พิมพ์หน้านี้
|
วันนี้ถือเป็นวันประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่จะมีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย คะแนน "เห็นชอบ" กับ "ไม่เห็นชอบ" และจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตประเทศไทย ว่า จะก้าวผ่านความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่ลุกลามกลายเป็นความแตกแยกในสังคมไปอย่างราบรื่นหรือไม่ คะแนน "เห็นชอบ" กับ "ไม่เห็นชอบ" จะเป็นสัดส่วนแพ้-ชนะแตกต่างกันเท่าไร อาจจะมีความสำคัญไม่เท่ากับจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิลงประชามติว่า จะเป็นเท่าไรจากจำนวน "คนไทย" ที่มีสิทธิในการลงประชามติครั้งนี้ 45,658,178 คน จึงขอนำข้อมูลวิเคราะห์เจาะลึกของศูนย์ประชามติ 2550 เครือเนชั่น ลองเล่นสนุกกับตัวเลขสถิติแล้วคาดการณ์ว่าผลน่าจะออกมาอย่างไร เพราะค่อนข้างเบื่อเอามากๆ กับการวิวาทะระหว่างกลุ่มเห็นชอบกับไม่เห็นชอบที่ในช่วงโค้งสุดท้าย กลับกลายเป็นการทะเลาะกันเลอะเทอะมากเกินไป จนถึงขั้นกรีดเลือด-เปิดก้น-บิดเบือน-แจกเงิน-นักวิชาการด่าอัปรีย์ กลายเป็นการแบ่งฝ่ายป้ายสี "เห็นชอบสมุนคมช.-ไม่เห็นชอบสมุนทักษิณ" ทั้งๆ ที่พวก "เห็นชอบ" จำนวนมากไม่ได้ชอบเผด็จการ กับพวก "ไม่เห็นชอบ" จำนวนมากเช่นกันที่ชิงชังคุณทักษิณ แต่สังคมไทยมักทะเลาะกันไม่เลิก เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน เพื่อบังคับเอาชนะอีกฝ่าย มากกว่าการเคารพในความคิดเห็นแตกต่างกันที่เป็นหัวใจประชาธิปไตย การเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 6 มกราคม 2544 ผู้มาใช้สิทธิ 29,904,940 คน คิดเป็น 69.94% (คะแนนระบบบัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย 11.6 ล้านเสียง/โนโหวต 5.3 แสนเสียง) การเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 ผู้มาใช้สิทธิ 32,337,611 คน คิดเป็น 72.55% (คะแนนระบบบัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย 18.9 ล้านเสียง/โนโหวต 7.4 แสนเสียง) การเลือกตั้งส.ส. วันที่ 2 เมษายน 2549 ผู้มาใช้สิทธิ 28,998,364 คน คิดเป็น 64.76% (คะแนนระบบบัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย 16.4 ล้านเสียง/โนโหวต 9 ล้านเสียง/บัตรเสีย 1.68 ล้านเสียง) การเลือกตั้ง ส.ว.วันที่ 19 เมษายน 2549 ผู้มาใช้สิทธิ 28,207,659 คน คิดเป็น 62.69% หากอ้างอิงฐานตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกส.ว.ปี 2549 คือ 62.69% ที่อยู่ในบรรยากาศซบเซามากที่สุด คาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิประชามติรัฐธรรมนูญประมาณ 28.62 ล้านคน แต่ถ้าลองใช้ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งส.ส.ในปี 2548 ที่ถือว่าเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลคือ 72.55% คาดว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิประชามติรัฐธรรมนูญประมาณ 33.12 ล้านคน การเลือกตั้งทั่วไปของไทย ที่มีการใช้สิทธิมากเกินกว่า 70% มีเพียง 2 ครั้ง คือปี 2543 ในการเลือกตั้งส.ว.ครั้งแรก 71.89% และการเลือกตั้งส.ส.ปี 2548 ที่สูงถึง 72.55% ที่ทำให้พรรคไทยรักไทยได้คะแนนเสียงระบบบัญชีรายชื่อถึง 18.9 ล้านคน คิดเป็น 58.45% ของผู้มาใช้สิทธิ สถิติการเลือกตั้งทั่วไป 13 ครั้งติดต่อกันในช่วงประมาณ 50 ปีแรก หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 น่าสังเกตว่าไม่เคยมีผู้มาใช้สิทธิสูงกว่า 60% ตั้งแต่เลือกตั้งครั้งแรก 15 พฤศจิกายน 2476 จำนวนผู้มาใช้สิทธิ 41.45% จนถึงครั้งที่ 13 วันที่ 18 เมษายน 2526 จำนวนผู้มาใช้สิทธิ 50.76% โดยระหว่าง ครึ่งทางของระบอบประชาธิปไตยไทยในรอบ 5 ทศวรรษแรก ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2500 จำนวนผู้มาใช้สิทธิสูงที่สุด 57.50% แต่กลับโจษจันว่า เป็นการเลือกตั้งสกปรกที่สุด กลโกงทุกรูปแบบถูกนำออกมาใช้ เช่น พลร่ม ไพ่ไฟ เวียนเทียน ฯลฯ จนนำไปสู่การรัฐประหารในเวลาต่อมา หลังจากช่วง 50 ปีแรกของระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งครั้งที่ 14 วันที่ 27 กรกฎาคม 2529 จำนวนผู้มาใช้สิทธิสูงเกินกว่า 60% เป็นครั้งแรกถึง 61.43% แล้วนับจากนั้นเป็นต้นมา มีเพียงการเลือกตั้งครั้งเดียวที่มีผู้มาใช้สิทธิต่ำกว่า 60% คือการเลือกตั้งหลังจากรัฐประหารกุมภาพันธ์ 2534 มาได้ประมาณ 1 ปี ในวันที่ 22 มีนาคม 2535 ผู้มาใช้สิทธิ 59.28% พรรคสามัคคีธรรม ที่เป็น "ร่างทรงทหาร รสช." (สมัยนั้นศัพท์การเมืองไม่ใช้คำว่า "นอมินี" แต่นิยมเรียกว่า "ร่างทรง") ได้จำนวนส.ส.มากที่สุด แต่หัวหน้าพรรค นายณรงค์ วงศ์วรรณ ไม่สามารถขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เพราะมีข้อกล่าวหาติดบัญชีดำของสหรัฐอเมริกา จนในที่สุด พรรคสามัคคีธรรมได้นำเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไปประเคนให้กับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่สมัยนั้นเป็นผู้บัญชาการทหารบกและรองประธานรสช. ซึ่งนำไปสู่กระแสคัดค้าน "นายกรัฐมนตรีคนนอก" ที่ลุกลามกลายเป็นเหตุการณ์นองเลือดพฤษภาคมทมิฬ 2535 น่าสังเกตว่า การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2535 ที่มี 2 ครั้ง จนถึงครั้งหลังสุดการเลือกตั้งส.ว.ในปี 2549 ล้วนแต่มีผู้ออกมาใช้สิทธิสูงเกินกว่า 60% จึงพอจะนำมาอนุมานคาดการณ์สถิติการออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคมนี้ ขั้นต่ำน่าจะไม่น้อยกว่า 60% ค่อนข้างแน่นอน อาจจะทำสถิติขั้นสูงกระโจนไปถึง 70% เพราะกฎหมายไม่ได้ห้ามการนำพาหนะไปรับส่งผู้มาลงคะแนนเสียง และช่วงเวลาการออกเสียงขยายขึ้น 1 ชั่วโมง จากเดิมปิดหีบ 15.00 น. เป็น 16.00 น. สมมติจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิแบ่งเป็น 3 ระดับ เพื่อใช้ประเมินคะแนน "เห็นชอบ" กับ "ไม่เห็นชอบ" ว่ามีโอกาสเท่าไร 60% คิดเป็น 27.39 ล้านคน , 65% คิดเป็น 29.67 ล้านคน และ 70% คิดเป็น 31.95 ล้านคน ตัวเลขที่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพลพรรคไทยรักไทย มักนำไปกล่าวอ้างความชอบธรรมว่า ได้คะแนนท่วมท้นจากการเลือกตั้ง คือ 18.9 ล้านเสียง ในปี 2548 และ 16.4 ล้านเสียง ในปี 2549 Magic Number คะแนน "เห็นชอบ" ที่จะสร้างความชอบธรรมของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน และรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จึงน่าจะต้องไม่น้อยกว่า 16.4 ล้านเสียง หรือควรจะได้เสียงข้างมากประมาณ 60% จากผู้มาใช้สิทธิ 60% (27.39 ล้านคน) แต่ถ้าหาก 60% จากผู้มาใช้สิทธิ 65% เท่ากับ 17.8 ล้านคนและถ้าหาก 60% จากผู้มาใช้สิทธิ 70% เท่ากับ 19.17 ล้านคน การตัดเกรด จึงควรยึดเกณฑ์ขั้นต่ำ 16.4 ล้านคน หรือ 60% เป็นเกรด 2.5 ถือว่า "สอบผ่าน" ตามความเห็นของนายกฯ สุรยุทธ์ที่พูดผ่านรายการเปิดบ้านพิษณุโลก เมื่อตอนเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ถ้าหากจำนวนเสียงเห็นชอบสูงกว่า 16.4 ล้านคน ย่อมสมควรให้เกรดสูงขึ้นไปได้ถึง 3.0 แล้วถ้าจำนวนเสียงเห็นชอบสูงกว่า 18.9 ล้านเสียง นั่นถือเป็นความชอบธรรมที่ควรได้เกรดมากกว่า 3.0 แต่ถ้าหากได้คะแนนต่ำกว่า 60% ย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการ "สอบตก" เป้าหมายสูงสุดของคมช.กับรัฐบาลเพื่อทำเกรด 4 คงกำลังพยายามจะทำ "ทุกวิถีทาง" เพื่อให้ได้คะแนนเสียงเกินกว่า 50% ของจำนวนผู้มีสิทธิประมาณ 22.83 ล้านคน สมมติฐานกรณีนี้จะมีความเป็นได้ในกรณีเดียว คือจะต้องหาทางให้มีผู้ออกมาใช้สิทธิ ประมาณ 70% (31.95 ล้านคน) แล้วอย่างน้อย 71.5% (22.84 ล้านคน) พร้อมใจกันออกเสียง "เห็นชอบ" กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะทำให้ได้ "ความชอบธรรม" สมบูรณ์แบบที่สุด การสร้างสถิติผู้ออกมาใช้สิทธิประมาณ 70% ใกล้เคียงกับการเลือกตั้งส.ว.ปี 2543 (71.89%) เลือกตั้งส.ส.ปี 2544 (69.94%) และเลือกตั้งส.ส.ปี 2548 (72.55%) คงไม่ใช่เรื่องยากนัก เมื่ออยู่ในสถานการณ์ "สนธิกำลัง" กระชับกลไกอำนาจรัฐทหาร-ตำรวจ-มหาดไทย แต่ยากจะมีเสียง "เห็นชอบ" เกินกว่า 70% กองทัพ : ส่งนายทหารและเจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ(กอ.รมน.) ลงไป "ฝังตัว" ประจำทุกหมู่บ้านกว่า 88,000 แห่งมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยายน ย่อมเก็บข้อมูลได้ครบถ้วนว่าใครเป็นใครในหมู่บ้าน ตำรวจ : กลไกตำรวจที่มีสถานีตำรวจทุกอำเภออยู่แล้ว และยังเข้าไปร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้งในทุกหน่วยเลือกตั้งกว่า 87,000 หน่วยเลือกตั้ง เพื่อรักษาความปลอดภัยและรายงานคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเพื่อใช้ภายใน มหาดไทย : แม้ว่ากระทรวงมหาดไทยในยุคหลังรัฐบาลทักษิณ ได้ถูกตัดตอนกำลังและถ่ายโอนอำนาจไปอยู่ในกระทรวงอื่นไปเป็นจำนวนมาก แต่โครงข่ายอำนาจรัฐจากศูนย์กลางสู่ท้องถิ่นยังอยู่ครบถ้วน ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดไปสู่นายอำเภอ แล้วลงไประดับกำนันและผู้ใหญ่บ้านที่เพิ่งได้รับการต่ออายุ ย่อมเป็นหลักประกันได้ว่า จำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิผ่านการทำงานแบบเครือข่ายของมหาดไทย คงจะสร้างสถิติได้อย่างแน่นอน ประเทศไทยหลังวันที่ 19 สิงหาคม กำลังยืนอยู่บนทาง "สองแพร่ง" คือทะเลาะเบาะแว้งกันไม่เลิกกับ "เดินหน้า" สู่ประชาธิปไตย ประชาชนผู้ออกมาใช้สิทธิเท่านั้นจะเป็น "ผู้ตัดสิน" ถ้าหากเสียง "เห็นชอบ" กับ "ไม่เห็นชอบ" ยังก้ำกึ่งกันมาก (51/49 หรือ 49/51 หรือแม้ 55/45 หรือ 45/55) คงต้องทำใจจริงๆ ว่า สังคมไทยจะแตกแยก "กัดกัน" หนักหน่วงกว่าเดิมเพื่อเอาชนะกัน แต่ถ้าหากเสียง "เห็นชอบ" กับ "ไม่เห็นชอบ" ชนะกันขาด (70/30 หรือ 30/70) ไม่ว่าออกมาด้านไหนมากกว่ากัน ย่อมเสมือนเป็น ประกาศิตจากเสียงสวรรค์ ให้ "คนไทย" เลิกทะเลาะแตกแยกกันเสียที ยอมรับเสียงข้างมาก แต่จะต้องไม่ละเลยเสียงข้างน้อยไม่ว่าจะเหลือเท่าไร หลังจากอ่านผ่านๆ ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่แม้ยังไม่สมบูรณ์ตามอุดมคติทุกประเด็น แต่ใช้วิธีชั่งน้ำหนักระหว่าง "เห็นชอบ" กับ "ไม่เห็นชอบ" จะนำไปสู่เหตุการณ์อะไรบ้างในอนาคต ตัดสินใจแล้วว่า วันนี้จะออกไปใช้สิทธิ "เห็นชอบ" เพื่อเป็นอีก "หนึ่งเสียง" ให้บ้านเมือง "เดินหน้า" หลุดพ้นจากภาวะสังคมแบ่งฝ่าย "ยึดหลักกู" ทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะกัน ทั้งผู้ยึดอำนาจรัฐกับผู้สูญเสียอำนาจรัฐ รวมทั้งนักวิชาการ,นักเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีหลักการและไม่มีหลักการ ทุกฝ่ายควรจะเลิก "กัดกัน" เสียที แล้วให้ประชาชนกำหนดชะตากรรมของประเทศ |
| << | สิงหาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |