วันอาทิตย์ ที่ 23 กันยายน 2550
ตรวจรหัสพันธุกรรมพรรคการเมือง ระวังนายกฯตาอยู่พรรคอันดับ 3-5
Posted by
อดิศักดิ์
,
ผู้อ่าน : 797
, 15:26:45 น.
พิมพ์หน้านี้
|

สัปดาห์ที่ผ่านมา "การผสมพันธุ์-กลายพันธุ์-การตัดต่อพันธุกรรม" ทางการเมืองขั้นตอนเกือบสุดท้ายแล้ว เริ่มทำให้มองเห็นภาพชัดแล้วว่าพรรคการเมืองไทยจะออกลูกออกหลานมามีหน้าตาอย่างไร ถ้าเลือกตั้งวันนี้แล้วลองคำนวณด้วยวิชาคณิตศาสตร์การเมือง โดยใช้ฐานตัวเลข ส.ส.ปี 2548 บวกกับคะแนนประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 19 ส.ค.และการโยกย้ายถ่ายเทผสมพันธุ์ของกลุ่มอดีตส.ส.(ณ วันศุกร์ที่ 21 ก.ย.) พอจะประเมินออกมาได้คร่าวๆ ว่า พรรคพลังประชาชน(ไทยรักไทยเดิม) ยังน่าจะได้ส.ส.อันดับหนึ่งทะลุเกิน 200 เสียง ถ้าหากคิดจาก 41%ของคะแนนไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ คงจะกวาดส.ส.ทั้ง 2 ระบบ ประมาณ 197 เสียง จาก 480 เสียง ตรวจสอบยืนยันจากรายชื่ออดีตส.ส.ที่ยังเหนียวแน่นกับพรรคพลังประชาชนอีกประมาณ 270 คน ตัวเลขส.ส.ของพรรคพลังประชาชนยังน่าจะได้กลับมาค่อนข้างสูงมากถึงประมาณ 205 เสียง อาจจะกลายเป็น "ความชอบธรรมทางการเมือง" ในการประกาศตัวเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ เพียงแค่พรรคขนาดกลางพรรคใดพรรคหนึ่งที่น่าจะมีจำนวนส.ส.อยู่ระหว่าง 40-50 เสียง "อ้างความชอบธรรมทางการเมือง" มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชนก็จะสามารถทำได้ ด้วยคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งประมาณ 5-10 เสียงเท่านั้น สถานการณ์นี้จะย้อนกลับใกล้เคียงการเมืองในช่วงหลังรสช.ที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยและพรรคความหวังใหม่ ผลัดกันชนะเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับหนึ่งในปี 2535, 2538 และ 2539 แล้วรวมเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งไม่มากนัก ทำให้หัวหน้าพรรคทั้งสามผลัดกันไปถึงดวงดาวในตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" ในการเลือกตั้งปี 2550 อาจจะได้เห็น "นายกรัฐมนตรีคนที่ 25" ที่มาจากพรรคการเมืองอันดับ 3-5 ที่จะมีอำนาจต่อรองสูงพอสมควร มิเช่นนั้นพรรคพลังประชาชนจะไม่สามารถเป็นแกนนำได้ หากยังต้องการให้หัวหน้าพรรคเป็น "นายกรัฐมนตรีคนที่ 25" เพราะจะเกิดแรงต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มชังทักษิณ มากกว่าการปล่อยให้หัวหน้าพรรคอันดับ 3 หรือ 4 หรือ 5 เป็นนายกรัฐมนตรีไปก่อนที่อ้าง "ความชอบธรรมของพรรคอันดับหนึ่ง" พอกล้อมแกล้มได้ แต่คงจะต้องทำให้ "สมัคร สุนทรเวช" หัวหน้าพรรคพลังประชาชนยอม "เสียสละ" โอกาสสุดท้ายในการลบปมด้อยในชีวิต ขอเป็น "นายกรัฐมนตรี" ที่เป็นประมุขฝ่ายบริหารที่เป็นความใฝ่ฝันของนักการเมืองรุ่นสมัครที่ได้ดีไปหลายคนแล้ว เช่น ชวน หลีกภัย ที่เป็นครบทั้งนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำฝ่ายค้าน เพราะหากไม่ได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 พรรคในอันดับ 3-5 จะไม่ยอมสลับข้างจากการ "ผสมพันธุ์" กับแกนหลักพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยังไงก็ไม่มีวันยอมเสียสละเก้าอี้ "นายกรัฐมนตรีคนที่ 25" ที่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคตีตราจองไว้แล้ว หากไม่ได้ก็จะขอเป็น "ผู้นำฝ่ายค้าน" ยังมีศักดิ์ศรีดีกว่า ลองตรวจ "รหัสพันธุกรรม" หรือดีเอ็นเอของพรรคการเมืองขนาดกลาง 3 พรรค พบว่ามียีนเด่นและยีนด้อยแตกต่างกันพอสมควร ทำให้เริ่มมองเห็นอนาคตความวุ่นวายทางการเมืองรออยู่ข้างหน้าหลังการเลือกตั้งที่ "ยีนด้อย" อาจจะสำแดงฤทธิ์ จนเกิดสภาพ "การเมืองอัปลักษณ์" อำนาจเก่ากลายพันธุ์คืนชีพ พรรคชาติไทยเป็นพรรคเก่าแก่อันดับสองของประเทศ กำลังอยู่ในช่วงถ่ายเลือดส่งไม้สู่นักการเมืองรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ หัวหน้าบรรหาร ศิลปอาชา คงไม่ได้คาดหวังกับตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรีรอบสอง" มากนัก แต่น่าสนใจกระบวนการรุกพื้นที่ในภาคกลางแนวรบด้านตะวันตกโดยใช้ "สุพรรณบุรี" เป็นศูนย์กลางและแนวรบตะวันออกโดยใช้ "ชลบุรี" เป็นฐานใหญ่ พรรคชาติไทยเคยเป็นแชมป์ส.ส.ภาคกลางมาตั้งแต่เลือกตั้งปี 2531 (39 คน), ปี 2535/1 (42 คน), ปี 2535/2 (38 คน), ปี 2538 (44 คน), ปี 2539 (28คน) แล้วเมื่อเกิดพรรคไทยรักไทยในปี 2544 ยังมีส.ส.ถึง 21 คน แต่ปี 2548 ลดลงเหลือ 10 คน จึงไม่น่ายากในการทวงแชมป์ภาคกลางกลับคืนมาได้ ข้อแนะนำเซียนหุ้นการเมือง พรรคชาติไทยเป็นหุ้นพื้นฐานดี แม้ "เจ้าของ" อาวุโสมากแล้วแต่ยัง "แรงดี" ลงมาเล่นบท "หลงจู๊" พยุงราคาเองและยังขยันออก "โรดโชว์" หาเสียงล่วงหน้า เกาะพื้นที่รากหญ้าแน่นขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยเลือดใหม่ที่มี "ยีนคนเดือนตุลา" อย่าง "ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์" เข้ามาช่วยเสริมทีมกับ "ยีนคนเดือนตุลา" ที่ฝังตัวอยู่ในพรรคชาติไทยมานานแล้ว เช่น สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล, นิกร จำนง ฯลฯ รวมทั้ง "ยีนคนรุ่นใหม่สายวิชาการ" อย่างวีระศักดิ์ โค้วสุรัตน์, "น้องแบม" จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์, "ลูกเจ้าของ" 2 คน ฯลฯ ที่ช่วยทำให้เกิดส่วนผสมค่อนข้างลงตัวระหว่าง "หลงจู๊-คนตุลา-คนรุ่นใหม่" ทำให้คาดหวังได้ว่า "เจ้าของ" เมื่ออายุมากขึ้น ย่อมกิเลสน้อยลงน่าจะมองยาว "ไม่ปั่นราคา" เกินจริงเพื่อหวังตีหัวกลับบ้าน "ทำกำไร" ระยะสั้นๆ เหมือนกับพรรคใหม่ๆ ที่กำลังปั่นราคากันเป็นส่วนใหญ่ ปัจจัยบวกราคาหุ้นพรรคชาติไทยจะขึ้นไปอีกประมาณ 10-15% เมื่อ "สายพันธุ์อีสาน" จากกลุ่มสมานฉันท์บางส่วน กำลังพยายาม "ถ่ายโอน" ยีนด้อย ที่แกนนำส่วนใหญ่อยู่ในสภาพ "ผีหัวขาด" ไม่สามารถเล่นบทเด่นได้ ขอเข้ามาซุกซ่อนรักษาแผลในพรรคชาติไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาราชเป็นพรรคการเมืองเกิดใหม่ที่น่าสนใจ "เจ้าของเดิม" รุ่นเก๋าระดับ "ป๋าเหนาะ" เทียนทองย่อมไม่ธรรมดา แม้ว่าจะคุยฟุ้งเกินจริงไปบ้างทุกครั้งว่า เป็นมือปั้นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 4 คน (พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ, บรรหาร, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) พรรคประชาราชจาก "หุ้นนอกสายตา" ถูกประเมินแค่ไม้ประดับกระดานการเลือกตั้งเมื่อ 3-4 เดือนที่แล้ว ณ เวลานี้ (วันศุกร์ที่ 21 ก.ย.) ได้ "น้ำเลี้ยงเสบียงกระสุน" แบบไม่อั้นจาก "เจ้าของตัวจริง" ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ที่มีตำแหน่ง "ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรคประชาราช" หรือเทียบกับธุรกิจของทีพีไอก็คือ "ซีอีโอพรรคประชาราช" หลังจากผ่านการผสมข้ามสายพันธุ์สำเร็จ เฉพาะ "ประชาราช" กับ "มัชฌิมา" "ยีนเด่น" ประชาราชสามารถข่มยีนด้อยมัชฌิมาที่เจ้าของกลายเป็น "ผีหัวขาด" จน "เจ้าของมัชฌิมา-สมศักดิ์ เทพสุทิน" ยอมส่ง "ศรีภริยา" มากินน้ำใต้ศอกเป็นเพียง "แม่บ้านเลขาธิการ" พรรคประชาราชที่คงจะไม่มีอำนาจมากนัก เมื่อ "ซีอีโอพรรค" ยังพูดเสียงดังด้วยทุนไม่อั้น การผสมพันธุ์ครั้งนี้มีความแปลกประหลาดค่อนข้างมาก พรรคประชาราชเป็นยีนด้านตรงข้ามทักษิณที่เข้มข้นที่สุด ในขณะที่ยีนมัชฌิมาพยายามรักษาตัว "เป็นกลาง" มาตั้งแต่แยกตัวจากพรรคไทยรักไทยของทักษิณ แต่กลับจำยอมถูก "ข่ม" มากขนาดนี้จนน่าห่วงว่าจะยอมถูกข่มไปได้ถึงวันสมัครต้นเดือนพ.ย.หรือไม่ น่าแปลกว่า "ยีนนักการเมืองโดยสายเลือด" อย่างสมศักดิ์ เทพสุทิน จะไม่รู้เชียวหรือว่า "ซีอีโอพรรคประชาราช" ลงมาเล่นการเมืองครั้งนี้มีเดิมพันชัดเจนทวงคืนธุรกิจและต่อท่อน้ำเลี้ยงตรงแบบเดียวกับทักษิณ ย่อมเสี่ยงอย่างมากจะถูกดูดลูกทีมไปจนหมดได้ อนาคต "สมศักดิ์ เทพสุทิน" จะกลับมาเล่นการเมืองได้หรือไม่เป็นเรื่องน่าติดตามอย่างยิ่ง พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาเป็นพรรคการเมืองใหม่เช่นกัน แต่ตรวจ "สายพันธุ์" แล้วยิ่งแปลกประหลาด เพราะเกิดจากส่วนผสม "ยีนต่างสายพันธุ์" จนน่าห่วงว่า "ลูกหลาน" คลอดออกมาจะมีหน้าตาพิลึกพิลั่นจนกลายเป็นพรรคไร้เอกลักษณ์ไร้การตัดสินใจที่เด็ดขาด ทำไปทำมาจะกลายเป็นพรรคอกแตกแยกสายแต่จำยอมอยู่พรรคเดียวกันได้ "ยีนต้นแบบ" มาจากสายวิชาการเป็นหุ้นลมไว้ปั่นราคา เช่น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ที่เป็นจอมยุทธศาสตร์แต่กลับเป็นผีหัวขาด, เอนก เหล่าธรรมทัศน์ที่เป็นนักลองวิชาการ "สองนัครา" แต่ล้มเหลวมาหลายครั้ง, พิจิตต รัตตกุลที่เป็นนักสิ่งแวดล้อมโดยพื้นฐานแต่มักถูกมองว่าเป็นนักสร้างภาพมากกว่า ฯลฯ "ยีนทุนการเมือง" เริ่มต้นจากประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ที่มียีนเก่าแข็งแรงถึงเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์แล้วมาผสมกับสุวัจน์ ลิปตพัลลภที่มียีนเก่าหัวหน้าพรรคชาติพัฒนาที่ยอมกลืนเลือดถูกทักษิณ "ข่มขู่" ด้วยคดีจนยอมสลายพรรคไปแล้ว "ยีนเลือดใหม่" เริ่มจากแกนหลักพิมล ศรีวิกรม์ กลุ่มธรรมาธิปไตยกับสุรนันทน์ เวชชาชีวะ กลุ่มฟิวเจอร์ (ตอนนี้กลายพันธุ์เป็น "เพื่อแผ่นดิน" ที่สลายไปแล้ว) และต่อมากุลธน ประจวบเหมาะ กลุ่มกรุงเทพ 50 แต่ไปๆ มาๆ แยกกลุ่มแยกส่วนเหลือบางท่อนบางส่วนจาก 3 กลุ่ม จนแทบต่อภาพกันไม่ติดว่าเลือดใหม่หรือเลือดเก่ากันแน่ แม้กระทั่งชื่อพรรคยังตกลงกันไม่ได้ เล่นตัดต่อพันธุกรรมแบบพื้นฐานที่สุดเป็น "พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา" นับประสาอะไรกับเมื่อถึงเวลาลงสนามเลือกตั้งที่มีคู่แข่งขันรุ่นเก๋าๆ อย่างประชาธิปัตย์ พลังประชาชน ชาติไทย และประชาราชจะไปขับเคลื่อนทัพสู้แรงเสียดทานได้หรือไม่ พรรคนี้จึงมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างหากคิดจะ "ถือไว้" ต้องใจแข็งจริงๆ ไม่ต้องไปมองมาก มิเช่นนั้นจะหวั่นไหวกับความเอาแน่เอานอนไม่ได้กับกระบวนการขับเคลื่อนที่ยังยักแย่ยักยัน แม้กระทั่ง "หัวหน้าพรรค" ยังหาไม่ได้ บางช่วงเวลาเคย "สิ้นคิด" หน้ามืดถึงขั้นจะไปยกให้ "พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร" ที่เร่ร่อนไปหลายพรรคเพื่อขอแค่นั่งเป็น "หัวหน้าพรรค" เท่านั้นเอง รวมทั้งเคยคิดจะไปใช้บริการ "โซ่ข้อกลาง" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธที่ทำตัวเป็น "อีแอบ" ไม่แสดงจุดยืนแบบไหน แม้กระทั่งยังถูกอ้างชื่อจากร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ควรจะไปเล่นบท "อาจารย์นักกฎหมาย" จะเหมาะกว่าการเป็น "นักการเมืองปากดีรุ่นโบราณ" ที่กลัวไม่มีที่ยืนในสนามกรุงเทพฯ จนแทบสิ้นราคาสิ้นศักดิ์ศรีไปขอข้าวทักษิณกินที่ลอนดอนเพื่อฝากลูกชาย 2 คนลงเลือกตั้งพื้นที่กรุงเทพฯ แต่การอยู่ในสภาพ "หลายหัว" บางครั้งก็เป็น "ผลดี" ที่ไม่มีใครมีสิทธิ์ขาดเสียงดังทุบโต๊ะได้ ทำให้เกิดอาการ "ยั้งคิด" ไม่ให้เสียราคาไปมากกว่านี้ในการยกขบวนแห่ขันหมากไปประเคนตำแหน่ง "หัวหน้าพรรค" ให้คนแล้วคนเล่า ทั้งๆ ที่ยังมีคนในพรรคหลายคนที่จับ "ล้างน้ำ" หน้าตายังดูดีกว่าคนนอกเยอะ "รหัสพันธุกรรม" หรือดีเอ็นเอของ 3 พรรคการเมืองขนาดกลางที่ค่อนข้างพิสดาร ย่อมสะท้อนให้เห็นอนาคตข้างหน้าได้ระดับหนึ่งว่า พวกเขาจะเลือกเล่นการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนหรือของตัวเอง จึงน่าห่วงว่าหลังการเลือกตั้ง หากตัวเลข ส.ส.ของแต่ละพรรคสอดคล้องกับการใช้สูตรคณิตศาสตร์การเมืองและอิงฐานส.ส.เดิมกับคะแนนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญตามตารางประกอบ การเมืองไทยจะอัปลักษณ์สิ้นดี แต่พวกเราคนไทยอย่าเพิ่งสิ้นหวังเป็นอันขาด อำนาจอยู่ในมือทุกท่านในวันเลือกตั้ง 23 ธ.ค.2550 --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- คำเตือน ห้ามนำตัวเลขนี้ไปอ้างอิงใดๆ หรือผสมพันธุ์ใหม่, ตัดต่อพันธุกรรม ฯลฯ จนกว่าจะถึงต้นพ.ย.วันสมัครส.ส. อีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง กทม. ภาคใต้ สัดส่วน รวม -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- พปช. 100(126) 30(71) 30(80) 10(32) 0(1) 35 205 ปชป. 5(2) 10(5) 15(7) 24(4) 52(52) 25 131 ชาติไทย 8(6) 5(0) 25(10) 2(1) 1(1) 8 49 รวมใจไทยฯ 12 14 13 0 3 6 48 ประชาราช 10 14 15 0 0 5 44 มหาชน 0(2) 2(0) 0 0 0 1 3 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- รวม 135(52เขต) 75(29เขต) 98(41เขต) 36(12เขต) 56(23เขต) 80(8โซน)480 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- *หมายเหตุ 1. ตัวเลขในวงเล็บเป็นจำนวนส.ส.ในการเลือกตั้งปี 2548 2. วงเล็บหลังยอดรวมเป็นการแบ่งเขตเลือกตั้งที่เป็นเขตใหญ่ -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
|