พิมพ์หน้านี้
|
ผมขอย่อยหนังสือ"โลกของการกระจายเสียง"ของอาจารย์วิภา อุตมฉันท์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯที่ว่าด้วย"สื่อสาธารณะ"BBC กับสื่อทีวีเสรีเอกชน ITV ในอังกฤษให้อ่านกันประดับความรู้เพื่อใช้เป็นฐานคิดหาหนทางสร้าง"ทีวีสาธารณะ"ในประเทศไทยที่กำลังเป็นหัวข้อถกเถียงกันหลายเวทีเกี่ยวกับอนาคต TITV ที่น่าจะเป็นประโยชน์เทียบเคียงกันได้ ปรัชญาเพื่อสาธารณะอันสูงส่งของ BBC เมื่อนำมาปฏิบัติแล้ว กลับถูกโจมตีจากหลายฝ่ายว่าผลิตแต่รายการของชนชั้นสูงในสังคมอังกฤษ( Highbrow Culture) ทอดทิ้งวัฒน์ของคนชั้นล่าง จน BBC ถูกตั้งฉายาในสมัยแรกๆว่าเป็น"คุณป้า"(Auntie) เพราะทัศนคติที่คร่ำครึ ๆไม่ยอมตอบสนองความต้องการของผู้ชมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ต้องการความบันเทิงจากสื่อกระจายเสียง ข้อคิดประเทศไทย การเรียกร้องให้ TITV เป็นทีวีสาธารณะแล้วปล่อยให้ช่อง 11 อยู่ภายใต้กรมประชาสัมพันธ์เช่นเดิม ในที่สุดจะเกิดสภาพ"ทีวีคุณป้า"กับ TITV แล้ว ช่อง 11 กลายเป็นทีวีสาธารณะที่มีโฆษณาเชิงธุรกิจในระบบ SDU จนกู่ไม่กลับค่อนข้างแน่นอน ในช่วงทศวรรษที่ 1950-1970 ประเทศต่างๆในยุโรปมีระบบกระจานเสียงคล้ายกับของอังกฤษ ต่างประสบปัญหาแบบเดียวกันคือไม่เพียงแต่ไม่ถูกใจประชาชนบางกลุ่มที่ต้องการเสพความบันเทิงจากสื่อมากขึ้นเท่านั้น แต่กลับเกิดสถานีวิทยุเถื่อนและสถานีโทรทัศน์เถื่อนจำนวนมากในยุโรป ผู้นำประเทศในยุโรป ต่างรู้สึกว่าไม่ควรเพิกเฉยต่อกระแสสังคมที่มีความต้องการเช่นนี้ จึงได้พากันปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบกระจายเสียงใหม่ ด้วยการเปิดโอกาสให้เอกชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจการกระจายเสียงร่วมกับภาคสาธารณะมากขึ้น ในช่วงแรกของการผูกขาดของ BBC ยังไม่เกิดเป็นประเด็นทางการเมือง แม้ว่าจะมีบางคนเห็นว่าไม่เป็นประชาธิปไตยก็ตาม แต่ DG ของ BBC นาย Jonh Reith มักพูดเสมอว่า BBC จะเป็นแบบอย่างที่ดีได้จะต้องใช้วิธีที่เด็ดขาดรุนแรงและยืนยันว่าการปล่อยให้มีการแข่งขัน จะทำให้รสนิยมของสังคม รวมทั้งคุณภาพของรายการจะตกต่ำ ข้อคิดประเทศไทย คมช.และรัฐบาลเฉพาะกาลจะกล้าใช้อำนาจจัดระบบปฏิรุปสื่อทั้งระบบเพื่อเป็นผู้นำรสนิยมรายการคุณภาพหรือไม่ แต่น่าจะถึงเวลาแล้วเพราะทีวีเอกชน 2 ช่องคือช่อง 3 กับช่อง 7 เต็มไปด้วยรายการบันเทิงที่ไม่สร้างปัญญา ระบบกระจายเสียงในอังกฤษจึงไม่อนุญาติให้แสวงหากำไรอย่างเสรีเหมือนอย่างในอเมริกา จะต้องขึ้นกับกฏหมายและข้อบังคับมากมายที่คอยควบคุมให้ภาคเอกชนต้องมีสำนึกที่จะทำประโยชน์ให้สังคม ภาระหน้าที่ความรับชอบแทบไม่ต่างจาก BBC จนถือเป้นส่วนหนึ่งของโครงสร้างกระจายเสียงสาธารณะคู่กับ BBC เมื่อพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) ได้รับเลือเสียงข้างมากในปี 1952 การโต้เถียงกันในรัฐสภาอังกฤษระหว่างพรรคอนุรักษ์นิยมกับพรรคแรงงาน (Labor Party)เป็นไปอย่างรุนแรง พรรคอนุรักษ์นิยมสนับสนุนสื่อเอกชนเพื่อการค้า แต่พรรคแรงงานคัดค้านหัวชนฝารูปแบบสื่อเพื่อการค้า ในขณะที่ DG ของ BBC นาย Reith ต่อต้านระบบสื่อเอกชนอย่างรุนแรง แต่ต่อมาอีก 2 ปี กฏหมายใหม่ว่าด้วยการกระจายเสียง Broadcast Law 1954 ผ่านสภาด้วยคะแนนหวุดหวิด 296: 269 อนุญาติให้เอกชนประกอบกิจการโทรทัศน์ได้ รัฐบาลอาศัยอำนาจของกฏหมายฉบับนี้ตั้ง Independent Television Authority (ITA) เพื่อเป็นองค์กรกระจายเสียงอีกแห่งหนึ่งมาทำหน้าที่กำกับและดูแลผู้ประกอบการโทรทัศน์เอกชนทั้งหมด สถานะทางกฏหมายของ ITA ถูกกำหนดให้เป็นองค์กรสาธารณะไม่แสวงหากำไรเช่นเดียวกับ BBC ข้อคิดประเทศไทย สนช.เสนอร่างพรบ.กระจายเสียงสาธารณะน่าจะมุ่งไปในแนวทางกว้างกว่าการมองเฉพาะการจัดตั้งทีวีสาธารณะเท่านั้น ซึ่งในที่สุดไม่รอด แต่มองให้กว้างขึ้นจะช่วยทำให้ได้ทั้ง"กล่อง"และ"เงิน" นักวิชาการไม่ควรรังเกียจการโฆษณาหรือเหมารวมว่านักโฆษณาจ้องจะมอมเมาแทรกแซงเนื้อหารายการเพื่อรับใช้ทุน ต่อมาปี 1972 รัฐบาลอนุญาตให้เอกชนทำธุรกิจวิทยุได้อีก ทำให้ ITA ต้องมากำกับดูแลวิทยุเอกชน แล้วเปลี่ยนชื่อมาอีก 2 ครั้งเมื่อมีงานในกำกับมากขึ้น รวมไปถึงเคเบิลทีวี ITA เปลี่ยนชื่อมาเป็น IBA Independent Broadcasting Authority แล้วต่อมาเปลี่ยนเป็น ITC Independent Television Commission ITA/IBA เป็นองค์กรเพื่อสาธารณะไม่แสวงหากำไรเช่นเดียวกับ BBC จึงใช้นโยบายคล้ายกับ BBC ในการกำกับและดูแลระบบโทรทัศน์และวิทยุเอกชน ซึ่งไม่ได้รับอนุญาติให้ค้ากำไรเกินขอบเขต ไม่ให้แข่งขันกันเองและแข่งขันกับ BBC อย่างไร้ระเบียบ จนสร้างความเสียหายให้กับปรัชญาการกระจายเสียงภาคสาธารณะและภาคเอกชนในอังกฤษ ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนภายใต้หลักการเดียวกันคือความรับผิดชอบต่อสังคม จนมีผู้กล่าวว่าระบบกระจายเสียงในอังกฤษคือระบบกระจายเสียงเพื่อสาธารณะแต่มีโฆษณา โดยมีการแข่งขันกันเองทั้ง BBC กับ ITV (โทรทัศน์เอกชนทุกบริษัท รวมเรียกว่า ITV Independent Television)ในระดับหนึ่งที่ไม่ได้รุนแรงเหมือนกับระบบในอเมริกา อาจกล่าวได้ว่าภาคเอกชนกับภาคสาธารณะของอังกฤษร่วมกันผูกขาดการกระจายเสียงของประเทศ ( Duopoly) แทนที่จะแข่งขันกัน กลับอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก( comfortable duopoly) ITA/IBA เป็นเจ้าของเครื่องส่งและบริหารอุปกรณ์เครื่องส่งที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศ ส่วนการผลิตรายการเพื่อออกอากาศและขายโฆษณาเป็นหน้าที่ของบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทาน ครั้งหลังสุด ITA/IBA ทำสัญญากับกลุ่มผู้ผลิตรายการที่มีชื่อรวมกันว่า Independent Television หรือ ITV ที่เป็นผู้เช่าอุปกรณ์ของ ITA/IBA เป็นระยะเวลา 8-10 ปี ดดยแบ่งโซนการออกอากาศเป็น 14 โซนเพื่อป้องกันเอกชนรายหนึ่งรายใดครองพื้นที่ออกอากาศมากเกินไปที่หมายถึงอำนาจการครอบงำทางความคิดของคนอังกฤษ ข้อคิดประเทศไทย ปัจจุบันสำนักปลัดนายกรัฐมนตรียึดอุปกรณ์เครื่องส่งของไอทีวีทั้งหมด น่าจะถ่ายโอนเข้ามาอยู่ในองค์กรแพร่ภาพสาธารณะที่สนช.กำลังเสนอสภานิติบัญญัติ แล้วองค์กรนี้ทำหน้าที่แบบเดียวกับ ITA/IBA โดยไม่ใช่การประมูลคลื่นยูเอชเอฟให้เอกชนไปผูกขาดอีก 30 ปี แต่ควรจะใช้หลักคิดเดียวกับ ITA/IBA หรือระบบสัมปทานรถไฟฟ้าใต้ดินที่รัฐลงทุนระบบราง แต่ระบบการเดินรถไฟฟ้าเปิดให้เอกชนเข้ามารับสัมปทาน กรณีTITV เช่นเดียวกัน อุปกรณ์ระบบออกอากาศและสตูดิโอทั้งหมดเป็นของสปน.แล้ว จึงน่าจะจัดตั้งองค์กรเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินให้มีผลตอบแทนคุ้มและยังบริการสาธารณะที่ไม่ได้แสวงหากำไรสูงสุด แต่จะต้องแสวงหารายได้เพื่อเลี้ยงตัวเอง ไม่เป็นภาระงบประมาณจากรัฐที่จะเป็นช่องทางให้อำนาจการเมืองเข้ามาแทรกแซงได้อีก พนักงานไอทีวีชุดเดิมก็ยังสามารถรวมตัวกันจัดตั้งบริษัท์แบบ SME เพื่อยื่นข้อเสนอผลิตรายการต่างๆแข่งขันกับผู้ผลิตรายการอื่นๆอย่างเป็นธรรมตามเงื่อนไขใหม่ที่ไม่ให้เกิดการผูกขาดคลื่นความถี่ |
| << | มีนาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |