วันอาทิตย์ ที่ 15 กรกฎาคม 2550
พล.อ.สนธิ : เส้นผมแห่งอำนาจกำลัง "บัง" ตา
Posted by
อดิศักดิ์
,
ผู้อ่าน : 614
, 14:45:41 น.
พิมพ์หน้านี้
|

ณ วันนี้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกและประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปี 2549 มีอำนาจสูงสุดในประเทศไทยที่สามารถปลด "นายกรัฐมนตรี" ได้ แต่หากประชาชนลงมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ในวันที่ 19 ส.ค.2550 แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯ ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ จะทำให้สถานภาพของคมช.และรัฐบาลเสมือนเป็นเพียง "คมช.และรัฐบาลรักษาการ" เพื่อประคับประคองประเทศไปสู่การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมเพื่อให้มีรัฐบาลชุดใหม่ ขั้นตอนการตัดสินใจอนาคตของพล.อ.สนธิ จึงผูกติดกับห้วงเวลา 2 ช่วงหลักๆ คือ 19 ส.ค.วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญกับ 30 ก.ย.วันเกษียณอายุในตำแหน่งผบ.ทบ. การพูดจาออกไปในขณะนี้ทางใดทางหนึ่งจะส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงเป็นเรื่องน่าเห็นใจพล.อ.สนธิเป็นอย่างยิ่งที่กำลังอยู่ในภาวะ "เส้นผมแห่งอำนาจบังตา" ออกอาการแปลกๆ เกี่ยวกับอนาคตตัวเองว่าจะลงเล่นการเมืองหรือไม่ ทั้งๆ ที่พล.อ.สนธิไม่ควรวอกแวกเมื่อย้อนกลับไปอ่านคำประกาศช่วงหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ว่าจะผ่องถ่ายอำนาจคืนประชาชนอย่างไร จนสังคมเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมพล.อ.สนธิจึงใช้เวลาอธิบายอนาคตตัวเองว่าจะลงเล่นการเมืองหรือไม่ ผ่านสื่อต่างๆ มากมายขนาดนี้ เมื่อเทียบกับการใช้เวลาน้อยกว่าในการอธิบายภารกิจสำคัญที่แบกอยู่บนบ่า เช่น ปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดภาคใต้ที่ยังไม่ลดลง, พ.ร.บ.ความมั่นคงที่ถูกคัดค้านอย่างรุนแรง, การปฏิบัติตามพันธะ 4 ข้อในการรัฐประหาร ฯลฯ อาการ "ห่วงหน้าพะวงหลัง" ของพล.อ.สนธิคงจะเกิดจากภายหลังเกษียณอายุราชการจากตำแหน่ง"ผบ.ทบ."แล้ว พล.อ.สนธิจะเหลือเพียงตำแหน่งประธานคมช.ที่ "ขาลอย" ออกจากอำนาจในกองทัพ และยัง "อ่อนตัว" ลงเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หากผ่านการลงประชามติ อาการ "ห่วงหน้า" ของพล.อ.สนธิทั้งแสดงออกอย่างเปิดเผยและ "บัง" ไว้ในใจ อาทิเช่น สถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไร, พรรคไหนจะเป็นแกนนำรัฐบาลใหม่, ตัวเองและเพื่อนพ้องคมช.จะถูกเช็คบิลย้อนหลังหรือไม่, อำนาจเงินของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรจะชนะเลือกตั้งอีกหรือไม่, ผบ.ทบ.คนใหม่จะไว้วางใจได้ 100% หรือไม่ ฯลฯ ส่วน "พะวงหลัง" คงไม่มีใครรู้ดีเท่ากับ หากพล.อ.สนธิเองว่าไม่เคยทำอะไรไม่ถูกต้องคงไม่ต้องเกิดวิตกกังวล "พะวงหลัง" ใดๆ แต่ถ้าหากพล.อ.สนธิ ตัดสินใจลงสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว (ไม่ใช่แค่ลงสนามเลือกตั้งด้วยการเป็นสมาชิกพรรคใดพรรคหนึ่ง) ด้วยการจัดตั้งพรรคการเมืองเองเมื่อไร พล.อ.สนธิอาจจะคาดไม่ถึงหรือเพิ่งรู้ว่าตัวเองอาจจะเผลอไปทำอะไรไม่ถูกไม่ควรไว้ พล.อ.สนธิพึงระวังไว้ให้ดีว่านักการเมืองพันธุ์แท้ล้วนแต่ซ่อนความดุความเขี้ยวลากดินไว้ทั้งนั้น คงจะไม่ยอมปล่อยให้พล.อ.สนธิเอาเปรียบทางการเมือง ด้วยการลอยนวลเข้ามาเป็นรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีโดยไม่ผ่านการร่อนตะแกรงหลายชั้น บอกได้เลยว่าคำพูดของนักการเมืองระดับนำของหลายพรรค ซึ่งแสดงความ "ยินดีต้อนรับ" พล.อ.สนธิเข้าสู่สนามการเมือง ถือเป็นบทเรียนแรกในการเสแสร้งเชื่อถือไม่ได้เป็นอันขาด และถือมีดซ่อนไว้ข้างหลังทุกคน คอยจังหวะจ้วงแทง-ฟัดจมเขี้ยวเมื่อพล.อ.สนธิถอดหมวกลงสู่สนามเลือกตั้ง เรื่องจริงกับเรื่องแต่งประวัติชีวิตของพล.อ.สนธิจะกลายเป็นนิยายอัตชีวประวัติเดียวกันจนตัวเองงงเป็นไก่ตาแตก-ไส้มีกี่ขด-ภรรยากี่คน-คนไหนทำเรื่องไม่ค่อยงาม-จดทะเบียนสมรสซ้อนหรือไม่-บ้านหลังใหญ่หลังเล็กอยู่ที่ไหน-ลูกคนไหนทำตัวกร่าง-ความผิดพลาดแต่หนหลังจะถูกขึงพรืดออกมาให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาสาธารณชน หากพล.อ.สนธิคิดว่าตัวเองไม่เคยทำผิดพลาดใดๆ ในชีวิต และมั่นใจว่าผ่านการรบพิเศษนอกรูปแบบมาอย่างช่ำชองไม่เคยกลัวเปียกฝน พร้อมเสี่ยงอันตรายหรือเปรอะเปื้อนจากการป้ายสีให้ร้าย 
ควรจะตัดสินใจถอดหมวกประธานคมช.ที่มีอำนาจสูงสุดโดยทันที เมื่อร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ผ่านการลงประชามติ เพื่อไม่เอาเปรียบนักการเมืองคนอื่นและแสดงความจริงใจในการลงสู่สนามการเมืองผ่านการเลือกตั้งบนกติกาเดียวกันกับพรรคการเมืองอื่น ผมมีความเห็นว่าพล.อ.สนธิกำลังเสียเวลาเป็นอันมากในฐานะประธานคมช.และผบ.ทบ.ในการอธิบายแนวทางเลือกในอนาคตของตัวเองที่เป็นผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก ผ่านสื่อโทรทัศน์ วิทยุและหนังสือพิมพ์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา มากกว่าการอธิบายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะที่พล.อ.สนธิรับผิดชอบโดยตรงและโดยอ้อม นับเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากว่าพล.อ.สนธิได้ให้เวลาในการสัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์สดๆ เกือบทุกรายการหลักในโทรทัศน์และวิทยุ เช่น รายการสยามเช้านี้ช่อง 5 ,รายการเรื่องเล่าเช้านี้ช่อง 3, รายการกรองสถานการณ์ช่อง 11, รายการข่าวเข้มประเด็นข้นทางวิทยุเอฟ.เอ็ม. 96.5 ฯลฯ คงจะเนื่องมาจากอุปนิสัยแท้ๆ ของพล.อ.สนธิเป็นนายทหารที่มีบุคลิกมีสัมมาคารวะ-ขี้เกรงใจ-ปฏิเสธใครไม่เป็น แต่ทำท่าว่ากำลังเริ่มขยับเข้าไปเทียบเคียงกับอดีตนายกฯพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธที่เป็นนายทหารที่ประกาศจัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ "ความหวังใหม่" ขึ้นมาหลังจากพ้นจากตำแหน่งผบ.ทบ. แม้ว่าผู้คนในสังคมจะบอกว่า "บิ๊กจิ๋วพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง" แต่ต้องยอมรับว่าพล.อ.ชวลิตเป็นต้นแบบนายทหารลงเล่นการเมืองที่เชื่อมั่นในแนวทางประชาธิปไตยเปลืองตัวมากถึงขั้นตั้งพรรคการเมืองเอง อ่านคำสัมภาษณ์พ.อ.ภูริพัฒน์ จันทร์สว่าง นายทหารคนสนิทพล.อ.สนธิ จากหนังสือ "พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ม้ามืด ผู้นำรัฐประหาร" ของสำนักพิมพ์มติชน ทำให้พอเข้าใจได้ว่าทำไมพล.อ.สนธิจึงยังพูดจาเผื่อทางเลือกแล้วใช้สัญลักษณ์ เช่น ว่าวติดลมบน ฯลฯ ให้ตีความได้ทุกทาง พ.อ.ภูริพัฒน์ พูดถึง พล.อ.สนธิ ไว้ว่า "ผมอยู่กับท่านบางทีก็อึดอัด เพราะท่านใจดีมากเกินไปในบางเรื่อง บางทีใครมาพูดอะไรท่านก็รับปากเขาไปหมด ท่านไม่เคยขัดคน แต่ท่านเป็นคนเงียบ ทำให้ไม่รู้ว่าท่านคิดอะไรอยู่ โกรธก็ไม่พูด ไม่โกรธก็ไม่พูด เดาไม่ออก โอกาสที่ท่านจะตำหนิคน ผมอยู่กับท่านผมไม่เคยเห็น บางทีมีเรื่องเครียดๆ แต่ท่านไม่เคยมีสีหน้าออกมาเลย ท่านจะไม่พอใจใครท่านก็เดินเข้าห้อง นั่งอยู่ในห้องของท่านอย่างนั้น ท่านก็ยังรับแขกได้เหมือนเดิม" แต่ดูเหมือนว่าน้ำเสียงของพล.อ.สนธิในช่วง 1-2 สัปดาห์ กำลังปรับจูนไปในทิศทาง "ตัดสินใจแล้ว" ว่าจะลงเล่นการเมือง แต่อยู่ในรูปแบบไหนเท่านั้นเองที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุดในยุทธวิธี "ชนะโดยไม่ต้องรบ" เป็นแนวทางที่ดีที่สุด โดยเขยิบไปอีกขั้นเผื่อให้สังคมช่วยคิดต่อว่าชีวิตข้างหน้าของพล.อ.สนธิ มีอยู่ 4 แนวทางจะเป็นอย่างไรให้ Happy ending คงไม่มีใครเถียงว่าพล.อ.สนธิมีสิทธิและความชอบธรรมในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในการตัดสินใจลงสนามการเมืองผ่านการเลือกตั้งครั้งใหม่

แต่สถานะของพล.อ.สนธิหลังเกษียณอายุในตำแหน่งผบ.ทบ.ก็ยังไม่ใช่พลเมืองเต็มขั้น ยังมีตำแหน่งประธานคมช.ที่มีอำนาจสูงสุดในการปลดนายกรัฐมนตรีก่อนจะเปลี่ยนถ่ายหมดอำนาจไปสู่รัฐบาลเลือกตั้ง การอ้างเฉพาะสิทธิกับความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญยังไม่เพียงพอ ในการทำให้เกิด "ความเหมาะสม" และความชอบธรรมคู่ขนานกันไป ในการถอดเครื่องแบบลงเล่นการเมืองของ พล.อ.สนธิ หลังเกษียณอายุโดยทันที เพราะพล.อ.สนธิเคยลั่นวาจาไว้หลังรัฐประหารว่าไม่มีการสืบทอดอำนาจลงเล่นการเมืองและอย่าลืมว่าพล.อ.สนธิเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับการกำหนดทิศทางรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงไม่ประหลาดใจที่มีเสียงเตือนในลักษณะ "พาลีสอนน้อง" จากผู้อาวุโสหลายคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในอำนาจและทางการเมืองมากกว่าพล.อ.สนธิ เช่น น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ, นายกฯพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์, นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติ, พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผบ.สูงสุดและประธานมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย ทั้งหมดค่อนข้างสอดคล้องในแนวเดียวกันว่าพล.อ.สนธิ มีสิทธิในการลงเลือกตั้งคราวนี้ แต่ขอเตือนสติไว้ เช่น เหมาะสมหรือไม่ ทหารถอดเครื่องแบบเล่นการเมืองไม่เคยสำเร็จ ฯลฯ จึงขอเขียนเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความปรารถนาดีและด้วยความจริงใจถึงพล.อ.สนธิว่า หลังเกษียณอายุเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในการลงเล่นการเมืองผ่านการเลือกตั้ง เพราะภารกิจของประธานคมช.ที่ตัดสินใจรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ยึดอำนาจรัฐบาลเลือกตั้งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรยังไม่เสร็จสิ้นในกระบวนการเปลี่ยนถ่ายไปสู่รัฐบาลเลือกตั้งที่มาจากการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม หากพล.อ.สนธิตัดสินใจลงเลือกตั้งเสียเอง ย่อมเป็นการกลืนน้ำลายตัวเองที่จะไม่มีการสืบทอดอำนาจ บทเรียน "เสียสัตย์เพื่อชาติ" เป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้พรรคนอมินี "สามัคคีธรรม" ของพล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่แม้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแต่ขาดความชอบธรรม จนนำไปสู่การนองเลือดในเดือนพ.ค.2535 หลังรัฐประหารประมาณ 1 ปี 3 เดือน ยังไม่ได้จางหายไปจากสังคมไทยแต่อย่างใด จุดจบของการรัฐประหารปี 2549 คงจะไม่แตกต่างกันมากนัก ขออย่าให้ชะตากรรมประเทศไทยเป็นเช่นนั้นอีกเลย อยากเห็นการจบแบบ Happy ending ได้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม บั้นปลายชีวิต พล.อ.สนธิ ควรจะได้รับการยกย่องเชิดชูว่าเป็นนายทหารคนแรก ที่ยอมเสียสละเสี่ยงตายรัฐประหาร "ครั้งสุดท้าย" เพื่อฟื้นฟูสร้างประชาธิปไตยแท้จริง อย่าซ้ำรอยนายทหารรุ่นพี่เลย
|