• อดิศักดิ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : adisak@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2006-12-12
  • จำนวนเรื่อง : 107
  • จำนวนผู้ชม : 91017
  • จำนวนผู้โหวต : 203
  • ส่ง msg :
คิดใหม่วันอาทิตย์
วิพากษ์วิจารณ์การเมือง เศรษฐกิจ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/adisak
วันเสาร์ ที่ 7 เมษายน 2550
จดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นฯอนาคต TITV
Posted by อดิศักดิ์ , ผู้อ่าน : 903 , 15:58:39 น.  
พิมพ์หน้านี้


วันเสาร์ที่ 7 เม.ย. 2550
จดหมายเปิดผนึก
ถึงคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดอนาคตของสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ
 
      สืบเนื่องจากการจัดรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดอนาคตของสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ TITV เมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา
      ผมไม่อยากเห็นบรรยากาศที่ประชาชน(ทั้งภาคองค์กรประชาชนกับภาคธุรกิจ)ต้องแตกแยกและถูกบังคับให้เลือกระหว่าง"ทีวีสาธารณะ"กับ"ทีวีอิสระหรือทีวีเสรี"กรณีอนาคต TITV  แต่น่าจะหาทางออกให้มีโอกาสเกิดขึ้นทั้งสองรูปแบบจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทยยามนี้ แม้ว่าอาจารย์สมเกียรติ  ตั้งกิจวานิชย์แห่งทีดีอาร์ไอจะเคยบอกว่าถ้าหากให้เลือกได้จะขอเลือกทำให้ TITV เป็นทีวีสาธารณะก่อนและยังเห็นด้วยว่าจะต้องเกิด"ทีวีอิสระหรือทีวีเสรี"เช่นกัน ซึ่งผมคิดว่าผู้เกี่ยวข้องน่าจะผนึกกำลังเรียกร้องให้เกิดขึ้นทั้งสองรูปแบบไปพร้อมๆกันได้
       ผมมีความเห็นว่า"ทีวีอิสระฉบับคุณเถกิง  สมทรัพย์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย"  แม้จะมีจุดอ่อนมากหลายจุด   แต่ยังน่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นเป็นจริงในสังคมไทยได้เร็วกว่า"ทีวีสาธารณะฉบับอาจารย์สมเกียรติ"  ทั้งๆที่ข้อเสนอของอาจารย์ดูดีมากตามทฤษฎีสื่อสาธารณะที่เป็นความจำเป็นของประเทศไทยแล้ว
     แต่ขั้นตอนการ Implementation ทีวีสาธารณะจะยากกว่ามาก  แม้ว่าอาจารย์สมเกียรติจะคิดว่าใช้อุปกรณ์ของ TITV ได้โดยทันที  เพราะ"ทีวีสาธารณะ"มีพื้นฐานหลักคือจิตสำนึกของผู้ผลิตรายการปัจจุบันใน TITV ที่คิดแบบธุรกิจกำไรสูงสุดจะต้องล้างผังส่วนนี้ออกไปทั้งหมดที่คงมีแรงต่อต้านรุนแรงและบุคลากรของ TITV ยังอยากจะคงสถานะทีวีอิสระเอกชนมากกว่ากลายเป็นทีวีสาธารณะที่ยากต่อการเข้าใจ  ในขณะที่ความพร้อมของภาคประชาชนในการผลิตรายการคุณภาพสูงยังมีน้อยเกินไป
     หาก TITV เลือกเป็นทีวีสาธารณะคงจะเหลือเฉพาะฮาร์ดแวร์คืออุปกรณ์ออกอากาศและคลื่นความถี่ยูเอชเอฟ แต่ซอฟแวร์หรือบุคลากรเพื่อผลิตรายการประเภทนี้ใน TITV จะลาออกไปเกินกว่า 60-70 % แล้วกว่าจะหาบุคลากรทั้งฝ่ายผลิตและฝ่ายกองข่าวมาทำงานได้จะต้อง'ใช้เวลามาก
     ในขณะเดียวกันทีวีสาธารณะจะไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตและอำนาจรัฐด้วยทีมข่าวไอทีวีแบบเดิม  แต่จะกลายเป็นการใช้พื้นที่สาธารณะในผังรายการเพื่อเรียกร้องสิทธิของแต่กลุ่มด้อยโอกาสมากกว่า  พลังในการตรวจสอบอำนาจรัฐและทุจริตของ TITV แบบเดิมจะหายไปค่อนข้างแน่นอน
     จึงจำเป็นจะต้องใช้เวลาพัฒนาอีกระยะหนึ่งในหลายๆด้าน  ด้วยการจัดตั้งกองทุนพัฒนาสื่อสาธารณะแล้วดึงภาควิชาการกับวิชาชีพมาช่วยกันพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตรายการให้ดีและน่าสนใจด้วย   ดังเช่นกรณีวิทยุชุมชนที่ยังขาดแคลนผู้ผลิตรายการวิทยุชุมชนที่มีคุณภาพแล้วกลายเป็นการเปิดเพลงลูกทุ่งเกือบ 95 %ของคลื่นวิทยุชุมชนทั้งหมด

1."ทีวีอิสระ"ไม่ต้องพึ่งพางบประมาณของรัฐไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
     การเดินหน้าให้ TITV เป็นทีวีอิสระน่าจะสอดคล้องกับสถานะการคลังในปัจจุบันของประเทศอยู่ในสภาพยอบแยบลงมากเพราะไม่สามารถเก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้ภาคธุรกิจเริ่มประสบปัญหาทางการเงินและการบริโภคลดลง
2.ไม่แบ่งฝ่ายภาคประชาชน-ภาคธุรกิจ-ภาควิชาการ
   แนวคิดทีวีอิสระน่าจะปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น หากสร้างกลไกให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้ามามีส่วนตั้งแต่เริ่มต้นในการกำหนด"Content"ในผังรายการก่อนการประมูล เพราะรายการคุณภาพไม่จำเป็นต้องผูกขาดผลิตโดย"ภาคประชาชน"อย่างเดียว  แต่สามารถผลิตโดย"ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์"ที่มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมได้และยังสามารถแบ่งสรร"เวลาของพื้นที่สาธารณะที่ปลอดจากโฆษณาในแต่ละวัน"ให้กับกลุ่มรายการสาระได้อย่างมีนัยสำคัญเพื่อปูพื้นฐานประสบการณ์การทำงานสื่อสาธารณะแบบเต็มรูปแบบ 24 ชั่วโมง
3.ไม่มีปัญหาข้อกฏหมายเกี่ยวเนื่องหลายฉบับ
    เมื่อยึดแนวทาง"ทีวีเสรีเอกชน"แบบเดิม  แต่ปรับเปลี่ยนการบริหารงานและทุนดำเนินการใหม่  การเดินหน้าต่อจาก TITV ย่อมง่ายกว่าการไปเริ่ม"ทีวีสาธารณะ"ที่จะต้องออกฏหมายใหม่ทั้งฉบับและยังต้องออกกฏหมายเก็บภาษีในรูปแบบต่างๆเพื่อมาสนับสนุน"ทีวีสาธารณะ"
    แต่การปรับเปลี่ยนรูปแบบเดิมบางส่วนน่าทำได้เลยภายใต้การดำเนินงาน"ใบอนุญาติประกอบกิจการเดิม"หรือใช้มติคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ชี้ว่ากรมประชาสัมพันธ์สามารถรับช่วงในการบริหาร TITV ได้หรือแก้ไขแค่มาตรา 80 ของพรบ.องค์กรอิสระจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
ข้อดีทีวีสาธารณะ

"ข้อเสนอทีวีอิสระ"มีจุดอ่อนที่พึงพิจารณาแก้ไข
1.โครงสร้างผู้ถือหุ้นภาคธุรกิจของบริษัทไม่เกิน 51%ไม่น่าเป็นไปได้ในโลกความเป็นจริงทางธุรกิจ
   เงื่อนไขไอทีวีเดิมถือหุ้นรายละไม่เกิน 10 %หรือไม่น้อยกว่า 10 ราย  แต่เงื่อนใหม่ตามข้อเสนอภาคธุรกิจถือหุ้นรายละไม่เกิน 5 %แต่รวมกันไม่เกิน 51%หรือไม่น้อยกว่า 10 รายเช่นเดิม  ในทางปฏิบัติกลับยากยิ่งกว่าเดิมในการรวบรวมพันธมิตรทางธุรกิจที่มีแนวคิดเดียวกัน แล้วแต่ละรายถือิหุ้นกันไม่เกิน 5%
 2.การระดมทุนภาคประชาชน 49% จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริงตามอุดมคติ
   ทุนภาคธุรกิจกับทุนภาคประชาชนถูกกำหนดสัดส่วนไว้แทบจะเท่ากัน  ทุนภาคประชาชนแท้จริงไม่มีทางจะมีมากพอแข่งขันกับทุนเอกชน แต่จะกลายเป็นทุนภาคประชาชนจำแลงเข้ามามากกว่า  ทุนภาคประชาชนควรจะใช้"ทุนทางปัญญา"เข้ามาผลิต Content ในพื้นที่สาธารณะของทีวีอิสระจะเกิดขึ้นจริงมากกว่า
 3.ไม่มีหลักประกันความเป็นอิสระในระยะยาว
    โครงสร้างการบริหารงานตามข้อเสนอจะผิดพลาดซ้ำรอยไอทีวี  แล้วในที่สุด"ทุนใหญ่"จะค่อนๆกลืนทุนเล็กในลักษณะนอมินี  รวมทั้งจะกลืนทุนจากภาคประชาชนที่มีพลังน้อย  ภาคประชาชนจะกลายเป็นนอมินีของทุนใหญ่อีก

แนวทางการบริหารและจัดการ"ทีวีเสรีหรือทีวีอิสระ"ให้เกิดขึ้นจริงในโลกความเป็นจริงของสังคมไทย


 1.ควรกำหนด Positioning อยู่ระหว่างกลางของทีวีเชิงพาณิชย์(ช่อง 3,ช่อง 7)กับทีวีสาธารณะ(ที่ยังไม่มีในประเทศไทย)
   เพื่อเป็นการกรุยทางไปสู่แนวคิดการเกิด"ทีวีสาธารณะ"ของจริงที่ยังมีกระบวนการขั้นตอนมาก  มิเช่นนั้นจะไม่มีข้อแตกต่างเลยกับช่อง 11 ที่เริ่มจากเจตนารมณ์โทรทัศน์เพื่อการศึกษาและสาธารณะ  แต่ปัจจุบันกลายเป็นโทรทัศน์ของรัฐและเอกชนจำแลง
     ทีวีเสรีภาคเอกชนจะต้องแข่งขันทางธุรกิจได้กับทีวีเชิงพาณิชย์อย่างเท่าเทียม  แต่ไม่ได้มุ่งหวังกำไรสูงสุดแล้วเอาเปรียบผู้บริโภค  ตั้งเป้าหมายเพื่อ"กำไรพอเพียง"สำหรับการรักษาคุณภาพรายการในเกณฑ์สูงและการพัฒนาเทคโนโลยี่ด้านบรอดแคสติ้งในอนาคต  สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้เพราะอุปกรณ์เครื่องส่งของITV จะเป็น"ทุนและทรัพย์สิน"เริ่มต้นที่มีอยู่แล้วจาก ITV เดิม  จึงไม่เป็นภาระเงินกู้และดอกเบี้ยอีกต่อไป
     ในเชิงคุณภาพของผังรายการช่อง 9 ในปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ดีพอควรเป็นช่องทางเลือกของทีวีเชิงสาระได้ระดับหนึ่ง  แต่เนื่องจากอสมท.เป็นบริษัทเอกชนไปแล้ว ในที่สุดจะมุ่งไปสู่กำไรสูงสุดเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นมากกว่า จึงทำให้ช่อง 9 จะค่อยๆกลายเป็นทีวีเชิงพาณิชย์มากขึ้นเรื่อยๆโดยดูจากการขายโฆษณาบ้าเลือดในช่วงเวลาไพร์มไทม์ไม่ต่างจากทีวีช่อง 3 และช่อง 7มากนัก
       ส่วนช่อง 5 แม้ว่าเป็นทีวีของกองทัพ  แต่กลับเป็นทีวีเชิงพาณิชย์เต็มตัวไม่ต่างจากช่อง 3 กับช่อง 7 เพราะการบริหารงานแบบกองทัพที่มีลักษณะ"สมบัติ"ผลัดกันชมของผู้บัญชาการทหารบกกับผู้อำนวยการช่อง 5 ที่กลายเป็นตำแหน่งคู่กันมานานนับ 10 ปีแล้ว ทำให้ผังรายการของช่อง 5 ไม่มีการพัฒนาเพราะเปลี่ยนทุกปีตามตำแหน่งผบ.ทบ.กับผอ.ช่อง 5 ที่มีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์แอบแฝงทุกยุค
  
 2.ควรให้มีกฏหมายรองรับ"ทีวีอิสระเอกชน"แบบเดียวกับของอังกฤษที่มีกฏหมาย Independent Television Authority (ITA)
     เป้าหมายให้เป็นองค์กรเพื่อสาธารณะที่ไม่แสวงหากำไรเช่นเดียวกับ BBC แต่เป็นระบบที่เรียกว่า"ระบบเอกชนที่มีพันธกิจเพื่อสังคม" โดย ITA /IBA (ชื่อใหม่หลังจากรวมเคเบิ้ลทีวีกับวิทยุเข้ามาด้วย)เป็นเจ้าของเครื่องส่งและบริหารเครื่องส่งที่มีอยู่ทั่วประเทศ  ส่วนการผลิตรายการเพื่อออกอากาศและขายโฆษณาให้เป็นหน้าที่บริษัทเอกชนที่ได้สัมปทาน ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจาก BBC ที่เป็นเจ้าของอุปกรณ์เครื่องส่งและผลิตรายการเองทั้งหมดไม่ให้สัมปทานเอกชน
    ระบบผสมระหว่าง"ทีวีสาธารณะ"กับ"ทีวีเสรีเอกชน"จึงเกิดขึ้นในอังกฤษตั้งแต่ปี 1954  แล้วแนวคิดนี้ได้แพร่หลายไปสู่ประเทศอื่นๆ เช่น  ออสเตรเลียที่มีคือ Australian Broadcasting Corporation(ABC) กับ Special Broadcasting Service(SBS) และระบบเอกชน
    กรณีการยึด ITV อุปกรณ์เครื่องส่งระบบดิจิตัลทันสมัย,สตูดิโอใหม่,รีเลย์สเตชั่นทั่วประเทศประมาณ 38 แห่งน่าจะเป็น"ทุนเริ่มต้น"ให้กับองค์กรมหาชนใหม่ TITA ( Thailand Independent  Television Authority)ได้เป็นอย่างดีและยังสามารถพัฒนาระบบออกอากาศเป็นดิจิตัลได้อีกด้วย  ซึ่งในปัจจุบันที่ประเทศอังกฤษ ภารกิจนี้เป็นของ BBC ในการพัฒนาระบบออกอากาศเป็นดิจิตัลของประเทศเพื่อเป็นการใช้คลื่นความถี่อย่างคุ้มค่าที่สุด
   ส่วน ITA/IBAของอังกฤษได้ขยายขอบเขตการบริหารไปสู่การให้สัมปทานทีวีอิสระเครือข่ายใหม่เพื่อให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น,ทีวีดาวเทียม,วิทยุดาวเทียม,เคเบิ้ลทีวี  จนในที่สุดสัดส่วนผู้ชมระหว่าง BBC ทุกช่องกับ ITA ทุกเครือข่ายแทบจะเท่ากัน 50/50  จึงเกิดสมดุลอย่างมากในการแข่งขันวงการโทรทัศน์อังกฤษหรืออาจพูดได้ว่าเกิดการผูกขาดระหว่าง 2 รูปแบบเท่านั้น โทรทัศน์ของอังกฤษจึงไม่เกิดทีวีเชิงพาณิชย์แบบมุ่งกำไรสูงสุดโดยไม่มีพันธกิจทางสังคมแบบโทรทัศน์ไทยเลย
 3. หากต้องการให้ New ITV มีอิสระปลอดจากอำนาจรัฐและยังสามารถแข่งขันในโลกทุนนิยมได้  ควรจะแยกระหว่าง"เจ้าของ"อุปกรณ์เครื่องส่งที่สปน.มีอยู่แล้วจากการยึดจาก ITV เดิมกับ"ผู้ผลิตรายการ"ที่เป็นผู้รับสัมปทานผลิตรายการ ไม่ใช่บริหารสถานีดังเช่นไอทีวีเดิม 
   องค์กรมหาชน  TITA  ควรจะรับถ่ายโอนอุปกรณ์ทุกอย่างของ ITV เดิมที่มูลค่าไม่น้อยกว่า 4-5 พันล้านบาทมาจากสำนักปลัดนายกรัฐมนตรีหรือถ้ามีข้อจำกัดทางกฏหมายอาจจะเป็นการจ่ายค่าเช่าให้สปน.รายปี  โดยสปน.ยังเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ยูเอชเอฟคลื่นนี้อีกด้วย
    ค่าใช้จ่ายในการบริหารอุปกรณ์การออกอากาศที่มีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 38 แห่งรวมทั้งสำนักงานใหญ่  ไม่น่าจะเกินปีละ 600 ล้านบาท(เดือนละ 50 ล้านบาท)  เทียบกับค่าใช้จ่ายเดิมของไอทีวี ประมาณปีละ 1,200 ล้านบาทที่รวมทุกอย่างคือการบริหารการออกอากาศ,การผลิตรายการข่าว,พนักงานทุกฝ่ายที่รวมฝ่ายเทคนิค,ฝ่ายกองบรรณาธิการ,ฝ่ายขายและการตลาดและฝ่ายบริหาร  แต่ ITA จะเหลือเพียงแค่ค่าใช้จ่ายของฝ่ายเทคนิคและฝ่ายบริหารเท่านั้น เพราะการผลิตรายการ,การขายโฆษณาทั้งหมดจะให้สัมปทานกับเอกชนที่คัดเลือกภายหลัง
 4.โครงสร้างของ TITA ควรจะประกอบด้วยอะไรบ้าง
    เมื่อดูจากข้อเสนอของ"ทีวีอิสระฉบับประเทศไทย"แล้วน่าจะให้มีคณะกรรมการคล้ายๆกันได้
    - คณะกรรมการบริหาร TITA ที่ขึ้นตรงกับรัฐสภาและคณะกรรมการควรมาจากการสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละด้านรวมทั้งภาคสังคม  โดยจะต้องผ่านการรับรองจากรัฐสภา  ทั้งนี้เพื่อให้ยึดโยงกับประชาชนและเป็นเกราะป้องกันการแทรกแซงจากรัฐบาลที่เป็นฝ่ายบริหาร
    - คณะอนุกรรมการควรจะมีอย่างน้อย 4 ชุดเพื่อกำกับดูแลคือด้านบริหารทั่วไปเพื่อดูแลรายได้และค่าใช้จ่าย,ด้านเทคนิคเพื่อบริหารการออกอากาศและพัฒนาเทคโนโลยี่, ด้านคุณภาพรายการให้เป็นไปตามนโยบายผังรายการ, ด้านสื่อสารสัมพันธ์มวลชนและผู้ชม
    หน้าที่หลักของ TITA คือการกำกับและดูแล New ITV ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์"ทีวีอิสระเพื่อประโยชน์สาธารณะ"และการสร้างมาตรฐานการผลิตรายการโทรทัศน์เพื่อให้เป็น" KPI ดัชนีชี้วัด"กับช่องทีวีอื่นๆ
   โครงสร้างการกำกับและดูแลโดย TITA จะทำให้ TITV เป็น New ITV ที่มีเจตนารมณ์"ทีวีอิสระเพื่อประโยชน์สาธารณะ"โดยไม่กลับไปผูกขาดโดยกลุ่มทุนรายใดรายหนึ่งหรือตกอยู่ภายใต้อำนาจรัฐได้อย่างแน่นอน
 5.การให้สัมปทานกับเอกชนเพื่อมาผลิตรายการควรจะทำอย่างไร
    ปัญหาใหญ่ของผู้ผลิตรายการโทรทัศน์บ้านเราไม่ว่ารายเล็กรายใหญ่คือความไม่แน่นอนของผังรายการกับพื้นที่ในช่องฟรีทีวีมีลักษระการผูกขาด
    -ช่อง 3 เป็นสัมปทานอสมท.ที่ให้กลุ่มมาลีนนท์ผูกขาดทุกอย่าง  ผังรายการเกือบทั้งหมด 95 %มาจากบริษัทในเครือตระกูลมาลีนนท์   โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงไพร์มไทม์ที่ไม่มีผู้ผลิตภายนอกเลย
    - ช่อง 7 เป็นสัมปทานของกองทัพที่ให้กับบริษัทกรุงเทพและโทรทัศน์ที่มีหุ้นใหญ่อยู่ 2-3 ตระกูลเท่านั้น  แต่ขณะนี้หุ้นใหญ่ที่สุดคือตระกูลรัตนรักษ์  ผังรายการส่วนใหญ่ไม่น้อยกว่า 80 %ผลิตเองขายโฆษณาเองหรือใช้วิธีจ้างผู้ผลิตละครโทรทัศน์ ผังรายการช่อง 7 แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยในแต่ละปี
    - ช่อง 5  ภาวะปั่นป่วนไม่แน่นอนมากที่สุดเป็นรายไตรมาสด้วยซ้ำ  ปัญหาการจ่ายเงินใต้โต๊ะเกิดทุกขั้นตอนและทุกเวลา  ผู้ผลิตรายการรายย่อยๆมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย  หากไม่เส้นใหญ่ก็ต้องมีเงินจ่ายใต้โต๊ะ  แม้กระทั่งรายใหญ่ก็ยังมีปัญหาหากเงินมากพอแข่งกับรายใหญ่ใกล้เคียงกันแต่เส้นใหญ่กว่า
     -ช่อง 9 ปัญหาใหญ่คือองค์กรใหญ่ไม่คล่องตัวและจะค่อยๆกลายเป็นโทรทัศน์เชิงพาณิชย์มากขึ้นๆ
     -ช่อง 11 แทบไม่ต้องพูดถึงอีกแล้ว ควรจะกลับไปสู่เจตนารมณ์เดิม"โทรทัศน์เพื่อการศึกษาและสาธารณะ"ที่ไม่มีโฆษณา แต่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีและช่องทางต่างๆตามข้อเสนอของ TDRI เรื่องทีวีสาธารณะ  วิธีนี้น่าจะทำให้ข้าราชการช่อง 11 ไม่คัดค้านการโอนออกจากกรมประชาสัมพันธ์และยินดีปรีดาไม่ต้องไปเป็น"ทาส"รับเงินค่าหยอดน้ำมันจากผู้ผลิตเอกชนที่เข้ามาเช่าเวลาราคาถูกๆและการร่วมผลิตจำแลงที่ใช้เครื่องมืออุปกรณ์ของช่อง 11 อย่างเต็มที่
     แล้ว New ITV ควรจะทำอย่างไรหลังจากการจัดตั้ง TITA แล้ว
     1.อย่าเริ่มต้นจากการให้ไปจัดตั้งบริษัทตามข้อเสนอเดิม สัดส่วนธุรกิจ51%แต่รายละไม่เกิน 5 %กับภาคประชาชน 49 %จะล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้น  ไม่มีใครเอกชนรายไหนสามารถจัดตั้งบริษัทตามโครงสร้างผู้ถือหุ้นแบบนี้ได้  ซึ่งยากยิ่งกว่าแบบเดิมรายละไม่เกิน 10 %หลายเท่าและไม่ควรจะปล่อยให้บริษัทที่ชนะการประมูลบริหารทั้งคลื่นความถี่แบบเดียวกับการประมูลครั้งที่แล้ว ซึ่งในที่สุดก็เกิดปัญหาไม่อิสระจากทุนและอำนาจรัฐกับอำนาจทุนเป็นกลุ่มเดียวกัน
     เมื่อ TITA เป็นองค์กรมหาชนที่เป็นเจ้าของอุปกรณ์ทั้งหมดแล้ว  กลุ่มที่มายื่นข้อเสนอผลิตรายการจึงไม่มีความจำเป็นต้องไปกำหนดเงื่อนไขผู้ถือหุ้นเพราะมีสถานะเป็นเพียง"ผู้เช่าเวลาหรือผู้รับสัมปทานผลิตรายการ"ไม่ใช่เจ้าของ New ITV อีกต่อไปจะเท่ากับการเป็นอิสระจากทุน
    TITA จะทำหน้าที่กำกับและดูแลบริหารคลื่นความถี่ยูเอชเอฟนี้เองและไม่ต้องไปพึ่งพางบประมาณใหม่  แต่สามารถใช้"ทุนอุปกรณ์"ของไอทีวีเดิมมาบริหารจัดการได้ทันที
     2.ควรจะเริ่มจากการตั้งคำถามว่าต้องการให้ New ITV มี"ผังรายการ24 ชั่วโมง"อย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย"ทีวีอิสระ"ที่ดำเนินงานโดยเอกชนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยในการควบคุมของ TITA องค์กรมหาชนอิสระจะทำให้ผังรายการยากปลอดจากการแทรกแซงทางการเมืองและกลุ่มทุนเพราะกลุ่มทุนไม่ใช่เจ้าของอุปกรณ์เครื่องส่ง แต่มีสถานะเพียงผู้ผลิตรายการในแต่ละช่วงเท่านั้น จึงไม่มีอิทธิพลใดๆอย่างแน่นอน
     3.ควรจะกำหนดกลุ่มรายการต่างๆ
       -กลุ่มรายการข่าวและรายการเชิงข่าว  วันละไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง  50 %
       -กลุ่มรายการเด็กและเยาวชน            วันละไม่น้อยกว่า  4 ชั่วโมง  15 %
       -กลุ่มรายการบันเทิง                        วันละไม่เกิน 4 ชั่วโมง         15%
       -กลุ่มรายการเพื่อสาธารณะ                วันละไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง  10%
       -กลุ่มรายการสารคดีภายในประเทศ     วันละไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง    5%
       -กลุ่มรายการบันเทิงและสารคดีต่างประเทศ  วันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง   5%
      จะเห็นได้ว่ารายการบันเทิงจะเหลือเพียงประมาณ 15-20 %ไม่เกินวันละ 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น
     4.การเปิดรับข้อเสนอ"ผลิตรายการ"ตามกลุ่มรายการต่างๆ ควรจะมีคณะกรรมการพิจารณาอย่างโปร่งใสจากภาคส่วนต่างๆของสังคมภายใต้การกำกับขององค์กรมาหชน TITA
     5.ควรจะให้ระยะเวลาสัญญาระยะยาวการผลิตรายการอยู่ระหว่าง 5-8 ปี เพื่อให้เกิดความมั่นใจและสร้างแรงจูงใจกับผู้ผลิตรายการในเชิงสาระที่มีต้นทุนการผลิตสูง จึงต้องการลดความเสี่ยงของระยะเวลาสัญญาที่ยาวกว่าฟรีทีวีช่องธุรกิจที่ส่วนใหญ่ไม่เกิน 6 เดือน- 1 ปีจะคุ้มค่าในเชิงธุรกิจมากกว่า  การขายโฆษณาจะทำได้ง่ายขึ้นหากเป็นรายการที่มีคุณภาพและมีกลุ่มคนดูชัดเจนจากผังรายการ"นิ่ง"ในระยะยาวว่าเป็นรายการประเภทไหน  กลุ่มคนดูจะคุ้นเคยจากผังรายการเพิ่มขึ้นทุกวันจนไม่ขึ้นอยู่กับการกำหนดเรทติ้งจากบริษัทวิจัยต่างชาติมากเกินไป
     6.ควรกำหนด"ค่าตอบแทนหรือค่าเช่าเวลา"จาก"ผู้ผลิตรายการ"ในอัตราที่ไม่เท่ากันในแต่ละกลุ่มรายการ
       -กลุ่มรายการบันเทิง ควรจะกำหนด"ค่าตอบแทนขั้นต่ำ"แล้วใช้วิธี"ประมูลราคาสูงสุด"โดยคำนึงถึงคุณภาพในแนวสาระบันเทิงเป็นหลักจากผู้ผลิตรายการกลุ่มนี้ที่มีอยู่หลายหลาย  สมมติว่า"ค่าตอบแทนขั้นต่ำ"ชั่วโมงละ 100,000 บาท(ช่วงเวลากลางวัน 2 ชั่วโมงและไพร์มไทม์หลัง 22.00 น. 2 ชั่วโมง)จะทำให้ได้ค่าตอบแทนขั้นต่ำวันละ 400,000 บาทหรือเดือนละอย่างน้อย 12 ล้านบาทหรือปีละอย่างน้อย  144 ล้านบาท  แต่น่าจะได้ราคาสูงขึ้นจากการประมูลอีกไม่น้อยกว่า 30-50 %จากราคาขั้นต่ำ ประมาณปีละ 200 ล้านบาท หรืออาจจะกำหนดการเพิ่ม"ค่าตอบแทนขั้นต่ำ"ปีละ 5-7%ตามอัตราเงินเฟ้อ
       -กลุ่มรายการข่าวและรายการเชิงข่าว กำหนด"ค่าตอบแทนคงที่"  สมมติว่าเฉลี่ยชั่วโมงละ 15,000 บาท( 4 ชั่วโมง ช่วง 05.00-9.00 น.),ชั่วโมงละ 25,000 บาท( 4 ชั่วโมงในช่วงกลางวัน) และชั่วโมงละ 50,000 บาท(4 ชั่วโมง ช่วง 18.00-22.00 น.) จะทำให้ได้ค่าตอบแทนวันละ 360,000 บาทหรือเดือนละ10.8 ล้านบาทหรือปีละ 130 ล้านบาท
       -กลุ่มรายการเด็กและเยาวชนควรกำหนด"ค่าตอบแทนคงที่"ต่ำมากๆไม่เกินชั่วโมงละ 10,000 บาท จะทำให้ได้ค่าตอบแทนวันละ 40,000 บาทหรือเดือนละ 1.2 ล้านบาทหรือปีละ 14 ล้านบาท
        - กลุ่มรายการสารคดีในประเทศและสารคดีต่างประเทศควรกำหนด"ค่าตอบแทนคงที่"ไม่เกินชั่วโมงละ 25,000 บาทจะทำให้ได้ค่าตอบแทนวันละ 50,000 บาทหรือเดือนละ 1.5 ล้านบาทหรือปีละ 18 ล้านบาท
        - กลุ่มรายการสาธารณะถือเป็นภารกิจของ New ITV จะต้องจัดสรรเวลาในผังรายการเพื่อเป็นรายการสาธารณะวันละไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง  เช่น  รายการร้องทุกข์ชาวบ้าน ,รายการองค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร ,รายการการศึกษานอกระบบ ฯลฯ
      รวมแล้วจะทำให้ New ITV มีรายการจาก"ค่าตอบแทนหรือค่าเช่าเวลา"จากผู้ผลิตรายการปีละประมาณ 350-360 ล้านบาท
     7.รายได้ของ New ITV ภายใต้การจัดการของ TITA จะมาจากอีกหลายทางเพื่อให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายปีละ 500-600 ล้านบาท เช่น
        -ค่าเช่าสตูดิโอออกอากาศสดจากผู้ผลิตรายการต่างๆ
        -ค่าเช่า Post Production จากผู้ผลิตรายการต่างๆที่ไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้
        -ค่าจ้างผลิตรายการและการถ่ายภาพจากทีมงานฝ่ายผลิตของ New ITV
        -รายได้จากการโฆษณาภาพลักษณ์ของราชการ,รัฐวิสาหกิจ ฯลฯ
     8.ขวัญกำลังใจพนักงาน TITV จะไม่สั่นคลอนจากการเปลี่ยนรูปแบบใหม่และตอบคำถามถึงอนาคตของคน 1,070 คนได้พอสมควร
        -  องค์กร TITA จะสามารถรับพนักงานไม่น้อยกว่า 50-60 %ให้ทำหน้าที่เช่นเดิม  เช่น  ฝ่ายออกอากาศ,ฝ่ายสตูดิโอ ,ฝ่ายตัดต่อ Post Production,ฝ่ายธุรการ ฯลฯ
        - พนักงานฝ่ายกองบรรณาธิการทั้งฝ่ายข่าว,ฝ่ายข่าวบันเทิง,ฝ่ายรายการ สามารถรวมกลุ่มไปจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อเข้ามายื่นข้อเสนอ"ผลิตรายการ"ตามความสนใจและความถนัดได้ บนพื้นฐานการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกับเอกชนรายอื่นๆหรือไปร่วมกับเอกชนรายอื่นๆได้เช่นกันที่จะทำให้มีแต้มต่อมากกว่ารายใหม่
          ผมคิดว่าสังคมไทยควรจะ"เรียนลัด"จากบทเรียนอังกฤษของการเกิด BBC ที่เป็นสื่อสาธารณะระยะหนึ่ง  แล้วต่อมาเกิดองค์กรใหม่ ITA/IBA ที่มีรูปแบบบริหารต่างกัน  แต่เจตนารมณ์เหมือนกันคือ"สื่อเพื่อสาธารณะ" ที่มีพันธกิจต่อสังคมเช่นกัน ทำให้เกิดการแข่งขันกันทำความดีมากกว่าแข่งขันกันเชิงธุรกิจ
          ผมยังเชื่อว่าสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ในประเทศไทยได้ทั้ง"ทีวีสาธารณะ"ภายใต้พรบ.องค์กรแพร่ภาพสาธารณะของอาจารย์สมเกียรติและ"ทีวีอิสระ"ภายใต้การบริหารของการจัดตั้งองค์กรมหาชนใหม่ TITA หรือจะให้อยู่ภายใต้พรบ.เดียวกันก็ได้  อาจจะใช้ชื่อ พรบ.จัดตั้งองค์กรบริหารกิจการโทรทัศน์สาธารณะและโทรทัศน์อิสระเพื่อให้เดินคู่ขนานกันจะช่วยทำให้สามารถทั้งสองรูปแบบมีรายได้และงบประมาณจุนเจือกันได้ด้วย
       ภายใต้วัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์เดียวกันคือปลอดจากอำนาจรัฐและปลอดจากอำนาจทุน  ภายใต้ระบบการจัดการแตกต่างกันระหว่างระบบเงินอุดหนุนทางตรงกับระบบธุรกิจที่มีพันธกิจทางสังคมที่ไม่แสวงหากำไรสูงสุด
        "ทีวีสาธารณะ"ที่ใช้คลื่นความถี่ยูเอชเอฟที่เหลืออยู่อีก 1 คลื่นความถี่  จะออกแบบให้เป็น"ทีวีทางเลือก"( Alternative Television)สำหรับพื้นที่สาธารณะทางโทรทัศน์ให้กับกลุ่มคนที่มีโอกาสน้อยทางสังคมได้คล่องตัวมากกว่าการรื้อถอนการใช้คลื่นยูเอชเอฟเก่าไอทีวี
       แต่"ทีวีอิสระ"ที่แปรสภาพจากไอทีวีจะเป็นทีวีที่ต้องบริหารจัดการให้แข่งขันกับทีวีภาคธุรกิจได้เช่นเดิม  ซึ่งโดย Cash Flow เดิมของไอทีวีอยู่ได้ด้วยตัวเองไม่ต้องพึ่งงบประมาณรัฐอยู่แล้ว  แต่ครั้งนี้จะต้องกลับไปทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐและการเมืองโดยตรงอย่างแข็งขันเหมือนกับช่วง 3-4 ปีแรก สร้างดุลทางสังคมของการใช้สื่อเพื่อนำเสนอความจริงทุกด้านและสร้างมาตรฐานการผลิตรายการโทรทัศฯคุณภาพสูง  รวมทั้งการพัฒนา"New Media"เพื่อเพิ่มสื่อทางเลือกให้มากขึ้น
        "ทีวีสาธารณะ"ในระยะเริ่มต้น  ยังสามารถใช้ Infrastructuce พื้นฐานอุปกรณ์เครื่องส่งร่วมกับ New ITV ได้  แต่ถ้าหากตัดสินใจถ่ายโอนช่อง 11 ออกมาจากกรมประชาสัมพันธ์จะยิ่งง่ายขึ้นกว่าเดิมและเกิดขึ้นได้เร็วกว่าเดิม เพราะอุปกรณ์เครื่องส่งของช่อง 11 สามารถทำทีวีสาธารณะระดับชาติได้ 1 เครือข่ายและทีวีสาธารณะท้องถิ่นระดับภาคได้อีก 8 เครือข่าย
          ผมเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการเสนอทางเลือกที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมไทย  ประชาชนไม่จำเป็นต้องทะเลาะกันเพื่อเลือกช่องทีวีทางใดทางหนึ่ง  หากทั้งสองทางเลือกได้รับการยอมรับว่าดี ควรจะเกิดขึ้นในสังคมไทยเพราะคลื่นความถี่ยังสามารถเพิ่มช่องทีวีได้อีกหลายช่อง 
     ทำไมจึงไม่ช่วยกันเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้สังคมไทยเพื่อทางออกแบบ WIN-WIN   ซึ่งน่าจะดีกว่าถูกปั่นหัวเป็นจิ้งหรีดกัดกันทะเลาะกันเพื่อเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแบบ Zero-Sum-Game ผู้ชนะฝ่ายเดียวจะเป็นผู้เล่น  ผู้แพ้จะต้องถูกผลักออกไปนั่งนอกเวที
             จึงเรียนมาเพื่อพิจารณา
                                                                                              ขอแสดงความนับถือ
                                                                                             อดิศักดิ์  ลิมปรุ่งพัฒนกิจ
                                                                                                ผู้บริหาร Nation Channel    


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8
เสรีชนคนธรรมดา วันที่ : 09/04/2007 เวลา : 17.40 น.
http://www.oknation.net/blog/wewon

เห็นใจนะ เพราะ ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เหมือนกัน อุดมการณ์ มันกินได้ที่ไหน
ความคิดเห็นที่ 7
kasemsakk วันที่ : 08/04/2007 เวลา : 00.43 น.
http://www.oknation.net/blog/kasemsakk
อนาคตชาติจะเป็นอย่างไร  ถ้าวัยรุ่นไทยยังมัวแต่ "แอ๊บแบ๊ว"???

เป็นแนวคิด ที่ผู้เกี่ยวข้องควรพิจารณาครับ

(ขอเซฟไว้หน่อยนะครับ เก็บเอาไว้เป็นหลักฐานเมื่อวันนั้นมาถึงจริงๆ)
ความคิดเห็นที่ 6
ลูกเเหง่ วันที่ : 07/04/2007 เวลา : 20.07 น.
http://www.oknation.net/blog/anchor4

วงการ การ เมืองก็ ยุ่ง วงการทีวี ก็มายุ่งอีก
ความคิดเห็นที่ 5
ล่างฟานหวิน วันที่ : 07/04/2007 เวลา : 18.58 น.
http://www.oknation.net/blog/langfanvhin
ประตูสวรรค์ หิมะทองคำ เต่าทองแดง เขากิเลน หนวดมังกร เขี้ยวพยัคฆ์                         "ไม่มีที่อยู่ สำหรับคนอ่อนแอ" จอมยุทธ์ '

เป็นจดหมาย เปิดผลึก ที่แน่น ด้วยเนื้อหา บอกทั้งปัญหา วิธีแก้ไข การดำเนินการ วิธีการ ผลที่ได้รับ ไว้พร้อมเลย
ในฉบับ เดียวกัน ผว่า ถ้ารัฐบาล ทำได้ตามจดหมายเปิดผลึก ฉบับนี้ จะเกิดสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับ กับสังคมไทย คับและเป็นประโยชน์ กับองค์กร ของ titv ด้วยครับ
ความคิดเห็นที่ 4
Watchpuppy วันที่ : 07/04/2007 เวลา : 17.29 น.
http://www.oknation.net/blog/watchpuppy

TITA เป็นความคิดที่ดีมากครับ
แต่ถ้ามันดำเนินงานด้วยทุน ก็คงไม่ต่างอะไรกับไอทีวี
แล้วถ้ามันดำเนินงานด้วยรัฐ(รัฐวิสาหกิจ)ก็คงเป็นแบบอ.ส.ม.ท.
จะมีวิธีไหนบ้างครับที่จะพ้นจาก2สิ่งนี้ โดยที่เป็นอิสระและทำเพื่อประชาชนจริงๆ ถ้าความเป็นอิสระไม่เกิดในรัฐบาลนี้ก็คงยากที่จะเห็นมันอีกเลยแม้แต่ความฝันครับ
เดี๋ยวจะเป็นเหมือนตอนเลือก 7 คนนั้น
ความคิดเห็นที่ 3
Nity วันที่ : 07/04/2007 เวลา : 17.19 น.
http://www.oknation.net/blog/nity
โลกหลากแบบ จึงมองได้หลายมุม!

โอว์.. แจ่มชัดมากเลยครับ
ความคิดเห็นที่ 2
Sh.W. วันที่ : 07/04/2007 เวลา : 16.53 น.
http://www.oknation.net/blog/shana
Piwat

ทำไมแฟนานุแฟนไอทีวีเดิมที่ออกมาเรียกร้องให้ทีวีช่องนี้ออกอากาศต่อไปเงียบหายไป ทำไมไม่เรียกร้องต่อให้ทีไอทีวีช่วยลบภาพไอทีวีในเร็ววัน ตอนนี้เปิดดูทีไอทีวี ผังรายการก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง ยังมีรายการบันเทิงไร้สาระอยู่เหมือนเดิม ถ้ายังอ้างว่ายังติดสัญญากับเจ้าของรายการเดิม ก็ไหนบอกว่า บริษัท ไอทีวี จำกัด(มหาชน) ที่ถูกฟ้องแสนล้านบาทอยู่นั้นยกเลิกสัญญาทั้งหมดแล้ว เจ้าของรายการเดิมก็ต้องมาทำสัญญาใหม่กับกรมประชาสัมพันธ์ที่ดูแลทีไอทีวีอยู่สิครับ และต้องย้ำว่าสัดส่วนข่าวร้อยละ 70 บันเทิงร้อยละ 30 ที่รัฐบาลบอกตั้งแต่ก่อนวันยึดสถานีว่าจะกลับไปใช้เหมือนเดิมเมื่อวันก่อตั้งทีวีเสรี ก็น่าที่จะเริ่มใช้ในเดือนเมษายน 2550 นี้เลย

คุณนักข่าวไอทีวีที่เสียน้ำตาเรียกร้องให้ได้ทำงานต่อ ตอนนี้ทำไมคุณไม่เรียกร้องต่อว่าคุณจะต้องได้ทำงานร้อยละ 70 ได้แล้ว คุณต้องออกมาปกป้องเจตนารมณ์ของสถานีมิใช่ผลประโยชน์ของเจ้าของรายการที่ยังคงอยู่ คุณคงลืมหรือยังไม่รู้ว่าคุณยังไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนในการได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วนรอบด้านเลย คุณเพียงแต่ปกป้องผลประโยชน์ของคุณเองไห้ได้ทำงานต่อเท่านั้นเอง

นักข่าวทีไอทีวีช่วยทำสกู๊ปวิเคราะห์ข่าวที่ครบทุกประเด็นในเรื่องสาเหตุการล่มสลายของไอทีวีทีสิครับ คุณยังไม่กล้าเปิดเผยเรื่องนี้เลย ซึ่งผมเห็นว่านักข่าวทีไอทีวีทำได้ เพราะผมดูไอทีวีวันที่คิดว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงจะต้องหยุดออกอากาศคุณสามารถทำแค่เรื่องเรียกร้องให้ออกอากาศต่อได้ทั้งวันทั้งคืน 2 คืน 2 วันติดต่อกันได้ และคุณช่วยติดตามคดีที่บริษัทไอทีวี จำกัด(มหาชน) ถูกฟ้องด้วยว่ามีความเป็นมาและเป็นไปอย่างไรจนถึงที่สุดด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 1
เพื่อสิ่งที่ดี วันที่ : 07/04/2007 เวลา : 16.39 น.
http://www.oknation.net/blog/meing

http://www.oknation.net/blog/meing/2007/03/14/entry-1

ทำไงกันดีครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30