พิมพ์หน้านี้
|
ย้อนกลับไปหนึ่งปี เมื่อเช้าวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ภาพอันงดงามยังฝังอยู่ในความทรงจำของคนไทยทั่วประเทศและชาวต่างประเทศทั่วโลก ที่ได้รับชมการถ่ายทอดสดภาพพสกนิกรชาวไทยเรือนล้าน เดินทางจากทั่วทุกสารทิศมายังลานพระบรมรูปทรงม้าทอดยาวคลื่นมนุษย์ไปตลอดถนนราชดำเนินนอก พร้อมใจกันใส่เสื้อเหลืองอันเป็นสีสัญลักษณ์เข้าร่วมพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่ เข้าเฝ้าแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่ในหลวงทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ซึ่งถือเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ติดต่อกันยาวนานที่สุดในโลก บรรยากาศการปรองดองชั่วคราวของสังคมไทยในช่วง 1 ปีย้อนหลัง ก่อนถึงวันอันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ไทย 9 มิถุนายน 2549 แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับก่อนวันที่ 9 มิถุนายนปีนี้ที่ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งและล่อแหลมจะนำไปสู่การนองเลือดมากกว่าปีที่แล้ว แม้ว่าความแตกแยกทางความคิดในสังคมไทยระหว่าง "คนรักทักษิณ" กับ "คนชังทักษิณ" ในช่วงนั้นแทบไม่ได้แตกต่างจากสถานการณ์ช่วงนี้เลย แต่สถานการณ์ปัจจุบันหลังการรัฐประหารผ่านมาได้ร่วม 8 เดือนแล้วกำลังกลับตาลปัตร แทบจะย้อนกลับไปเหมือนกับช่วงก่อนรัฐประหารปี 2549 ประชาชนส่วนใหญ่ในสังคม ยังมีทั้ง "คนรักทักษิณ" และ "คนชังทักษิณ" คละเคล้ากันไปเช่นเดิม แต่พวกเขาส่วนใหญ่กลับเกิดความรู้สึกเดียวกัน คือเอือมระอากับสถานการณ์ความตึงเครียดใน "บ้านเมืองของเรา" เต็มทนแล้ว พวกเขากำลังอยู่ในสภาพหดหู่ สิ้นหวัง และประสาทเสียกับสภาพความขัดแย้งในสังคมไทยที่บ่อนทำลายเศรษฐกิจอย่างหนักและกำลังจะบ่ายหน้าไปสู่การปะทะนองเลือดในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ อันเนื่องจากปัญหายุบพรรคไทยรักไทยกับประชามติรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งที่เริ่มมีความไม่แน่นอนอีกแล้ว กลุ่มคนรักทักษิณ อันประกอบด้วย กลุ่มพีทีวี และกลุ่มอื่นๆ ที่อ้างการชุมนุมต่อต้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ,รัฐบาล และโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มาหลายเดือน ได้ผนึกเป็นเนื้อเดียวกับอดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย ที่ไม่พอใจคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ โดยตั้งชื่อกลุ่มไม่ปิดบังอำพรางเป็นอีแอบอีกต่อไปว่า "กลุ่มคนรักทักษิณ ไม่เอาเผด็จการ" แนวร่วมใหม่ได้ประกาศอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจทหารที่ยึดกุมอำนาจรัฐในปัจจุบันว่ามีเป้าหมายจะทำทุกวิถีทางโค่นล้มคมช.และในวันที่ 24 มิถุนายนนี้ จะนัดชุมนุมครั้งใหญ่ให้ถึง 1 ล้านคน เพื่อเผด็จศึกคมช.ให้ได้ เมื่อปีที่แล้ว พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศดีเดย์ว่า ในวันที่ 20 กันยายน 2549 จะนัดชุมนุมใหญ่ให้ได้ถึง 1 ล้านคน เพื่อขับไล่รัฐบาลทักษิณออกจากทำเนียบรัฐบาลให้ได้ แต่พล.อ.สนธิได้ฉวยจังหวะที่อดีตนายกฯ ทักษิณอยู่ในต่างประเทศ เคลื่อนกำลังทหารออกมายึดอำนาจรัฐบาลทักษิณในคืนวันที่ 19 กันยายน 2549 ด้วยเหตุผลเบื้องต้น เพื่อป้องกันการจลาจลนองเลือด ในวันที่ 20 กันยายนที่จะมีประชาชนสองฝ่าย "คนรักทักษิณ" กับ "คนชังทักษิณ" ออกมาชุมนุมต่อสู้กันบนท้องถนนในกรุงเทพมหานคร ผมลำดับเรื่องราวย้อนกลับไปสั้นๆ เพื่อจะร้องขอให้ตัวละครหลักๆ ในสังคมไทย ที่กำลังทะเลาะเบาะแว้งกัน ควรจะเลิก "กัดกัน" ได้แล้ว "บ้านเมืองของเรา" กำลังจะพังพินาศในทุกๆ ภาคส่วน ดัชนีความสุขของประเทศไทยหล่นไปอยู่ในอันดับ 105 เกือบตำแหน่งบ๊วยในโลกแล้ว ขอร้องเถอะ "คนรักทักษิณ" ที่กำลังเร่งตีเหล็กให้ร้อน เร่งระดมคนมาชุมนุมขับไล่คมช.ให้ได้ 1 ล้านคน ในขณะที่ "คนชังทักษิณ" กำลังเฝ้ามองการกระทำของกลุ่ม "คนรักทักษิณ" ว่าจะต้องออกมาตอบโต้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งคงไม่พ้นรูปแบบการ "ชุมนุม" เพื่อแสดงพลังอีกเช่นเดียวกัน การแสดงจุดยืนใดๆ ในสังคมประชาธิปไตย แม้ว่า "บ้านเมืองของเรา" ในช่วงนี้ไม่ได้อยู่ในยุคประชาธิปไตย 100% แต่ไม่จำเป็นว่าทุกครั้งจะต้องแสดงพลัง ด้วยการ "ชุมนุม" อย่างเดียว ซึ่งค่อนข้างสุ่มเสี่ยง และยากต่อการควบคุมฝูงชน พวกเราเป็นคนไทยด้วยกัน ควรจะตระหนักถึงการแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวง เนื่องในปีมหามงคลทรงพระชนมายุครบ 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 การ "ชุมนุม" แสดงพลังด้วยการสร้างอารมณ์ร่วมปลุกระดมให้ฮึกเหิม จนไม่กลัวกระสุนปืนอีกแล้ว รังแต่จะสุมไฟทำให้สถานการณ์ "บ้านเมืองของเรา" เร่าร้อนหนักขึ้นๆ จนทำให้ "ในหลวงของเรา" ทรงทุกข์ระทมยิ่งกว่า "วิกฤติที่สุดในโลกของประเทศไทย" ที่ยังไม่ได้คลี่คลายไปตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว ขอร้องเถอะ หยุดอวดศักดาสำแดงพลัง "กัดกัน" ไม่อายหมาบ้างหรือไง ควรจะช่วยกันทำให้ "บ้านเมืองของเรา" เกิดบรรยากาศการปรองดองขึ้นมา แล้วหันหน้ามา "คุยกัน" เยี่ยงคนไทยส่วนใหญ่ที่มีนิสัยรักสันติและชอบการประนีประนอมมากกว่าแตกหัก อดีตส.ส.และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ควรจะลดราวาศอกในความเคืองแค้นที่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วหาทางรวมพลังกับประชาชนและพรรคการเมืองอื่นๆ ช่วยกันฝ่าด่านผลักดันให้ "ประเทศไทย" หลุดออกจากระบอบเผด็จการทหารไปสู่รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วค่อยกลับไปต่อสู้กันทางความคิดในวิถีทางระบอบประชาธิปไตยที่ผ่านการเลือกตั้งตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ในรัฐสภาที่ประชาคมโลกยอมรับ ส่วนกลุ่มพลังต่างๆ จะออกมาเดินขบวนบนท้องถนนหรือสถานที่สาธารณะเพื่อแสดงจุดยืนใดๆโดยสันติ ย่อมอยู่ในวิสัยที่พึงกระทำได้บนพื้นฐานความจำเป็น แต่ไม่ควรจะใช้สิทธิอย่าง "พร่ำเพรื่อ" จนกลายเป็น วัฒนธรรมทางการเมือง ของประเทศนี้ ที่ทุกเรื่องจะต้องออกไปแสดงพลังบนท้องถนน ข้อเสนอการสร้างบรรยากาศความปรองดอง เพื่อป้องกันเส้นทางไปสู่การนองเลือด มิได้หมายความว่า ขอร้องให้ทุกฝ่ายกลบฝังความผิดที่ผ่านไปแล้ว โดยไม่มีการสอบสวนการกระทำความผิดทุจริต แต่ควรจะทำให้เกิดการยอมรับว่า คดีความทุกอย่างจะเป็นไปตามครรลองของกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง ตัวละครหลักๆ ที่มีบทบาทในการปลุกปั่นสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น ควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและคำพูดเพื่อทำบรรยากาศการปรอให้เกิดงดองมีอยู่ด้วยกันหลายคน โดยบุคคลสำคัญ 2-3 คนเท่านั้น ที่จะเป็นกุญแจไขไปสู่การสร้างบรรยากาศการปรองดองกันได้ เพื่อป้องกันการนองเลือดที่มีทีท่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้า คนแรกคืออดีตนายกฯ ทักษิณ ควรจะหยุดส่งสัญญาณให้ "คนรักทักษิณ" เกิดความหวังว่าจะต้องรวมตัวกันต่อสู้เพื่อให้คุณทักษิณกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่สองเสียที เพื่อหวังจะมาปลดปล่อย "พวกเขา" จากอำนาจเถื่อนของคณะทหาร ที่ทำให้ "พวกเขา" อดอยากปากแห้ง เพราะไม่ได้เงินประชานิยม และที่สำคัญ จะต้องแสดงออกทั้งวาจาและการกระทำว่าไม่ได้ต่อ "ท่อน้ำเลี้ยง" ให้กับกลุ่มใดอีกแล้ว รวมทั้งการประกาศวางมือทางการเมืองในช่วงนี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ หรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นสัญญาประชาคม เพราะพวกเขาคนรักทักษิณประเมินว่า หนทางเดียวที่จะทำให้คุณทักษิณกลับมาได้ คือ "สู้ขั้นแตกหัก" เพื่อเร่งให้เกิดการนองเลือด แล้วคมช.จะยิ่งสูญเสียความชอบธรรมลงไปจนอยู่ไม่ได้ หรือถ้าหากปฏิวัติซ้ำก็จะยิ่งทำให้อายุของคมช.สั้นลงไปอีก วันเวลาการกลับบ้านของคุณทักษิณจะเร็วขึ้น ทำไมพวกเขาคิดเช่นนี้ ? วิเคราะห์ว่าพวกเขา (โดยเฉพาะคนรักทักษิณอย่าง "รักแท้" ไม่ลืมหูลืมตากับอดีตส.ส.ไทยรักไทยกลุ่มนกแล) รู้สึกอัดอั้นตันใจที่ถูกปฏิบัติอย่าง "อยุติธรรม" ในหลายๆ เรื่อง ซึ่งหากพิจารณาโดยไม่อคติฝ่ายใด ย่อมมองเห็นได้ว่า สภาพการณ์ไม่ได้แตกต่างจากในยุครัฐบาลทักษิณ ที่ใช้อำนาจรัฐเอาเปรียบคนอื่นมากนัก เช่น กรรมการคตส.บางคนออกอาการไล่ล่าล้างแค้นคุณทักษิณที่พวกเขายังรักกับพวกพ้องประหนึ่งนิทานอีสป "หมาป่ากับลูกแกะ" จริงๆ ,พรรคไทยรักไทยถูกยุบพรรคแล้วตัดสิทธิทางการเมืองทุกคน 111 คน ทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำผิด , การแสดง "อำนาจเหนือกว่า" ของกรรมการกกต.คุณสดศรี สัตยธรรม ที่ยืนกรานไม่ให้จดทะเบียนชื่อพรรคไทยรักไทยใหม่ ฯลฯ ส่วนเรื่องรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ไม่ได้ใส่ใจกับนโยบายประชานิยม หว่านเงินให้รากหญ้า เพราะเห็นว่าเกิดผลเสียมากกว่า จนทำให้เงินหมุนเวียนเหือดหายไปจากท้องถิ่น น่าจะเป็นเพียงประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาบังหน้าสร้างความชอบธรรมในการชุมนุม และ "หาเรื่อง" พูดให้ "รากหญ้า" คล้อยตามจะได้เข้ามาร่วมมากขึ้น คนชนบทในภาคอีสานและภาคเหนือส่วนใหญ่ อาจจะยัง "รักทักษิณ" จริง แต่ไม่ได้ถึงขั้นคลั่งไคล้ "ขาดทักษิณ" ไม่ได้ หาก "ผู้นำประเทศ" คนใหม่สามารถสนองตอบความต้องการของคนรากหญ้าได้ในระดับที่ไม่ด้อยไปกว่าคุณทักษิณทำเป็นตัวอย่างไว้ จึงไม่น่าจะไปวิตกกังวลมากเกินไปว่า คนชนบทจะยึดติดกับคุณทักษิณจนไม่ยอมรับใครอีกแล้ว คนที่สองคือพล.อ.สนธิ ประธานคมช. ควรจะเลิกฝันร้ายลงจาก "หลังเสือ" ในช่วงเกษียณอายุ 30 กันยายนนี้ ควรจะ "หูหนัก" อย่าไปหลงเชื่อ "หมอดู" ว่าจะต้องเป็น "นายกรัฐมนตรีคนต่อไป" แทนพล.อ.สุรยุทธ์ เพื่อจัดการปัญหาบ้านเมือง เพราะจะติด "กับดัก" กลุ่มต่อต้านคมช.ที่ยั่วยุให้พล.อ.สนธิหมดความอดกลั้น แล้วใช้กำลังเข้าปราบการชุมนุม จนทำให้เกิดการจลาจลนองเลือด แล้วพล.อ.สุรยุทธ์ตัดสินใจลาออกตามคำมั่นสัญญา เพื่อให้พล.อ.สนธิเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง พล.อ.สนธิควรจะ "ปราม" สมาชิกคมช.บางคน เช่น พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกให้รู้จัก "หลักธรรมาภิบาล" ในการบริหารรัฐวิสาหกิจ 2 แห่งที่เข้าไปเป็นประธาน ด้วย ควรจะ "ห้าม" บรรดา "ที่ปรึกษา" อย่าใช้ "อำนาจดิบ" ไปทำทีว่าจะสะสางทุจริตใน 2 รัฐวิสาหกิจอย่างเด็ดขาดนั้น ซึ่งรังแต่จะถูกคำติฉินนินทาว่าหวัง "ตบทรัพย์" มากกว่า คนชั้นกลางจำนวนมาก (ทั้งรักทักษิณและชังทักษิณ) ค่อนข้างจะมอง พล.อ.สพรั่งว่าอยู่ในภาวะ "เหลิงอำนาจสุดๆ" และบรรดาข้าทาสบริวารก็กำลัง "ละเลงอำนาจ" กันเลอะ แทบจะไม่ต่างจากยุคทักษิณที่ปล่อยให้ญาติพี่น้องเพื่อนพ้องรุมทึ้งผลประโยชน์ในรัฐวิสาหกิจ มิหนำซ้ำยังค่อนไปในทางมูมมามน่าขยะแขยงมากกว่าเสียด้วย ไม่ได้ขอร้องให้สมานฉันท์เลิกแล้วต่อกัน โดยไม่สนใจว่าใครทำอะไรผิด แต่อยากจะขอให้ "คุยกัน" ดีๆ เพื่อสร้างบรรยากาศ "ปรองดอง" เลิกกัดกัน "ชั่วคราว" เพื่อรวมพลังขับเคลื่อนประเทศไทยให้เปลี่ยนถ่ายจากระบอบประชาธิปไตยใต้อำนาจทหารไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่อยู่ในกติกาเดียวกันกับประชาคมโลก แต่ประเทศไทยยังคงมีสิ่งประเสริฐกว่าคือภายใต้พระมหากษัตริย์ อันทรงเป็นพระประมุข ที่ทำให้ "บ้านเมืองของเรา" ร่มเย็นสงบสุขมาช้านานตลอดรัชสมัยของพระองค์
|
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |