พิมพ์หน้านี้
|
นับไปอีก 10 วันจะครบรอบ 1 ปีวันรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 แต่จุดสนใจของสังคมยังจับจ้องผู้จะมาแทนในตำแหน่ง "ผู้บัญชาการทหารบก" แทน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่จะเกษียณอายุสิ้นเดือนก.ย.นี้ แม้ว่าพล.อ.สนธิยังมีตำแหน่งประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รองรับอยู่ แต่ดูเหมือนว่าตำแหน่งนี้แทบไม่มีอำนาจทางพฤตินัยที่จะไปให้คุณให้โทษใครในกองทัพได้อีกแล้ว เหลือเพียงทาง "นิตินัย" ที่บัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำหนดให้คมช.หมดอายุไป พร้อมๆ กับการสิ้นสภาพของคณะรัฐมนตรีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์เมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งคาดว่าคงจะไม่เกินเดือนม.ค. 2550 หรืออย่างช้าต้นเดือนก.พ. 2550 หากวันเลือกตั้งยังเป็นไปตามกำหนดเดิมวันอาทิตย์ที่ 23 ธ.ค.นี้ "อำนาจ" ในการเลือกใครมานั่งในตำแหน่ง "ผู้บัญชาการทหารบก" จึงแทบไม่หลงเหลืออยู่เลย น่าจะทำได้อย่างมากที่สุดคือ การเสนอชื่อ "ผู้เหมาะสม" ให้กับนายกฯสุรยุทธ์และรัฐมนตรีกลาโหม พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ และแน่นอนว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับนายกฯสุรยุทธ์กับพล.อ.บุญรอดด้วยเช่นกัน พล.อ.สนธิ ณ เวลานี้ จึงออกอาการละล้าละลังไม่แน่ใจใน "อำนาจ" ของตัวเองว่าจะมีใครฟังต่อไปอีกหรือไม่ เมื่อพ้นจากตำแหน่ง "ผู้บัญชาการทหารบก" ในอีก 20 วันข้างหน้า ซึ่งเป็นเรื่องน่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่งกับการตัดสินใจเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 เสี่ยงตายรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรที่มีกำแพงอำนาจจากประชาชนระดับล่างเป็นเกราะแข็งแกร่งมากที่สุด เมื่อเทียบกับกับรัฐบาลพลเรือนในอดีตทุกชุด การรัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมและไม่เป็นที่ยอมรับของประชาคมโลก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ล่อแหลมนำไปสู่การจลาจลนองเลือดระหว่างมวลชน 2 ฝ่าย ย่อมไม่เกิดประโยชน์อันใดกับประเทศชาติในการเดินไปข้างหน้า ด้วยการเรียกร้องให้ย้อนเวลากลับไป "จัดการ" กับอดีตนายกฯทักษิณตามกระบวนการประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งในความเป็นจริงแล้วได้สูญสลายจากประเทศไทยไปแล้วด้วยอำนาจเงินและอำนาจรัฐของอดีตนายกฯทักษิณที่อาศัยเสียงประชาชนรากหญ้าบังหน้า ในห้วงเวลาใกล้ครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 กับการขานชื่อ "ผู้บัญชาการทหารบก" คนใหม่ จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของประเทศไทยที่ยืนอยู่ทางสองแพร่งระหว่างการเปลี่ยนถ่ายประเทศภายใต้รัฐบาลทหารไปสู่รัฐบาลพลเรือนอย่างสมบูรณ์ หรือจะเป็นเพียงการสร้างกระบวนการเปลี่ยนถ่ายประเทศ ด้วยรูปแบบ "การเลือกตั้ง" ที่ยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองทัพ เพื่อให้ได้ "รัฐบาลพลเรือน" ที่ยังเป็น "นอมินี" ของคมช.ในการสืบทอดอำนาจแทนรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ที่เป็น "รัฐบาลทหาร" โดยตรง ยังดีที่ปูมหลังของนายกฯสุรยุทธ์สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ในความเป็น "นายทหารอาชีพ" ที่ไม่ต้องการเข้ามาข้องแวะกับการเมือง จึงทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลชุดนี้ "ไม่ขี้เหร่" นักในสายตาประชาคมโลก แต่พวกเขากำลังจับตาดูว่าคำพูดของพล.อ.สุรยุทธ์จะเป็นจริงหรือไม่ ในการช่วยประคับประคองประเทศให้เปลี่ยนถ่ายจาก "รัฐบาลทหาร" ไปสู่ "รัฐบาลเลือกตั้ง" ที่มาจากการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมจริงๆ หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งกับปฏิกิริยา "เชิงลบ" ของผู้ใหญ่ในสังคมหลายคน แย่งกันแสดงความ รักชาติ ด้วยการ "ด่วนปฏิเสธและประณาม" ข้อเสนอการลงนาม "บันทึกช่วยจำ" หรือเอ็มโอยูกับกลุ่มสหภาพยุโรปที่ต้องการ "จัดทีม" เข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้งในปลายปีนี้ว่าถือเป็นการเข้ามา "วางก้าม" เหนือกฎหมายไทย โดยไม่ได้ใช้ "ท่าทีเชิงบวก" แสดงความเป็นมิตรกับข้อเสนออียู แปรวิกฤติจากรัฐประหาร (ที่ไม่ค่อยมีใครยอมรับ) เป็นโอกาสเพื่อแสดงความโปร่งใสในเบื้องต้นให้เห็นว่าการเลือกตั้งในประเทศไทยปลายปีนี้จะไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้นอำพรางหรือกลัวการตรวจสอบจากนานาชาติ แล้วใช้วิถีทางการทูตระหว่างประเทศของสังคมอารยะ (น่าผิดหวัง รัฐมนตรีต่างประเทศ "นิตย์ พิบูลสงคราม" ที่ตามกระแสแสดงให้เห็นว่ามีเลือดรักชาติเข้มข้น) ด้วยการออกปากเชิญผู้แทนอียูมา "เจรจา" เพื่อหาทางลดเงื่อนไขในเอ็มโอยูที่เป็นมาตรฐานธรรมาภิบาลสูงสุดของอียูในการเข้าไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งมากว่า 50 ประเทศมาแล้ว ทำไมจะต้องแข่งกันตะโกนโหวกเหวกถึงความรักชาติแบบปิดตา-ปิดหูตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "อธิปไตยของไทย" ที่ไม่แน่ใจว่าจะยังมีอยู่จริงอีกแค่ไหนในอนาคตอันใกล้ หากรัฐบาลพลเรือนหลังการเลือกตั้งไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอียูที่ไม่ยอมรับรัฐบาลใดๆ ที่มาจากการรัฐประหารอยู่แล้ว ประเทศไทยจะอยู่อย่างไรในประชาคมโลกที่รังเกียจการรัฐประหาร ผมได้รับหนังสือ "การตัดสินใจของผู้บัญชาการทหารบก" ของพล.อ.สุรพันธ์ พุ่มแก้ว ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ที่รวบรวมมาจากดุษฎีนิพนธ์ "โครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขารัฐประศาสนศาสตร์" มหาวิทยาลัยรามคำแห่ง รุ่นที่ 1 ที่พล.อ.สุรพันธ์ได้เข้าไปเป็นนักศึกษาปริญญาเอก พล.อ.สุรพันธ์ได้จั่วหัวเรื่องไว้ในหน้าปกที่มีดาวห้าแฉกอยู่ 5 ดวงไว้อย่างน่าสนใจว่า "ตีแผ่หัวอก ผบ.ทบ.อยู่เย็นเป็นสุขหรือไฉน? ล้วงลึกก้นบึ้งของหัวใจโดยพล.อ.สุรพันธ์ พุ่มแก้ว" คำนำเกริ่นไว้ว่า "ใครสักคน...ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ.หรือ ผู้บัญชาการทหารบกนั้น มักถูกจับตามองเป็นพิเศษ ยิ่งกว่าผู้บัญชาการเหล่าทัพใด อาจเป็นเพราะว่าผบ.ทบ.นั้น เป็นหัวแถวของกองกำลังขนาดใหญ่และมีศักยภาพสูง...เพียงพอที่จะค้ำจุนอำนาจหรือล้มกระดานได้ทุกเมื่อ ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่าตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก เป็นตำแหน่งที่ต้องคัดกรองกันอย่างละเอียดรอบคอบเป็นพิเศษ เพื่อความยั่งยืนของอำนาจทางการเมือง" ดุษฎีนิพนธ์เล่มนี้ได้เลือกแบ่งช่วงเวลาวิเคราะห์ตั้งแต่ปี 2516- ก.ย. 2548 (ก่อนยุคผบ.ทบ.พล.อ.สนธิ) ที่มีการแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารบก 34 คนในช่วงนายกรัฐมนตรี 14 คน แบ่งออกเป็น 5 ยุค ยุคประชาธิปไตยเฟื่องฟู 1 ต.ค. 2516- 30 ก.ย. 2521 มีผบ.ทบ. 3 คนคือ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา (1 ต.ค. 2516-30 ก.ย. 2518) , พล.อ.บุญชัย บำรุงพงศ์ (1 ต.ค. 2518-30 ก.ย. 2519),พล.อ.เสริม ณ นคร ( 1ต.ค. 2519-30 ก.ย. 2521) ยุคต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ 1 ต.ค. 2521-28 มี.ค. 2533 มีผบ.ทบ. 4 คนคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (1 ต.ค. 2521-25 ส.ค. 2524, ควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อ 3 มี.ค. 2523-25 ส.ค. 2524) ,พล.อ.ประยุทธ จารุมณี (26 ส.ค. 2524-30 ก.ย. 2525) , พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก (1 ต.ค. 2525- ถูกปลดฟ้าผ่า 27 พ.ค. 2529) และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (27 พ.ค. 2529-28 มี.ค. 2533 ลาออกไปตั้งพรรคความหวังใหม่) ยุคพฤษภาทมิฬ 29 มี.ค. 2533- 31 ก.ค. 2535 มีผบ.ทบ. 2 คนคือ พล.อ.สุจินดา คราประยูร (29 มี.ค. 2533 แล้วร่วมรัฐประหารรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณวันที่ 23 ก.พ. 2534 - 6 เม.ย. 2535 เพื่อไปรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี"คนนอก") , พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี (7 เม.ย. 2535-31 ก.ค. 2535 พ้นจากตำแหน่งในรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน 2) ยุคทหารอาชีพ 1 ส.ค. 2535- 30 ก.ย. 2545 มีผบ.ทบ.4 คนคือ พล.อ.วิมล วงศ์วานิช (1 ส.ค. 2535-30 ก.ย. 2538),พล.อ.ประมณฑ์ ผลาสินธุ์ (1 ต.ค. 2538-30 ก.ย. 2539) ,พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร (1 ต.ค. 2539-30 ก.ย. 2541) และพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (1 ต.ค. 2541-30 ก.ย. 2545) ยุคการเมืองนำทหาร (อยู่ในช่วงรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) 1 ต.ค. 2545-30 ก.ย. 2548 มีผบ.ทบ.3 คนคือ พล.อ.สมทัต อัตตะนันทน์ (1 ต.ค. 2545-30 ก.ย. 2546 ),พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร (1 ต.ค. 2546-30 ก.ย. 2547) และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (1 ต.ค.2547- 30 ก.ย. 2548) ขอเพิ่มเติมตำแหน่งผบ.ทบ.อีก 1 คนใน ยุคการเมืองนำการทหารคือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน (1 ต.ค. 2548- 19 ก.ย. 2549) แล้วพล.อ.สนธิได้นำกองทัพยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณในวันที่ 19 ก.ย. 2549 น่าจะเรียกว่า ยุคทหารนำการเมือง ที่เริ่มตั้งแต่คืนวันที่ 19 ก.ย. 2549 ที่จะครบรอบ 1 ปีในอีก 10 วันข้างหน้า ใครจะเป็น "ผบ.ทบ." คนต่อไปในยุคเปลี่ยนถ่ายจากรัฐบาลทหารไปสู่รัฐบาลเลือกตั้งได้จริงหรือไม่ จึงน่าจะลองมองย้อนอดีตผ่านบทบาทของผบ.ทบ. 34 คนจากหนังสือของพล.อ.สุรพันธ์ได้พอสมควร แม้ว่าเนื้อหาในหนังสือค่อนข้างออกมาในเชิงบวกและเห็นอกเห็นใจกับบทบาทผบทบ.ที่มีแรงกดดันและความคาดหวังจากกองทัพกับสังคมที่บางครั้งไม่สอดคล้องกันมากนัก ผบ.ทบ.ที่ลงมือปฏิวัติแล้วสำเร็จมีเพียงพล.อ.สุจินดากับพล.อ.สนธิ แต่พล.อ.สุจินดากลับสืบทอดอำนาจหลังจากนั้นอีก 1 ปี จนถูกขับไล่จนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ส่วนพล.อ.สนธิกำลังอยู่ระหว่างการเลือกตัดสินใจในอีกไม่กี่วันข้างหน้าว่าจะลงเล่นการเมืองหรือนั่งอยู่ในตำแหน่งประธานคมช.ไปจนพ้นวาระพร้อมรัฐบาลสุรยุทธ์ ผบ.ทบ.ที่ถูกปลดฟ้าผ่ามีคนเดียวก่อนเกษียณอายุคือพล.อ.อาทิตย์ แล้วหลังจากนั้นไปเล่นการเมืองตั้ง พรรคปวงชนชาวไทย สามารถสร้างฐานในภาคอีสานพอสมควร ผบ.ทบ.ที่เมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้วเข้ามาสู่การเมืองทันที คือพล.อ.ชวลิต (ลาออกมาตั้งพรรคความหวังใหม่),พล.อ.เชษฐาที่ลงส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย บทบาทของผบ.ทบ.ทั้ง 34 คน จึงมีทั้งตั้งใจกับหนีไม่พ้นเข้าไปอยู่ในวังวนอำนาจทางการเมืองโดยตรงและพยายามถอยห่างออกมาเพื่อทำหน้าที่ "ทหารอาชีพ" ผู้ที่จะมาเป็นผบ.ทบ.ยุคต่อจากพล.อ.สนธิ จึงเป็นดัชนีสำคัญของสังคมไทยในการเดินหน้าไปสู่อนาคตหนไหน ทางสองแพร่งการสืบทอดอำนาจ "ยุคทหารนำการเมือง" กับ "ยุคทหารอาชีพ" ด้วยการทยอยกลับเข้ากรมกองเพื่อเปิดโอกาสให้สังคมไทยคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างสันติที่ประชาคมโลกยอมรับ คงไม่ต้องทะเลาะกันโหวกเหวกอีกว่าสังคมควรจะเลือกเดินหนทางไหน? |
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||