พิมพ์หน้านี้
|
วันหยุดยาวๆ ของประเทศไทยในเทศกาลสงกรานต์ ทำให้เมืองไทยชุ่มฉ่ำไปด้วย "น้ำ" ช่วยลดความร้อนแรงของ "การเมือง" ไปได้ชั่วคราว แต่ยังไม่สามารถดับความร้อนรุ่มในหัวใจของคนไทยที่อยากจะเห็นบ้านเมืองเข้ารูปเข้ารอยตาม "ระบอบหรือภาวะปกติ" เสียที ระบอบปกติคืออะไร แล้วอะไรคือระบอบไม่ปกติ บ้านเมืองของเราอยู่ในช่วง "ไม่ปกติ" หลังการรัฐประหารมาได้ 6 เดือน แต่ยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่า คำมั่นสัญญาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ จะไม่มีการสืบทอดอำนาจเมื่อครบ 1 ปี จะไม่แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ในช่วงยึดอำนาจ "เว้นวรรค" การปกครองในระบอบประชาธิปไตย คำถามใหญ่ที่ไม่ปกติคือ พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ประธานคมช.และผู้บัญชาการทหารบก จะก้าวลงจากตำแหน่งทรงอิทธิพลแท้จริง "ผบ.ทบ." หลังเกษียณสิ้นเดือนกันยายนนี้ โดยยังเหลือตำแหน่งประธานคมช.ที่ไร้ข้อกังวล "ผู้สืบทอดอำนาจ" ในตำแหน่งผบ.ทบ.ที่จะเชื่อมั่นได้ 100% คำถามใหญ่อีกข้อที่อยู่ในภาวะไม่ปกติ ถ้าหากพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและผู้ช่วยเลขานุการคมช.ที่เหลืออายุราชการอีก 1 ปี ผิดหวังในตำแหน่ง "ผบ.ทบ." แล้ว อะไรจะเกิดขึ้น พวกพ้องและบริวารของพล.อ.สพรั่งที่บานสะพรั่งหลังรัฐประหารจะ "ทำใจ" ก้มหน้ายอมรับได้หรือไม่ ระบอบไม่ปกติที่ "อำนาจทหาร" มีมากกว่าขั้วอำนาจอื่นในสังคม ทำให้ "สังคมเสียดุล" จนเกิดความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มต่างๆ เพื่อสร้างดุลอำนาจใหม่ ดังเช่นในช่วงรุ่งเรืองอำนาจสุดขีดของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงปี 2544-2548 เกิดภาวะ "สังคมเสียสมดุล" ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดระแวง (ที่ไม่ได้เกินเลยความจริง) ที่ว่าอดีตนายกฯ ทักษิณกำลังเหลิงอำนาจ "กินบ้านกินเมือง" ผู้คนจำนวนมากยอมให้ระบอบประชาธิปไตยของประเทศถอยหลังไป "หนึ่งก้าว" ตกอยู่ภายใต้อำนาจทหาร ด้วยความเชื่อว่าจะเป็นหนทางเดียวในการหยุดยั้งความเลวร้ายของระบอบทักษิณได้ แต่เวลาอันไม่ปกติเหล่านี้กำลังจะเริ่ม "นับถอยหลัง" เพื่อหวนกลับไปสู่ระบอบปกติที่ดุลอำนาจทางสังคมไม่ผิดปกติ จึงจะทำให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้ไม่ติดหล่มอีกต่อไป ในขณะเดียวกัน "คนไทย" จำนวนมากเกิดความหวาดระแวงว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะไม่ผ่านประชามติในช่วงต้นเดือนกันยายน แต่กลับเริ่ม โหยหา "ระบอบประชาธิปไตย" ที่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง เพื่อทำหน้าที่บริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพเสียที และบางส่วนกำลังเพ้อถึงรัฐบาลทักษิณที่บริหารประเทศสไตล์นักธุรกิจมอง "เป้าหมายสุดท้าย" เป็นหลัก-ไม่สนใจวิธีการ เพราะประชาชนเริ่มเหนื่อยจากการ "อุ้มรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์" กลัวจะ "ถอดใจ" แล้วไม่เหลือใครอาสาเข้ามาช่วยแก้ปัญหาวิกฤติของชาติให้ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่นได้ พื้นฐานจิตใจ "คนไทย" เป็นคนใจดี จึงให้โอกาสนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มี "ต้นทุนสังคม" ความเป็นคนดี ซื่อสัตย์สุจริตทำงานอย่าง "ฤๅษีเลี้ยงเต่า" มาเกือบ 6 เดือนแล้ว ยอมทนทุกข์ทรมานจากความตึงเครียดทางการเมืองใน "ภาวะไม่ปกติ" ของบ้านเมือง ซึ่ง "กลุ่มอำนาจใหม่" กับ "กลุ่มอำนาจเก่า" กำลังเล่นเกมยื้อแย่งอำนาจบนความเสื่อมทรุดของประเทศ ยอมทุกข์ทรมานเอาน้ำลูบท้อง ประหยัดอดออมกัดก้อนเกลือกิน เพราะเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น จนทำให้ "กำลังซื้อ" ในประเทศกำลังเหือดหายในทุกภาคธุรกิจ เขียนเกริ่นถึง "ภาวะไม่ปกติ" หรือ "ระบอบไม่ปกติ" ที่ล้วนมีต้นตอปัญหามาจาก "การเมือง" ย่อมไม่ใช่ "โจทย์ง่าย" ในการแก้ปัญหาตามวิธีปกติที่ผ่านมาแล้วประมาณ 6 เดือน แต่ดูเหมือนว่าประเทศไทยไม่ได้ถอยหลังเฉพาะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยไป 1 ก้าวเท่านั้น แต่กำลังเดินถอยหลังหลงทางในการบริหารเศรษฐกิจจนแทบจะกู่ไม่กลับ เมื่อ "ปัญหาบ้านเมือง" เกิดจาก "ปัญหาการเมือง" เป็นส่วนใหญ่ จึงควรจัดลำดับความสำคัญของ "สิ่งที่ควรทำ" และ "สิ่งที่ไม่ควรทำ" ของคมช.และรัฐบาลในช่วงครึ่งหลังของการรัฐประหาร ซึ่งน่าจะเป็นการแก้ปัญหาแบบการเมือง ที่มีความหมายกว้างกว่าการแก้ปัญหาการเมืองด้วยการตัดสินใจลาออกของพล.อ.สุรยุทธ์ในยามคับขันแก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ สิ่งที่คมช.และกองทัพควรทำและไม่ควรทำในอีก 6-7 เดือนข้างหน้า (ครบ 1 ปีรัฐประหาร 19 ก.ย.2549) @ พล.อ.สนธิควรรีบทำความชัดเจนให้ปรากฏ หลังเกษียณอายุในตำแหน่งผบ.ทบ.สิ้นเดือนกันยายน จะตัดสินใจส่งไม้อำนาจคุมกองทัพให้กับใคร เพื่อทำให้ความคลุมเครือในสังคมและในกองทัพหายไปเสียที ข่าวลือปฏิวัติซ้ำปฏิวัติซ้อนปฏิวัติเงียบ จะได้ไม่หลอกหลอนคนไทยอีกต่อไป @ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผช.ผบ.ทบ.และผู้ช่วยคมช.ควรจะปรับปรุงตัวเองเชื่อฟังคำชี้แนะของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่ขอให้ "ใจเย็นๆ" แต่ควรจะ "ใจร้อน" กับบรรดาพวกพ้องและบริวารคนไหนที่มีเสียงร่ำลือถึงพฤติกรรม "ตบทรัพย์" พล.อ.สพรั่งลองใช้เครื่องสแกน "ปากและมือ" อาจจะมองเห็นร่องรอยมูมมามยังเลอะริมมุมปากกันและกลิ่นตุๆ ยังคงอยู่หลายคน @ พล.อ.สนธิควรทำให้ "น้องๆ นายทหารคมช." ดูเป็นตัวอย่าง ในการเตรียมนำทหาร "ถอยออกจากอำนาจ" เพื่อกลับเข้าสู่กรมกองเช่นเดิม สิ่งนี้จะทำให้สังคมค่อยๆ คลายความหวาดระแวงการสืบทอดอำนาจของคมช.อย่างเป็นรูปธรรม เพราะประชาชนยากจะยอมรับได้ หากคมช.ยังหลงในอำนาจหลังจากมีรัฐบาลใหม่มาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ @ พล.อ.สนธิและคณะนายทหารไม่ควรจะไปชี้นำการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเด็ดขาด มิเช่นนั้น จะสุ่มเสี่ยงต่อการผ่านประชามติ เพราะสังคมระแวงการสืบทอดอำนาจ รวมทั้งการออกมาลุกลี้ลุกลนจี้การทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ให้เสร็จไวๆ @ ข้อสุดท้ายสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง พล.อ.สนธิจะต้องไม่ "ใจอ่อน" ตามการยุยงของ "น้องๆ" บางกลุ่มในกองทัพและเพื่อนพ้องพันธมิตรภายนอก ที่กำลัง "ยกยอ-ปอปั้น" ว่าพล.อ.สนธิถึงพร้อมแล้วสำหรับตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" แทนพล.อ.สุรยุทธ์ที่ล้มเหลวในการบริหารประเทศ "อย่าเล่นกับคำพูด" ให้ตีความได้ว่า พล.อ.สนธิไม่ปฏิเสธตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในอนาคต พวกเขาเชื่อ (ขอเชื่อว่าโดยสุจริตใจ) ว่า หากพล.อ.สนธิเป็นนายกรัฐมนตรี จะทำให้บรรลุแผนขั้นสุดท้ายคือ "กำจัดระบอบทักษิณ" ให้สิ้นซากไปจากแผ่นดินไทย ซึ่งแตกต่างจากแนวทางของพล.อ.สุรยุทธ์ที่ใช้วิธี "เลี้ยงโจร" ให้กลับใจ ด้วยความเชื่อว่า "พระกับโจร" อยู่ร่วมกันได้ หากพล.อ.สนธิผิดคำพูดที่ไม่ต้องการแสวงหาอำนาจเมื่อไร ระวังชะตากรรมจะไม่แตกต่างจากอดีตนายกฯทักษิณมากนัก สิ่งที่รัฐบาลควรทำและไม่ควรทำในอีก 8-9 เดือนข้างหน้า (บนสมมติฐานยังอยู่รักษาการช่วงเลือกตั้งกลางธันวาคม) @ พล.อ.สุรยุทธ์เคยเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของพล.อ.สนธิ แม้ในปัจจุบันโดยตำแหน่งประธานคมช.ของพล.อ.สนธิจะมีอำนาจปลดนายกรัฐมนตรีได้ แต่จะหมดความหมายเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้แทนรัฐธรรมนูญชั่วคราวในช่วงต้นเดือนกันยายน หลังผ่านประชามติ พล.อ.สุรยุทธ์จึงควรเป็นผู้ริเริ่มกระชับความสัมพันธ์ในการทำงานเป็น "ทีมเดียวกัน" ระหว่างรัฐบาลกับคมช. อย่าปล่อยให้พล.อ.สนธิหงุดหงิดงุ่นง่าน เมื่อถูก "น้องๆ" กระทุ้งถึงความไร้ประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาล @ พล.อ.สุรยุทธ์ควรจะยกเครื่อง "งานเร่งด่วน" ยามวิกฤติ 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ 1) การออก "แพ็คเกจ" กระตุ้นเศรษฐกิจโดยทันทีอย่ารอเพื่อปลุกกำลังซื้อครั้งใหญ่ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป 2) การจัดทัพใหม่แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด ให้เป็น "ทีมเดียวกัน" ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพและประชาชน เพื่อ "รุกกลับ" โจรใต้ และ 3) การลงแส้ "รัฐมนตรีขิงแก่" ให้ทำงานแบบ "การเมือง" คำนึงถึงประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ทำงานซังกะตายแบบข้าราชการเกษียณกลัวชีวิตบั้นปลายไม่สงบ @ พล.อ.สุรยุทธ์ควรจะยกเครื่อง "ทีมงาน" ในทำเนียบรัฐบาล คือทีมโฆษกรัฐบาลที่ถือว่า "สอบตก" ในการทำหน้าที่สื่อสารกับประชาชนให้เกิดความเข้าใจในการทำงานของรัฐบาล แม้ว่าทีมงานชุดนี้จะเป็นคนดี ซื่อสัตย์และตั้งใจทำงานทุกคน แต่สังคมประเมินแล้วว่า "สอบตก" จึงควรจะเปลี่ยนทีมงานใหม่ทั้งหมด ทีมโฆษกควรจะรู้สึกละอายใจในหลายๆ กรณี เช่น การแถลงขึ้นเงินเดือนคมช. 30% ผิดพลาด นายทหารคนสนิทนายกฯ พล.ท.นินนาท เบี้ยวไข่มุก ต้องแถลงข่าวนายกฯ ไม่ถอดใจเอง จึงทำให้ประชาชนเชื่อถือ ฯลฯ @ พล.อ.สุรยุทธ์ควรจะรู้จักใช้ "สภานิติบัญญัติ" เป็นโรงงานผลิตกฎหมาย เพื่อช่วยในการบริหารประเทศในระยะสั้นและระยะยาว ดังเช่นรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ยุคหลัง รสช.ที่สามารถแก้ไขและออกกฎหมายใหม่กว่า 300 ฉบับ สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศด้วยธรรมาภิบาลมากขึ้น ท่าทีของสมาชิกสภานิติบัญญัติส่วนใหญ่ค่อนข้างพร้อมจะช่วยรัฐบาล "ทำงาน" ด้านนิติบัญญัติ แต่ดูเหมือนว่ากลไกของรัฐบาลในส่วนของการปรับปรุงกฎหมายยังทำงานแบบปกติท่ามกลางภาวะไม่ปกติ @ พล.อ.สุรยุทธ์ควรจะเลือกหยิบ "งานชิ้นโบแดง" มาทำให้สำเร็จในเวลาที่เหลือ เพื่อให้ประชาชนจดจำกล่าวขานได้ เมื่อพล.อ.สุรยุทธ์พ้นจากตำแหน่ง เช่น การปฏิรูปสื่อทั้งระบบที่มีโอกาสสำเร็จมากที่สุดในยุคนี้ การปรับปรุงกฎหมายและจัดระบบการตรวจสอบและป้องกันทุจริตของนักการเมืองและข้าราชการให้เฉียบขาดมากขึ้น การปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่อย่างเร่งด่วน ฯลฯ พล.อ.สุรยุทธ์ยืนยันหนักแน่น "ไม่ถอดใจ" และเข้าโรงซ่อมเช็คสุขภาพแล้ว หมอรับประกันฟิตเปรี๊ยะทำงานรับใช้ชาติได้ต่อไป ประชาชนจึงขอเชื่ออีกสักครั้งว่า "ฤๅษีจะเลิกเลี้ยงเต่า" แต่เวลาเหลือน้อยเต็มที ระวังประชาชนจะ "ถอดใจ" ออกมาไล่ฤๅษีกลับอาศรม หากครั้งนี้ยังทำงานอีหรอบเดิม |
| << | เมษายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||