พิมพ์หน้านี้
|
ขอแสดงความเสียใจกับบรรดาโหราจารย์ที่ประเทศไทยไม่มีเหตุการณ์ถึงขั้น"เลือดนองแผ่นดิน" ในเดือนมีนาคม (นี่ไม่ใช่นิทานโกหกวันเมษาหน้าโง่ 1 เม.ย. April Fools'Day) ตามคำพยากรณ์ของหมอดู "ขาใหญ่" หลายคนที่ในช่วงปลายปี 2549 ค่อนข้างประสานเสียงว่า จะเกิด "ข่าวร้าย" ในช่วงกลางเดือนมีนาคม2550 หลังจากการตัดสินใจของพล.อ.สุรยุทธ์จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มีนาคม "ไม่ยินยอม" ประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินตามคำร้องขอของพล.อ.สนธิบุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกและประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ที่นำมติคมช.ไปเสนอนายกรัฐมนตรีอนุมัติ บรรยากาศความเครียดความอึดอัดในสังคมคลายตัวลงไปค่อนข้างมากโดยทันที ความสมานฉันท์ "ชั่วคราว" เริ่มมองเห็นแสงรางๆ ที่ปลายอุโมงค์ไกลลิบๆ นักธุรกิจนักเล่นหุ้นถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเมืองหลวงกรุงเทพมหานครไม่กลายเป็นพื้นที่สีแดงภายใต้พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินที่ให้อำนาจทหารขั้นสูงสุดในการรักษาความสงบเรียบร้อย แม้ว่านักธุรกิจจำนวนมากเป็น"พวกขวัญอ่อน" ตีความการเสนอออกพ.ร.ก.ฉบับนี้ของคมช.เสมือนการขออนุญาตจากรัฐบาลสุรยุทธ์ "ปฏิวัติซ้ำ" เพื่อให้กองทัพมีอำนาจเต็มในการกำจัดระบอบทักษิณขั้นเด็ดขาดที่ยังต่อท่อน้ำเลี้ยง ทำให้ "เงินทำงาน" ผ่านกลุ่มต่อต้านคมช.อย่างแข็งขันมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนนักการเมืองส่วนใหญ่ทั้งในซีกอำนาจเก่ากับพรรคฝ่ายค้านเก่าออกมาสรรเสริญการตัดสินใจของพล.อ.สุรยุทธ์ว่า ทำให้การเมืองผ่อนคลายลงไประดับหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการลงประชามติแล้วนำไปสู่การกำหนดวันเลือกตั้งคร่าวๆ ในวันที่ 16 หรือ 23 ธันวาคม 2550 แต่อย่างน้อยก็จะมีการเลือกตั้งภายในปีนี้ นักเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งฝั่งพันธมิตรต่อต้านระบอบทักษิณกับพันธมิตรต่อต้านคมช.มีความเห็นสอดคล้องกันเป็น"ครั้งแรก" ว่าเห็นด้วยกับการกำหนดวันเลือกตั้งไว้ล่วงหน้า แม้ว่านักการเมืองตกงาน"รับจ้าง" เคลื่อนไหว ยังไม่ลดละความพยายามชุมนุมเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมาหน้าศาลากรุงเทพมหานคร"ลานคนเมือง" แต่คงพอจะกล้อมแกล้มทำใจว่านักการเมืองตกงานเหล่านี้ ขอเพียงแค่ "ทำงาน" ให้เสร็จตามสัญญาจ้างจากนายใหญ่-นายหญิงเท่านั้นเอง พล.อ.สนธิกับเพื่อนพ้องคมช.อย่าหงุดหงิดไปเลยนั่งสมาธิข่มใจให้เย็นลงสักนิด คิดเสียว่าทำบุญทำทานปล่อยให้นักการเมือง "ตกงาน" แก๊งออฟโฟร์นำโดย "วีระ มุสิกพงศ์" เจ้าของฉายาใหม่ "ไข่แม้วดำ" ทำงานเลี้ยงชีพ พิสูจน์ตัวเองในยาม "นายใหญ่" ตกยาก เพราะในยาม"นายใหญ่" รุ่งโรจน์ นายใหญ่-นายหญิงแทบมองไม่เห็นหัวของ "ไข่มุกดำ" อดีตลูกป๋าเปรมคนสำคัญคนหนึ่งในอดีตเลย (เพิ่มรสชาติการอ่าน เพื่อความเข้าใจปูมหลังกำพืดของ "แก๊งออฟโฟร์" แนะนำให้แวะเข้าไปอ่านwww.oknation.net/blog/nity และwww.oknation.net/blog/kittinunn) ผมจึงมองว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของพล.อ.สุรยุทธ์อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆของ "ความสมานฉันท์" ในสังคมไทยที่เหือดหายไปนานหลายปี แม้ว่าจะเป็นเพียงปรากฏการณ์"ความสมานฉันท์ชั่วคราว" ของหลายๆกลุ่ม เพื่อซื้อเวลาให้ผ่านพ้นการเลือกตั้งครั้งใหม่ไปก่อน พล.อ.สุรยุทธ์ต้องยอมเล่นบท"หักดิบ" พล.อ.สนธิประธานคมช. "ไม่ตามใจ" ให้ประกาศพ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน แม้ว่าพล.อ.สนธิได้แถลงผลประชุมเป็นมติของคมช.เสนอให้รัฐบาลออกพ.ร.ก.เพื่อกำราบกลุ่มต่อต้านคมช.ไม่ให้สร้างความวุ่นวายบานปลาย ครั้งนี้อาจจะเป็น"ครั้งแรก" ที่พล.อ.สุรยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่ยอมทำตาม "คำขอ" ของพล.อ.สนธิที่เพิ่งให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้กับหนังสือพิมพ์มติชนในทำนองว่าไม่เคยไม่ได้ตามคำขอ แม้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของพล.อ.สุรยุทธ์อาจจะนำไปสู่ "ความร้าวฉาน" ระหว่างพล.อ.สุรยุทธ์กับพล.อ.สนธิจริงหลังจากพยายาม "กลบข่าว" ความร้าวฉานด้วยอาหารกลางวันมื้อใหญ่ระหว่างคมช.กับคณะรัฐมนตรีที่บ้านพิษณุโลกไปเมื่อกลางเดือนที่แล้ว แต่ดูเหมือนว่า"ขิงแก่" หรือ "ฤๅษี" อย่างพล.อ.สุรยุทธ์ กำลังเริ่มพิสูจน์ให้เห็นถึง "ความเก๋า" ในการประเมินสถานการณ์การเมืองที่ไม่ได้อยู่บนความกลัว "เงาทักษิณ" ที่กำลังหลอกหลอนเหล่าสมาชิกคมช.จนนอนหลับไม่สนิทสักคืน แม้ว่าการตัดสินใจของนายกฯสุรยุทธ์ ทำให้พล.อ.สนธิในฐานะประธานคมช. "เสียหน้าครั้งใหญ่" ที่ไม่สามารถทำตามใจน้องๆขาบู๊ในคมช.ได้ ซึ่งออกอาการกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะออกกำลังลุยม็อบ "รับจ้าง" อำนาจเก่าที่บังอาจจาบจ้วงพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และยังขู่จะแฉเรื่องจดทะเบียนสมรสซ้อนของ "บิ๊กบัง" แต่หากพล.อ.สนธิทำใจเย็นๆมองยาวๆ แล้วน่าจะขอบคุณมากกว่าโกรธขึ้งหรือน้อยใจ เพราะเป็นการช่วยแก้เกมทางการเมืองของพล.อ.สุรยุทธ์ ที่มองว่าเมื่อเป็นปัญหาการเมืองควรแก้ด้วยการเมืองไม่ควรใช้ "อำนาจ" เข้าไปแก้เกมการเมือง วิธีการนี้น่าจะเป็นการป้องกันไม่ให้คมช."ติดหล่ม" ซ้ำจากการใช้อำนาจปากกระบอกปืนเกินกว่าระดับสถานการณ์ความรุนแรงขั้นนองเลือดที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น ตามที่พล.อ.สุรยุทธ์ได้แถลงสั้นกระชับตรงประเด็นที่สุด จนยากจะโต้แย้งเหตุผลการไม่ตัดสินใจออกพ.ร.ก.ตามคำขอ เปรียบไปก็เหมือนกับกรณีการตัดสินใจรัฐประหารในวันที่19 กันยายน 2549 เหตุผลหนึ่งที่ทำให้พล.อ.สนธิตัดสินใจเด็ดขาดว่าตายเป็นตาย เกิดขึ้นจากความรับผิดชอบต่อประเทศบน "ความกลัว" ว่าจะเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มพันธมิตรต่อต้านทักษิณกับกลุ่มสนับสนุนทักษิณในวันรุ่งขึ้นซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้ แต่เมื่อพล.อ.สนธิตัดสินใจรัฐประหารไปแล้วทำให้ "ติดหล่ม" ในอำนาจพร้อมกับน้องๆ ในคมช.และกองทัพ จนยากจะถอนทัพออกไปโดยปราศจากความกลัวการเช็คบิลย้อนหลังจากอำนาจเก่าได้ ครั้งนี้จึงจับสัญญาณตีความได้ว่าพล.อ.สุรยุทธ์กำลังเริ่มเล่นบท "สู้ๆ" หลังจาก "หงอๆ" ในหลายครั้งให้กับคมช.มานานร่วม 4-5 เดือน แม้ว่าในบางครั้งจะเล่นบท "ดื้อเงียบ" ที่มีนัยเดียวกับ "เกียร์ว่าง" ในฐานะ "นายเก่า" ที่พล.อ.สนธิยัง "เกรงใจ" ซึ่งแตกต่างจาก"นักทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด" ที่กำลังป่าวร้องเล่านิยาย"ชวนให้เชื่อ" ทฤษฎีการสมรู้ร่วมคิดระหว่างพล.อ.สุรยุทธ์กับพล.อ.เปรมติณสูลานนท์ ที่น่าจะ "รู้กัน" กับอดีตนายกฯทักษิณชินวัตร เพื่อปูทางกลับมาสู่อำนาจอีกครั้งในรูปแบบรัฐบาล "นอมินี" หลังเลือกตั้งปลายปีนี้ นักทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด"กระบี่มือรอง" จินตนาการไปไกลมากๆ เมื่อใช้วิธีการตีความจาก "คำพูด" ของพล.อ.สุรยุทธ์ที่บอกเล่าเกี่ยวกับสนทนาทางโทรศัพท์กับอดีตนายกฯ ทักษิณ อย่างน้อย 2-3 ครั้ง ที่มีการฝากฝังให้ดูแลครอบครัวชินวัตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมระหว่างพล.อ.สุรยุทธ์กับอดีตนายกฯ ทักษิณ แล้วยังต่อ "จิ๊กซอว์" ไปถึงการปรากฏตัวของคุณหญิงอ้อ-พจมาน ชินวัตร ณ บ้านสี่เสาเทเวศร์ หากพล.อ.สุรยุทธ์กับอดีตนายกฯทักษิณ "สมยอม" กันจริง พล.อ.สุรยุทธ์คง "ไม่เสียสติ" ออกมาบอกความลับกับนักข่าวเรื่องโทรศัพท์ข้ามประเทศคุยกับอดีตนายกฯ ทักษิณ กระหนุงกระหนิงถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเรื่องครอบครัว เพื่อทำให้ "คมช." ระแวงเปล่าๆ การวิเคราะห์ด้วยทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดเช่นนี้กลับกลายเป็นการ "ตอกลิ่ม" ความระแวงระหว่างพล.อ.สุรยุทธ์กับพล.อ.สนธิ และคณะคมช.บางคนที่เป็นนายทหารรุ่นน้อง"เลือดร้อน-ขาบู๊" ให้ห่างเหินไม่ไว้วางใจกันหนักขึ้นไปอีก ผมเริ่มกลับมามั่นใจในการทำงานของพล.อ.สุรยุทธ์ว่าหลังจากเริ่มมองเห็นการปรับกระบวนรบ "สู้ๆ" เลิกตั้งรับ น่าจะยังพอประคองตัวแก้ปัญหาภาคใต้ได้ระดับหนึ่ง,อัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดลงไปอีก,แก้เกมการเมืองของอดีตนายกฯ ทักษิณ ด้วยหลักคิดนายทหารประชาธิปไตยตัวจริง รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์น่าจะพอเอาตัวรอดไปได้จนถึงการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม2550 แม้ว่าตลอด 4-5 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ "แม่ยกพ่อยก" แทบถอดใจกับสไตล์การบริหารงานแบบตั้งรับจนได้รับฉายา "ฤๅษีเลี้ยงเต่า" ทำให้รัฐบาลชวนหลีกภัย ฉายา "ชวน เชื่องช้า" ดูดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบแล้วยังเร็วกว่ารัฐบาลสุรยุทธ์ "ฤๅษีเลี้ยงเต่า" ผมยังมองโลกในแง่ดีว่าการที่พล.อ.สนธิออกมาส่งสัญญาณถี่ๆ หลายครั้งในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ในทำนองพร้อมจะช่วยชาติหากถึงคราวจำเป็น เมื่อถูกถามว่าพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ หากนายกฯ สุรยุทธ์ทำงานต่อไม่ไหว แม้ไม่ได้ตอบรับว่าพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรีแทน แต่นัยระหว่างบรรทัดคือความหมายเดียวกัน หากในใจพล.อ.สนธิยังยืนยันว่าไม่อยากเป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆ แต่จำเป็นต้องออกมาส่งสัญญาณพร้อมจะเป็นนายกรัฐมนตรีหากจำเป็นเพราะเริ่มหมดความอดทนต่อเสียงวิจารณ์จากสังคมเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เห็นว่านายกฯ สุรยุทธ์ทำงาน "ต่ำ" กว่าความคาดหวังไปมาก จนอาจจะทำให้อดีตนายกฯ ทักษิณหวนกลับคืนสู่อำนาจได้ เท่ากับว่าการออกมากระตุ้นของพล.อ.สนธิสำเร็จจนทำให้ พล.อ.สุรยุทธ์ต้อง"ทำใจ" ออกมาตะโกน "สู้โว้ย" ในหลายๆกรณีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่น การแสดงจุดยืนชัดเจนนายกรัฐมนตรีจะต้องมาจากเลือกตั้ง , การพร้อมถูกอภิปรายทั่วไปจากสภานิติบัญญัติในช่วงทำงานครบ 6 เดือน , การเชิญ อดีตนายกฯอานันท์ ปันยารชุน มาหารือที่ทำเนียบที่น่าจะชวนมาช่วยงานภาคใต้และแก้ภาพลักษณ์นานาชาติ, การรุกชิงประกาศความพร้อมในการเลือกตั้งช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้และที่สำคัญที่สุดคือ การตัดสินใจ "หัก" กับคมช.ไม่ออกพ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ทางออกของประเทศไม่ได้ยากเย็นแสนเข็ญเลยหาก "สุรยุทธ์" สู้ๆ ทำงานเชิงรุกในช่วง 6-7 เดือนข้างหน้า ,"สนธิ" ใจเย็นๆ อย่ากลัวทักษิณจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่ที่สำคัญที่สุด "ทักษิณ" ควรจะเสียสละ "ลี้ภัย" ไปไกลๆ เลิกต่อท่อน้ำเลี้ยงเสียที ความหวังในการเปลี่ยนถ่ายจากรัฐบาลจากการรัฐประหารไปสู่รัฐบาลเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมจะค่อยๆทอแสงขึ้น สังคมสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้ในไม่ช้า |
| << | เมษายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||