พิมพ์หน้านี้
|
ยุคหัว(หน้า)หาย-ไร้ร่าง(ส.ส.)-เด็กซิลคืนชีพ แทบไม่น่าเชื่อว่า หลังวันลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ได้เพียงสัปดาห์เดียว สถานการณ์การเมืองไทยได้เกิดปรากฏการณ์หลายอย่าง ที่ยังมองไม่ออกว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีกบ้าง จนต้องค่อยๆ ส่องไฟเข้าไปดูภายในแต่ละ "หลืบ" ของพรรคแต่ละกลุ่มการเมือง ที่กำลัง "จัดทัพ" เพื่อเตรียมลงสนามเลือกตั้งในปลายเดือนธันวาคม 2550 เบื้องต้นพอจะวิเคราะห์จัดกลุ่มการเมืองได้ 3-4 กลุ่ม ที่เป็นผลมาจากคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม เพื่อช่วยให้มองเห็นทิศทางการเมืองได้ชัดเจนขึ้นบ้าง ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง และหลังการเลือกตั้ง 1. กลุ่มการเมืองประเภท "หัวหาย" แล้วยังไม่สามารถหา "หัวหน้า" ได้ แต่สามารถรวบรวมอดีตส.ส.ที่มีฐานเสียงแน่นหนาในแต่พื้นที่ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำมีอยู่ 2 กลุ่มเท่านั้น คือ กลุ่มมัชฌิมา กับกลุ่มสมานฉันท์ กลุ่มมัชฌิมา เคยออกข่าวว่า มีอดีตส.ส.อยู่ในสังกัดประมาณ 80 คน แต่ต่อมาได้เปลี่ยนใจไปประมาณ 20 คน กลับเข้าไปสังกัดพรรคพลังประชาชน (ไทยรักไทยเดิม) แต่เดิมกลุ่มนี้หมายมั่นปั้นมือว่า จะเชิญ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค ด้วยความเชื่อมั่นใน "สัญญาสุภาพบุรุษ" จากนายทหารแห่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ว่า พวกเขาเมื่อลาออกจากกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จะไม่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองในคดียุบพรรคไทยรักไทย หลังวันที่ 30 พฤษภาคม เมื่อถูก "หักหลัง" ตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี "สมศักดิ์ เทพสุทิน" อยู่ในอาการไม่ฮึกเหิมเหมือนแต่ก่อน แต่เวลาคงย้อนกลับไม่ได้ในการหวนคืนไปอยู่ในกลุ่มไทยรักไทยเดิมที่คงจะชนะเลือกที่หนึ่งอีก และทำทีเลิก "ง้อ" ดร.สมคิดให้มาร่วมเสริมจุดอ่อนเชิงวิชาการ และยุทธศาสตร์ ข้อวิจารณ์กลุ่มมัชฌิมา : โอกาสเป็นพรรครัฐบาลสูง ,ข้อแนะนำ : ซื้อเก็งกำไรได้ แต่อย่าทุ่มมาก @ กลุ่มมัชฌิมามีจุดแข็ง คือกวาดต้อนอดีตส.ส.เข้ามาได้มากกว่ากลุ่มการเมืองอื่น ที่แตกตัวออกจากอดีตพรรคไทยรักไทย ค่อนข้างแน่นอนว่า จะฝ่าด่านเลือกตั้งในพื้นที่ภาคเหนือตอนกลางที่หนาแน่นพอสมควร และสอดแทรกในพื้นที่ภาคกลางกับอีสาน เข้ามาได้อย่างน้อย 50 บวก 10 @ พยายามวางตำแหน่ง (positioning) เดินสายกลาง พร้อมประนีประนอมทุกฝ่ายได้ (รวมทั้งอำนาจเก่าและคมช.) เพื่อสร้างโอกาสความน่าจะเป็นพรรครัฐบาลสูง @ แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดของกลุ่มนี้คือ "หัวหาย" ที่ยังไม่มีจุดขาย และแกนนำกลุ่ม "สมศักดิ์ เทพสุทิน" ยังหลายใจไม่ตัดสินใจเสียที หลังจากผิดหวังกับอาการของดร.สมคิดที่โลเล จนไม่มีราคาเมื่อถูกตัดสิทธิทางการเมือง "สมศักดิ์" เป็นแกนหลักแต่ถูกตัดสิทธิเช่นกัน แม้กระทั่ง "ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช" ได้เสนอตัวเข้ามาเป็น "หัว" ให้เชิด แต่ "สมศักดิ์" ไม่เอา จึงไม่เดินต่อ จน ดร.ชัยอนันต์ต้องออกมาบอกเลิกศาลาเองกับการเมืองอย่างน้อย 2 ปี @ มองเห็นความพยายามนำเสนอ "นโยบาย" ในแนวประชานิยมแบบชนบทลูกทุ่งๆ เช่น หมาไทยบางแก้ว ไก่ชนพื้นบ้าน เนื้อวัวโกเบไทย ฯลฯ อาจจะจับต้องได้ง่าย แต่ยังขาดนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศ เพื่อหาเสียงกับชนชั้นกลางกับคนเมือง @ ทุนสนับสนุนยังไม่ชัดเจน ส่วนใหญ่น่าจะเป็นทุนก่อสร้างและทุนท้องถิ่น ซึ่งถ้าหากสามารถรวมตัวกับกลุ่มรวมใจไทย ที่มีความสามารถในการระดมทุนใหญ่ได้ จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งใน "คลังกระสุน" แต่ถ้าไม่ได้ค่อนข้างเป็นห่วง "หน้าตัก" ของสมศักดิ์ จะ "ยอมควัก" เพื่อต้าน "พลังดูด" ของพลังประชาชนหรือไม่ กลุ่มสมานฉันท์ พื้นฐานจำนวนอดีตส.ส.ใกล้เคียงกับกลุ่มมัชฌิมา แต่น่าจะเป็นการรวมตัวที่เหนียวแน่นมากกว่า เพราะในกลุ่มมีหลายแกนแตกต่างจากกลุ่มมัชฌิมา ที่ยังมีเพียง "แกนเดียว" คือสมศักดิ์ เทพสุทิน กลุ่มสมานฉันท์เกิดจากการรวมตัวของ "มุ้งการเมืองจากพรรคไทยรักไทย" อย่างน้อย 3-4 แกนคือ แกนลำตะคอง-ชาติพัฒนา ของ "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ", กลุ่มวังพญานาค-เสรีธรรม ของ "พินิจ จารุสมบัติ" , กลุ่มขอนแก่น-กิจสังคม ของ "สุวิทย์ คุณกิตติ" และกลุ่มปรีชา เลาหพงศ์ชนะ รวมแล้วน่าจะมีอดีตส.ส.ไม่น้อยกว่า 50-60 คนเช่นเดียวกัน ข้อวิจารณ์ : โอกาสเป็นพรรครัฐบาลสูงมาก ข้อแนะนำ : ทุ่มซื้อเก็งกำไรได้-ไม่มีความเสี่ยงขาดทุน @ กลุ่มสมานฉันท์มีสายสัมพันธ์ระดับดีมากกับ "อำนาจใหม่" คมช. รู้ข้อมูลวงในมากกว่ากลุ่มอื่นๆ จึงไม่ค่อยผลีผลามออกมาแบบ "กระต่ายตื่นตูม" เหมือนกับกลุ่มมัชฌิมา @ ความเสี่ยงที่จะขาดแกนใดแกนหนึ่งมีน้อย การรวมตัวเป็นแบบเกาะกันได้แบบมุ้งใครมุ้งมัน เมื่อผลประโยชน์ลงตัวคงไม่มีปัญหาแตกแยก และที่สำคัญ พื้นที่คะแนนเสียงไม่ทับซ้อนกัน @ สิ่งที่น่าห่วงเมื่อดูจากผลประชามติรัฐธรรมนูญแล้ว ฐานอำนาจของ 2 แกนใหญ่คืออีสานตอนกลางของสุวิทย์กับอีสานตอนบนของพินิจกลายเป็นพื้นที่สีแดงจัด สะท้อนฐานเสียงที่ยังไม่หนาแน่นเท่ากับพื้นที่นครราชสีมาของกลุ่มสุวัจน์ ที่สามารถทำให้เป็นพื้นที่สีเขียวได้ @ ทุนสนับสนุนไม่น่าห่วงมากนัก เพราะผู้นำแต่ละแกนมีความสามารถในการสะสมทุนได้มากพอสมควรในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และยังมีทุนเก่าตุนไว้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สุวัจน์" ที่น่าทึ่งมากกับยุทธการยึดพื้นที่สีเขียวในโคราชได้ 2. กลุ่มการเมืองประเภท "ไร้ร่าง-ไม่มีส.ส." เท่าที่ส่องกล้องมองดู ณ วันนี้ มีอยู่ 2-3 กลุ่ม ที่ไม่ปรากฏ "ฐานเสียง" จากอดีตส.ส.แน่ชัด แม้ว่าบางกลุ่มได้พยายาม "สร้างภาพ" มีอดีต ส.ว.เข้ามาร่วม แต่ดูท่ายัง "โนเนม" เทียบชั้นไม่ได้กับอดีตส.ส.ของกลุ่มอื่นๆ @ กลุ่มรวมใจไทย "ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์" รับหน้าเสื่อเป็นแกนนำในยามที่ ดร.สมคิดถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่ดูเหมือนว่า "ประดิษฐ์" อ่อนหัดทางการเมืองมากๆ จนทำให้กลุ่มรวมใจไทยราคาตกทุกวัน อาการวิ่งพล่านไปขอรวมตัวกับกลุ่มมัชฌิมา แล้วออกมาแถลงข่าวร่วมกับ "สมศักดิ์ เทพสุทิน" หลังวันลงประชามติรัฐธรรมนูญเพียง 1 คืนแล้ว "สมศักดิ์" ใช้งานให้ไปเชื่อมต่อกับกลุ่มการเมืองต่างๆ เพื่อรวมเป็นขั้วการเมืองที่สาม ถือเป็น "จุดพลาด" ในการเปิดหน้าไพ่ออกมาก่อนว่า "บ่มิไก๊" ไม่มีฐานกำลังอดีตส.ส.อยู่ในมือ แต่พยายามแสดงตนว่า "มีดี" ที่มันสมองของดร.สมคิดที่ราคาลดฮวบหลังถูกตัดสิทธิทางการเมือง กลุ่มรวมใจไทย จึงอยู่ในสถานะ "ไร้ร่าง" ที่นำไปสู่ "ทุนหาย" จนน่าห่วงว่าจะเดินต่อไปได้หรือไม่ หาก "ประดิษฐ์" เกิดอาการถอดใจเหมือนคราวออกจากพรรคประชาธิปัตย์ มิหนำซ้ำยังถูกหัวหน้าพรรคประชาราชของ "ป๋าเหนาะ เทียนทอง" ดูแคลนว่า ยังเป็นแค่กลุ่มการเมือง บังอาจมาชวน "พรรคประชาราช" ที่จดทะเบียนพรรคอยู่แล้วไปรวม ดร.สมคิดถูกรายการ "ป๋า(เหนาะ)เล่าให้ฟัง" สัมภาษณ์ออกทุกรายการวิทยุและทีวีว่า เคยส่งคนมาคุยหลายครั้ง แต่ป๋าไม่ได้รับปากเลย แล้วรีบออกไปแถลงก่อนไม่ให้เกียรติป๋าเลย ข้อวิจารณ์กลุ่มรวมใจไทย : ปัจจัยพื้นฐาน "เสียง" ไม่แน่นไร้ร่าง แม้ทุนพอมีอยู่บ้าง แต่โดยรวมปัจจัยเสี่ยงมักมาจากอาการโลเลไม่กล้าตัดสินใจของแกนนำหลักๆ ไม่ว่าจะเป็น "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์", "พิจิตต รัตตกุล" รวมทั้ง "ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์" กับ "คู่หู" อาจารยเอนก เหล่าธรรมทัศน์" ที่ยังไม่ "เก๋าเกม" การเมืองพอ ในการทำตัวเป็น "โซ่ข้อกลาง" ตามแนวคิดของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่เป็นเพียงการเล่นคำ เปลี่ยนจาก "รัฐบาลแห่งชาติ" ที่เคยเสนอหลายครั้งแล้วเท่านั้นเอง ข้อแนะนำ : รอได้อีกระยะนานพอสมควร หรือตัดใจลงทุนซื้อ "ทิ้ง" ไว้ให้น้อยที่สุดเผื่อเหนียว กลุ่มการเมืองย่อยๆ ที่เป็นเลือดใหม่เข้ามาบ้างและผสมเลือดเก่าบ้าง รวมแล้วอย่างน้อย 8 กลุ่ม เช่น กลุ่มธรรมาธิปไตย ,กลุ่มกรุงเทพ 50 , กลุ่มรักชาติ ,กลุ่มพลังแผ่นดินไทของลิขิต ธีรเวคิน , กลุ่มพรรคไทยรวมไทยของสุชน ชาลีเครือ, กลุ่มพรรคสันติภาพไทยของพิเชษฐ สถิรชวาล ,กลุ่มพรรคทางเลือกใหม่ของ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง,กลุ่มพรรคความหวังใหม่เดิมของชิงชัย มงคลธรรม ฯลฯ ข้อแนะนำ : ส่วนใหญ่ยังขาดความแน่นอนในปัจจัยพื้นฐานทั้งทุนและฐานอดีตส.ส.อย่าเพิ่งเข้าไปซื้อโดยเด็ดขาด รอให้ฝุ่นจางลงกว่านี้ แล้วค่อยๆ เลือกช้อนซื้อไปเก็บไว้ได้บ้าง ยังมีเวลาเหลือเฟือให้กลุ่มเหล่านี้ก่อร่างสร้างตัวหา "ปัจจัยพื้นฐาน คือฐานอดีตส.ส.กับทุน" ให้ได้ สามารถรอไปจนถึงวันรับสมัครเลือกตั้งในช่วงปลายๆ ตุลาคม-ต้นพฤศจิกายน กลุ่มธรรมาธิปไตยกับกลุ่มกรุงเทพ 50 มาจากกลุ่มแกนเดียวกันคือ "สุรนันทน์ เวชชาชีวะ" แต่แตกหน่อออกมา เพื่อ "รอคอยโอกาส" บางอย่างมากกว่าจะพัฒนาไปสู่การจัดตั้งพรรคการเมือง เช่น ส่งคนเข้าไปร่วมพรรคใหม่ๆ เมื่อแน่ชัดว่าจะได้เป็นรัฐบาล , ช่วงชิงพื้นที่สื่อเพื่อเสนอนโยบายสไตล์ "คิดใหม่-ทำใหม่" , สะสมคะแนนเสียงเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในช่วงประมาณ ตุลาคม 2551 ฯลฯ กลุ่มรักชาติของ ร.อ.ขจิต ทัพนานนท์ ด้วยความสามารถในการนำเสนอแบบ "นักธุรกิจ" ระดับอินเตอร์ด้านธุรกิจท่องเที่ยว ถือเป็น "เลือดใหม่" ในวงการการเมืองที่สามารถช่วงชิงพื้นที่สื่อทุกแขนงได้มากที่สุด เพราะจงใจสร้างจุดขายแบบ "ลึกลับ" จนนักวิเคราะห์การเมืองมองแตกต่างกันหลายแนวมาก เช่น - กลุ่มพรรครักชาติ จะเป็นพรรคนอมินีของคมช. เพื่อสืบทอดอำนาจอย่างชอบธรรมผ่านการเลือกตั้ง รอ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช.และผู้บัญชาการทหารบกเกษียณอายุ เพราะสนิทแนบแน่นกับพล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหมและเลขาธิการคมช.ที่มากสายสัมพันธ์ แต่ "ขจิต" กลับบอกว่าไม่รู้จักพล.อ.วินัยเลย เป็นแต่เพียงพล.อ.วินัยเชิญไปบรรยายเรื่องการเมืองและธุรกิจให้ปลัดกระทรวงต่างๆ ฟังเท่านั้น - กลุ่มพรรครักชาติ อาจจะเป็นแผนของอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่ให้ "ขจิต" ออกมาสร้าง "กลลวง" เพื่อให้สังคมเข้าใจว่า คมช.กำลังตั้งพรรคการเมืองสืบทอดอำนาจ เพราะ "ขจิต" เป็นเขยเชียงใหม่ ภรรยาเป็นคนสันกำแพงบ้านเดียวกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่รู้จักกันมานานนม รวมทั้งแนบแน่นทำงานด้วยกันมายาวนานกับ "พิเชษฐ สถิรชวาล" ที่สายตรงกับ คุณหญิงอ้อ-พจมาน ชินวัตร ที่กำลังฟอร์ม "พรรคสันติภาพไทย" สัปดาห์หน้า จะเขียนถึง "คู่ท้าชิงตำแหน่งแชมป์นายกรัฐมนตรี" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เด็กซิง" ของพรรค "ซิล" ประชาธิปัตย์ กับ "เด็กซิล" คืนชีพ "สมัคร สุนทรเวช" แห่งพรรค "ซิง" พลังประชาชน ที่อายุห่างกันประมาณ 30 ปี ยิ่งกว่าพ่อกับลูก (อ๊ะๆ...ไม่ได้ลืม "เด็กซิลในวงการการเมืองไทย" อีกหลายคน อาทิเช่น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธที่พยายามทำตัวเป็น "โซ่ข้อกลาง" ,"บรรหาร ศิลปอาชา" แห่งพรรคชาติไทย ,พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ แห่งพรรคมหาชน และ "ป๋าเสนาะ เทียนทอง" แห่งพรรคประชาราช) อย่าลืมว่า ทั้งคู่เคยปะทะกันครั้งแรกอย่างลือลั่น บนหน้าจอโทรทัศน์ช่อง 9 เมื่อการเลือกตั้งเดือนมีนาคมปี 2535 ฝีปาก "เด็กซิง-อภิสิทธิ์" สามารถสยบ "เด็กซิล-สมัคร" พรรคประชากรไทยได้ จน "พล.ต.จำลอง ศรีเมือง" หัวหน้าพรรคพลังธรรมในสมัยนั้น เอ่ยปากชมเปาะ จน "อภิสิทธิ์" คว้าเก้าอี้ ส.ส.ครั้งแรกเป็นหนึ่งเดียวของประชาธิปัตย์ในกทม. |
| << | สิงหาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |