พิมพ์หน้านี้
|
อ่านถ้อยแถลงคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่พูดออดอ้อนขอความเห็นใจลงแผ่นวีซีดีฉายผ่านจอโปรเจ็คเตอร์กลางท้องสนามหลวงให้ "กลุ่มคนรักทักษิณ" รับชมกันเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาแล้ว เกิดความรู้สึกสงสารและเห็นใจในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งที่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว แต่กลับสังเวชและสมเพช ในฐานะอดีตผู้นำที่ไม่ได้เป็นห่วง "บ้านเมืองของเรา" เลยว่าหลังจากพูดออกไปแล้วจะสร้างความวุ่นวายมากขึ้นหรือไม่ แต่เนื้อหาคำพูดส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าคุณทักษิณเป็นห่วงเงินสดกว่า 5.2 หมื่นล้านที่ถูกอายัดไว้ 60 วัน และห่วงลูกเมียที่รู้สึกว่าถูกรังแกมากกว่า แม้จะบอกว่าอยากให้ "บ้านเมืองของเรา" กลับคืนสู่สันติ คุณทักษิณคงจะ "ป่วยทางใจ" หรืออาจจะป่วยทางจิตจริงๆ จากการทุกข์ระทมใจเป็นอย่างยิ่งกับการหล่นจากบัลลังก์อำนาจอย่างไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนจากการถูกรับประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เพราะจนป่านนี้แล้วคุณทักษิณยังพูดแบบย้ำคิดย้ำทำวกวนกลับไปกลับมาอยู่ไม่กี่เรื่อง และไม่เคยรู้สำนึกเลยว่าได้ทำผิดหลายอย่างจนเกิดความวุ่นวายใน "บ้านเมืองของเรา" เช่น แลกเช็คมาก่อน จนเกือบติดคุก (นักธุรกิจส่วนใหญ่ในประเทศนี้มีประสบการณ์เหมือนกัน อย่าคุยโวนักเลย) รวยแล้วอยากช่วยชาติ (แต่กลับอ้างว่ารวยแล้วไม่โกง เมื่อสังคมรู้ทันจะบอกว่าโกงนิดหน่อยทวงบุญคุณเสียสละทำงาน) ทำไมรังแกลูกเมีย (แล้วทำไมชอบโอนหุ้นซุกเงินให้ลูกกับเมีย จนต้องเดือดร้อนไปด้วย) 5 ปีที่ทำงานมา ไม่เคยมีประโยชน์ต่อบ้านเมืองเลยหรือ (แล้วแยกแยะได้หรือไม่ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับส่วนรวม) ผมพร้อมคุยอย่างลูกผู้ชาย (ลูกผู้ชายตัวจริงคงไม่เล่นเกมต่อท่อน้ำเลี้ยงจนป่วนเมืองและจะต้องคำไหนคำนั้น) เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ (แล้วทำไมคนยังสงสัยในพฤติกรรมบางอย่างของคุณทักษิณและคนรอบข้าง) เลิกเล่นการเมืองแล้ว (ตัวอย่างนักการเมืองที่เลิกเล่นการเมืองจริงๆ มักทำตัวล่องหนหายไปจากสังคม) ฯลฯ แต่ละคำพูดมักขัดแย้งกันเองและยังเหมือนเดิมคือปากอย่าง-ใจอย่าง หรือปากกับใจไม่ตรงกัน จนทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าคุณทักษิณเลือกต่อสู้ขั้นแตกหักโดยไม่สนใจว่า "บ้านเมืองของเรา" จะยับย่อยแค่ไหน หรือจะวางมือทางการเมืองเลิกต่อท่อน้ำเลี้ยงให้กับกลุ่มผู้สนับสนุนต่างๆ เพื่อสร้างบรรยากาศของ "บ้านเมืองของเรา" ให้ลดความขัดแย้งลง แล้วค่อยๆ เปลี่ยนถ่ายไปสู่การเลือกตั้งในปลายปีนี้ พฤติกรรมของคุณทักษิณที่ไม่ตรงกับปากบอกว่าอยากให้ "บ้านเมืองของเรา" สามัคคีกันคือไม่เคยปรามผู้สนับสนุนกลุ่มต่างๆ ให้สงบสติอารมณ์ลงหรือชุมนุมกันอย่างสันติ หรือเลือกยืนหยัดต่อสู้อย่างสันติวิธีจริงๆ ด้วยรูปแบบต่างๆ ที่ไม่สุ่มเสี่ยงเกิดความรุนแรง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะคุณทักษิณไม่มีความเข้าใจในการต่อสู้แบบสันติวิธีหรืออารยะขัดขืน จึงไม่รู้จักการต่อสู้ในรูปแบบอื่นที่ไม่ได้มีแค่การชุมนุมแล้วปลุกระดมด้วยถ้อยคำหยาบคายเพื่อให้มวลชนเจ็บแค้นแทน แต่คุณทักษิณกลับส่งสัญญาณเป็นระยะๆ ผ่านสื่อในรูปแบบต่างๆ ที่มีการจัดตั้งขึ้นจากเครือข่ายคนรักทักษิณ เพื่อ "เลี้ยงกระแส" ด้วยสัญชาตญานของ "นักการตลาดการเมือง" ที่ไม่มีวี่แววว่าจะเลิกเล่นการเมืองเลย แต่เป็นการเล่นเกมการเมืองรบนอกรูปแบบอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ด้วยการใช้ "ความเก่ง-ความรวย" จ้างบริษัทพีอาร์ต่างชาติและบริษัทกฎหมายต่างชาติ พยายามสร้าง "วาระข่าว" ของตัวเองที่เป็นกลยุทธ์ยึดพื้นที่สื่อในต่างประเทศและในประเทศ เพื่อตอกย้ำคนไทยให้จดจำ "แบรนด์ทักษิณ" ได้ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมและยังเป็นห่วงประเทศ หากคุณทักษิณจริงใจอยากให้ "บ้านเมืองของเรา" สงบสันติ ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกันเลิกทะเลาะเบาะแว้งด้วยอารมณ์รุนแรง จนนักธุรกิจทั่วโลกเริ่มเบือนหน้าหนีประเทศนี้ไปจนเกือบหมดแล้ว ควรจะเริ่มต้นแสดงออกด้วยการกระทำหลายๆ อย่าง ก่อนจะนำไปสู่การเปิดเจรจาเพื่อหาหนทางยุติความขัดแย้งระหว่างคุณทักษิณกับคณะมนตรีความมั่นคงและรัฐบาล เช่น เลิกจ้างคุณนพดล ปัทมะ ในฐานะโฆษกประจำตัวเพื่อแถลงข่าวตอบโต้ข้อกล่าวหารายวัน แต่จำกัดหน้าที่ให้เป็นเฉพาะ "ทนายความ" เพื่อแก้ต่างข้อกล่าวหาที่คิดว่าไม่เป็นธรรมในกระบวนการศาลยุติธรรมเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณทักษิณเชื่อมั่นในความยุติธรรมของศาลจริงๆ หรือกำลังต่อสู้ในระบบศาลเพื่อให้ได้ความยุติธรรมกลับคืนมา เลิกให้ความหวังกับอดีตลูกพรรคไทยรักไทยที่ยังคอยแบมือรับเงินเดือนในภาวะ "ว่างงานการเมือง" เพราะหลายคน "อ่านใจ" คุณทักษิณ ได้ถูกต้องว่าชอบคนที่พร้อมถวายชีวิตสู้แทน ดังเช่น คุณเนวิน ชิดชอบ กับคุณยงยุทธ ติยะไพรัช ที่เป็นคนโปรด จึงทำให้เกิดการรวมตัวของ "อดีตส.ส.นกแล" ที่ไม่ค่อยมีใครอุปถัมภ์ตั้งกลุ่มคนรักทักษิณไม่เอาเผด็จการ แล้วเกณฑ์คนเข้าไปร่วมกับกลุ่ม "คนรักทักษิณ" ที่สนามหลวง จนดูเหมือนว่า "ม็อบจุดติด" ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา เลิกให้ความหวังกับ "คนรักทักษิณ" (ที่มีทั้งรักแท้กับรักเงิน) ว่าคุณทักษิณจะกลับมาเล่นการเมืองเป็น "นายกรัฐมนตรี" อีกครั้งเพื่อหว่านเงินให้รากหญ้าชุ่มฉ่ำ ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากว่าหลังตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสิทธิทางการเมืองคุณทักษิณและกรรมการบริหาร 111 คนของพรรคไทยรักไทยเป็นเวลา 5 ปี "กลุ่มคนรักทักษิณ" กลับยิ่งมีความหวังว่าจะสู้แตกหักเพื่อให้คุณทักษิณกลับมาเป็นนายกฯ ในเร็ววันได้ ควรจะคุยกันในครอบครัวจริงจังเสียที เพื่อเห็นตรงกันว่าการต่อสู้เรียกศักดิ์ศรีของคุณทักษิณคืนมาน่าจะดีกว่า หากมาจากการต่อสู้อย่างสันติผ่านกระบวนการยุติธรรมโดยไม่ใช้วิธี "เลี้ยงกระแสมวลชน" เพื่อต่อรอง แล้วเกลี้ยกล่อม คุณหญิงอ้อ ศรีภริยาสุดที่รัก ให้หักห้ามใจเสียเถอะกับอำนาจที่หลุดลอยไปแล้ว เลิกเจ้าคิดเจ้าแค้น จะเอาคืนให้ได้ทุกรูปแบบทุ่มไม่อั้น เพราะได้ยินเสียงเล่าลือบอกกันต่อมาว่าคุณหญิงอ้อนั่นแหละ ที่ไม่ยอมให้คุณทักษิณเลิกเล่นการเมืองเพื่อหวัง "เอาคืน" ทั้งอำนาจและทรัพย์สิน ผมคิดว่าคุณทักษิณควรจะเริ่มจากการแสดงออกด้วยการกระทำเพียงไม่กี่เรื่อง เพื่อทำให้สังคมส่วนรวมเกิดความไว้วางใจว่าคุณทักษิณวางมือทางการเมืองจริงๆ แล้วหลังจากนั้นการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมอย่างถึงที่สุด เพื่อเรียกศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิกลับคืนมาของคุณทักษิณ จะอยู่ใน "สายตา" และจะได้รับการ "ขานรับ" จากสังคมไทยและประชาคมโลกที่เชื่อมั่นในระบบศาลสถิตยุติธรรมมากกว่าอำนาจจากการรัฐประหารอยู่แล้ว หากคุณทักษิณเชื่อมั่นและยืนหยัดการต่อสู้ในแนวทางนี้ จนศาลสูงสุดมีความเห็นว่าคุณทักษิณไม่ได้มีพฤติกรรมคดโกงประเทศชาติตามข้อกล่าวหาของ คมช. คุณทักษิณมีโอกาสสูงยิ่งในการกลับมาเป็น "นายกรัฐมนตรี" ได้อีกครั้งอย่างเต็มภาคภูมิจริงๆ ผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่มีความเที่ยงธรรม คุณทักษิณจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมเห็นว่าต้องการเข้ามาทำงานรับใช้ประเทศชาติเพื่อทดแทนบุญคุณแผ่นดิน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ จริงๆ เพราะรวยแล้วไม่โกงและไม่ได้เข้ามาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนใดๆ หากทำได้เช่นนี้จริง คุณทักษิณจะได้รับการยกย่องมากกว่าเดิมและผู้คนจดจำไปตลอดว่าเป็นผู้นำที่เสียสละเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง ดังเช่น พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกรัฐประหารเช่นกัน แต่ พล.อ.ชาติชายเลือกอยู่เงียบๆ ในต่างประเทศประกาศวางมือทางการเมืองชั่วคราว แล้วต่อสู้ในกระบวนการศาลจนศาลฎีกามีคำพิพากษาให้คืนทรัพย์สินที่ถูกยึดจากคำสั่งอันมิชอบของคณะกรรมการฯ ที่ตั้งโดยคณะ รสช. จากนั้น พล.อ.ชาติชาย ได้หวนกลับเข้าสู่เส้นทางการเมืองอีกครั้งในอีกแค่ไม่กี่ปีหลังถูกรัฐประหารเมื่อกุมภาพันธ์ 2534 ด้วยการตั้งพรรคชาติพัฒนาแล้วได้ ส.ส.มาจำนวนไม่น้อย จนเกือบจะได้เป็น "นายกรัฐมนตรีรอบสอง" หลัง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หากไม่เกิดกรณีงูเห่าพรรคราษฎรเสียก่อน ผมคิดว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีได้แสดงท่าทีในเชิงบวก ว่าพร้อมจะเจรจากับคุณทักษิณเพื่อให้เห็นแก่ความสงบของ "บ้านเมืองของเรา" มาหลายครั้งแล้ว แต่ดูเหมือนว่าคุณทักษิณไม่เคยจริงใจนำไปคิดต่อ แล้วปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์หลังรัฐประหารเพื่อให้ประเทศอยู่ในสภาพนิ่งพอในการฟื้นฟูประชาธิปไตยให้กลับคืนมาโดยเร็ว คุณทักษิณกลับเลือกเล่นเกมป่วนบางอย่างเพื่อเป้าหมายสร้างอำนาจต่อรอง แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานว่าทำไมกลุ่มสนับสนุน "ทักษิณ" จึงมีเงินทุน "ท่อน้ำเลี้ยง" สนับสนุนจำนวนมากในการเคลื่อนไหวรูปแบบต่างๆ ทั้งบนดินและใต้ดินมากกว่าการใช้สิทธิชุมนุมอันชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย แต่ด้วยคำพูดและความเคลื่อนไหวของคุณทักษิณค่อนข้างชัดว่าส่งสัญญาณให้กลุ่มคนรักทักษิณลำพองใจว่าคุณทักษิณประกาศ "สู้ไม่ถอย" "บ้านเมืองของเรา" มีโอกาสจะสงบลงได้ชั่วคราว หากทำให้เกิดสัญญาณส่งไปถึง "กลุ่มคนรักทักษิณ" (หากเป็นคนรักทักษิณด้วยใจจริงไม่ใช่รักเงินคุณทักษิณ) ที่กำลังชุมนุมด้วยอารมณ์ร้อนรุ่มให้ตั้งสติใจเย็นขึ้น แล้วในที่สุดกลุ่มคนรักทักษิณที่มีทั้งรักจริงกับรักเงินจะค่อยๆ เลิกชุมนุมแบบเถื่อนๆ ไปเอง เมื่อคุณทักษิณยอมรับการต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรมที่เชื่อมั่นได้ว่า จะให้ความเป็นธรรมกับคุณทักษิณได้ อาจจะเน้นหนักเฉพาะคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณทักษิณกับครอบครัว และอีกแนวทางคือ การเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับ "กลุ่มคนรักทักษิณ" จดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองได้โดยเร็ววันเพื่อขจัดเงื่อนไขถูกปิดกั้นจึงไปชุมนุมเดินถนน เพื่อเตรียมการสู่สนามเลือกตั้งปลายปีให้ประชาชนชี้ขาดจะเป็นแนวทางที่มีข้อเสียน้อยที่สุด ขอร้องคุณทักษิณให้ลงมือทำอย่างที่พูดจริงๆ ว่าอยากให้ "บ้านเมืองของเรา" สงบเสียที หากไม่ไว้วางใจว่าคณะ คมช.และนายกฯ สุรยุทธ์ จะให้ความเป็นธรรมได้ อาจจะเสนอตั้ง "คณะบุคคล" ที่ได้รับการยอมรับจากสังคมกับคุณทักษิณ อาจจะเป็นคุณอานันท์ ปันยารชุน, คุณหมอประเวศ วะสี, อดีตประธานศาลฎีกาที่ได้รับการยอมรับจากคุณทักษิณ ฯลฯ ให้เข้ามาทำหน้าที่เป็น "คนกลาง" คล้ายๆ ข้อเสนอองค์กรแก้วิกฤติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อทำหน้าที่ "พูดคุย" หาหนทางขจัดข้อขัดแย้งสองฝ่าย เพื่อถามอย่าง "ลูกผู้ชาย" ว่าคุณทักษิณอยากได้หลักประกันอะไรบ้างเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะได้รับความยุติธรรมในการต่อสู้คดีต่างๆ ในกระบวนการศาลจะไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจอื่นใด แล้ว คมช.กับรัฐบาลจะยอมรับเงื่อนไขได้หรือไม่ แม้ว่าความยุติธรรมจะไม่ควรแลกเปลี่ยนกับสิ่งใดทั้งสิ้น แต่ถ้าหากยอม "คุยกัน" แล้ว "ถอยคนละก้าว" เพื่อแลกกับความสงบของ "บ้านเมืองของเรา" น่าจะดีกว่าการ "นองเลือด" มิใช่หรือ |
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |