• อดิศักดิ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : adisak@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2006-12-12
  • จำนวนเรื่อง : 96
  • จำนวนผู้ชม : 54323
  • จำนวนผู้โหวต : 127
  • ส่ง msg :
คิดใหม่วันอาทิตย์
วิพากษ์วิจารณ์การเมือง เศรษฐกิจ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/adisak
วันอาทิตย์ ที่ 29 กรกฎาคม 2550
สังคม"แอ๊บแบ๊ว"กับอาการ"แอ๊บแม้ว"
Posted by อดิศักดิ์ , ผู้อ่าน : 918 , 15:18:37 น.  
พิมพ์หน้านี้


สังคมไทยกำลังอยู่ในภาวะ "แอ๊บแบ๊ว" ระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง คือ เกิดอาการผิดปกติแบบแอ๊บๆ หรือ Abnormal ผสมกับทำท่าทางตาใส "บ้องแบ๊ว" ให้ดูเหมือนว่า บริสุทธิ์ไร้เดียงสาผสมกับคิขุอาโนเนะไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับการกระทำของตัวเอง จนทำให้ต่างฝ่ายต่างยึดตั้งธง หลัก "กู" แล้วอ้าง "หลักการ" จนทำให้สังคมไทยไม่กลับสู่ภาวะปกติเสียที
    

   บอกตามตรง ผมเริ่มเกิดอาการเบื่อมากๆ กับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเมล และการออกมาประกาศจุดยืนแย่งพื้นที่ข่าวจากกลุ่มองค์กรทั้งชื่อทางการ และ "ชื่อจัดตั้ง" ที่มีแค่ไม่กี่คนทำงานจริง  แสดงจุดยืนหลังเหตุการณ์วันที่ 22 ก.ค.กลุ่มคนที่อ้างว่าเป็น "แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ" กับ กองกำลังผสมเจ้าหน้าที่ตำรวจกับทหาร เกิดปะทะกัน จนเลือดตกยางออกไปทั้งสองฝ่าย บาดเจ็บหัวร้างข้างแตกขาหักกันไปกว่า 200 คน
   เริ่มจาก อาการแอ๊บแบ๊วของ "คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ" ที่เป็นองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ตกทอดเข้าไปภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปี 2549 ที่จัดทำโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ
   เมื่อใดก็ตาม ที่องค์กรอิสระแห่งใดเกิดความแตกแยกภายในองค์กร ย่อมไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามเจตนารมณ์เดิมที่ตั้งไว้สวยหรู กรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นตัวอย่างขององค์กรแตกแยก จนทำให้กรรมการสิทธิมนุษยชนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิออกอาการ "แอ๊บแบ๊ว" ทำตัวไม่ถูกกับสิ่งที่เกิดขึ้น จนกลายเป็นทำทองไม่รู้ร้อน
    

   เมื่อ อาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิฯ ได้กลายเป็น 1 ใน 9 แกนนำกลุ่ม นปก. จนกระทั่งตกเป็น 1 ใน 9 ผู้ต้องหาตัวการก่อเหตุจลาจล เมื่อคืนวันที่ 22 ก.ค.2550 แล้วขอประกันตัวออกมาจากการฝากขังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยอ้างภารกิจหน้าที่ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชน 4 คณะ
     ผมไม่ทราบตื้นลึกหนาบางความขัดแย้งภายในคณะกรรมการสิทธิฯ ชุดนี้ ที่มี อาจารย์เสน่ห์ จามริก เป็นประธาน และไม่เสียเวลาอ่านสงครามอีเมลจำนวนหลายต่อหลายครั้ง จากกรรมการสิทธิฯ บางคน และเจ้าหน้าที่ภายในคณะกรรมการสิทธิฯ ได้เพียรพยายามเป็นอันมากในการเขียนเล่าเรื่องราวเน่าๆ สารพัดของอาจารย์เสน่ห์เพื่อบอกกับสื่อ
     เพราะหลายเรื่องเป็นความเห็นในเชิงปัจเจกบุคคล จนอีเมลเหล่านี้กลายเป็น "จังค์อีเมล" ที่ลบทิ้งอย่างเดียว ทำไมผู้เขียนเหล่านี้ไม่เลือกดำเนินการอย่างเปิดเผย และเป็นรูปธรรมในการกล่าวโทษหรือกล่าวหาความไม่ชอบมาพากลของอาจารย์เสน่ห์อย่างเป็นทางการ แล้วให้กระบวนการยุติธรรมไต่สวนพฤติกรรมของประธานคณะกรรมการสิทธิฯ
     อาจารย์จรัลมีสิทธิอย่างเต็มที่ในการคัดค้าน ไม่ยอมรับการรัฐประหาร เมื่อ 19 ก.ย.2549 แต่ในฐานะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่มีภารกิจหน้าที่ชัดเจน ดังเช่นที่อาจารย์จรัลได้ใช้เป็นเหตุผลในการขอประกันตัว หลังจากประกาศตัวเป็น 1 ใน 9 แกนนำกลุ่ม นปก.ขึ้นเวทีโจมตีรัฐบาลและคมช.ทุกคืน รวมทั้งเห็นคล้อยตามไปกับกลุ่ม นปก.ที่เชื่อว่าประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย.2549
      ทำไมอาจารย์จรัลไม่ใช้กระบวนการของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ไต่สวนหรือแสวงหาหลักฐาน เพื่อกล่าวโทษประธานองคมนตรี พล.อ.เปรมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว
      

    ในขณะที่อาจารย์มหาวิทยาลัยหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร เช่น อาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ใจลส์ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ฯลฯ ไม่ได้เลือกวิธีเดินสายปลุกระดมมวลชนกลางสนามหลวงแล้วกล่าวหาผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองโดยปราศจากหลักฐานใดๆ
     คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงอยู่อาการ "แอ๊บแบ๊ว" ผิดปกติ-ทำท่าไร้เดียงสา   บอกว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลของอาจารย์จรัล ที่กลายเป็นแกนนำปลุกระดมขับไล่ พล.อ.เปรมบริเวณหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ทั้งๆ ที่โดยประสบการณ์ควบคุมฝูงชนของอาจารย์จรัลที่ผ่านมาหลายสถานการณ์ ย่อมมองเห็นความรุนแรงอยู่เบื้องหน้าในคืนวันนั้น
    หากอาจารย์จรัลในฐานะกรรมการสิทธิมนุษยชน เชื่อมั่นในแนวทางการต่อสู้กับเผด็จการอย่างสันติวิธีด้วยความจริงใจใสๆ ย่อมจะต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อป้องกันการเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรงของทั้งฝ่ายประชาชนและฝ่ายรัฐ
    แต่อาจารย์จรัลกลับไม่ได้ห้ามปราบฝูงชนของกลุ่มนปก.ที่อ้าง "ประชาธิปไตย" ไปยืนด่าพ่อล่อแม่คนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ กับ ประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม แล้วขว้างก้อนหินขวดน้ำใส่บ้านประธานองคมนตรี โดยอ้างว่า จำเป็นต้องทำไปตามสัญชาตญาณป้องกันตัว หลังจากถูกตำรวจฉีดก๊าซน้ำตาและใช้โล่กับกระบองไล่ดันไล่ตี
    อีกองค์กรหนึ่ง ที่เริ่มมีอาการ "แอ๊บแบ๊ว" อยู่ระยะกลางคือคณะกรรมการรณรงค์ปฏิรูปสื่อ (คปส.) ที่เป็นขาประจำในการวิพากษ์สื่อ อาจจะเป็นเพราะช่วงก่อนรัฐประหาร 19 ก.ย.ยืนอยู่คนละข้างกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่เมื่อตั้งธงว่าคัดค้านรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ที่ผลลัพธ์เหมือนกันคือล้มอดีตนายกฯ ทักษิณได้ จุดยืนจึงค่อนข้างออกอาการ Abnormal เบลอๆ มักไม่เสนอทางออกของปัญหา แตกต่างจากสมัยก่อนที่ยังมีข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์มากกว่า เช่น
      ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนสถานีโทรทัศน์ไอทีวีเป็นทีวีสาธารณะที่ได้ภาษีทางตรงที่รัฐยังแทรกแซงได้เช่นเดิม แต่กลับยกย่องการต่อสู้ของพนักงานไอทีวี ที่พยายามรักษาสถานะเดิมที่เป็นการรักษาผลประโยชน์ตัวเองมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม
      ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมในทุกกรณี แต่ไม่ได้ใส่ใจมากนักกับการละเมิดสิทธิผู้อื่นของกลุ่มผู้ชุมนุม นปก. แถลงการณ์จึงค่อนข้างกั๊กๆ ติงผู้ชุมนุมเล็กน้อยแต่พองามว่า การกระทำอาจจะเป็นเหตุให้เกิดความรุนแรง แต่ประณามเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ทำรุนแรงเกินไป จนละเมิดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน
     แล้วทุกครั้งของแถลงการณ์มักลงท้ายสั่งสอน "สื่อโทรทัศน์" อีกเช่นเดิมว่า กำลังทำหน้าที่ในการรับใช้อำนาจรัฐ ขาดอิสระในการนำเสนอ ฯลฯ จนแทบกลายเป็นสูตรสำเร็จในแถลงการณ์ของคปส.
     

     หากการจัดตั้งคปส.มีเจตนารมณ์ในการตรวจสอบการทำหน้าที่ของสื่อโทรทัศน์ เพื่อให้เกิดการตอบสนองไปสู่การปฏิรูปสื่อในระยะยาว กรุณาอย่าตั้งธงไว้ก่อนว่า คนทำงานในสื่อโทรทัศน์ "แอ๊บแบ๊ว" ชอบอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ จนกลายเป็นกลัวหัวหดไม่กล้าทำหน้าที่เสนอความจริง คนทำงานสื่อโทรทัศน์ส่วนใหญ่ 99% ยึดมั่นในหลักจรรยาบรรณวิชาชีพที่นำเสนอความจริงอยู่แล้ว แต่ในบางสถานการณ์มีข้อจำกัดจากสถานะการทำงาน
     คปส.กลับละเว้นไม่กล้าวิพากษ์การทำหน้าที่ของสื่อโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอกชน ASTV ที่พัฒนาไปสู่ "มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน" ที่ประกาศเป็น "สื่อเลือกข้าง" ไม่เป็นกลาง สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมนปก.ให้สิ้นซากเสียที ด้วยความเชื่อว่า ประเทศจะกลับสู่สันติสุขได้เมื่อกลุ่มนปก.และคนรักทักษิณถูกกำจัดให้หมดไปจากแผ่นดินไทย
    คปส.คงจะกลัวการตอบโต้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันจาก ASTV ที่วิพากษ์ทุกคนที่มีจุดยืนและท่าทีต่อต้านคมช. แต่กรณีการวิพากษ์สื่อฟรีทีวีเป็นอาจิณ ที่ "คนทำงานฟรีทีวี" ไม่เคยตอบโต้คปส.สักครั้งเดียว
     คปส.จึงควรจะช่วยสร้าง "เกราะ" จากสังคม เพื่อช่วยตรวจสอบและสะท้อนการทำหน้าที่ของสื่อโทรทัศน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโทรทัศน์ของรัฐ 2-3 ช่อง เพื่อช่วยทำให้ "คนทำงานสื่อโทรทัศน์" มีความมั่นใจและความกล้าในการทำหน้าที่ตามหลักวิชาชีพมากขึ้น แต่เมื่อทุกครั้งเริ่มต้นจากประณาม หรือเพียงเรียกร้องให้ทำหน้าที่อย่างอิสระ
      "คนทำงานสื่อโทรทัศน์" จะชินชาไม่ยินดียินร้ายกับแถลงการณ์ของคปส.ที่ออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนแทบไม่เกิดผลใดๆ ในทางปฏิบัติ ทำไมบรรดาคณาจารย์ในคปส.ที่เก่งกาจสามารถในเชิงวิชาการแต่อ่อนด้อยกับโลกความเป็นจริง เดินเข้าหาพวกเขาด้วยท่าทีเป็นมิตร แล้ว "รณรงค์" ส่งเสริมให้เกิดการปฏิรูปสื่อจริงๆ แทนการแถลงการณ์อย่างพร่ำเพรื่อ
     เขียนถึงคปส.ครั้งนี้ ด้วยกัลยาณมิตรห่วงใยว่า กำลังเกิดอาการแอ๊บแบ๊วขั้นเริ่มต้น ถ้าไม่ระวังจะยกระดับกลายเป็น "แอ๊บแม้ว" ที่ไม่รู้ไม่เห็นกับพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นอย่างมโหฬารในรัฐบาลทักษิณ
     ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชังทักษิณในอดีตที่เข้าไปร่วมกับกลุ่มรักทักษิณก่อตัวขึ้นมา แล้วอ้างว่าเป็น "แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ" หรือนปก. ซึ่งนักวิชาการหลายคนที่เคยคัดค้านระบอบทักษิณแล้วไม่ยอมรับการรัฐประหาร แต่กลับไม่สนใจว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ มีพฤติกรรมฉ้อฉลในการใช้อำนาจรัฐอย่างไร มองการต่อสู้กับคมช.อย่างเถรตรงว่า กำลังสถาปนารัฐเผด็จการทหารและอำมาตยาธิปไตย
    

    ขอถามว่า ทำไมพวกเขาจึงรังเกียจ "อำมาตยาธิปไตย" อย่างรุนแรง โดยไม่เคยมองย้อนกลับไปว่า "กลุ่มอำมาตยาธิปไตย" ในอดีตได้ทำหน้าที่ "ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" อย่างเต็มภาคภูมิในการวางพื้นฐานการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาตั้งแต่ยุคต้นๆ 
    แม้ว่าหลายแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ที่มองในระยะ 20 ปี อาจจะบิดเบี้ยวไปบ้าง เมื่อประเมินจากสภาพปัจจุบัน แต่โดยภาพรวมแล้วสภาพโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยไม่ได้พิกลพิการน่าทุเรศทุรัง จนตั้งแง่รังเกียจมองเป็นปิศาจร้ายมากกว่าอำนาจที่มาจาก "นายทุนนักการเมือง" ที่ใช้ "เงิน" เข้ามายึดอำนาจรัฐแล้วแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง
    กลุ่มนปก.จึงอยู่ในอาการ "แอ๊บแบ๊ว" เข้าขั้นสูงสุด กลายสภาพเป็น "อาการแอ๊บแม้ว" ที่มักบอกว่า รักทักษิณเพราะทักษิณรักประชาธิปไตย ทักษิณรักคนจน ทักษิณโกงบ้าง แต่เสียสละทำงานเพื่อชาติ ฯลฯ
    อาจารย์จักรภพ เพ็ญแข เป็นบุคคลที่ป่วยเข้าขั้น Abnormal ผสมกับบ้องแบ๊วจากอารมณ์รักแม้วสุดหัวใจขั้นสมบูรณ์แบบที่สุด จนพัฒนากลายเป็น "แอ๊บแม้ว"
    ท่ายืนข้างรถตู้ก่อนนำไปฝากขัง ชูกำปั้น-ขบกรามฟันแน่น-ตะโกนสู้ๆ คงจะตึดตรึงตาแฟนพันธุ์แท้การเมืองไปอีกนานแสนนาน หลังจากวงการการเมืองห่างหายจากภาพความเด็ดเดี่ยวของนักต่อสู้ทางการเมือง แต่ครั้งนี้อาจารย์จักรภพมีอาการ "แอ๊บแบ๊ว" จนกลายเป็น "แอ๊บแม้ว" เข้าขั้นมากที่สุด
    ไม่ได้ห่วงคำว่า "แอ๊บแบ๊ว" ที่เป็นภาษาไทยของวัยรุ่น ที่ใช้เรียกขานเพื่อนๆ ที่ทำตัวเพี้ยนๆ บ๊องๆ คิขุอาโนเนะไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับการกระทำของตัวเอง แต่ห่วงอาการแอ๊บแบ๊วที่กำลังระบาดไปทั่วกับองค์กรภาคประชาชน,องค์กรอิสระ,กลุ่มนปก.,คมช., สำนักงานตำรวจแห่งชาติ,รัฐบาล,สภานิติบัญญัติ ,สภาร่างรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ที่มีความแตกต่างทางความคิด  แล้วต่างฝ่ายต่างยึด "หลักกู" แบบแอ๊บๆ จนเกิด "แอ๊บแบ๊ว" กับ "แอ๊บแม้ว" ซึ่งต่างความหมายกับ "แอ๊บแบ๊ว" ของวัยรุ่น ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใครมากนัก


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 22
ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามและเงิน วันที่ : 06/08/2007 เวลา : 09.29 น.
http://www.oknation.net/blog/whitaker

สวัสดี ประเทศไทย...
ความคิดเห็นที่ 21
สายสืบภาคประชาชน วันที่ : 02/08/2007 เวลา : 16.09 น.
http://www.oknation.net/blog/Anti-Corruption


เห็นด้วยกับข้อเท็จจริงเกือบทั้งหมดครับ
หากแต่มีข้อสังเกตที่อยากจะแลกเปลี่ยนเล็กน้อยในประเด็นที่ว่า ASTV "สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมนปก.ให้สิ้นซากเสียที ด้วยความเชื่อว่า ประเทศจะกลับสู่สันติสุขได้เมื่อกลุ่มนปก.และคนรักทักษิณถูกกำจัดให้หมดไปจากแผ่นดินไทย"

เนื่องจากเท่าที่ติดตามข่าว ไม่เคยได้ยินท่าทีจาก ASTV เรียกร้องให้ปราบปรามม็อบพีทีวีโดยตรง มีเพียงแต่เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ "ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด" มากขึ้น เพราะบ้านเมืองมีขื่อมีแป แต่บางครั้งเจ้าหน้าที่ก็อะลุ้มอะล่วยจนกลุ่ม Hardcore ได้ใจในการล้ำเส้นกฎหมายหนักข้อเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม หากผมบังเอิญไม่ได้ยินประโยคที่ว่าจริงๆ ก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้
ความคิดเห็นที่ 20
Augustman วันที่ : 02/08/2007 เวลา : 14.34 น.
http://www.oknation.net/blog/Augustman
• มอบทุกสิ่ง ด้วยใจ ใสพิสุทธิ์


"แอ๊บแบ๊ว ภาษา อย่าตกยุค
"แอ๊บแม้ว" ยังสุข ฤๅไฉน
เห็นสาว "บ้องแบ๋ว"แล้วถูกใจ
หัวใคร มีงู ดูเอาเอง

ขออภัยนอกประเด็น..ไปหน่อย ครับ

ความคิดเห็นที่ 19
chaitham วันที่ : 31/07/2007 เวลา : 15.55 น.
http://www.oknation.net/blog/erp
ChaiTham

75 ปีนับจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

คงไม่เพียงพอสำหรับ การงอกงามเจริญเติบโตของ ต้นกล้าปะชาธิปไตยไทย
คงไม่นานพอสำหรับการพัฒนาการทางการเมืองที่ยั่งยืนและมั่งคง

หรือ
คงไม่พร้อมพอที่ คนบางกลุ่ม จะปรับตัวเข้าสู่สังตมประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ ???
http://www.oknation.net/blog/change/2007/07/31/entry-1/comment#read
ความคิดเห็นที่ 18
Sudteerak วันที่ : 31/07/2007 เวลา : 01.35 น.
http://www.oknation.net/blog/Sudteerak
Wherever you are, please remember that I belong to you


เหมียวว่า เป็นพวกแอ๊บบ้า ไปแล้วคะ กลุ่มอะไรทั้งหลายทั้งงปวงที่ตั้งมา
ความคิดเห็นที่ 17
วิตามินบี วันที่ : 31/07/2007 เวลา : 00.14 น.
http://www.oknation.net/blog/babymind
วางความเป็นผู้ใหญ่ไว้ที่โลกภายนอกแล้วกลับมาเป็นเด็กๆกันเถอะค่ะ


ช่วงนี้ได้ยินแต่คำว่าแอ๊บแบ๊วจนเผลอจะทำหน้าแบ๊วๆตาม
ไปด้วยแล้วนะคะ ยิ่งได้ฟังคำพูดของพวกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนด้วยแล้ว หนูอยากจะเป็นบ้า!!
ความคิดเห็นที่ 16
ดึกสงัด วันที่ : 30/07/2007 เวลา : 23.06 น.
http://www.oknation.net/blog/thaiox

สาธยายไม่หมด"แอ๊บแบ๊ว"เยอะมาก
หรือ "แอ๊บแบ๊ว" ไปแล้ว ค่อนประเทศ
ความคิดเห็นที่ 15
pnokeox วันที่ : 30/07/2007 เวลา : 21.33 น.
http://www.oknation.net/blog/pnokeox
แล้วแต่จะจัด..

แอ๊บ..เบื่อการเมือง..แต่..อ่านทุกวัน...
ความคิดเห็นที่ 14
skyhoop วันที่ : 30/07/2007 เวลา : 20.54 น.
http://www.oknation.net/blog/skyhoop

ต่อไปคงมีพวก"แอ๊บ"ตามมาอีกหลายแอ๊บแน่ๆเลย

ความคิดเห็นที่ 13
อาจารย์เกรียง วันที่ : 30/07/2007 เวลา : 19.37 น.
http://www.oknation.net/blog/CheetangruayExtra
Best Regards, A. Grienksak O.

แวะมาทักทายครับ
ความคิดเห็นที่ 12
naive วันที่ : 30/07/2007 เวลา : 18.50 น.
http://www.oknation.net/blog/wickedgirl

เสียสติกันไปหมดแล้วค่ะ พวกนี้
ความคิดเห็นที่ 11
อาจารย์เกรียง วันที่ : 30/07/2007 เวลา : 16.11 น.
http://www.oknation.net/blog/CheetangruayExtra
Best Regards, A. Grienksak O.

ชื่อแอ๊บแม้วกับแอ๊บแบ๊ว ผมฟังแล้วมันจี๊ดเลยครับ
ความคิดเห็นที่ 10
Gacia วันที่ : 30/07/2007 เวลา : 14.47 น.
http://www.oknation.net/blog/DannyGacia

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทั่วไปแล้วมักจะอยู่คนละขั้วกับพรรคการเมืองชัดเจน
ใน ต่างประเทศ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมักจะไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดนอกจาก
ความเสียหายต่อประชาชนและประเทศชาติ.........
แต่นี่ทำไมมาทำให้ทั้งคนและประเทศชาติเสียหาย ทั้งๆที่รู้ว่า ม็อบเหล่านี้ไม่ใช่พลัง บริสุทธิ์
ความคิดเห็นที่ 9
มิสนอราห์ วันที่ : 30/07/2007 เวลา : 12.30 น.
http://www.oknation.net/blog/missnorah

ถึงวันนี้ก็แปลกใจ และงงงวย กับอ.จรัล
แต่มีคนบอกที่มาว่า อ.จรัลมาในสาย หมอ ม. เมื่อเข้ามาเป็นกก.สิทธิ

และวันขอประกันตัว ดิชั้นว่าชัดเจนมากๆ ที่เราเห็นอดีตคนไทยรักไทย ใกล้ตัว อดีตรักษาการณ์หน.ทรท. มารอลุ้นเป็นกำลังใจให้ อ.จรัลเพียงคนเดียว

คิดว่าต่อไปนี้ต้องจับตาดูบทบาทของอ.จรัลกับกลุ่มอดีตทรท.บางกลุ่ม...ซักพักเราจะเห็นเองค่ะ
ความคิดเห็นที่ 8
นิธินันท์ วันที่ : 30/07/2007 เวลา : 02.25 น.
http://www.oknation.net/blog/nithinand

และที่ไปตอบไว้ในเรื่องชีวิตดิจิตัลของคนข่าว อย่างเศร้าๆ

ไม่ล้าหลังเทคโนโลยีนั้นดีอย่างยิ่ง

แต่ข้อพึงระวังของความเร็วก็มี

ที่สำคัญมากคือ ความถูกต้อง และความเป็นธรรม

ตัวอย่างที่ดีคือในสถานการณ์ปัจจุบันนี้

เป็นเรื่องปกติที่ประชาชนทั่วไปจะเลือกข้าง

เป็นเรื่องปกติที่ประชาชนทั่วไปจะใส่อารมณ์เกลียดชังฝ่ายตรงข้าม ในข้อความที่เขียน หรือรายงานข่าวในมุมมองประชาชน

แต่เป็นเรื่องปกติและชอบธรรมหรือ ถ้าคนข่าว คนทำสื่อ จะทำอย่างนั้น การยั่วยุอารมณ์ฝูงชนเป็นเรื่องพึงกระทำของสื่อและคนทำสื่อหรือ

เมื่อประชาชนเกลียดฝ่ายตรงข้าม ด่าว่าและเหยียดหยามคนที่ตนไม่ชอบ เช่น ที่ปรากฎในบล็อกโอเคเนชั่นในระยะใกล้ๆ มานี้ ซึ่งมีถ้อยคำประมาณว่า ไอ้ อี อีตุ๊ด อีแต๋ว ต้องโดนเสียบ้าง คงผั่บๆๆๆ ทั้งคืน ฯลฯ ต่างๆ เหล่านี้

อาจยอมรับได้

แต่ควรยอมรับหรือ ถ้าคนทำข่าวและคนในวงการสื่อเป็นผู้นำการด่าว่าเยาะเย้ยเหยียดหยามเสียเอง เพื่อตอบสนองอารมณ์ของตนและอารมณ์ผู้บริโภคสื่อที่มีอารมณ์โกรธเกลียดอยู่แล้ว

ถ้าคนทำสื่อคิดว่าจะมีความน่าภาคภูมิใจในวิชาชีพของตนบ้าง ให้สมกับที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพของสื่อเสมอมา

ควรหรือไม่ที่คนทำสื่อจะต้องตระหนักว่า สิ่งสำคัญที่สุด
ของงานสื่อ

คือ ความรับผิดชอบต่อสังคม

คนทำสื่อไม่สมควรคิดตลอดเวลาหรือว่า คำพูด และการกระทำของตน จะสามารถส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างไรบ้าง

ความตระหนักถึงผลกระทบต่อสังคม เป็นเรื่องสำคัญกว่า ความเร็ว และความมันสะใจ

ในกรณีบล็อก แม้จะอ้างว่าบล็อกเป็นพื้นที่ส่วนตัวเช่นเดียวกับคอลัมน์ เจ้าของบล็อกและคอลัมน์ย่อมเขียนได้ตามใจชอบ แต่คนทำสื่อก็เป็นคนทำสื่อมิใช่หรือ ไม่ควรจะมีจิตสำนึกแห่งความเป็นธรรมของคนทำสื่อทุกเวลาหรือ

แทนที่คนทำสื่อจะส่งเสียงดังในการเผยแพร่ความเชื่อว่า ความเป็นกลางไม่มี เพื่อจะได้กระโดดไปเลือกข้างนำผู้บริโภคสื่อ "ด่า" และ"เยาะเย้ย" ฝ่ายตรงข้าม โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ

ดีกว่าไหมถ้าคนทำสื่อจะช่วยกันตั้งคำถามกับตัวเองว่า อะไรคือคุณสมบัติสำคัญของคนทำสื่อ ซึ่งทำให้คนทำสื่อ ต่างจากอาชีพอื่น และต่างจากคนเขียนความเห็นทั่วไป (ที่อาจคิดว่าการทำสื่อง่ายมาก เพียงมีพื้นที่เป็นของตัวเองก็ด่าใครๆ ได้อย่างอาจหาญ)

คนทำสื่อไม่คิดกันหรือว่า ความเคร่งครัดในจริยธรรมสื่อ ซึ่งหมายถึงต้องมีความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างยิ่ง คือคุณสมบัติที่ทำให้คนทำสื่อ แตกต่าง

ความแตกต่างนี้ ทำให้คนทำสื่อสามารถภาคภูมิใจในวิชาชีพของตน ว่าเกิดขึ้นเพื่อช่วยรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อช่วยสร้างสติให้กับสังคม โดยเฉพาะในยามที่สังคมระส่ำระสาย

การเขียนบล็อก หรือคอลัมน์ของคนทำสื่อ โดยเฉพาะคนทำสื่อที่มีชื่อเสียง สามารถส่งอิทธิพลทางความคิดทางใดทางหนึ่งต่อผู้บริโภคสื่อ

รวมถึง สามารถยั่วยุ ปลุกเร้าอารมณ์ผู้บริโภค หรือสนับสนุนกระแสอารมณ์ร้อนแรงที่เต็มไปด้วยความโกรธเกลียดของผู้บริโภค

น่าละอายหรือไม่ ถ้าคนทำสื่อพูดถึงประเด็นความเป็นธรรม (โดยเฉพาะเพื่อตัวเอง เช่นในกรณีสื่อถูกฟ้อง) ด้วยท่าทีเคร่งขรึมว่าอยู่ข้างความเป็นธรรม แต่ไม่สามารถย้อนดูพฤติกรรมของตนด้วยใจเป็นธรรมที่ปราศจากอคติ

น่าละอายหรือไม่ ถ้าคนทำสื่ออยู่ในสถานะครูสอนนักศึกษานิเทศศาสตร์หนุ่มสาวผู้มีความมุ่งมั่นและมองคนทำสื่อที่มาก่อนเป็นแบบอย่าง สอนนักศึกษาให้ทำงานข่าวแบบตัดสินคนในข่าว ขณะปากพูด "หลักการ" ซึ่งเป็นสัจธรรมว่า คนทำสื่อและสื่อมิใช่ผู้พิพากษา

คนทั่วไป คำนึงถึงความเป็นธรรมน้อยกว่าคนทำสื่อได้ (แม้สังคมพึงปรารถนาของคนส่วนมากจะเป็นสังคมที่อ้างกันว่าทุกคนรักความเป็นธรรม) เพราะคนทั่วไปคือคนทั่วไป ที่บริโภคสื่อ และประกอบอาชีพอื่นเป็นหลัก

แต่คนทำสื่อ ซึ่งประกอบอาชีพสื่อเป็นหลักทำได้หรือ ?

คนทำสื่อคนหนึ่ง ขอฝากเป็นคำถาม (อย่างเศร้าๆ) ถึงคนทำสื่อทั่วไป ในยุคแห่งเทคโนโลยีทันสมัย
ความคิดเห็นที่ 7
นิธินันท์ วันที่ : 30/07/2007 เวลา : 02.05 น.
http://www.oknation.net/blog/nithinand

ไปอ่านเจอมาจากบล็อกนี้ ขอฝากให้อ่านด้วยเผื่อจะหลงหูหลงตา

สมัยนี้ เป็นสมัยที่คนทำสื่ออย่างข้าพเจ้าเศร้าใจที่สุด
.......................................
วันจันทร์ ที่ 30 กรกฎาคม 2550
คำสอน นมส.ถึง"คนข่าว"
Posted by กรมหมื่นข่าว , ผู้อ่าน : 11 , 01:10:55 น. | หมวดหมู่ : ประวัติศาสตร์ข่าว
พิมพ์หน้านี้

โดยเหตุแห่งสถานการณ์ของบ้านเมืองที่กำลังเป็นไปเป็นอยู่..ที่ปรากฎว่าบางส่วนหนึ่งของสถานการณ์"สื่อมวลชน"ถูกหยิบจับขึ้นมากล่าวขวัญถึงอย่างมากในสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในทางที่เข้าไปเกี่ยวข้องในแต่ละสถานะ แต่โดยองค์รวม"สื่อมวลชน"ในสถานะทางการเมืองปัจจุบันกลับถูกมองใน"ทางลบ"มากกว่าเหตุการณ์ของบ้านเมืองครั้งใดๆที่ผ่านมา..

ทำให้อยากหยิบเอา"คำสอน"ของ"ผู้ใหญ่"ในวงการสื่อมวลชนรุ่นแรกในประเทศไทย มานำเสนออีกสักที เพื่อ"ตอกย้ำ"เข้าไปใน"ก้นบึ้งแห่งหัวใจ"ของสื่อมวลชน ทั้งในส่วนที่เข้าไปรวมวงไพบูลย์กับ"อำนาจ"หรือบางพวกที่เข้าไปรับประโยชน์ และทั้งฝ่ายสื่อมวลชนที่ยังกล้าๆกลัวๆรั้งรอ ที่ทำให้สถานการณ์บ้านเมือง ไหลเรื่อยมาจนถึงจุด"อันตราย"

โดยในที่นี้ขอยกเอาคำกล่าวของ"กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์"หรือ"นมส."บรมครูนักหนังสือพิมพ์มานำเสนอ...

กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์"ปราชญและนักเขียน"คนหนึ่งของไทย(นมส.)เป็นผู้ที่พูดถึงจรรยาบรรณของ"คนหนังสือพิมพ์"เป็นท่านแรกๆของประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๔๗๐ ณ สามัคยาจารย์สามคม ความตอนหนึ่ง ว่า

"หนังสือข่าว จะประกาศตรให้คนนับถือก็ต้องปฏิบัติสั่งสมตั้งแต่สิ่งที่นิยมกันา"ดี"ว่า"ชอบ"ต้อง"กลัวบาป" ต้องมี"อาย" ต้องมี"ยุติธรรม"ในใจ ปราศจากลามกในใจ ต้องหลีกเลี่ยงอคติ ต้องมีแนวทางปฏิบัติอันรวมข้อที่ว่ามานี้ แนวทางปฏิบัตินั้นผู้เป็นปราชญ์ในวิชาหนังสือข่าว ในประเทศตะวันตก อาจมีคติแผกเพี้ยนกันบ้างตามตัวบุคคล แต่คงจะแผกเพี้ยนกันในทางที่เป็นแพร่งเล็กน้อย ถ้าจะพูดถึงทางที่กล่าวโดยอุปมาว่าเป็นถนนประธานก็คงะลงทางเดียวกันหมด"

นอกจากนี้ ท่านยังได้มอบ บัญญัติ ๗ ประการอันเป็น"หลักธรรม"ของหนังสือพิมพ์ด้วยในวันนั้น ความย่อดังนี้

๑.ความรับผิดชอบ
เป็นความรับผิดชอบที่ไม่เฉพาะด้านกฎหมาย แต่ต้องมีศาลยุติธรรมในใจของคนหนังสือพิมพ์สำคัญกว่าสิ่งใด...การนำเฉพาะ"ความจริง"มากล่าวหรือแสดงความเห็นที่ถูกต้อง ประชาชนก็จะเกิดศรัทธา

๒.อิสระแห่งหนังสือข่าว
ในที่นี้หมายถึงอิสระภายในขอบเขตของกฎหมาย..อิสระของการพูด และการเขียนใดๆที่ไม่ขัดต่อกฎหมายนั้น คนหนังสือพิมพ์จำต้องรักษาให้มั่นและต้องสังวรณ์เสมอว่าต้องรักษาไว้โดยวิธีทำดีทำถูกเท่านั้น...การพูดตามอำเภอใจไม่ใช่"อิสระ"เว้นแต่จะเป็นอำเภอใจอันอยู่ในศีลในสัตย์ ซึ่งถ้าอยู่ในศีลในสัตย์อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย

๓.ความไม่มีเครื่องเกี่ยวพัน
หนังสือข่าวต้องอยู่ในวงแห่ง"ความจริง"และ"ความตรง"ซึ่งเมื่ออยู่ในวงนั้นแล้วก็ไม่ควรจะมีเครื่องเกี่ยวพันอะไรทั้งหมด ถ้ามีเครื่องผูกำให้ต้องยกยอหรือติเตียนใครหรือสิ่งใด รวมทั้งความยกยอหรือติเตียนนั้นไม่เป็นในทางที่ชอบด้วยประโยชน์แก่คนส่วนมาก หนังสือก็มีตำหนิ....ศรัทธาคนก็เสื่อม

๔.ความตั้งใจจริงและความจริง
"ความซื่อตรง"ต่อคนอ่านเป็น"หลักสำคัญ"ของหนังสือข่าว...การจะทำอะไรให้ถูกต้องเที่ยงตรงนั้นเป็นของยากแต่ถ้าพลาดเพราะไม่เอาใจใส่พอ เพราะไม่มีพะวงพอ หรือพลาดเพราะขาดความรอบคอบ,ประณีต ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแก้ตัวได้..การทำให้คนเข้าใจผิดนั้น"บาปมาก"
ต้องเพียรอย่างที่สุดที่จะไม่ผิด...อย่าทะนงตนว่ารอบรู้ไปหมด รู้น้อยอย่านึกว่ารู้มาก..อย่าเดาความรู้ อย่าตรัสรู้เอง...


๕.ความเป็นกลาง
ความไม่เข้าใครออกใคร เป็นข้อสำคัญของการแสดงข่าวผู้ที่ได้ฝึกหัดการทำหนังสือข่าวเจนใจอยู่แล้วย่อมรู้จักเขตคั่นระหว่างการแสดงข่าวแสดงความเห็น..ความลำเอียงใดๆไม่าจะเพราะอารมณ์เกลียดหรืออารมณ์รักนั้นใช้ไม่ได้เลย


๖.แฟร์เพลย์
ธรรมะอย่างหนึ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Fair Play ไม่ทราบว่าจะใช้คำไทยว่ากระไร..หากหมายความว่า"ไม่เอาเปรียบในทางที่ไม่เที่ยงตรง"หรือ"ไม่ลอบเอาเปรียบ"ก็น่าจะได้ หนังสือข่าวที่อยู่ในภูมิธรรมอันดีย่อมจะไม่กล่าวตำหนัใครโดยไม่ให้โอกาสชี้แจงหรือกล่าวหักหาญผู้อยู่ในฐานะอันจะชี้แจงตอบโต้ไม่ได้ หนังสือข่าวที่ดีจะต้องไม่บุกรุกเข้าไปถึงสิทธิ์หรือแสดงความรู้สึกส่วนตัวของบุคคล เว้นแต่เรื่องที่เกี่ยวอย่างจริงจังกับประโยชน์ของประชุมชน...ถ้าหนังสือข่าวกล่าวอะไรผิดในเรื่องความจริงก็ดี ความเห็นก็ดี เมื่อรู้ว่าผิด ก็ต้อง"รับผิด"และ"บอกแก้"ทันที จึงจะถือว่อยู่ในศีลในธรรมได้


๗.ความสะอาด
ในคำพูดก็ดี ในความที่นำมากล่าวก็ดี หนังสือข่าว ควรต้องมี"ความสะอาด" การนำเอาเรื่องลามก มากล่าวโดยหวังจะให้ผู้อ่านเพลิดเพลินใน"ความลามก"ไม่ใช่เพื่อประโยชน์จริงจังแก่ประชุมชนหรือการกล่าวหยาบคายในที่ซึ่งไม่มีเหตุจะหยาบคาย..เหล่านี้ไม่ใช่ คติของหนังสือข่าวอันทรงไว้ซึ่ง"คุณธรรม"

----------------------------

หมายเหตุ...คำว่า"หนังสือข่าว"ตามความหมายของ"กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์"ก็คือ"หนังสือพิมพ์"หรือ"Newspaper"นั่นเอง
(ที่มา : ความบางตอนจากหนังสือ "ปฏิวัติแมลงวัน"โดย"สุมิตร เหมสถล"อดีตผู้สื่อข่าว นสพ.บางกอกโพสต์ :โครงการความรู้เพื่อชีวิต :กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘)



ความคิดเห็นที่ 6
ธนวัฒน์ วันที่ : 30/07/2007 เวลา : 01.31 น.
http://www.oknation.net/blog/thanawatphet

ม็อบแอ๊บบ้า!
ความคิดเห็นที่ 5
Thaihippy วันที่ : 29/07/2007 เวลา : 23.40 น.
http://www.oknation.net/blog/Thaihippy

...แอ็บโซลุทลี่ แอ๊บแม้ว..
ว่างๆเชิญที่บ้านผมบ้างครับ..
ความคิดเห็นที่ 4
dekchoncm วันที่ : 29/07/2007 เวลา : 22.10 น.

แวะมาอ่านเรื่องแอ๊บๆค่ะ
ความคิดเห็นที่ 3
NaiAey วันที่ : 29/07/2007 เวลา : 21.56 น.
http://www.oknation.net/blog/NaiAey
กฏมีไว้ฝ่า  ป่ามีไว้ทำลาย

อาจารย์จักรภพ เพ็ญแข เป็นบุคคลที่ป่วยเข้าขั้น Abnormal ผสมกับบ้องแบ๊วจากอารมณ์รักแม้วสุดหัวใจขั้นสมบูรณ์แบบที่สุด จนพัฒนากลายเป็น "แอ๊บแม้ว"
................................................................................................................
คนอย่างนี้ไม่น่าเป็นอาจารย์สอนคนเลยนะครับ
ความคิดเห็นที่ 2
เทพระวี วันที่ : 29/07/2007 เวลา : 15.47 น.
http://www.oknation.net/blog/all
 http://www.oknation.net/blog/esanclassic  

ท่านผู้รู้บางท่าน กล่าว่า
เมื่อพยายามป่ายปีนไปสู่สุดยอดขุนเขา
สักวัน ที่เหมาะสมจำต้องเดินย้อนกลับมาคารวะตีนเขา
************************************
ด้วยความเคารพ
http://www.thaiall.net
ความคิดเห็นที่ 1
ราษีไศล วันที่ : 29/07/2007 เวลา : 15.36 น.
http://www.oknation.net/blog/motorcyrubjang
บ้านดวนน้อย ราษีไศล ศรีสะเกษ www.banduannoi.com

แวะมาทักทายครับผม
แสดงความคิดเห็น

  ล๊อกอินเข้าสู้ระบบ คลิกที่นี่   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
ขอขอบคุณ OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31