พิมพ์หน้านี้
|
"บ้านเมืองของเรา" คงจะไปไม่รอดจริงๆ เมื่อบริษัท นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช รายงานตัวเลขการใช้งบโฆษณาเดือนเมษายน 2550 ในกลุ่ม 10 แบรนด์ที่ใช้จ่ายค่าโฆษณาสูงสุดคือ "จตุคามรามเทพ" มูลค่า 60.4 ล้านบาท สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่ใช้ไปเพียงประมาณ 5.4 ล้านบาท งบโฆษณาของจตุคามรามเทพสามารถเอาชนะเป็นครั้งแรกกับสินค้าประเภทสกินแคร์ (พอนด์ส,ออยล์ออฟโอเลย์ และคลีนิค), โทรศัพท์มือถือ (เอไอเอสกับดีแทค), เครื่องดื่ม (เอ็มกับโคคาโคลา),มอเตอร์ไซค์ (ยามาฮ่า) ฯลฯ ที่ส่วนใหญ่เป็นขาประจำการใช้จ่ายเงินโฆษณาในแต่ละเดือนผ่านทุกสื่อ ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนใน "บ้านเมืองของเรา" กำลังอยู่ในอาการ "ช็อค" จากวิกฤติการเมืองซ้อนวิกฤติเศรษฐกิจ จนผู้คนทุกระดับของสังคมตั้งแต่มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศ จนลงไปรากหญ้ารากแก้วราษฎรเดินดินอยู่ในสภาพหมดที่พึ่งใดๆ หันไปไขว่คว้า "จตุคามรามเทพ" มาแขวนคอเพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ แล้วสถานการณ์ในห้วงเวลาไหนและใครกันบ้าง น่าจะมีส่วนเร่งเร้าทำให้เกิดการแตกหักไปสู่การนองเลือดได้ ? แนววิเคราะห์ต่อไปนี้อยู่บนโลกความเป็นจริงของ "บ้านเมืองของเรา" ในปัจจุบัน ซึ่งน่าจะมีแค่ 2-3 ห้วงเวลาที่มีโอกาสความเสี่ยงขั้นนองเลือด โดยไม่ได้หวังพึ่งอภินิหารจาก "จตุคามรามเทพ" ให้ความคุ้มครอง "บ้านเมืองของเรา" ผ่านพ้นวิกฤติไปอย่างสันติ ห้วงเวลาแรก 30 พฤษภาคม 2550 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดวันตัดสินคดีสำคัญการเลือกตั้งมิชอบเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ 2 พรรคกับพรรคการเมืองขนาดเล็กอีก 3-4 พรรค สมมติฐานที่สอง โทษขั้นรุนแรงปานกลาง ยุบ 2 พรรคใหญ่และพรรคเล็กที่เกี่ยวข้องกับคดี พร้อมกับห้ามกรรมการบริหารที่มีชื่ออยู่ในสำนวนคำฟ้องที่คาดว่าพรรคไทยรักไทยจะมี 8 คนกับพรรคประชาธิปัตย์จะมี 5 คน เกี่ยวข้องดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี สมมติฐานที่สาม โทษขั้นปานกลาง ยุบพรรคไทยรักไทย แล้วไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับห้ามกรรมการบริหารของพรรคไทยรักไทยทั้งหมดเล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปี สมมติฐานที่สี่ โทษขั้นปานกลาง ยุบทุกพรรคที่เกี่ยวข้องกับคดี แล้วไม่ลงโทษกรรมการบริหารพรรคถึงขั้นเล่นการเมือง 5 ปี แต่ห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองใดๆ เป็นเวลา 5 ปี สมมติฐานที่ห้า โทษสถานเบา ไม่ยุบพรรคใดเลยเพราะถือว่าพรรคเป็นนิติบุคคลกระทำความผิดเองไม่ได้ แต่ลงโทษนักการเมืองที่เป็นผู้กระทำความผิดมีชื่ออยู่ในสำนวนคดีประมาณ 20-30 คน โดยห้ามเล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปี แต่เชื่อหรือไม่ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ขัดข้องแต่ประการใด หากเมื่อพรรคการเมืองเดิมถูกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคไปแล้ว สมาชิกพรรคการเมืองเดิมจะมาขอจดทะเบียนก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่ในชื่อเดิมได้ น่าจะถือเสมือนบริษัทที่เป็นนิติบุคคลถูกศาลสั่งล้มละลายจนต้องปิดกิจการไป แล้วต่อมามีผู้ไปขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ใน "ชื่อเดิม" ได้เพราะถือว่าชื่อเดิมไม่อยู่ในสารบบทะเบียนการค้าแล้ว และศาลไม่ได้สั่งห้ามใครใช้นำชื่อบริษัทนั้นๆ ไปจดทะเบียนจัดตั้งใหม่อีก กรณียุบพรรคการเมืองก็น่าจะอยู่ในแนวทางปฏิบัติเดียวกัน ผมจึงไม่เห็นว่าคดียุบพรรคในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ จะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงจนประชาชนที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค ออกมาชุมนุมไม่ยอมรับคำตัดสินจนเกิดปะทะกันถึงขั้นนองเลือดได้อย่างไร หาก "นักการเมือง" ที่ถูกลงโทษยอมรับคำตัดสิน ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรแล้วบอกกับสมาชิกพรรคว่าหนทางต่อสู้ข้างหน้ายังมีอยู่ เช่น รวมตัวไปจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ในชื่อเดิมหรือใกล้เคียงแล้วใช้กรรมการบริหารชุดใหม่ ฯลฯ ผมจึงไม่เชื่อว่าจะมีใครจงรักภักดีกับพรรคการเมือง จนถึงขั้นออกมาชุมนุมต่อต้านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประกาศตัวยอมตายแทน "นักการเมือง" ที่ถูกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงโทษห้ามเล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปี แม้กระทั่งการลงโทษอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยห้ามเล่นการเมือง 5 ปีเช่นกันก็ตาม ยกเว้นกรณีเดียวคือ นักการเมืองของพรรคไทยรักไทยที่ถูกลงโทษแล้วไม่ยอมรับคำตัดสิน ต่อท่อน้ำเลี้ยงหันไปใช้บริการ "นอมินี" ชุมนุมอย่างกลุ่มพีทีวี, กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ฯลฯ แล้วชุมนุมยั่วยุปลุกระดมจนถึงขั้นบุก "เผา" ศาลรัฐธรรมนูญหรือบุกทำเนียบ แต่สถานการณ์รุนแรงถึงขั้นปะทะนองเลือดจะไม่เกิดขึ้นเลย หากรัฐบาลและคณะมนตรีความมั่นคง (คมช.) หามาตรการป้องกันไว้ก่อนแต่เนิ่นๆ แล้วกำชับอย่างเด็ดขาด "ห้ามลั่นกระสุน" หรือใช้มาตรการรุนแรงปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ยอมรับคำตัดสิน ห้วงเวลาที่สอง 2 กันยายน 2550 วันลงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สมมติฐานที่หนึ่ง ประชาชนออกมาใช้สิทธิเกินกว่า 50% ของผู้มีสิทธิ แล้วเสียงส่วนใหญ่ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากเป็นกรณีนี้ "บ้านเมืองของเรา" จะมุ่งหน้าไปสู่การเลือกตั้งค่อนข้างแน่นอน สมมติฐานที่สอง ประชาชนออกมาใช้สิทธิเกินกว่า 50% ของผู้มีสิทธิ แล้วเสียงส่วนใหญ่ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากเป็นกรณีนี้ "บ้านเมืองของเรา" จะยืนบนทางสองแพร่งทั้งขั้นขัดแย้งรุนแรงไปสู่การนองเลือดได้ สมมติฐานที่สาม ประชาชนออกมาใช้สิทธิน้อยกว่า 50% ของผู้มีสิทธิ แล้วเสียงส่วนใหญ่ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กรณีนี้จะใกล้เคียงกับสมมติฐานแรก แต่การเลือกตั้งอาจจะถูกป้ายหน้าผากว่า "ขาดความชอบธรรม" เพราะผู้มาใช้สิทธิไม่ถึง 50% บนสมมติฐานเดียวที่มีโอกาสนำไปสู่สถานการณ์นองเลือดได้คือการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อีกนัยหนึ่งหมายความว่าประชาชนแสดงประชามติไม่ยอมรับ คมช., รัฐบาลและทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร แต่สถานการณ์ขั้นรุนแรงเช่นนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้ หาก คมช.กับรัฐบาลจริงใจกับการเปลี่ยนถ่าย "บ้านเมืองของเรา" ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่ง "การเลือกตั้ง" เป็นสัญลักษณ์เด่นชัดที่สุด แม้จะไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุดในระบอบประชาธิปไตยก็ตาม #หากสภาร่างรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ดึงดันดื้อรั้น ยอมรับเสียงทักท้วงแก้ไขข้อบกพร่องของ "ร่างรัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็น" ที่มี 4-5 เรื่องใหญ่ๆ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย #หาก คมช.แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ต้องการสืบทอดอำนาจในทุกๆ ช่องทาง ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมใน "ร่างทรง" ใดๆ แล้วส่งสัญญาณให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่มีท่าทีขัดขืน #หาก คมช.ไม่แสดงอำนาจหรือท่าที "ข่มขู่" บังคับให้ประชาชนยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะถูกแก้ไขประเด็นต่างๆ ไปแล้วก็ตาม เพราะกลุ่มต่อต้าน คมช.(ทั้งจากกลุ่มอำนาจเก่ากับกลุ่มนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวอย่างบริสุทธิ์) จะต้องรณรงค์ไม่ให้รับรัฐธรรมนูญฉบับที่มี "ดีเอ็นเอจาก คมช." อยู่วันยังค่ำ #คมช.กับรัฐบาลควรจะแสดงความจริงใจที่เป็นประชาธิปไตยตั้งแต่บัดนี้ ด้วยการประกาศแนวทางให้ชัด กรณีประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า คมช.กับรัฐบาลจะนำรัฐธรรมนูญฉบับเก่าปีไหนมาปัดฝุ่นแก้ไขประเด็นอะไรบ้าง เพื่อให้ประชาชนยอมรับแล้วนำไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว ประมวลดูแล้ว หากทำตามสมมติฐานขั้นตอนข้างต้น สถานการณ์หลังวันลงประชามติ 2 กันยายน 2550 จะไม่น่าห่วงใดๆ เลยว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งใน "บ้านเมืองของเรา" จนถึงขั้นนองเลือด หาก คมช., รัฐบาล และสภาร่างรัฐธรรมนูญ เร่งทำ "การบ้าน" แก้ไขยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยังมีอีกหลายประเด็นที่เขียนมาด้วยความกลัวนักการเมือง, กลัวอดีตนายกฯ ทักษิณ แม้ว่าจะมีหลายประเด็นที่น่าจะ "ถูกใจ" ภาคประชาชนที่มีอำนาจมากขึ้นเป็นประชาธิปไตยทางตรงจากประชาชนอย่างชัดเจน ยกเว้นกรณีเดียวที่จะมีโอกาสพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงจนนองเลือด หาก คมช.รู้สึก "เสียหน้าเสียรังวัด" ถึงขั้นคว้าเอารัฐธรรมนูญฉบับใต้ท็อปบูตที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมาประกาศใช้ที่เป็นการบังคับข่มขืนใจประชาชนให้ยอมรับโดยดุษฎี แล้วจัดการเลือกตั้งอย่างฉุกละหุกขึ้นเพื่อพยายามสร้างความชอบธรรมให้กลับมาหรือเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอย่างไม่มีกำหนด แต่ที่สำคัญที่สุด สถานการณ์ "นองเลือด" จะไม่เกิดขึ้นเลยใน "บ้านเมืองของเรา" ไม่ว่าในห้วงเวลาใดนับจากนี้ที่ประเทศกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนถ่ายจากภายใต้รัฐบาลรัฐประหารไปสู่รัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง หาก "ตัวละครหลักๆ" ทั้งกลุ่มอำนาจเก่า (อดีตนักการเมืองพรรคไทยรักไทยที่อ้างเป็นสื่อทีวี, มือปืนรับจ้างชุมนุม ฯลฯ), กลุ่มต่อต้านรัฐประหารด้วยความบริสุทธิ์ใจ, กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ควรจะเป็นอดีตไปแล้ว, กลุ่มสมัชชาประชาชนที่ไม่เอา พล.อ.สุรยุทธ์ ฯลฯ ควรจะเลิกเสียทีกับการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างด้วยการออกมา "ชุมนุม" หรือ "ข่มขู่" ประชาชน เป็นระยะๆ ด้วยการวาดภาพว่า "บ้านเมืองของเรา" กำลังจะพินาศนองเลือด หากไม่ยอมทำตามใจ "ตัวกู" ที่มักมี "วาระซ่อนเร้น" บนผลประโยชน์ตัวเอง อย่าคิดว่าประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ "โง่" หลงเชื่อง่าย จนสามารถ "จูงจมูก" ไปชุมนุมขับไล่ใครอีกก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมต่อต้าน คมช., รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ หรืออดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ประชาชนส่วนใหญ่เบื่อหน่าย "พวกคุณ" ทั้งสองฝ่ายเต็มทนแล้ว อย่าทำอวดดี-ตะโกนด่าคนอื่นแล้วยกตัวว่าเก่งกว่าดีกว่าคนอื่น จนไม่รู้ตัวว่านั่นคือการแสดงพฤติกรรมอันน่ารังเกียจแค่ไหน (อ่านบทความย้อนหลังและแสดงความคิดเห็นตลอด 24 ชั่วโมง ทาง www.oknation.net/blog/adisak) |
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||