• อดิศักดิ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : adisak@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2006-12-12
  • จำนวนเรื่อง : 96
  • จำนวนผู้ชม : 54245
  • จำนวนผู้โหวต : 126
  • ส่ง msg :
คิดใหม่วันอาทิตย์
วิพากษ์วิจารณ์การเมือง เศรษฐกิจ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/adisak
วันอาทิตย์ ที่ 22 กรกฎาคม 2550
"เงินบาท" ใต้อุ้งมือ : ดื้อตาใส, ไร้น้ำยา, ทำงานไม่เป็น
Posted by อดิศักดิ์ , ผู้อ่าน : 767 , 13:21:50 น.  
พิมพ์หน้านี้


อาการครั่นเนื้อครั่นตัวร้อนๆ หนาวๆ ของเศรษฐกิจไทยในยามนี้ หลังจากค่าเงินบาทกับตลาดหุ้นไทยแข่งกันทำลายสถิติเป็นรายวันเป็นว่าเล่น ดัชนีหุ้นทำลายสถิติสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าแข่งทำลายสถิติเช่นกัน
  
   เศรษฐกิจไทยกำลังจะดีขึ้นจริงหรือไม่ ทำไมดัชนีหุ้นพุ่งเอาๆ แต่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าทุกวันๆ  ส่วนภาคเศรษฐกิจการผลิตอย่างโรงงานไทยศิลป์ ผลิตรองเท้าส่งออกที่ติดอันดับต้นๆ กลับเจ๊งสนิท 
 
   ในขณะที่ยังมีข่าวดี ค่ายรถฮอนด้าและนิสสันหันมาทุ่มเงินขยายและสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ขนานใหญ่ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ไม่ค่อยมีเอกภาพในการทำงานนัก จึงอยู่ในอาการงกๆ เงิ่นๆ ทำอะไรไม่ค่อยถูกที่ถูกทางและไม่ค่อยถูกใจของหลายคน จนเกิดความหวั่นวิตกจากความไม่มั่นใจในฝีมือการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล "ขิงแก่" แต่ "อ่อนหัด" อาจจะทำให้เศรษฐกิจประเทศลื่นไถลไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ "กลับด้าน" กับปี 2540 ได้
   เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ที่เป็นวันครบรอบ 10 ปีของการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่เป็นจุดเริ่มต้นวิกฤติเศรษฐกิจ "ต้มยำกุ้ง" ตลาดหุ้นไทยกลับสร้างสถิติสวยสดสูงสุดในรอบ 10 ปีเพิ่มขึ้นถึง 20.81 จุด ปิดตลาด 813.52 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายกว่า 46,927 ล้านบาท
   นักวิเคราะห์หุ้นของโบรกเกอร์เริ่มยิ้มออกเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน แข่งกันออกมาป่าวประกาศปรับประมาณการใหม่ปลายปี 2550 จะต้องเกินกว่า 840 จุด แน่นอน หลังจากห่อเหี่ยวกับภาวะซึมยาวของตลาดหุ้นไทยมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะสถานการณ์การเมืองไม่แน่นอน แม้ว่ารัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พยายามบอกว่าจะมีการเลือกตั้งแน่นอนปลายปีนี้
    บางรายมองข้ามชอตไปว่าอาจจะทะลุ 1,000 จุดได้ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียที่ติดเชื้อวิกฤติต้มยำกุ้งไปจากไทยอย่างรุนแรงมากกว่าไทยเสียอีก แต่ดัชนีหุ้นที่เคยต่ำกว่าไทยในช่วงปี 2540 กลับขึ้นไปถึง 2,000 จุดแล้ว 
   
   โลกของนักวิเคราะห์หุ้นกับนักเล่นหุ้นในช่วงนี้เป็น "โลกสีเขียว" จากราคาหุ้นที่ส่วนใหญ่เป็นบวก โดยส่วนใหญ่ไม่ได้คิดยาวๆ แล้วบอกกับนักเล่นหุ้นไทยที่นิยมเล่นสั้นๆ ว่าภาวะเช่นนี้เป็นภาพจริงหรือลวงตากันแน่
    เพราะเมื่อหันไปดูค่าเงินบาทที่แข็งทำลายสถิติเป็นว่าเล่นจากเงินดอลลาร์ที่ไหลบ่าเข้ามา  กลับสร้างความวิตกกังวลให้กับกลุ่มผู้ส่งออกที่กำลังเจ็บตัวหนัก นักเศรษฐศาสตร์รุ่นเก๋าอย่าง ดร.โกร่ง-วีรพงษ์ รามางกูร เหลืออดออกมาสอนมวยแบงก์ชาติกับกระทรวงการคลังให้ออกมาตรการเร่งด่วนยาแรงลดดอกเบี้ย 1-1.5% 
   เพราะเงินดอลลาร์ที่ไหลเข้ามาในช่วงประมาณ 2 เดือนกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยในทางบวกขึ้น แต่เป็นเพียงการไหลบ่าเข้ามาในภูมิภาคนี้ อันเนื่องมาจากกองทุนในสหรัฐอเมริกากำลังแสวงหาแหล่งพักพิงชั่วคราวเงินจากกองทุนเพื่อสร้างผลกำไรมากขึ้น หลังจากดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาลดลง แต่ดอกเบี้ยในภูมิภาคเอเชียยังสูงกว่ามีผลตอบแทนดีกว่า
   โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังมีส่วนต่างดอกเบี้ยค่อนข้างสูงกว่าประเทศอื่น  ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ได้ตกต่ำสุดๆ แทบจะบอกได้ว่าอัตราผลตอบแทนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยต่ำที่สุดในโลก เพราะราคาของหุ้นส่วนใหญ่ลดลงไปมากไม่โงหัวขึ้นมาเลย แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานผลประกอบการเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก หุ้นหลายตัวลดไปเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานที่ยังดีอยู่ ด้วยความกลัวอนาคตความวุ่นวายทางการเมืองที่ยังไม่สิ้นสุดเสียทีมาตั้งแต่ต้นปี 2549
  ภาวะเงินดอลลาร์ไหลเข้าประเทศมากเกินปกติ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นแหล่งพักของ "เงินร้อน" เพื่อหาผลกำไรแบบรวยเร็ว ซึ่งตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับช่วงปี 2540 ที่เงินดอลลาร์ไหลออกแล้วตลาดหุ้นไทยทรุดหนักลง จากความไม่เชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจไทยที่เงินบาทถูกโจมตี จนค่าเงินบาทที่กำหนดอัตราตายตัวไว้มีค่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
  แต่ภาวะเช่นปัจจุบันนี้ อาจจะคล้ายๆ กับช่วงก่อนฟองสบู่เศรษฐกิจแตกในปี 2540 หลังการเปิดเสรีทางการเงินค่อนข้างมากในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านั้น ทำให้เงินต่างประเทศไหลท่วมเข้ามาในประเทศไทยในรูปแบบเงินกู้ระยะสั้นเป็นส่วนใหญ่ แล้วนำไปลงทุนระยะยาวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และกิจการที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลผลิตทางเศรษฐกิจ
 
   ในขณะที่กองทุนอีแร้งในต่างประเทศกลับมองเห็นตรงกันข้ามเมื่อวิเคราะห์ภาวะเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าอย่างผิดปกติ จึงเข้าโจมตีค่าเงินบาทในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และพฤษภาคม 2540 อย่างหนักหน่วงหลายระลอก 


   

   ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยในสมัยนั้น หลายคนค่อนข้าง "บื้อ" เอามากๆ แต่รัฐมนตรีคลังในสมัยนั้นกลับ "บื้อกว่า" เปิดแชมเปญฉลองเป็นชัยชนะเหนือกองทุนอีแร้ง ในการตัดสินใจใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เป็นดอลลาร์ เข้าไปซื้อเงินบาทเพื่อพยุงค่าเงินไม่ให้อ่อนค่าลงไป จนทำให้ขาดทุนมหาศาล ผลาญเงินทุนสำรองแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัวไปกว่า 2-3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อรักษาค่าเงินบาทไว้ในอัตราเดิมที่กลายเป็นค่าแข็งเกินความเป็นจริง
    แล้วในที่สุดก็ไม่สามารถรักษาไว้ได้ จึงต้องตัดสินใจปล่อยลอยตัวค่าเงินบาทให้เป็นระบบ Managed Float ที่มีการบริหารจัดการค่าเงินบาทในแต่ละวัน จนค่าเงินบาทลื่นไถลอ่อนค่าไปตามสภาพตลาดอยู่พักใหญ่ แล้วทำสถิติในช่วงปลายเดือนมกราคม 2541 อ่อนค่าไปกว่า 54 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่ทำให้คนไทยอยู่ในสภาพมืดมนสิ้นหวังกันทั่วหน้า
   ลองเทียบกับช่วงนี้ที่เงินบาทกลับแข็งค่าไปถึงประมาณ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แล้วทำท่าว่าจะแข็งไปถึง 30 บาท
   ภาวะปัจจุบันกลับตรงกันข้ามกับปี 2540-2541 ที่ค่อนข้างแปลกมาก แบงก์ชาติได้ใช้เงินบาทเข้าไปซื้อเงินดอลลาร์เก็บไว้เพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งเกินไป  เข้าใจว่าในช่วงประมาณ 1 ปีที่ผ่านมาขาดทุนไปนับแสนล้านบาทแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สามารถรักษาเสถียรภาพของเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเกินไป ให้มีเสถียรภาพในอัตราเหมาะสมกับเศรษฐกิจไทย 
   ค่าเงินบาทในขณะนี้ที่แข็งโป๊กใกล้ถึงจุดอันตรายของเศรษฐกิจไทย เพราะประเทศยังต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลัก เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจะกระทบกับการส่งออกอยู่ในสภาพเสี่ยงขาดทุนจนไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับประเทศอื่นได้
   
   เพราะเมื่อขายของได้เงินดอลลาร์มาแล้วแลกเป็นเงินบาทน้อยลงไปมากเกินกว่า 10-15% แล้วนับจากต้นปี และหากย้อนไปเทียบตั้งแต่ต้นปี 2549 เงินบาทแข็งค่าไปเมื่อเทียบเงินดอลลาร์เกินกว่า 20% เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ที่แข็งค่าขึ้นไปด้วยตัวเลขหลักเดียว
    ภาวะแข็งค่าของเงินบาทเกินจริงกับภาวะหุ้นร้อนแรงเกินพอดี เกิดจากสาเหตุเดียวกันแทบเป็นเรื่องเดียวเท่านั้นคือเงินดอลลาร์ไหลบ่าเข้าประเทศมากเกินไป จึงไม่น่าจะเป็นโจทย์ยากเกินไปสำหรับทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้ที่มีประสบการณ์แน่นมาก


     ส่องกล้องเข้าไปมององค์ประกอบทีมเศรษฐกิจชุดนี้แล้ว ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือมาจากต่างสำนัก  อาทิเช่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอุตสาหกรรม นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ที่มีปูมหลังทั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ที่เคยเป็นประธานสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) อันเลื่องลือในงานวิจัยนโยบายเศรษฐกิจมหภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเกริกไกร จีระแพทย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ที่ถือเป็นยดอฝีมืออีกคน
   
   แต่ทำไมทีมเศรษฐกิจหลายคน จึงออกอาการมึนๆ พูดกันไปคนละทิศคนละทาง ราวกับว่าต่างคนต่างทำงานไม่เกี่ยวข้องกัน ต่างคนต่างรับผิดชอบงานเศรษฐกิจแบบแยกส่วนไม่สามารถสั่งใครได้ ทั้งๆ ที่ล้วนแต่เกี่ยวพันกันทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของผู้ว่าแบงก์ชาติคุณธาริษา วัฒนเกส ที่ค่อนข้างเล่นบท "แข็ง" แข่งกับค่าเงินบาท จนคล้ายกับว่ากำลังอยู่ภาวะ "ดื้อตาใส" ไม่ค่อยอยากฟังเสียงวิจารณ์หรือข้อแนะนำอื่นใดที่ไม่ตรงกับการตัดสินใจของแบงก์ชาติ
   ซึ่งอาจจะเป็นผลจากอาการ "เสียเซลฟ์" สูญเสียความมั่นใจในตัวเองกรณีถูกก่นด่าจากมาตรการกันเงินต่างประเทศ 30% จนทำให้หุ้นทรุดถล่มเกินกว่า 100 จุดในวันเดียวกันและล้มเหลวในการพยุงค่าเงินบาท แต่กลับไม่มีการยกเลิกด้วยเหตุผลไม่แน่ชัดว่ากลัวเสียหน้าหรือมีความลับอื่นใด
   เมื่อได้อ่านอีเมลของผู้ว่าแบงก์ชาติหญิงที่ส่งถึงพนักงานแบงก์ชาติ เปิดความในใจว่าไม่หวั่นไหวกับคำวิพากษ์วิจารณ์ที่กระแทกเข้ามาแรงในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ยิ่งน่าห่วงว่าอาการ "แข็ง" เพื่อพิสูจน์ความเป็นอิสระของแบงก์ชาติ กำลังกลายเป็นไม่ยอมฟังคำแนะนำของใครเพื่อพิสูจน์ความเป็นอิสระของแบงก์ชาติในยุคนี้ที่ผู้หญิงเป็นใหญ่


   จนทำให้รัฐมนตรีคลัง ดร.ฉลองภพ กลายเป็นรัฐมนตรีคลังผู้น่าสงสารอยู่ในโอวาทคนในกระทรวงคลังและแบงก์ชาติ จนไม่กล้าพูดสัก "แอะ" แสดงความเห็นพาดพิงไปถึงนโยบายการเงินที่แม้อยู่ในความรับผิดชอบของแบงก์ชาติ แต่รัฐมนตรีคลังจะต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ในการตัดสินใจของแบงก์ชาติที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์
   
   สง่าราศีของ ดร.ฉลองภพ ในฐานะรัฐมนตรีคลังหม่นหมองลงไปเป็นอันมาก จนถูกปรามาสว่าเป็นนักวิชาการที่เก่ง แต่ "ทำงานไม่เป็นสับปะรด" เอาเสียเลย ถือเป็นการพิสูจน์ความเชื่อของสังคมอีกครั้งว่านักวิชาการมักเก่งแต่ในห้องวิจัย แต่เมื่อเจอของจริงมักไม่กล้าตัดสินใจ
   ส่วนรองนายกฯ โฆสิต ที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจตัวจริง แต่กระทรวงการคลังไม่ได้รายงานตรงกับรองนายกฯ ทำให้คำพูดของอาจารย์โฆสิตหลายครั้งค่อนข้าง "หน่อมแน้ม" โหวงเหวงไร้น้ำยา อย่าเอาเป็นสาระเป็นอันขาดเพราะสั่งใครไม่ได้ ทั้งรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าแบงก์ชาติที่ล้วนแต่ประกาศตัวเป็นอิสระต่อกัน
   น่าเป็นห่วงจริงๆ กับทีมการบริหารนโยบายค่าเงินบาทและนโยบายเศรษฐกิจของไทย ซึ่งไม่ต่างจากทีมเศรษฐกิจรัฐบาลปี 2540 คราวนี้ผู้ว่าแบงก์ชาติไม่บื้อแต่ "ดื้อตาใส", รองนายกฯ รู้เรื่องดีแต่ "ไร้น้ำยา" และรัฐมนตรีคลังเก่งงานวิจัยแต่ "ทำงานไม่เป็น" ระวังจะซ้ำรอยยิ่งกว่าวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่เดือดร้อนเฉพาะคนเมือง แต่คราวนี้รากหญ้าจะเหี้ยนเตียนแน่หากส่งออกวิบัติจากเงินบาทแข็งไม่รู้จบ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11
mister_art วันที่ : 28/07/2007 เวลา : 12.28 น.
http://www.oknation.net/blog/art
ชีวิตคือการเดินทาง จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ความรักคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิต

บิ๊กบอส โอเคเนชั่น พบ ป๊อป อารียา http://www.oknation.net/blog/art/2007/07/28/entry-1
ความคิดเห็นที่ 10
จิรานนท์คนข่าว วันที่ : 26/07/2007 เวลา : 21.26 น.
http://www.oknation.net/blog/kayviewpoints

ไม่รู้ว่าคุณอดิศักดิ์แวะไปทักทายผมบ้างหรือเปล่าครับ ผมก็เลยแวะมาทักทายครับ
ความคิดเห็นที่ 9
W_T_Y_S_L วันที่ : 26/07/2007 เวลา : 00.28 น.
http://www.oknation.net/blog/whattookyousolong


ไทยแลนด์ .... สู้โว้ยยย
แต่เสียวแล้วววว
ความคิดเห็นที่ 8
อาจารย์เกรียง วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 11.04 น.
http://www.oknation.net/blog/CheetangruayExtra
Best Regards, A. Grienksak O.

ผมกำลังเขียนบทความ วิเคราะห์จุดสมดุลระหว่างการวิพากษ์ค่าเงินบาทแข็งของดร. โกร่ง ดร. อัมมาร และ ดร. ศุภวุฒิ ( แบบมีอาจารย์สมภพ มานะรังสรรค์ ) ผสมโรงด้วย แบบ สอง ต่อ หนึ่ง ( พลัสอีกหนึ่ง ) ยังไม่เสร็จ กำลัง .... ครับ
แต่ถ้าใครอยากอ่านบล็อคอาจารย์เกรียงศักดิ์ ซึ่งมีเนื้อหาที่หลากหลาย ( อดีตคอลัมน์ ชี้ทางรวย 360 องศา นสพ . คมชัดลึก เสาร์ ) แวะมาบ้านอาจารย์นะครับ แค่ชื่อหัวข้อ ก็น่าจะยาวที่สุดในบรรดาทุกบล็อคเศรษฐกิจแล้วครับ สู้ต่อไปครับ
ความคิดเห็นที่ 7
MUNYANMAI วันที่ : 23/07/2007 เวลา : 09.18 น.
http://www.oknation.net/blog/Voyager
สายลมและแสงแดดทำให้เรารู้ว่า มีความอบอุ่นซ่อนอยู่ในความหนาวเย็น

จะทำอย่างไรเมื่อทุกวันนี้มีการตีความเศรษฐกิจพอเพียงแบบผิด ๆ คำถามก็คือแล้วรู้ได้อย่างไรว่่ามีการตีความแบบผิด ๆ ? ....
ความคิดเห็นที่ 6
นารถ_บูรพา วันที่ : 22/07/2007 เวลา : 18.39 น.
http://www.oknation.net/blog/dinhinzai
 ต้องมุ่งหน้าหา ดวงตะวัน ....ไม่งั้นก็ "แพ้"  แม้แต่เงาตัวเอง

ผมเองก็เพิ่งเห็นปรากฎการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์ระดับเกจิ หลายๆ คน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายดูแลค่าเงินบาทไปในทิศทางเดียวกัน แม้แต่บางคนที่เป็นที่ปรึกษา รมว.คลัง ก็ยังเห็นไม่ตรงกับ รมว.คลัง ก็เลยไม่รู้ว่าใครจะถูกหรือผิด

แต่ที่แน่ๆ แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิด รมว.คลัง บอกว่า ที่แบงก์ชาติไม่เสี่ยงลดดอกเบี้ยแบบตูมเดียว 1-1.5% อย่างที่ ดร.โกร่งเสนอ ก็เพราะว่าเขายึดทฤษฎีที่ถือมาไม่ยอมวาง ว่าถ้าไปลดดอกเบี้ยซะเยอะขนาดนั้น เงินมันจะยิ่งไหลเข้าตลาดหุ้นมาก แล้วก็ไม่ได้ทำให้บาทอ่อนแต่อย่างใด

ผมก็ไม่รู้ว่าใครถูกใครผิด แต่ที่แน่ๆ ความยึดมั่นถือมั่นในทฤษฏีเดิมๆ เกินไป อัตตาที่สูงชะลูด มันเคยทำให้เราน้ำตาตกเป็นต้มยำกุ้งมาแล้ว....
ความคิดเห็นที่ 5
อาจารย์เกรียง วันที่ : 22/07/2007 เวลา : 16.24 น.
http://www.oknation.net/blog/CheetangruayExtra
Best Regards, A. Grienksak O.

อาจารย์เกรียงสังเกตว่า อาจารย์ สมภพ มานะ รังสรรค์ มีความเห็นคล้ายกับ อาจารย์ ศุภวุฒิ เรื่องค่าเงินบาทแข็ง ตรงประเด็นที่ เงินบาทแข็ง คนไทยหลายคนนำเข้า วัตถุดิบ เทคโนโลยี เครื่องจักร ฯลฯ ในราคาที่ถูกลง มีผลต่อแนวโน้มการลดต้นทุนการผลิตก็จริง ต่อลมหายใจตัวเองได้ระยะหนึ่ง ( ไม่ใช่ประเภทซื้อมาแต่จ้องจะขายไป ไปแล้วไปลับ ตัดราคากันลูกเดียว แบบ คู่แข่งของอาจารย์เกรียงทำอยู่ ) นั่นคือข้อดี
กลับกัน แม้จะราคาวัตถุดิบถูกลง แต่ไทยยังมีจุดอ่อนเรื่องการพัฒนาผลิตภาพการทำงาน เอสเอ็มอียังไม่มี How To แบบครบเครื่อง ในการลดต้นทุนดำเนินงานได้ทุกวันแบบโตโยต้า ต้นทุนแรงงานแพงกว่าเวียดนามกว่า 3 เท่า คนไทยก็ยังต้องดิ้นรน แต่ก็ยังดีที่เงินบาทแข็งบ้าง
เปรียบเทียบกับนโยบายเงินอ่อนของจีน ที่นักวิชาการหลายคน กล่าวว่า เป็นการชักศึกเข้าบ้านจีน สร้างความฟุ่มเฟือยและมีโอกาสเป็นฟองสบู่ เพราะ แนวโน้มการปั่นอสังหาของจีนเพิ่มขึ้น นี่ก็ไม่รวมปัญหาน้ำเสีย มลพิษอากาศ ( จนไม่รู้ว่า เมืองปักกิ่งจะมีโอกาสถูกถอดจากการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิคที่ใกล้จะถึงนี้หรือเปล่า ) การบริโภคทองคำของคนจีนที่สูงขึ้น ( คนไทยซื้อทองแพงมานานแล้วหล่ะ ขายต่อก็ลำบาก โรงรับจำนำบางแห่งทองก็ล้นเก๊ะแล้ว ) ห้างสรรพสินค้า ดิสเคาท์สโตร์ ซุปเปอร์มาร์เก็ท ก็ผลุดเป็นดอกเห็ด ด้วยอัตราเร่งใกล้เคียงกับอินเดีย ฯลฯ
การที่เงินหยวนอ่อนมากเกินไป ก็มีปัญหาทะเลาะว่า ได้ดุลอเมริกามากเกินไป สรุปว่า เงินทุนไหลเข้าประเทศเป็นเรื่องดี แต่มันต้องมีระบบจัดการบริหารประเทศที่เป็นมืออาชีพจริงๆ ฟองสบู่มันจะไม่เกิด อาจารย์ก็ไม่อยากให้ไทยเกิดฟองสบู่ พักหายใจเลียแผลกันในช่วงบาทแข็งมันก็ดีนะครับ
ดังนั้น อยู่อย่างพอเพียง อยู่อย่างบาทแข็ง มาด้วยกัน ตายด้วยกัน เลือดสุพรรณแท้ ถกกันให้ตายกันไปข้าง บาทก็ยังแข็งอยู่ สู้ต่อไปทุกคนครับ

Best Regards,
A. Grienksak O.
ความคิดเห็นที่ 4
ปรยา วันที่ : 22/07/2007 เวลา : 16.17 น.
http://www.oknation.net/blog/preedatower

สวัสดีครับ คุณอดิศักดิ์ ผมคงต้องแวะมาอ่านบ่อยๆ ครับ เพราะมีเนื้อหาที่ผมชอบอยู่แล้ว ส่วนเกี่ยวกับบทความนี้ ผมคิดว่าเป็นสถานการณ์ที่พวกเราเลี่ยงค่อนข้างลำบาก เป็นโจทย์ที่ต้องแก้ร่วมกันครับ ...ขอบคุณครับ...ปรีดา ลิ้มนนทกุล
ความคิดเห็นที่ 3
อาจารย์เกรียง วันที่ : 22/07/2007 เวลา : 15.28 น.
http://www.oknation.net/blog/CheetangruayExtra
Best Regards, A. Grienksak O.

ผมคิดว่า เมื่อ มองในมุมมองนักลงทุนและผู้ประกอบการ ประเทศไทยมีเงินบาทแข็ง ผู้ประกอบการต่างชาติมักจะหาแหล่งแรงงานราคาถูก หรือ ประเทศที่เอาดอลล่าร์ไปแลกเป็นเงินตราท้องถิ่นได้มหาศาลพอเป็นกระสุนลงทุน ฟันธงจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตอนนี้ได้ครับว่า มีบริษัทยักษ์ใหญ่ในไทยกำลังจะย้ายหนีไปเช็คโกสโลวาเกียแล้ว ( ไม่ใช่ เวียดนาม และ จีน ด้วย ) ... โอ้พระเจ้าช่วย กล้วยทอดไหม้ ทั้งคมชัดลึก กับ คนชัดแล้ว แล้วพวกเราก็จะสู้ต่อไป ....
Best Regards,
A. Grienksak O.
ความคิดเห็นที่ 2
feng_shui วันที่ : 22/07/2007 เวลา : 14.23 น.
http://www.oknation.net/blog/buzz
feng_shui

อย่างไร ก็ตามเห็นด้วยต่อการ ที่นักวิชการ เห็นคล้ายๆกันว่าเราไม่ควรพึ่ง วิธีการโต ของGDP ด้วยการผูกกับการส่งออก เพราะมัน มีผลเล็กน้อยมากในความเป็นจริงค่ะ
การส่งเสริมภาคการผลิต และเสริมความสามารถในการแข่งขันอย่างจริงจัง จะได้ไม่เกิดกรณีไทยศิลป์ และอื่นๆ ที่อาจตามมา
ขอบคุณค่ะ คอมเม้นท์มากเดี๋ยวมั่ว...มึนตึ๊บกับดร. ทางเศรษศาสตร์ทั้งหลาย ต้องเสริมเรื่องการทำงานเป็นทีมได้อย่างไรด้วยกระมังค่ะ....
แต่อย่างไรก็ดี ความหลากหลายที่เกิดขึ้น ในเรื่องความคิดเห็น ก็เป็นสิ่งที่ดีค่ะ
สุดท้าย ขอให้เห็นแก่ real sector นึก แล้วเสียว มองเห็นภาพปัญหาการว่างงาน ปัญหาอาชญากรรม ฯลฯ


ความคิดเห็นที่ 1
ไปรษณีย์ วันที่ : 22/07/2007 เวลา : 13.38 น.
http://www.oknation.net/blog/wor1789

วันนี้ทุกคนไม่ได้ทำงานแตกต่างจากสิ่งที่เรียกว่าหลักวิชาที่ได้ร่ำเรียนมา เป็นหลักการที่ใครๆก็ทำอยู่แล้ว แต่ภายใต้ภาวะนี้ เราทำได้แค่ไหนล่ะหรือ?
แสดงความคิดเห็น

  ล๊อกอินเข้าสู้ระบบ คลิกที่นี่   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
ขอขอบคุณ OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31