|
วันเสาร์ที่ 7 เม.ย. 2550 จดหมายเปิดผนึก ถึงคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดอนาคตของสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ สืบเนื่องจากการจัดรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดอนาคตของสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยู เอช เอฟ TITV เมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา ผมไม่อยากเห็นบรรยากาศที่ประชาชน(ทั้งภาคองค์กรประชาชนกับภาคธุรกิจ)ต้องแตกแยกและถูกบังคับให้เลือกระหว่าง"ทีวีสาธารณะ"กับ"ทีวีอิสระหรือทีวีเสรี"กรณีอนาคต TITV แต่น่าจะหาทางออกให้มีโอกาสเกิดขึ้นทั้งสองรูปแบบจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสังคมไทยยามนี้ แม้ว่าอาจารย์สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์แห่งทีดีอาร์ไอจะเคยบอกว่าถ้าหากให้เลือกได้จะขอเลือกทำให้ TITV เป็นทีวีสาธารณะก่อนและยังเห็นด้วยว่าจะต้องเกิด"ทีวีอิสระหรือทีวีเสรี"เช่นกัน ซึ่งผมคิดว่าผู้เกี่ยวข้องน่าจะผนึกกำลังเรียกร้องให้เกิดขึ้นทั้งสองรูปแบบไปพร้อมๆกันได้ ผมมีความเห็นว่า"ทีวีอิสระฉบับคุณเถกิง สมทรัพย์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย" แม้จะมีจุดอ่อนมากหลายจุด แต่ยังน่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นเป็นจริงในสังคมไทยได้เร็วกว่า"ทีวีสาธารณะฉบับอาจารย์สมเกียรติ" ทั้งๆที่ข้อเสนอของอาจารย์ดูดีมากตามทฤษฎีสื่อสาธารณะที่เป็นความจำเป็นของประเทศไทยแล้ว แต่ขั้นตอนการ Implementation ทีวีสาธารณะจะยากกว่ามาก แม้ว่าอาจารย์สมเกียรติจะคิดว่าใช้อุปกรณ์ของ TITV ได้โดยทันที เพราะ"ทีวีสาธารณะ"มีพื้นฐานหลักคือจิตสำนึกของผู้ผลิตรายการปัจจุบันใน TITV ที่คิดแบบธุรกิจกำไรสูงสุดจะต้องล้างผังส่วนนี้ออกไปทั้งหมดที่คงมีแรงต่อต้านรุนแรงและบุคลากรของ TITV ยังอยากจะคงสถานะทีวีอิสระเอกชนมากกว่ากลายเป็นทีวีสาธารณะที่ยากต่อการเข้าใจ ในขณะที่ความพร้อมของภาคประชาชนในการผลิตรายการคุณภาพสูงยังมีน้อยเกินไป หาก TITV เลือกเป็นทีวีสาธารณะคงจะเหลือเฉพาะฮาร์ดแวร์คืออุปกรณ์ออกอากาศและคลื่นความถี่ยูเอชเอฟ แต่ซอฟแวร์หรือบุคลากรเพื่อผลิตรายการประเภทนี้ใน TITV จะลาออกไปเกินกว่า 60-70 % แล้วกว่าจะหาบุคลากรทั้งฝ่ายผลิตและฝ่ายกองข่าวมาทำงานได้จะต้อง'ใช้เวลามาก ในขณะเดียวกันทีวีสาธารณะจะไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตและอำนาจรัฐด้วยทีมข่าวไอทีวีแบบเดิม แต่จะกลายเป็นการใช้พื้นที่สาธารณะในผังรายการเพื่อเรียกร้องสิทธิของแต่กลุ่มด้อยโอกาสมากกว่า พลังในการตรวจสอบอำนาจรัฐและทุจริตของ TITV แบบเดิมจะหายไปค่อนข้างแน่นอน จึงจำเป็นจะต้องใช้เวลาพัฒนาอีกระยะหนึ่งในหลายๆด้าน ด้วยการจัดตั้งกองทุนพัฒนาสื่อสาธารณะแล้วดึงภาควิชาการกับวิชาชีพมาช่วยกันพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตรายการให้ดีและน่าสนใจด้วย ดังเช่นกรณีวิทยุชุมชนที่ยังขาดแคลนผู้ผลิตรายการวิทยุชุมชนที่มีคุณภาพแล้วกลายเป็นการเปิดเพลงลูกทุ่งเกือบ 95 %ของคลื่นวิทยุชุมชนทั้งหมด 1."ทีวีอิสระ"ไม่ต้องพึ่งพางบประมาณของรัฐไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม การเดินหน้าให้ TITV เป็นทีวีอิสระน่าจะสอดคล้องกับสถานะการคลังในปัจจุบันของประเทศอยู่ในสภาพยอบแยบลงมากเพราะไม่สามารถเก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย อันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้ภาคธุรกิจเริ่มประสบปัญหาทางการเงินและการบริโภคลดลง 2.ไม่แบ่งฝ่ายภาคประชาชน-ภาคธุรกิจ-ภาควิชาการ แนวคิดทีวีอิสระน่าจะปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น หากสร้างกลไกให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้ามามีส่วนตั้งแต่เริ่มต้นในการกำหนด"Content"ในผังรายการก่อนการประมูล เพราะรายการคุณภาพไม่จำเป็นต้องผูกขาดผลิตโดย"ภาคประชาชน"อย่างเดียว แต่สามารถผลิตโดย"ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์"ที่มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมได้และยังสามารถแบ่งสรร"เวลาของพื้นที่สาธารณะที่ปลอดจากโฆษณาในแต่ละวัน"ให้กับกลุ่มรายการสาระได้อย่างมีนัยสำคัญเพื่อปูพื้นฐานประสบการณ์การทำงานสื่อสาธารณะแบบเต็มรูปแบบ 24 ชั่วโมง 3.ไม่มีปัญหาข้อกฏหมายเกี่ยวเนื่องหลายฉบับ เมื่อยึดแนวทาง"ทีวีเสรีเอกชน"แบบเดิม แต่ปรับเปลี่ยนการบริหารงานและทุนดำเนินการใหม่ การเดินหน้าต่อจาก TITV ย่อมง่ายกว่าการไปเริ่ม"ทีวีสาธารณะ"ที่จะต้องออกฏหมายใหม่ทั้งฉบับและยังต้องออกกฏหมายเก็บภาษีในรูปแบบต่างๆเพื่อมาสนับสนุน"ทีวีสาธารณะ" แต่การปรับเปลี่ยนรูปแบบเดิมบางส่วนน่าทำได้เลยภายใต้การดำเนินงาน"ใบอนุญาติประกอบกิจการเดิม"หรือใช้มติคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ชี้ว่ากรมประชาสัมพันธ์สามารถรับช่วงในการบริหาร TITV ได้หรือแก้ไขแค่มาตรา 80 ของพรบ.องค์กรอิสระจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ข้อดีทีวีสาธารณะ "ข้อเสนอทีวีอิสระ"มีจุดอ่อนที่พึงพิจารณาแก้ไข 1.โครงสร้างผู้ถือหุ้นภาคธุรกิจของบริษัทไม่เกิน 51%ไม่น่าเป็นไปได้ในโลกความเป็นจริงทางธุรกิจ เงื่อนไขไอทีวีเดิมถือหุ้นรายละไม่เกิน 10 %หรือไม่น้อยกว่า 10 ราย แต่เงื่อนใหม่ตามข้อเสนอภาคธุรกิจถือหุ้นรายละไม่เกิน 5 %แต่รวมกันไม่เกิน 51%หรือไม่น้อยกว่า 10 รายเช่นเดิม ในทางปฏิบัติกลับยากยิ่งกว่าเดิมในการรวบรวมพันธมิตรทางธุรกิจที่มีแนวคิดเดียวกัน แล้วแต่ละรายถือิหุ้นกันไม่เกิน 5% 2.การระดมทุนภาคประชาชน 49% จะไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริงตามอุดมคติ ทุนภาคธุรกิจกับทุนภาคประชาชนถูกกำหนดสัดส่วนไว้แทบจะเท่ากัน ทุนภาคประชาชนแท้จริงไม่มีทางจะมีมากพอแข่งขันกับทุนเอกชน แต่จะกลายเป็นทุนภาคประชาชนจำแลงเข้ามามากกว่า ทุนภาคประชาชนควรจะใช้"ทุนทางปัญญา"เข้ามาผลิต Content ในพื้นที่สาธารณะของทีวีอิสระจะเกิดขึ้นจริงมากกว่า 3.ไม่มีหลักประกันความเป็นอิสระในระยะยาว โครงสร้างการบริหารงานตามข้อเสนอจะผิดพลาดซ้ำรอยไอทีวี แล้วในที่สุด"ทุนใหญ่"จะค่อนๆกลืนทุนเล็กในลักษณะนอมินี รวมทั้งจะกลืนทุนจากภาคประชาชนที่มีพลังน้อย ภาคประชาชนจะกลายเป็นนอมินีของทุนใหญ่อีก แนวทางการบริหารและจัดการ"ทีวีเสรีหรือทีวีอิสระ"ให้เกิดขึ้นจริงในโลกความเป็นจริงของสังคมไทย 1.ควรกำหนด Positioning อยู่ระหว่างกลางของทีวีเชิงพาณิชย์(ช่อง 3,ช่อง 7)กับทีวีสาธารณะ(ที่ยังไม่มีในประเทศไทย) เพื่อเป็นการกรุยทางไปสู่แนวคิดการเกิด"ทีวีสาธารณะ"ของจริงที่ยังมีกระบวนการขั้นตอนมาก มิเช่นนั้นจะไม่มีข้อแตกต่างเลยกับช่อง 11 ที่เริ่มจากเจตนารมณ์โทรทัศน์เพื่อการศึกษาและสาธารณะ แต่ปัจจุบันกลายเป็นโทรทัศน์ของรัฐและเอกชนจำแลง ทีวีเสรีภาคเอกชนจะต้องแข่งขันทางธุรกิจได้กับทีวีเชิงพาณิชย์อย่างเท่าเทียม แต่ไม่ได้มุ่งหวังกำไรสูงสุดแล้วเอาเปรียบผู้บริโภค ตั้งเป้าหมายเพื่อ"กำไรพอเพียง"สำหรับการรักษาคุณภาพรายการในเกณฑ์สูงและการพัฒนาเทคโนโลยี่ด้านบรอดแคสติ้งในอนาคต สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้เพราะอุปกรณ์เครื่องส่งของITV จะเป็น"ทุนและทรัพย์สิน"เริ่มต้นที่มีอยู่แล้วจาก ITV เดิม จึงไม่เป็นภาระเงินกู้และดอกเบี้ยอีกต่อไป ในเชิงคุณภาพของผังรายการช่อง 9 ในปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ดีพอควรเป็นช่องทางเลือกของทีวีเชิงสาระได้ระดับหนึ่ง แต่เนื่องจากอสมท.เป็นบริษัทเอกชนไปแล้ว ในที่สุดจะมุ่งไปสู่กำไรสูงสุดเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นมากกว่า จึงทำให้ช่อง 9 จะค่อยๆกลายเป็นทีวีเชิงพาณิชย์มากขึ้นเรื่อยๆโดยดูจากการขายโฆษณาบ้าเลือดในช่วงเวลาไพร์มไทม์ไม่ต่างจากทีวีช่อง 3 และช่อง 7มากนัก ส่วนช่อง 5 แม้ว่าเป็นทีวีของกองทัพ แต่กลับเป็นทีวีเชิงพาณิชย์เต็มตัวไม่ต่างจากช่อง 3 กับช่อง 7 เพราะการบริหารงานแบบกองทัพที่มีลักษณะ"สมบัติ"ผลัดกันชมของผู้บัญชาการทหารบกกับผู้อำนวยการช่อง 5 ที่กลายเป็นตำแหน่งคู่กันมานานนับ 10 ปีแล้ว ทำให้ผังรายการของช่อง 5 ไม่มีการพัฒนาเพราะเปลี่ยนทุกปีตามตำแหน่งผบ.ทบ.กับผอ.ช่อง 5 ที่มีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์แอบแฝงทุกยุค 2.ควรให้มีกฏหมายรองรับ"ทีวีอิสระเอกชน"แบบเดียวกับของอังกฤษที่มีกฏหมาย Independent Television Authority (ITA) เป้าหมายให้เป็นองค์กรเพื่อสาธารณะที่ไม่แสวงหากำไรเช่นเดียวกับ BBC แต่เป็นระบบที่เรียกว่า"ระบบเอกชนที่มีพันธกิจเพื่อสังคม" โดย ITA /IBA (ชื่อใหม่หลังจากรวมเคเบิ้ลทีวีกับวิทยุเข้ามาด้วย)เป็นเจ้าของเครื่องส่งและบริหารเครื่องส่งที่มีอยู่ทั่วประเทศ ส่วนการผลิตรายการเพื่อออกอากาศและขายโฆษณาให้เป็นหน้าที่บริษัทเอกชนที่ได้สัมปทาน ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจาก BBC ที่เป็นเจ้าของอุปกรณ์เครื่องส่งและผลิตรายการเองทั้งหมดไม่ให้สัมปทานเอกชน ระบบผสมระหว่าง"ทีวีสาธารณะ"กับ"ทีวีเสรีเอกชน"จึงเกิดขึ้นในอังกฤษตั้งแต่ปี 1954 แล้วแนวคิดนี้ได้แพร่หลายไปสู่ประเทศอื่นๆ เช่น ออสเตรเลียที่มีคือ Australian Broadcasting Corporation(ABC) กับ Special Broadcasting Service(SBS) และระบบเอกชน กรณีการยึด ITV อุปกรณ์เครื่องส่งระบบดิจิตัลทันสมัย,สตูดิโอใหม่,รีเลย์สเตชั่นทั่วประเทศประมาณ 38 แห่งน่าจะเป็น"ทุนเริ่มต้น"ให้กับองค์กรมหาชนใหม่ TITA ( Thailand Independent Television Authority)ได้เป็นอย่างดีและยังสามารถพัฒนาระบบออกอากาศเป็นดิจิตัลได้อีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันที่ประเทศอังกฤษ ภารกิจนี้เป็นของ BBC ในการพัฒนาระบบออกอากาศเป็นดิจิตัลของประเทศเพื่อเป็นการใช้คลื่นความถี่อย่างคุ้มค่าที่สุด ส่วน ITA/IBAของอังกฤษได้ขยายขอบเขตการบริหารไปสู่การให้สัมปทานทีวีอิสระเครือข่ายใหม่เพื่อให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น,ทีวีดาวเทียม,วิทยุดาวเทียม,เคเบิ้ลทีวี จนในที่สุดสัดส่วนผู้ชมระหว่าง BBC ทุกช่องกับ ITA ทุกเครือข่ายแทบจะเท่ากัน 50/50 จึงเกิดสมดุลอย่างมากในการแข่งขันวงการโทรทัศน์อังกฤษหรืออาจพูดได้ว่าเกิดการผูกขาดระหว่าง 2 รูปแบบเท่านั้น โทรทัศน์ของอังกฤษจึงไม่เกิดทีวีเชิงพาณิชย์แบบมุ่งกำไรสูงสุดโดยไม่มีพันธกิจทางสังคมแบบโทรทัศน์ไทยเลย 3. หากต้องการให้ New ITV มีอิสระปลอดจากอำนาจรัฐและยังสามารถแข่งขันในโลกทุนนิยมได้ ควรจะแยกระหว่าง"เจ้าของ"อุปกรณ์เครื่องส่งที่สปน.มีอยู่แล้วจากการยึดจาก ITV เดิมกับ"ผู้ผลิตรายการ"ที่เป็นผู้รับสัมปทานผลิตรายการ ไม่ใช่บริหารสถานีดังเช่นไอทีวีเดิม องค์กรมหาชน TITA ควรจะรับถ่ายโอนอุปกรณ์ทุกอย่างของ ITV เดิมที่มูลค่าไม่น้อยกว่า 4-5 พันล้านบาทมาจากสำนักปลัดนายกรัฐมนตรีหรือถ้ามีข้อจำกัดทางกฏหมายอาจจะเป็นการจ่ายค่าเช่าให้สปน.รายปี โดยสปน.ยังเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ยูเอชเอฟคลื่นนี้อีกด้วย ค่าใช้จ่ายในการบริหารอุปกรณ์การออกอากาศที่มีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 38 แห่งรวมทั้งสำนักงานใหญ่ ไม่น่าจะเกินปีละ 600 ล้านบาท(เดือนละ 50 ล้านบาท) เทียบกับค่าใช้จ่ายเดิมของไอทีวี ประมาณปีละ 1,200 ล้านบาทที่รวมทุกอย่างคือการบริหารการออกอากาศ,การผลิตรายการข่าว,พนักงานทุกฝ่ายที่รวมฝ่ายเทคนิค,ฝ่ายกองบรรณาธิการ,ฝ่ายขายและการตลาดและฝ่ายบริหาร แต่ ITA จะเหลือเพียงแค่ค่าใช้จ่ายของฝ่ายเทคนิคและฝ่ายบริหารเท่านั้น เพราะการผลิตรายการ,การขายโฆษณาทั้งหมดจะให้สัมปทานกับเอกชนที่คัดเลือกภายหลัง 4.โครงสร้างของ TITA ควรจะประกอบด้วยอะไรบ้าง เมื่อดูจากข้อเสนอของ"ทีวีอิสระฉบับประเทศไทย"แล้วน่าจะให้มีคณะกรรมการคล้ายๆกันได้ - คณะกรรมการบริหาร TITA ที่ขึ้นตรงกับรัฐสภาและคณะกรรมการควรมาจากการสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละด้านรวมทั้งภาคสังคม โดยจะต้องผ่านการรับรองจากรัฐสภา ทั้งนี้เพื่อให้ยึดโยงกับประชาชนและเป็นเกราะป้องกันการแทรกแซงจากรัฐบาลที่เป็นฝ่ายบริหาร - คณะอนุกรรมการควรจะมีอย่างน้อย 4 ชุดเพื่อกำกับดูแลคือด้านบริหารทั่วไปเพื่อดูแลรายได้และค่าใช้จ่าย,ด้านเทคนิคเพื่อบริหารการออกอากาศและพัฒนาเทคโนโลยี่, ด้านคุณภาพรายการให้เป็นไปตามนโยบายผังรายการ, ด้านสื่อสารสัมพันธ์มวลชนและผู้ชม หน้าที่หลักของ TITA คือการกำกับและดูแล New ITV ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์"ทีวีอิสระเพื่อประโยชน์สาธารณะ"และการสร้างมาตรฐานการผลิตรายการโทรทัศน์เพื่อให้เป็น" KPI ดัชนีชี้วัด"กับช่องทีวีอื่นๆ โครงสร้างการกำกับและดูแลโดย TITA จะทำให้ TITV เป็น New ITV ที่มีเจตนารมณ์"ทีวีอิสระเพื่อประโยชน์สาธารณะ"โดยไม่กลับไปผูกขาดโดยกลุ่มทุนรายใดรายหนึ่งหรือตกอยู่ภายใต้อำนาจรัฐได้อย่างแน่นอน 5.การให้สัมปทานกับเอกชนเพื่อมาผลิตรายการควรจะทำอย่างไร ปัญหาใหญ่ของผู้ผลิตรายการโทรทัศน์บ้านเราไม่ว่ารายเล็กรายใหญ่คือความไม่แน่นอนของผังรายการกับพื้นที่ในช่องฟรีทีวีมีลักษระการผูกขาด -ช่อง 3 เป็นสัมปทานอสมท.ที่ให้กลุ่มมาลีนนท์ผูกขาดทุกอย่าง ผังรายการเกือบทั้งหมด 95 %มาจากบริษัทในเครือตระกูลมาลีนนท์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงไพร์มไทม์ที่ไม่มีผู้ผลิตภายนอกเลย - ช่อง 7 เป็นสัมปทานของกองทัพที่ให้กับบริษัทกรุงเทพและโทรทัศน์ที่มีหุ้นใหญ่อยู่ 2-3 ตระกูลเท่านั้น แต่ขณะนี้หุ้นใหญ่ที่สุดคือตระกูลรัตนรักษ์ ผังรายการส่วนใหญ่ไม่น้อยกว่า 80 %ผลิตเองขายโฆษณาเองหรือใช้วิธีจ้างผู้ผลิตละครโทรทัศน์ ผังรายการช่อง 7 แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลยในแต่ละปี - ช่อง 5 ภาวะปั่นป่วนไม่แน่นอนมากที่สุดเป็นรายไตรมาสด้วยซ้ำ ปัญหาการจ่ายเงินใต้โต๊ะเกิดทุกขั้นตอนและทุกเวลา ผู้ผลิตรายการรายย่อยๆมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย หากไม่เส้นใหญ่ก็ต้องมีเงินจ่ายใต้โต๊ะ แม้กระทั่งรายใหญ่ก็ยังมีปัญหาหากเงินมากพอแข่งกับรายใหญ่ใกล้เคียงกันแต่เส้นใหญ่กว่า -ช่อง 9 ปัญหาใหญ่คือองค์กรใหญ่ไม่คล่องตัวและจะค่อยๆกลายเป็นโทรทัศน์เชิงพาณิชย์มากขึ้นๆ -ช่อง 11 แทบไม่ต้องพูดถึงอีกแล้ว ควรจะกลับไปสู่เจตนารมณ์เดิม"โทรทัศน์เพื่อการศึกษาและสาธารณะ"ที่ไม่มีโฆษณา แต่ได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีและช่องทางต่างๆตามข้อเสนอของ TDRI เรื่องทีวีสาธารณะ วิธีนี้น่าจะทำให้ข้าราชการช่อง 11 ไม่คัดค้านการโอนออกจากกรมประชาสัมพันธ์และยินดีปรีดาไม่ต้องไปเป็น"ทาส"รับเงินค่าหยอดน้ำมันจากผู้ผลิตเอกชนที่เข้ามาเช่าเวลาราคาถูกๆและการร่วมผลิตจำแลงที่ใช้เครื่องมืออุปกรณ์ของช่อง 11 อย่างเต็มที่ แล้ว New ITV ควรจะทำอย่างไรหลังจากการจัดตั้ง TITA แล้ว 1.อย่าเริ่มต้นจากการให้ไปจัดตั้งบริษัทตามข้อเสนอเดิม สัดส่วนธุรกิจ51%แต่รายละไม่เกิน 5 %กับภาคประชาชน 49 %จะล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้น ไม่มีใครเอกชนรายไหนสามารถจัดตั้งบริษัทตามโครงสร้างผู้ถือหุ้นแบบนี้ได้ ซึ่งยากยิ่งกว่าแบบเดิมรายละไม่เกิน 10 %หลายเท่าและไม่ควรจะปล่อยให้บริษัทที่ชนะการประมูลบริหารทั้งคลื่นความถี่แบบเดียวกับการประมูลครั้งที่แล้ว ซึ่งในที่สุดก็เกิดปัญหาไม่อิสระจากทุนและอำนาจรัฐกับอำนาจทุนเป็นกลุ่มเดียวกัน เมื่อ TITA เป็นองค์กรมหาชนที่เป็นเจ้าของอุปกรณ์ทั้งหมดแล้ว กลุ่มที่มายื่นข้อเสนอผลิตรายการจึงไม่มีความจำเป็นต้องไปกำหนดเงื่อนไขผู้ถือหุ้นเพราะมีสถานะเป็นเพียง"ผู้เช่าเวลาหรือผู้รับสัมปทานผลิตรายการ"ไม่ใช่เจ้าของ New ITV อีกต่อไปจะเท่ากับการเป็นอิสระจากทุน TITA จะทำหน้าที่กำกับและดูแลบริหารคลื่นความถี่ยูเอชเอฟนี้เองและไม่ต้องไปพึ่งพางบประมาณใหม่ แต่สามารถใช้"ทุนอุปกรณ์"ของไอทีวีเดิมมาบริหารจัดการได้ทันที 2.ควรจะเริ่มจากการตั้งคำถามว่าต้องการให้ New ITV มี"ผังรายการ24 ชั่วโมง"อย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย"ทีวีอิสระ"ที่ดำเนินงานโดยเอกชนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยในการควบคุมของ TITA องค์กรมหาชนอิสระจะทำให้ผังรายการยากปลอดจากการแทรกแซงทางการเมืองและกลุ่มทุนเพราะกลุ่มทุนไม่ใช่เจ้าของอุปกรณ์เครื่องส่ง แต่มีสถานะเพียงผู้ผลิตรายการในแต่ละช่วงเท่านั้น จึงไม่มีอิทธิพลใดๆอย่างแน่นอน 3.ควรจะกำหนดกลุ่มรายการต่างๆ -กลุ่มรายการข่าวและรายการเชิงข่าว วันละไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง 50 % -กลุ่มรายการเด็กและเยาวชน วันละไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง 15 % -กลุ่มรายการบันเทิง วันละไม่เกิน 4 ชั่วโมง 15% -กลุ่มรายการเพื่อสาธารณะ วันละไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง 10% -กลุ่มรายการสารคดีภายในประเทศ วันละไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง 5% -กลุ่มรายการบันเทิงและสารคดีต่างประเทศ วันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง 5% จะเห็นได้ว่ารายการบันเทิงจะเหลือเพียงประมาณ 15-20 %ไม่เกินวันละ 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น 4.การเปิดรับข้อเสนอ"ผลิตรายการ"ตามกลุ่มรายการต่างๆ ควรจะมีคณะกรรมการพิจารณาอย่างโปร่งใสจากภาคส่วนต่างๆของสังคมภายใต้การกำกับขององค์กรมาหชน TITA 5.ควรจะให้ระยะเวลาสัญญาระยะยาวการผลิตรายการอยู่ระหว่าง 5-8 ปี เพื่อให้เกิดความมั่นใจและสร้างแรงจูงใจกับผู้ผลิตรายการในเชิงสาระที่มีต้นทุนการผลิตสูง จึงต้องการลดความเสี่ยงของระยะเวลาสัญญาที่ยาวกว่าฟรีทีวีช่องธุรกิจที่ส่วนใหญ่ไม่เกิน 6 เดือน- 1 ปีจะคุ้มค่าในเชิงธุรกิจมากกว่า การขายโฆษณาจะทำได้ง่ายขึ้นหากเป็นรายการที่มีคุณภาพและมีกลุ่มคนดูชัดเจนจากผังรายการ"นิ่ง"ในระยะยาวว่าเป็นรายการประเภทไหน กลุ่มคนดูจะคุ้นเคยจากผังรายการเพิ่มขึ้นทุกวันจนไม่ขึ้นอยู่กับการกำหนดเรทติ้งจากบริษัทวิจัยต่างชาติมากเกินไป 6.ควรกำหนด"ค่าตอบแทนหรือค่าเช่าเวลา"จาก"ผู้ผลิตรายการ"ในอัตราที่ไม่เท่ากันในแต่ละกลุ่มรายการ -กลุ่มรายการบันเทิง ควรจะกำหนด"ค่าตอบแทนขั้นต่ำ"แล้วใช้วิธี"ประมูลราคาสูงสุด"โดยคำนึงถึงคุณภาพในแนวสาระบันเทิงเป็นหลักจากผู้ผลิตรายการกลุ่มนี้ที่มีอยู่หลายหลาย สมมติว่า"ค่าตอบแทนขั้นต่ำ"ชั่วโมงละ 100,000 บาท(ช่วงเวลากลางวัน 2 ชั่วโมงและไพร์มไทม์หลัง 22.00 น. 2 ชั่วโมง)จะทำให้ได้ค่าตอบแทนขั้นต่ำวันละ 400,000 บาทหรือเดือนละอย่างน้อย 12 ล้านบาทหรือปีละอย่างน้อย 144 ล้านบาท แต่น่าจะได้ราคาสูงขึ้นจากการประมูลอีกไม่น้อยกว่า 30-50 %จากราคาขั้นต่ำ ประมาณปีละ 200 ล้านบาท หรืออาจจะกำหนดการเพิ่ม"ค่าตอบแทนขั้นต่ำ"ปีละ 5-7%ตามอัตราเงินเฟ้อ -กลุ่มรายการข่าวและรายการเชิงข่าว กำหนด"ค่าตอบแทนคงที่" สมมติว่าเฉลี่ยชั่วโมงละ 15,000 บาท( 4 ชั่วโมง ช่วง 05.00-9.00 น.),ชั่วโมงละ 25,000 บาท( 4 ชั่วโมงในช่วงกลางวัน) และชั่วโมงละ 50,000 บาท(4 ชั่วโมง ช่วง 18.00-22.00 น.) จะทำให้ได้ค่าตอบแทนวันละ 360,000 บาทหรือเดือนละ10.8 ล้านบาทหรือปีละ 130 ล้านบาท -กลุ่มรายการเด็กและเยาวชนควรกำหนด"ค่าตอบแทนคงที่"ต่ำมากๆไม่เกินชั่วโมงละ 10,000 บาท จะทำให้ได้ค่าตอบแทนวันละ 40,000 บาทหรือเดือนละ 1.2 ล้านบาทหรือปีละ 14 ล้านบาท - กลุ่มรายการสารคดีในประเทศและสารคดีต่างประเทศควรกำหนด"ค่าตอบแทนคงที่"ไม่เกินชั่วโมงละ 25,000 บาทจะทำให้ได้ค่าตอบแทนวันละ 50,000 บาทหรือเดือนละ 1.5 ล้านบาทหรือปีละ 18 ล้านบาท - กลุ่มรายการสาธารณะถือเป็นภารกิจของ New ITV จะต้องจัดสรรเวลาในผังรายการเพื่อเป็นรายการสาธารณะวันละไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง เช่น รายการร้องทุกข์ชาวบ้าน ,รายการองค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร ,รายการการศึกษานอกระบบ ฯลฯ รวมแล้วจะทำให้ New ITV มีรายการจาก"ค่าตอบแทนหรือค่าเช่าเวลา"จากผู้ผลิตรายการปีละประมาณ 350-360 ล้านบาท 7.รายได้ของ New ITV ภายใต้การจัดการของ TITA จะมาจากอีกหลายทางเพื่อให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายปีละ 500-600 ล้านบาท เช่น -ค่าเช่าสตูดิโอออกอากาศสดจากผู้ผลิตรายการต่างๆ -ค่าเช่า Post Production จากผู้ผลิตรายการต่างๆที่ไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ -ค่าจ้างผลิตรายการและการถ่ายภาพจากทีมงานฝ่ายผลิตของ New ITV -รายได้จากการโฆษณาภาพลักษณ์ของราชการ,รัฐวิสาหกิจ ฯลฯ 8.ขวัญกำลังใจพนักงาน TITV จะไม่สั่นคลอนจากการเปลี่ยนรูปแบบใหม่และตอบคำถามถึงอนาคตของคน 1,070 คนได้พอสมควร - องค์กร TITA จะสามารถรับพนักงานไม่น้อยกว่า 50-60 %ให้ทำหน้าที่เช่นเดิม เช่น ฝ่ายออกอากาศ,ฝ่ายสตูดิโอ ,ฝ่ายตัดต่อ Post Production,ฝ่ายธุรการ ฯลฯ - พนักงานฝ่ายกองบรรณาธิการทั้งฝ่ายข่าว,ฝ่ายข่าวบันเทิง,ฝ่ายรายการ สามารถรวมกลุ่มไปจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อเข้ามายื่นข้อเสนอ"ผลิตรายการ"ตามความสนใจและความถนัดได้ บนพื้นฐานการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกับเอกชนรายอื่นๆหรือไปร่วมกับเอกชนรายอื่นๆได้เช่นกันที่จะทำให้มีแต้มต่อมากกว่ารายใหม่ ผมคิดว่าสังคมไทยควรจะ"เรียนลัด"จากบทเรียนอังกฤษของการเกิด BBC ที่เป็นสื่อสาธารณะระยะหนึ่ง แล้วต่อมาเกิดองค์กรใหม่ ITA/IBA ที่มีรูปแบบบริหารต่างกัน แต่เจตนารมณ์เหมือนกันคือ"สื่อเพื่อสาธารณะ" ที่มีพันธกิจต่อสังคมเช่นกัน ทำให้เกิดการแข่งขันกันทำความดีมากกว่าแข่งขันกันเชิงธุรกิจ ผมยังเชื่อว่าสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ในประเทศไทยได้ทั้ง"ทีวีสาธารณะ"ภายใต้พรบ.องค์กรแพร่ภาพสาธารณะของอาจารย์สมเกียรติและ"ทีวีอิสระ"ภายใต้การบริหารของการจัดตั้งองค์กรมหาชนใหม่ TITA หรือจะให้อยู่ภายใต้พรบ.เดียวกันก็ได้ อาจจะใช้ชื่อ พรบ.จัดตั้งองค์กรบริหารกิจการโทรทัศน์สาธารณะและโทรทัศน์อิสระเพื่อให้เดินคู่ขนานกันจะช่วยทำให้สามารถทั้งสองรูปแบบมีรายได้และงบประมาณจุนเจือกันได้ด้วย ภายใต้วัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์เดียวกันคือปลอดจากอำนาจรัฐและปลอดจากอำนาจทุน ภายใต้ระบบการจัดการแตกต่างกันระหว่างระบบเงินอุดหนุนทางตรงกับระบบธุรกิจที่มีพันธกิจทางสังคมที่ไม่แสวงหากำไรสูงสุด "ทีวีสาธารณะ"ที่ใช้คลื่นความถี่ยูเอชเอฟที่เหลืออยู่อีก 1 คลื่นความถี่ จะออกแบบให้เป็น"ทีวีทางเลือก"( Alternative Television)สำหรับพื้นที่สาธารณะทางโทรทัศน์ให้กับกลุ่มคนที่มีโอกาสน้อยทางสังคมได้คล่องตัวมากกว่าการรื้อถอนการใช้คลื่นยูเอชเอฟเก่าไอทีวี แต่"ทีวีอิสระ"ที่แปรสภาพจากไอทีวีจะเป็นทีวีที่ต้องบริหารจัดการให้แข่งขันกับทีวีภาคธุรกิจได้เช่นเดิม ซึ่งโดย Cash Flow เดิมของไอทีวีอยู่ได้ด้วยตัวเองไม่ต้องพึ่งงบประมาณรัฐอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้จะต้องกลับไปทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐและการเมืองโดยตรงอย่างแข็งขันเหมือนกับช่วง 3-4 ปีแรก สร้างดุลทางสังคมของการใช้สื่อเพื่อนำเสนอความจริงทุกด้านและสร้างมาตรฐานการผลิตรายการโทรทัศฯคุณภาพสูง รวมทั้งการพัฒนา"New Media"เพื่อเพิ่มสื่อทางเลือกให้มากขึ้น "ทีวีสาธารณะ"ในระยะเริ่มต้น ยังสามารถใช้ Infrastructuce พื้นฐานอุปกรณ์เครื่องส่งร่วมกับ New ITV ได้ แต่ถ้าหากตัดสินใจถ่ายโอนช่อง 11 ออกมาจากกรมประชาสัมพันธ์จะยิ่งง่ายขึ้นกว่าเดิมและเกิดขึ้นได้เร็วกว่าเดิม เพราะอุปกรณ์เครื่องส่งของช่อง 11 สามารถทำทีวีสาธารณะระดับชาติได้ 1 เครือข่ายและทีวีสาธารณะท้องถิ่นระดับภาคได้อีก 8 เครือข่าย ผมเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการเสนอทางเลือกที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมไทย ประชาชนไม่จำเป็นต้องทะเลาะกันเพื่อเลือกช่องทีวีทางใดทางหนึ่ง หากทั้งสองทางเลือกได้รับการยอมรับว่าดี ควรจะเกิดขึ้นในสังคมไทยเพราะคลื่นความถี่ยังสามารถเพิ่มช่องทีวีได้อีกหลายช่อง ทำไมจึงไม่ช่วยกันเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้สังคมไทยเพื่อทางออกแบบ WIN-WIN ซึ่งน่าจะดีกว่าถูกปั่นหัวเป็นจิ้งหรีดกัดกันทะเลาะกันเพื่อเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแบบ Zero-Sum-Game ผู้ชนะฝ่ายเดียวจะเป็นผู้เล่น ผู้แพ้จะต้องถูกผลักออกไปนั่งนอกเวที จึงเรียนมาเพื่อพิจารณา ขอแสดงความนับถือ อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ผู้บริหาร Nation Channel
|