วันอาทิตย์ ที่ 22 กรกฎาคม 2550
"เงินบาท" ใต้อุ้งมือ : ดื้อตาใส, ไร้น้ำยา, ทำงานไม่เป็น
Posted by
อดิศักดิ์
,
ผู้อ่าน : 781
, 13:21:50 น.
พิมพ์หน้านี้
|
อาการครั่นเนื้อครั่นตัวร้อนๆ หนาวๆ ของเศรษฐกิจไทยในยามนี้ หลังจากค่าเงินบาทกับตลาดหุ้นไทยแข่งกันทำลายสถิติเป็นรายวันเป็นว่าเล่น ดัชนีหุ้นทำลายสถิติสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าแข่งทำลายสถิติเช่นกัน เศรษฐกิจไทยกำลังจะดีขึ้นจริงหรือไม่ ทำไมดัชนีหุ้นพุ่งเอาๆ แต่ค่าเงินบาทกลับแข็งค่าทุกวันๆ ส่วนภาคเศรษฐกิจการผลิตอย่างโรงงานไทยศิลป์ ผลิตรองเท้าส่งออกที่ติดอันดับต้นๆ กลับเจ๊งสนิท  ในขณะที่ยังมีข่าวดี ค่ายรถฮอนด้าและนิสสันหันมาทุ่มเงินขยายและสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ขนานใหญ่ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ไม่ค่อยมีเอกภาพในการทำงานนัก จึงอยู่ในอาการงกๆ เงิ่นๆ ทำอะไรไม่ค่อยถูกที่ถูกทางและไม่ค่อยถูกใจของหลายคน จนเกิดความหวั่นวิตกจากความไม่มั่นใจในฝีมือการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล "ขิงแก่" แต่ "อ่อนหัด" อาจจะทำให้เศรษฐกิจประเทศลื่นไถลไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ "กลับด้าน" กับปี 2540 ได้ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ที่เป็นวันครบรอบ 10 ปีของการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทที่เป็นจุดเริ่มต้นวิกฤติเศรษฐกิจ "ต้มยำกุ้ง" ตลาดหุ้นไทยกลับสร้างสถิติสวยสดสูงสุดในรอบ 10 ปีเพิ่มขึ้นถึง 20.81 จุด ปิดตลาด 813.52 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายกว่า 46,927 ล้านบาท นักวิเคราะห์หุ้นของโบรกเกอร์เริ่มยิ้มออกเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน แข่งกันออกมาป่าวประกาศปรับประมาณการใหม่ปลายปี 2550 จะต้องเกินกว่า 840 จุด แน่นอน หลังจากห่อเหี่ยวกับภาวะซึมยาวของตลาดหุ้นไทยมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะสถานการณ์การเมืองไม่แน่นอน แม้ว่ารัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พยายามบอกว่าจะมีการเลือกตั้งแน่นอนปลายปีนี้ บางรายมองข้ามชอตไปว่าอาจจะทะลุ 1,000 จุดได้ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียที่ติดเชื้อวิกฤติต้มยำกุ้งไปจากไทยอย่างรุนแรงมากกว่าไทยเสียอีก แต่ดัชนีหุ้นที่เคยต่ำกว่าไทยในช่วงปี 2540 กลับขึ้นไปถึง 2,000 จุดแล้ว โลกของนักวิเคราะห์หุ้นกับนักเล่นหุ้นในช่วงนี้เป็น "โลกสีเขียว" จากราคาหุ้นที่ส่วนใหญ่เป็นบวก โดยส่วนใหญ่ไม่ได้คิดยาวๆ แล้วบอกกับนักเล่นหุ้นไทยที่นิยมเล่นสั้นๆ ว่าภาวะเช่นนี้เป็นภาพจริงหรือลวงตากันแน่ เพราะเมื่อหันไปดูค่าเงินบาทที่แข็งทำลายสถิติเป็นว่าเล่นจากเงินดอลลาร์ที่ไหลบ่าเข้ามา กลับสร้างความวิตกกังวลให้กับกลุ่มผู้ส่งออกที่กำลังเจ็บตัวหนัก นักเศรษฐศาสตร์รุ่นเก๋าอย่าง ดร.โกร่ง-วีรพงษ์ รามางกูร เหลืออดออกมาสอนมวยแบงก์ชาติกับกระทรวงการคลังให้ออกมาตรการเร่งด่วนยาแรงลดดอกเบี้ย 1-1.5% เพราะเงินดอลลาร์ที่ไหลเข้ามาในช่วงประมาณ 2 เดือนกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยในทางบวกขึ้น แต่เป็นเพียงการไหลบ่าเข้ามาในภูมิภาคนี้ อันเนื่องมาจากกองทุนในสหรัฐอเมริกากำลังแสวงหาแหล่งพักพิงชั่วคราวเงินจากกองทุนเพื่อสร้างผลกำไรมากขึ้น หลังจากดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกาลดลง แต่ดอกเบี้ยในภูมิภาคเอเชียยังสูงกว่ามีผลตอบแทนดีกว่า โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังมีส่วนต่างดอกเบี้ยค่อนข้างสูงกว่าประเทศอื่น ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ได้ตกต่ำสุดๆ แทบจะบอกได้ว่าอัตราผลตอบแทนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยต่ำที่สุดในโลก เพราะราคาของหุ้นส่วนใหญ่ลดลงไปมากไม่โงหัวขึ้นมาเลย แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานผลประกอบการเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก หุ้นหลายตัวลดไปเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานที่ยังดีอยู่ ด้วยความกลัวอนาคตความวุ่นวายทางการเมืองที่ยังไม่สิ้นสุดเสียทีมาตั้งแต่ต้นปี 2549 ภาวะเงินดอลลาร์ไหลเข้าประเทศมากเกินปกติ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นแหล่งพักของ "เงินร้อน" เพื่อหาผลกำไรแบบรวยเร็ว ซึ่งตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับช่วงปี 2540 ที่เงินดอลลาร์ไหลออกแล้วตลาดหุ้นไทยทรุดหนักลง จากความไม่เชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจไทยที่เงินบาทถูกโจมตี จนค่าเงินบาทที่กำหนดอัตราตายตัวไว้มีค่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง แต่ภาวะเช่นปัจจุบันนี้ อาจจะคล้ายๆ กับช่วงก่อนฟองสบู่เศรษฐกิจแตกในปี 2540 หลังการเปิดเสรีทางการเงินค่อนข้างมากในช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านั้น ทำให้เงินต่างประเทศไหลท่วมเข้ามาในประเทศไทยในรูปแบบเงินกู้ระยะสั้นเป็นส่วนใหญ่ แล้วนำไปลงทุนระยะยาวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และกิจการที่ไม่ได้ก่อให้เกิดผลผลิตทางเศรษฐกิจ ในขณะที่กองทุนอีแร้งในต่างประเทศกลับมองเห็นตรงกันข้ามเมื่อวิเคราะห์ภาวะเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าอย่างผิดปกติ จึงเข้าโจมตีค่าเงินบาทในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และพฤษภาคม 2540 อย่างหนักหน่วงหลายระลอก 
ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยในสมัยนั้น หลายคนค่อนข้าง "บื้อ" เอามากๆ แต่รัฐมนตรีคลังในสมัยนั้นกลับ "บื้อกว่า" เปิดแชมเปญฉลองเป็นชัยชนะเหนือกองทุนอีแร้ง ในการตัดสินใจใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เป็นดอลลาร์ เข้าไปซื้อเงินบาทเพื่อพยุงค่าเงินไม่ให้อ่อนค่าลงไป จนทำให้ขาดทุนมหาศาล ผลาญเงินทุนสำรองแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัวไปกว่า 2-3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อรักษาค่าเงินบาทไว้ในอัตราเดิมที่กลายเป็นค่าแข็งเกินความเป็นจริง แล้วในที่สุดก็ไม่สามารถรักษาไว้ได้ จึงต้องตัดสินใจปล่อยลอยตัวค่าเงินบาทให้เป็นระบบ Managed Float ที่มีการบริหารจัดการค่าเงินบาทในแต่ละวัน จนค่าเงินบาทลื่นไถลอ่อนค่าไปตามสภาพตลาดอยู่พักใหญ่ แล้วทำสถิติในช่วงปลายเดือนมกราคม 2541 อ่อนค่าไปกว่า 54 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่ทำให้คนไทยอยู่ในสภาพมืดมนสิ้นหวังกันทั่วหน้า ลองเทียบกับช่วงนี้ที่เงินบาทกลับแข็งค่าไปถึงประมาณ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แล้วทำท่าว่าจะแข็งไปถึง 30 บาท ภาวะปัจจุบันกลับตรงกันข้ามกับปี 2540-2541 ที่ค่อนข้างแปลกมาก แบงก์ชาติได้ใช้เงินบาทเข้าไปซื้อเงินดอลลาร์เก็บไว้เพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งเกินไป เข้าใจว่าในช่วงประมาณ 1 ปีที่ผ่านมาขาดทุนไปนับแสนล้านบาทแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สามารถรักษาเสถียรภาพของเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเกินไป ให้มีเสถียรภาพในอัตราเหมาะสมกับเศรษฐกิจไทย ค่าเงินบาทในขณะนี้ที่แข็งโป๊กใกล้ถึงจุดอันตรายของเศรษฐกิจไทย เพราะประเทศยังต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลัก เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจะกระทบกับการส่งออกอยู่ในสภาพเสี่ยงขาดทุนจนไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับประเทศอื่นได้ เพราะเมื่อขายของได้เงินดอลลาร์มาแล้วแลกเป็นเงินบาทน้อยลงไปมากเกินกว่า 10-15% แล้วนับจากต้นปี และหากย้อนไปเทียบตั้งแต่ต้นปี 2549 เงินบาทแข็งค่าไปเมื่อเทียบเงินดอลลาร์เกินกว่า 20% เมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ที่แข็งค่าขึ้นไปด้วยตัวเลขหลักเดียว ภาวะแข็งค่าของเงินบาทเกินจริงกับภาวะหุ้นร้อนแรงเกินพอดี เกิดจากสาเหตุเดียวกันแทบเป็นเรื่องเดียวเท่านั้นคือเงินดอลลาร์ไหลบ่าเข้าประเทศมากเกินไป จึงไม่น่าจะเป็นโจทย์ยากเกินไปสำหรับทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้ที่มีประสบการณ์แน่นมาก  ส่องกล้องเข้าไปมององค์ประกอบทีมเศรษฐกิจชุดนี้แล้ว ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือมาจากต่างสำนัก อาทิเช่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอุตสาหกรรม นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ที่มีปูมหลังทั้งสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ที่เคยเป็นประธานสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) อันเลื่องลือในงานวิจัยนโยบายเศรษฐกิจมหภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเกริกไกร จีระแพทย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ที่ถือเป็นยดอฝีมืออีกคน แต่ทำไมทีมเศรษฐกิจหลายคน จึงออกอาการมึนๆ พูดกันไปคนละทิศคนละทาง ราวกับว่าต่างคนต่างทำงานไม่เกี่ยวข้องกัน ต่างคนต่างรับผิดชอบงานเศรษฐกิจแบบแยกส่วนไม่สามารถสั่งใครได้ ทั้งๆ ที่ล้วนแต่เกี่ยวพันกันทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของผู้ว่าแบงก์ชาติคุณธาริษา วัฒนเกส ที่ค่อนข้างเล่นบท "แข็ง" แข่งกับค่าเงินบาท จนคล้ายกับว่ากำลังอยู่ภาวะ "ดื้อตาใส" ไม่ค่อยอยากฟังเสียงวิจารณ์หรือข้อแนะนำอื่นใดที่ไม่ตรงกับการตัดสินใจของแบงก์ชาติ ซึ่งอาจจะเป็นผลจากอาการ "เสียเซลฟ์" สูญเสียความมั่นใจในตัวเองกรณีถูกก่นด่าจากมาตรการกันเงินต่างประเทศ 30% จนทำให้หุ้นทรุดถล่มเกินกว่า 100 จุดในวันเดียวกันและล้มเหลวในการพยุงค่าเงินบาท แต่กลับไม่มีการยกเลิกด้วยเหตุผลไม่แน่ชัดว่ากลัวเสียหน้าหรือมีความลับอื่นใด เมื่อได้อ่านอีเมลของผู้ว่าแบงก์ชาติหญิงที่ส่งถึงพนักงานแบงก์ชาติ เปิดความในใจว่าไม่หวั่นไหวกับคำวิพากษ์วิจารณ์ที่กระแทกเข้ามาแรงในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ยิ่งน่าห่วงว่าอาการ "แข็ง" เพื่อพิสูจน์ความเป็นอิสระของแบงก์ชาติ กำลังกลายเป็นไม่ยอมฟังคำแนะนำของใครเพื่อพิสูจน์ความเป็นอิสระของแบงก์ชาติในยุคนี้ที่ผู้หญิงเป็นใหญ่
 จนทำให้รัฐมนตรีคลัง ดร.ฉลองภพ กลายเป็นรัฐมนตรีคลังผู้น่าสงสารอยู่ในโอวาทคนในกระทรวงคลังและแบงก์ชาติ จนไม่กล้าพูดสัก "แอะ" แสดงความเห็นพาดพิงไปถึงนโยบายการเงินที่แม้อยู่ในความรับผิดชอบของแบงก์ชาติ แต่รัฐมนตรีคลังจะต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ในการตัดสินใจของแบงก์ชาติที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ สง่าราศีของ ดร.ฉลองภพ ในฐานะรัฐมนตรีคลังหม่นหมองลงไปเป็นอันมาก จนถูกปรามาสว่าเป็นนักวิชาการที่เก่ง แต่ "ทำงานไม่เป็นสับปะรด" เอาเสียเลย ถือเป็นการพิสูจน์ความเชื่อของสังคมอีกครั้งว่านักวิชาการมักเก่งแต่ในห้องวิจัย แต่เมื่อเจอของจริงมักไม่กล้าตัดสินใจ ส่วนรองนายกฯ โฆสิต ที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจตัวจริง แต่กระทรวงการคลังไม่ได้รายงานตรงกับรองนายกฯ ทำให้คำพูดของอาจารย์โฆสิตหลายครั้งค่อนข้าง "หน่อมแน้ม" โหวงเหวงไร้น้ำยา อย่าเอาเป็นสาระเป็นอันขาดเพราะสั่งใครไม่ได้ ทั้งรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าแบงก์ชาติที่ล้วนแต่ประกาศตัวเป็นอิสระต่อกัน น่าเป็นห่วงจริงๆ กับทีมการบริหารนโยบายค่าเงินบาทและนโยบายเศรษฐกิจของไทย ซึ่งไม่ต่างจากทีมเศรษฐกิจรัฐบาลปี 2540 คราวนี้ผู้ว่าแบงก์ชาติไม่บื้อแต่ "ดื้อตาใส", รองนายกฯ รู้เรื่องดีแต่ "ไร้น้ำยา" และรัฐมนตรีคลังเก่งงานวิจัยแต่ "ทำงานไม่เป็น" ระวังจะซ้ำรอยยิ่งกว่าวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่เดือดร้อนเฉพาะคนเมือง แต่คราวนี้รากหญ้าจะเหี้ยนเตียนแน่หากส่งออกวิบัติจากเงินบาทแข็งไม่รู้จบ
|