาชนด้วยช่องทางใดช่องทางหนึ่ง แล้วมอบหมายภาระหน้าที่อันสูงส่งให้กับองค์กรสาธารณะ พร้อมกับให้เอกสิทธิผูกขาดการกระจายเสียงทั่วประเทศโดยไม่มีคู่แข่ง แต่ในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ระบบกระจายเสียงเพื่อสาธารณะทั้งในอังกฤษและยุโรป ต่างประสบชะตากรรมเพราะต้องต่อสู้กับนายทุนสื่อภาคเอกชน ทำให้ปัจจุบันระบบกระจายเสียงเพื่อสาธารณะในความหมายดั้งเดิมและรูปแบบเดิมแทบจะไม่เหลือเค้าให้เห็นแล้ว ยกเว้นกรณี BBC ของอังกฤษกับ NHK ของญี่ปุ่นที่ยืนหยัดรักษาสถานะขององค์กรกระจายเสียงที่มีรายได้จากประชาชนเช่นเดิม แต่ก็ต้องยอมประนีประนอม ปรับเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติบางอย่างเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ BBC เกิดขึ้นภายใต้พระราชกฤษฎีกา Royal Charter ในสมัยพระเจ้ายอร์ชที่ 5 เพื่อจัดตั้งองค์กระกระจายเสียงเพื่อสาธารณะที่มีชื่อเต็มๆว่า British Broadcasting Corporation หลังจากรัฐสภาอังกฤษได้มีมติเลิกล้มระบบกระจายเสียงที่ดำเนินงานโดยบริษัทเอกชน 5 บริษัท BBC มีสถานะพิเศษอยู่ภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์ จึงมีความเป็นอิสระปลอดจากอำนาจทางการเมือง มีอธิปไตยสูงสุดทั้งในฐานะองค์กรกระจายเสียง(Broadcaster) และเป็นองค์กรกำกับดูแลตนเองด้วย( Regulator) BBC ยังขึ้นต่อกฏหมายอีก 2 ฉบับคือ Wireless Telegraphy ACT 1949 เกี่ยวกับการให้สัมปทานคลื่นวิทยุแก่ผู้ประกอบการทุกรายรวมทั้ง BBC สาระสำคัฐคือการควบคุมทางเทคนิค เช่น กำลังส่ง ที่ตั้ง คุณภาพสัญญาณ ฯลฯ และอีกฉบับหนึ่งคือ License and Agreement ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์และการปฏิบัติระหว่าง BBC กับรัฐสภา โดยส่วนใหญ่เกี่ยวกับการเงิน การบริหารและการควบคุมเนื้อหารายการ โดย BBC มีรายได้จากค่าธรรมเนียมการรับชมเก็บจากครัวเรือนของประชาชนเพียงทางเดียว แต่ค่าธรรมเนียมเหล่านี้ไม่ได้ตกแก่ BBC โดยอัตโนมัติ จะต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาก่อนเป็นรายปี การต่อสู้เพื่อคงความเป็นอิสระทางด้านรายการของ BBC น่าสนใจมาก เพราะกฏหมาย License and Agreement ได้ให้อำนาจรัฐบาลอย่างกว้างขวางผ่านกระทรวงความมั่นคงภายในมีสิทธิ์ออกดความเห็นต่อเนื้อหารายการของ BBC ได้ตลอดเวลา อำนาจนี้เรียกว่า Reserve Power ที่รัฐสภาสำรองไว้กับรัฐบาล แต่อำนาจนี้ขัดแย้งโดยตรงกับเจตนารมณ์ของ Royal Charter ที่ต้องการให้ BBC มีอิสระภาพในการทำงานปลอดจากอำนาจการเมือง ประเด็นนี้มีการต่อสู้กันในรัฐสภาอังกฤษหลายครั้ง ฝ่ายการเมืองพยายามเข้าไปแทรกแซงเช่นกัน แต่ในที่สุดมีการตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาศึกษา ปรากฏว่าคณะกรรมการชุดนี้กลับเสนอให้คงอำนาจนี้ไว้กับรัฐบาลอีกเพราะเห็นว่ากระรณีเกิดปัญหาความขัดแย้งกันในด้านเนื้อหาเหมาะสมหรือไม่ จนไม่อาจหาข้อยุติได้ ในขั้นสุดท้ายควรจะให้รัฐบาลมีอำนาจตัดสินว่ารายการนั้นเป็นภัยต่อประเทศชาติหรือไม่ แต่คณะกรรมการชุดนี้ได้เสนอรายงานกับรัฐสภาไว้อย่างน่าสนใจ "(ด้วยอำนาจที่รัฐบาลมีอยู่ในปัจจุบัน) รัฐมนตรี(ความมั่นคงภายใน)มีความเห็นคัดค้าน(รายการของ BBC ได้) แต่ BBC สามารถปฏิเสธไม่ยอมรับการคัดค้านได้และ BBC ยังสามารถพูดกับรัฐมนตรีได้ว่า รัฐมนตรีมีสิทธิสั่งแบนรายการของพวกเขาได้ตามอำเภอใจ แต่ถ้า(รัฐมนตรี)ทำ พวกเขา (BBC)ก็จะแจ้งให้สาธารณชนรับรู้ว่ารัฐมนตรีได้กระทำการดังกล่าวกับพวกเขา เราจึงเชื่อว่านี่เป็นวิธีการดีที่สุดในการประสานเสรีภาพของผู้ประกอบการกระจายเสียงกับความห่วงใยของรัฐบาลเข้าด้วยกัน และเชื่อว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะเอาเรื่องความรับผิดชอบต่อเนื้อหารายการกระจายเสียงไปวางไว้ ณ จุดที่มันสมควรจะอยู่(คืออยู่กับรัฐบาลเพราะBBC มีช่องทางที่จะต่อสู้กับรัฐบาลได้)" ผลเป็นอย่างไร รัฐบาลมีคำสั่งลงมาถึง BBC ไม่ถึง 10 ครั้ง และมีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นที่คำสั่งยังมีผลบังคับใช้ คำสั่งแรกเมื่อปีค.ศ. 1927 ห้าม BBC ออกบทบรรณาธิการและคำสั่งที่สองห้าม BBC ใช้คำพูดที่มีนัยแอบแฝง ( subliminal message) จะเห็นได้ว่การต่อสู้ของ BBC ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่แอบอิงกับสาธารณชนตลอดเวลา จึงรักษาสถานะความเป็นอิสระได้มากพอสมควร และยังต้องได้คนดีมาอยู่ใน คณะกรรมการบริหาร BBC หรือ Board of Governors ที่รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกและปลดได้ คณะกรรมการชุดนี้มาจากบุคคลที่ทำงานสาธารณะมายาวนาน เช่น วงการการศึกษา นักการฑูต การคลัง สหภาพแรงงาน ฯลฯ โดยไม่จำเป็นต้องมีสื่อมวลชน คนสำคัญที่สุดคือผู้อำนวยการใหญ่คือ DG director gerneral DG คนสำคัญของ BBC คือนายจอห์น ไรธ์ ที่มีพื้นฐานมาจากวิศวกรที่สามารถปรับตัวเองเป็นวิศวกรสังคมได้ ด้วยการวางรากฐานสำคัญให้ BBC แน่นหนาให้เป็น"ผู้นำทางให้รสนิยมมวลชน"ไม่ใช่คล้อยตามรสนิยมที่มักมีความโน้มเอียงไปทางที่ไหลต่ำของสังคม "นำสิ่งที่ดีที่สุดไปให้ถึงผู้ชมจำนวนมากที่สุด.....และหลีกเลี่ยงสิ่งใดก็ตามที่อาจนำมาซึ่งอันตรายสู่ผู้ชม" ยังไม่จบครับ โปรดติดตามตอนต่อไป ITV เกิดขึ้นมาคู่กันได้อย่างไร |
| << | มีนาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |