พิมพ์หน้านี้
|
วันนี้ 14 ต.ค. 2550 ประเทศไทยผ่านเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ตุลา 2516 มาแล้ว 34 ปี นักศึกษาและประชาชนในยุคนั้นต้องเสียสละชีวิตและเลือดเนื้อแลกกับ "ประชาธิปไตย" จนทั่วโลกกล่าวขานถึง "พลัง" อันยิ่งใหญ่ของ "นักศึกษาและประชาชนชาวไทย" ที่สามารถโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการทหารได้สำเร็จ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมอ่าน หนังสือ "คนตุลาตายแล้ว" ของ คุณแคน สาริกา รวดเดียวจบ ด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกับคำโปรยหน้าปกหนังสือ "ก่อนจะชี้หน้าด่ากัน โปรดอ่านหนังสือเล่มนี้!" หนังสือเล่มนี้ทำให้เกิดความเข้าใจสถานการณ์บ้านเมืองของเราหลังเหตุการณ์ 14 ตุลามา 34 ปี แบบแทงข้างหลังทะลุถึงหัวใจของ "คนเดือนตุลา" ที่อยู่ในรัฐบาลปัจจุบันและพรรคการเมืองต่างๆ ที่เป็น "ผู้มีอิทธิพล" ต่อทิศทางการเมืองไทยมาตลอดกว่า 2-3 ทศวรรษ คุณแคนเป็น "คนเดือนตุลา" ที่รู้จัก "ราก" ของ "คนเดือนตุลา" ที่โลดแล่นมีบทบาทบนเวทีการเมืองเป็นอย่างดี โดยไม่ได้เข้าไปข้องแวะการเมืองโดยตรง ไม่ค่อยแสดงตัวหรือป่าวร้องให้คนภายนอกรู้ว่าเป็น "คนเดือนตุลา" ซึ่งในช่วงหลังๆ คำนี้ถูกใช้จนเปรอะเสมือนเป็นใบเบิกทางลัดเข้าไป "เบ่งกล้าม" ในวงการต่างๆ ปัจจุบันคุณแคนเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ที่มีคอลัมน์เกี่ยวเนื่องกับ "คนเดือนตุลา" อยู่เนืองๆ มักทำหน้าที่เป็น "นักสังเกตการณ์" คอยเก็บข้อมูลปูมหลัง พฤติกรรมและตีแผ่รากความคิด ของผู้คนเดือนตุลาทั้ง 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519 ที่โลดแล่นอยู่ในทุกวงการ ซึ่งหลงเหลือ "จิตวิญญาณเดือนตุลาของแท้" น้อยเต็มที จนหลายคนคิดเพี้ยนไปอย่างไม่น่าเชื่อว่าคือ "คนเดือนตุลา" ที่ไม่กระดากปากประกาศตัวว่ายังมี "จิตวิญญาณเดือนตุลา" "คนเดือนตุลา" อยู่ในหัวแถวของรัฐบาลหลายคน เช่น นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ รศ.ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี "คนเดือนตุลา" หลายคนมีบทบาทในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เช่น ประพันธ์ คูณมี , คำนูณ สิทธิสมาน , ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ , ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ฯลฯ "คนเดือนตุลา" จำนวนมากได้ขยับเป็นแกนนำพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีทั้งขั้วความคิดเดียวกันกับคนละขั้วความคิด พรรคพลังประชาชน เป็นแหล่งชุมนุม "คนเดือนตุลา" คับคั่งที่สุดทั้ง 14 ตุลากับ 6 ตุลา อาทิเช่น นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, ภูมิธรรม เวชยชัย, นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี , อดิศร เพียงเกษ ,จาตุรนต์ ฉายแสง ,สุธรรม แสงประทุม,เกรียงกมล เลาหไพโรจน์ ฯลฯ และในสถานการณ์ปัจจุบันน่าจะหมายรวมไปถึง "คนเดือนตุลาขวาจัด" อย่างสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคที่สามารถหลอมรวมอยู่ในอุดมการณ์เดียวกันกับ "คนเดือนตุลาซ้ายจัด" ได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้กระทั่งการประกาศตัวชัดว่า "เลือกสมัคร-ทักษิณกลับมา" โดยไม่ได้ยอมรับความเลวร้ายจากระบอบทักษิณที่อ้าง "ประชาธิปไตย" เสียงข้างมากแต่กลายพันธุ์เป็น "เผด็จการรัฐสภา" พรรคประชาธิปัตย์ อาทิเช่น ชำนิ ศักดิเศรษฐ , วิทยา แก้วภราดัย ฯลฯ พรรคชาติไทย เช่น สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ,ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์, นิกร จำนง ฯลฯ พรรคมัชฌิมาธิปไตย เช่น นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ , มาลีรัตน์ แก้วก่า ฯลฯ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เช่น เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ฯลฯ พรรคเพื่อแผ่นดิน เช่น พินิจ จารุสมบัติ ฯลฯ ส่วนพรรคประชาราชและพรรคมหาชนที่กลายเป็นพรรคต่ำสิบค่อนข้างแน่นอน น่าจะพอมีเชื้อ "คนเดือนตุลา" อยู่ในระดับอ่อนๆ เท่านั้น อายุของ "คนเดือนตุลา" ในปัจจุบันส่วนใหญ่น่าจะอยู่ระหว่าง 50-60 ปี จึงเป็นช่วงวัยวุฒิที่สั่งสมประสบการณ์ชีวิตและการงานมาประมาณ 30 ปี จนเข้าไปมีบทบาทหลักอยู่ในแทบทุกวงการ ทั้งภาคราชการ,ภาควิชาการ,ภาคสื่อมวลชน,ภาคการเมือง,ภาคธุรกิจ,ภาควัฒนธรรม,ภาคประชาสังคม ฯลฯ สถานการณ์การเมืองใน "ประเทศของเรา" ช่วงประมาณกว่าทศวรรษที่ผ่านมาที่พลิกผันคาดเดาไม่ค่อยถูก น่าจะเป็นผลพวงส่วนหนึ่ง จากปรากฏการณ์ "คนเดือนตุลา" เติบใหญ่แสดงพลังเก็บกด หลังแทรกตัวเติบใหญ่ในแทบทุกวงการและพรรคการเมือง ภายใต้วิธีคิดและวิธีต่อสู้ของ "คนเดือนตุลา" ที่มักเคลื่อนไหวอิงกระแสมวลชนตามความถนัดจากประสบการณ์สมัย 14 ตุลา 2516 จนหลังเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลา 2519 เข้าไปทำสงครามกองโจรในป่า ทำไม "ประเทศของเรา-เรากำหนด" เองไม่ได้ ทำไมปล่อยให้ "คนเดือนตุลา" ที่ส่วนใหญ่ "ตายทางจิตวิญญาณเดือนตุลา" ไปหมดแล้ว แต่กลับยังมีอิทธิพลครอบงำสังคมการเมืองไทย จนสร้างความแตกแยก จ้องทำลายล้างกันด้วยความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ โดยไม่เลิกรา จิตวิญญาณเดือนตุลาดั้งเดิมคือจิตวิญญาณเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ถึงพ.ศ.นี้กลับหาเจอยากมากในหมู่ "คนเดือนตุลา" ในวงการการเมือง แต่กลับกลายเป็นจิตวิญญาณเอาชนะคะคานทุกรูปแบบ ชี้หน้าด่ากันกล่าวหากันแทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะยุคหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ที่ "คนเดือนตุลา" แบ่งฝ่ายชี้หน้าด่ากันรุนแรง ถึงขั้นตัดญาติขาดมิตรไม่ยอมสังฆกรรมระหว่าง "ลิ่วล้อเผด็จการกับสมุนทักษิณ" ไม่อยากสืบเสาะหาตะเข็บหาว่าใครเลวกว่ากัน เพราะมีข้อสรุปแล้วว่า "เลวพอกัน" จนทำให้สังคมแตกแยกแบ่งฝ่าย "ขาวกับดำ" ต่างชี้หน้าด่ากันมึงชั่ว ไม่ใช่การต่อสู้เชิงอุดมการณ์ "ซ้ายคือความก้าวหน้ากับขวาคืออนุรักษนิยม" อีกต่อไป "คนตุลาซ้ายจัด" กับ "(คนฆ่า) คนตุลาขวาจัด" รวมกันอยู่ในพรรคพลังประชาชนได้อย่างกลมกลืน ด้วยพลัง "ทุนนิยมสามานย์" ที่สะสมจากรากเหง้าระบอบทักษิณที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย เป้าหมายทำทุกวิถีทางให้ทักษิณกลับมามีอำนาจทั้งในรูปแบบนอมินีหรือโดยตรง "คนตุลาซ้ายจัด" กับ "ทหาร" ที่เคยเล่นบทบาท "ไล่ล่าฆ่า" คนตุลา ผนึกรวมกันอยู่ในเครือข่ายคณะมนตรีความมั่นคง เช่น รัฐบาล ,สภานิติบัญญัติ ฯลฯ ด้วยการยึดกุมอำนาจรัฐจากการรัฐประหารเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ทักษิณกลับมามีอำนาจทั้งทางตรงหรือแบบนอมินี สังคมไทยหลังรัฐประหาร 1 ปี จึงอยู่ในสภาพสับสนอลหม่านจากการต่อสู้ยื้อยุดแย่งชิงอำนาจ ระหว่าง "ลิ่วล้อเผด็จการกับสมุนทักษิณ" อยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สะท้อนภาพ "รัฐบาลข้าราชการ" ที่ทำงานเชื่องช้าไร้ประสิทธิภาพในการตัดสินใจ สังคมไทยอาศัยในเขตเมืองอยู่ในสภาพกลัว "ผีทักษิณ" กลับมาหลอกหลอนด้วยอำนาจนิยมและเล่นพวกกินรวบบังคับเลือกข้าง อีกกลุ่มอาศัยในเขตชนบทและคนจนเมือง กำลังร่ำร้องคิดถึง "ผีทักษิณ" อยากให้กลับมาหลอกหลอนด้วยนโยบายประชานิยม ทฤษฎีการเมืองไทย "สองนครา" ของอาจารย์เอนก เหล่าธรรมทัศน์กำลังจะถูกทดสอบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้จะเป็นการต่อสู้กันระหว่าง "อำนาจเงิน" กับ "อำนาจรัฐ" ที่ยากต่อการคาดเดาว่าใครจะชนะในการเลือกตั้งวันที่ 23 ธ.ค.นี้ มิหนำซ้ำสังคมไทยชุมชนในเมืองกลับอยู่ในภวังค์กลัวการนองเลือดจากความแตกแยกของผู้คนในสังคมที่ไม่เคารพความแตกต่างทางความคิด ตรงกันข้ามกับสังคมไทยชุมชนชนบทอยู่ในสภาพวังเวงช่วยตัวเองไม่ได้จากภาวะราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ,เงินไม่สะพัด ฯลฯ โดยเข้าใจไปว่าอันเนื่องมาจากทักษิณไม่อยู่ สังคมชนบทกลับไม่ได้รู้สึกถึงความแตกแยกในสังคมเท่ากับความรู้สึกของคนเมือง "โจทย์ของแผ่นดิน" ที่จะต้องช่วยกันหาคำตอบว่าจะทำอย่างไร ไม่ให้สังคมไทยกลับไปสู่การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม เลือกตั้ง 23 ธ.ค.นี้จะแก้ปัญหาได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ แต่น่าจะเป็นหนทางเดียวของ จุดเริ่มต้นการสร้าง "การเมืองใหม่" ถ้าหากการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรมจริงๆ ตามเป้าหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่กกต.ไม่ใช่ "องค์กรผู้พิเศษ" ที่มีความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์และเที่ยงธรรมได้ จึงอย่าฝากความหวังไว้กับกกต.เพียงองค์กรเดียว พลังของการเมืองภาคประชาชนน่าจะเป็นคำตอบของโจทย์แผ่นดิน ในการช่วยทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเลือกจาก แรงจูงใจ "อำนาจเงิน" หรือหวาดกลัวจำยอมเลือกจาก "อำนาจรัฐ" แล้วประเทศของเราจะได้ "ตัวแทน" ที่บริหารประเทศบนความเคารพในการตัดสินใจของประชาชน แล้วการเมืองภาคประชาชนจะคอยกำกับและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเลือกตั้งอย่างเข้มข้นเพื่อไม่ให้ลุ่มหลงใช้อำนาจรัฐที่ได้มาอย่างไร้ขอบเขตไร้คุณธรรม สื่อในเครือเนชั่นทั้ง The Nation ,กรุงเทพธุรกิจ, คมชัดลึก Nation Channel,วิทยุเนชั่น, เนชั่นสุดสัปดาห์ สำนักข่าวเนชั่นและเวบไซต์ ฯลฯ กำลังสุมหัวตระเตรียมแผนงานใหญ่สำหรับการเลือกตั้งวันที่ 23 ธ.ค. แสดงบทบาท "สื่ออิสระ" มุ่งสร้าง "การเมืองใหม่" เสริมฐาน "การเมืองภาคประชาชน" ให้เข้มแข็งเป็นพลังตรวจสอบ ด้วยเจตนารมณ์เลือกตั้ง 50 "ประเทศของเรา "เรา"กำหนด" อย่าไปตั้งความหวังกับพรรคการเมืองใดๆ เป็นอันขาด โปรดติดตามรายละเอียดจากทุกฉบับในเครือเนชั่นตั้งแต่ฉบับวันพรุ่งนี้ 15 ต.ค. |
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||