|

สังเกตคำพูดของพล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกและประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่ายังไม่ชัดเจนว่าอนาคตหลังเกษียณอายุสิ้นเดือนกันยายนนี้จะอยู่หนไหน แต่นัยระหว่างบรรทัดในระหว่างการให้สัมภาษณ์ตีความได้ว่ากำลังจะตัดสินใจก้าวสู่เวทีการเมืองอย่างเต็มตัว พล.อ.สนธิ"บิ๊กบัง"มักใช้คำพูดทำนอง "ณ วันนี้ไม่เคยคิดเป็น(นายกรัฐมนตรี)............อยากพักผ่อน" หรือ "อนาคตยังพูดไม่ได้ว่าจะรับใช้ชาติแบบไหน................." และล่าสุด "หลังเกษียณอายุคงได้เห็นอะไรชัดเจนกว่านี้ทั้งการเมืองและเรื่องอื่นๆ...................." เมื่อส่องกล้องเปรียบเทียบกับคำพูดของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ที่เป็นอดีตผู้บังคับบัญชา "บิ๊กบัง" กลับชัดเจนว่าเมื่อมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้ว พล.อ.สุรยุทธ์จะขอไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับการเมืองอีกต่อไป ความหนักแน่นและน่าเชื่อถือของคำพูดของพล.อ.สุรยุทธ์กับพล.อ.สนธิเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองมีข้อแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สังคมส่วนใหญ่ค่อนข้างเชื่อว่า พล.อ.สุรยุทธ์กำลังนับถอยหลังออกจากภาระความรับผิดชอบในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วจะไม่มีวันหวนกลับมาอีกเลยและเพื่อนพ้องของพล.อ.สุรยุทธ์ที่ถูกขอร้องไหว้วานให้มาทำงานเพื่อชาติชั่วคราวก็ไม่มีวี่แววว่าจะ"ติดใจ"ก้าวสู่เวทีการเมือง เช่น พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม,พล.ร.อ.ธีระ ห้าวเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, พล.อ.พงษ์เทพ เทศประทีป เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, พล.ท.นินนาท เบี้ยวไข่มุก ฯลฯ แต่สังคมส่วนใหญ่กลับไม่เชื่อว่าพล.อ.สนธิที่กำลังนับถอยหลังเกษียณอายุราชการออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ยังเหลือตำแหน่งประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติที่จะสิ้นสุดลงในวาระเดียวกับวาระนายกรัฐมนตรีของพล.อ.สุรยุทธ์ แล้วหลังจากนั้นจะไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับการเมือง เพราะคำพูดและท่าทีของพล.อ.สนธิค่อนข้างกำกวมตีความได้ว่ากำลังหาทาง"ขี่หลังเสือ"ต่อไป มากกว่าการหาหนทาง"ลงจากหลังเสือ"อย่างสง่าผ่าเผย อันเนื่องมาจากหลายๆ สาเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงเรียกร้องเยินยอของเพื่อนพ้องน้องพี่ของ"บิ๊กบัง"ที่ทำท่าว่ากำลัง"ติดใจ"อำนาจวาสนาที่ได้รับอย่างล้นเหลือในช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เช่น พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก"ว่าที่เต็งหนึ่ง"ผู้บัญชาการทหารบก ทุกคำพูดสะท้อนให้เห็นการสืบทอดภารกิจ 19 กันยายน 2549 ไปจนกว่าจะกำจัดระบอบทักษิณให้สิ้นซาก แม้รัฐบาลใหม่จะมาจากการเลือกตั้งปลายปีนี้แล้ว แต่เชื่อได้ว่าหากพล.อ.สพรั่งได้เป็นผู้บัญชาการทหารบกในเดือนตุลาคมนี้คงจะมีส่วนกดดันให้รัฐบาลชุดใหม่จำต้องเร่งรัดภารกิจ 19 กันยายน อย่างต่อเนื่อง พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน รองปลัดกระทรวงกลาโหมที่มีตำแหน่งใหญ่โตขึ้นมากหลัง 19 กันยายน 2549ในสภานิติบัญญัติ แล้วมีบทบาทอย่างสูงในฐานะ"มือทำงาน"ให้กับพล.อ.สพรั่งในการชำระล้างคราบไคลระบอบทักษิณในรัฐวิสาหกิจใหญ่หลายแห่งในกระทรวงคมนาคมและกระทรวงไอซีที เช่น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน), สนามบินสุวรรณภูมิ, บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), การรถไฟแห่งประเทศไทย ฯลฯ พล.ร.อ.บรรณวิทย์เคยให้สัมภาษณ์อย่างเปิดอกว่าหลังเกษียณอายุแล้ว สนใจจะลงเล่นการเมืองอย่างเต็มตัว จึงเป็นที่มาของเสียงนินทาว่าพล.ร.อ.บรรณวิทย์กำลังเร่งทำงานสะสม"กระสุนดินดำ"เพื่อเตรียมพร้อมสู่เวทีการเมือง ส่วนหนึ่งเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง แต่อีกส่วนหนึ่งเพื่อเป็นตัวแทน"สืบทอดอำนาจ"ทางการเมืองในระบบเลือกตั้งที่เชื่อว่ามีความชอบธรรมมากขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันอนาคตป้องกัน"เสือกัด"และยังได้"สมนาคุณ"จากการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายของกลุ่มเพื่อนพ้องพล.อ.สนธิ, พล.อ.สพรั่ง และรวมไปถึงพล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหมและเลขาธิการคมช.ที่เป็นเพื่อนรูมเมทผู้กว้างขวางมากสายสัมพันธ์ของพล.อ.สนธิ พรรคการเมืองที่กำลังก่อตัวขึ้นรูปขึ้นทรงอยู่หลายกลุ่ม จึงถูกลากโยงว่าเป็นแผนการตั้งพรรค"นอมินีคมช."ที่แยบคายกว่ายุครสช.เมื่อปี 2535 ที่ต่อท่ออำนาจผ่านพรรคสามัคคีธรรมอย่างโจ๋งครึ่ม จนสังคมตั้งฉายาพรรคมาร ค่อนข้างแสดงตัวชัดมากที่สุดคือกลุ่มสมานฉันท์ที่มี 3 เกลอการเมืองที่เคยเป็นเชลยการเมืองของอดีตนายกฯทักษิณในการควบรวมกิจการกับพรรคไทยรักไทยเป็นแกนหลักคือ คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ (เซนคาเบียลคอนเนคชั่นกับพล.อ.วินัย, คุณพินิจ จารุสมบัติ (อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ) และคุณสุวิทย์ คุณกิตติ) รองลงมาคือกลุ่มมัชฌิมาของคุณสมศักดิ์ เทพสุทินที่มีแนวโน้มว่าจะสามารถรวบรวมไพร่พลอดีตส.ส.พรรคไทยรักไทยเข้ามาได้มากที่สุด หลังจากอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ออกมาชื่นชมนโยบายและ"แบะท่า"รอการเอ่ยปากชวนของคุณสมศักดิ์ให้เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค นอกนั้นก็เป็นกลุ่มการเมืองขนาดกลางและเล็กที่กำลังก่อตัวขึ้น เช่น กลุ่มบ้านริมน้ำของคุณสุชาติ ตันเจริญ, พรรครักชาติของอดีตนายทหารกองทัพอากาศ, กลุ่มรวมใจไทยที่เพิ่งเปิดตัวโดยไม่ตั้งใจ ฯลฯ ขณะที่พรรคการเมืองเดิมที่ไม่ได้ถูกยุบพรรค เช่น พรรคประชาธิปัตย์ของหัวหน้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่ถูก"จับวาง"เป็นเต็งหนึ่งว่าที่นายกรัฐมนตรี(ซึ่งตามประวัติศาสตร์การเมืองแล้วว่าที่นายกฯมักวืด), พรรคชาติไทยของหัวหน้าบรรหาร ศิลปอาชาที่ได้รับฉายาโฆษกคมช.ตัวจริง, พรรคมหาชนของหัวหน้าพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่มีภารกิจสุดท้ายเพื่อลูกและพรรคประชาราชของหัวหน้า"ป๋าเหนาะ"เสนาะ เทียนทอง ที่มีภารกิจสุดท้ายเพื่อลูกหลานเทียนทอง หัวหน้าพรรคการเมืองฝั่งตรงข้ามกับพรรคไทยรักไทยของอดีตนายกฯทักษิณ ล้วนแต่แสดงน้ำใจไมตรีต่อสมาชิกคมช.บางคนที่แม้เปิดจุดอ่อนมากมายให้โจมตีได้ไม่ยาก จากการเข้ามามีอำนาจเหนือรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง แต่หัวหน้าพรรคการเมืองเหล่านี้กลับวางเฉยมองข้ามไปเพื่อแสดงน้ำใจตอบแทนบุญคุณคมช.ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายโค่นล้มอดีตนายกฯทักษิณ มือพิฆาตทุจริตของพรรคประชาธิปัตย์ "อลงกรณ์ พลบุตร" จึง"ยังมองไม่เห็น"ความไม่ชอบมาพากลในการประชุมบอร์ดบริษัท ทศท ที่สั่งปลดอาจารย์วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ โทษฐานไม่มีสัมมาคารวะและคัดค้าน"คุณขอมา"800 ล้านบาทให้กับการจัดซื้ออุปกรณ์ดักฟังสืบข่าวเพื่อความมั่นคง รวมทั้งเรื่องผิดปกติหลายเรื่องในร้านค้าปลอดภาษี, ท่อร้อยสายไฟ, รันเวย์สุวรรณภูมิร้าว, ที่ดินรถไฟ ฯลฯ ที่มักจะถูกจุดพลุขึ้นมาอย่างเป็นขบวนการแล้วสักพักจะค่อยๆ เงียบหายไป จนเกิดเสียงร่ำลือถึงปฏิบัติการบางอย่างเสร็จสิ้นไปแล้ว สมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย 
เบาะแสเพียงแค่นี้หากเป็นช่วงการเมืองปกติ คงไม่มีทางหลุดรอดพ้นจาก"จมูกข่าว"ของอดีตคนข่าวอย่าง"อลงกรณ์ พลบุตร"หรือนักการเมืองอีกหลายคนที่ชอบจับเรื่องฉาวๆ สร้างชื่อเสียงเป็นแน่แท้ หรือว่าพวกเขาที่เป็นนักการเมืองโดยอาชีพมานานนม เรียนรู้ประสบการณ์ว่าเวลานี้ควรโอนอ่อนกับอำนาจทหารที่มีเหนือกว่า แล้วค่อยๆ ล่อเสือออกจากถ้ำ-ล่อทหารลงการเมือง แล้วรอขย้ำบนเวทีการเมือง สังคมไทยเป็นสังคมที่ให้โอกาส คมช.อย่าลำพองว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนให้รัฐประหารโค่นรัฐบาลทักษิณที่มีพฤติกรรมโกงกินบ้านกินเมือง แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 8 เดือนแล้ว อำนาจอันหอมหวนทำให้ภาพ"ทหารการเมือง"เข้ารุมแทะผลประโยชน์ในรัฐวิสาหกิจในอดีตกำลังกลับมา อีกไม่นานเมื่ออำนาจคมช.เสื่อมลงกว่านี้ ภาพเหล่านั้นคงจะปะทุกลายเป็นความไม่พอใจอย่างรุนแรง จนเกิดกระแสคัดค้านทหารนั่งรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งพ.ร.บ.ความมั่นคงฉบับใหม่ที่ให้อำนาจทหารล้นฟ้าคงจะเป็นสิ่งที่สังคมไทยไม่ยอมรับอีกต่อไป โดยยังละไว้ไม่นับรวมว่ากระบวนการฟื้น"ซากศพ"พรรคความหวังใหม่ของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธว่าอาจจะมีความพยายามต่อท่ออำนาจเกี่ยวข้องทางอ้อมกับคมช.เพื่อสร้างแรงดึงดูดให้อดีตส.ส.ไทยรักไทยในภาคอีสานเกิดความอุ่นใจว่าจะไม่ถูกระรานจากอำนาจทหาร และยังได้ท่อน้ำเลี้ยงจากอำนาจเก่าเพื่อให้ได้กลับมาเป็นส.ส.ยังดีกว่าสอบตก โดยมีลูกมือขาใหญ่อย่างร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ที่ด้านหนึ่งหนุนพล.อ.ชวลิตให้กลับมาเล่นการเมืองเพื่อทานอำนาจ-ต่อท่ออำนาจทหาร แต่อีกด้านหนึ่งมีเสียงร่ำลือว่า"รับงาน"มาจากอำนาจเก่าเพื่อบั่นทอนอำนาจคมช. ส่วนกลุ่มการเมืองสายอำนาจเก่าขนานแท้ในกลุ่มไทยรักไทยที่กำลังแย่งกันรวบรวมไพร่พลอดีตส.ส.ไทยรักไทย ระหว่างกลุ่ม 2 เจ๊"หน่อย-สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กับ แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์" กับกลุ่มไทยรักไทยที่นำโดย"เสี่ยอ๋อย"จาตุรนต์ ฉายแสง ที่ในขณะนี้ คงรู้ตัวแล้วว่า"เสียรู้"คุณทักษิณที่ขอให้รักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยในช่วงก่อนคดียุบพรรค คนการเมืองทั้งสายพันธุ์แท้และสายพันทางในเวทีการเมืองไทยหลงเหลือมีอยู่เท่านี้จริงๆ มองเห็นหน้านับหัวคนได้แค่นี้แล้วละเหี่ยใจ ส่วนใหญ่ฝากความหวังไม่ได้ว่าคนการเมืองเหล่านี้จะช่วยทำให้เกิดการเมืองไทยแบบใหม่แล้วประเทศจะดีขึ้นมากนัก หลังการเปลี่ยนถ่ายอำนาจจากรัฐบาลทหารไปสู่รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งช่วงปลายปีนี้ จึงไม่ได้ตั้งความหวังไว้มากนักกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่สภาร่างรัฐธรรมนูญมั่นอกมั่นใจว่าจะสร้างการเมืองใหม่ที่ดีกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ด้วยรักและห่วงใย พล.อ.สนธิพึงระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งกับการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตหลังเกษียณอายุ 30 กันยายน 2550 หากลงเล่นการเมืองตามแรงเชียร์ของเพื่อนพ้องน้องพี่ที่กำลัง"ยกยอ-ปอปั้น"ว่าเหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป นักการเมืองเหล่านี้ที่แสดงท่าทีเป็นมิตรจะ"เปลี่ยนไป" บนเวทีการเมืองที่ไม่เคยปรานีใคร แล้วมองเห็นหน้าเก่าๆ ของนักการเมืองเท่าที่มีอยู่ บอกได้เลยว่าไม่มีทางรู้ว่าในใจคิดอย่างไร พล.อ.สนธิควรรอให้เกษียณไปแล้วสักพักไม่น้อยกว่า 1-2 ปี อย่าเพิ่งกระโดดไปเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเป็นอันขาด ทิ้งช่วงไม่ให้เกิดข้อครหา"สืบทอดอำนาจ"แล้วค่อยๆ เรียนรู้การเมืองโดยไม่จำเป็นต้องนั่งหัวหน้าพรรคโดยตรง สักพักพล.อ.สนธิอาจจะเปลี่ยนใจ กลับไปเลี้ยงหลานดีกว่าลงเล่นการเมืองที่มีแต่เปลืองตัวไม่รู้จบ ชีวิตบั้นปลายจะไม่มีวันสงบสุขจริงๆ
|