วันอาทิตย์ ที่ 21 ตุลาคม 2550
นายกฯอภิสิทธิ์? "ใกล้แค่เอื้อม" แต่ "ขอบอก" ยัง "ไกลเกินเอื้อม"
Posted by
อดิศักดิ์
,
ผู้อ่าน : 1013
, 15:44:29 น.
พิมพ์หน้านี้
|
ย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือนมี.ค. พ.ศ. 2535 คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้สมัครหน้าใหม่วัย 27-28 เขต 6 ยานนาวาของพรรคประชาธิปัตย์ปรากฏตัวในรายการ "เวทีเลือกตั้งสนามกรุงเทพ" ที่เนชั่นกรุ๊ป ร่วมจัดกับช่อง 9 ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกหลังรัฐประหาร ก.พ. 2534 บนเงื่อนไขการจัดรายการครั้งนั้นขอให้แต่ละพรรคจัดทีมมา 2 คนคือหัวหน้าทีมกรุงเทพกับผู้สมัครหน้าใหม่ ผมจำได้ว่าบนเวทีเลือกตั้งทางช่อง 9 วันนั้นมีนักการเมืองรุ่นลายครามหลายคน เช่น คุณมารุต บุนนาค หัวหน้าทีมพรรคประชาธิปัตย์ , คุณสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าทีมพรรคประชากรไทยมากับผู้สมัครหน้าใหม่, พรรคพลังธรรมนำทีมโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่คนกรุงเทพฯกำลังอยู่ในอาการฟีเวอร์ โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่นเป็นผู้ดำเนินรายการ เวทีเลือกตั้งสนามกรุงเทพทางช่อง 9 ในคืนวันนั้น จบลงด้วยการจับมืออย่างฝืนระหว่าง "สมัคร-จำลอง" และการปะทะคารมเล็กๆ ระหว่างคุณสมัครกับคุณอภิสิทธิ์ จน พล.ต.จำลองเอ่ยปากชมนักการเมืองหนุ่มคนนี้ออกทีวีว่าเก่งมาก 
พร้อมกับเสียงชื่นชมจากคนดูทางบ้านที่ได้ยินการตอบคำถามคุณสุทธิชัยอย่างรอบรู้ ฉะฉานมั่นใจจนทำให้น่าเชื่อถือในทุกคำตอบ แตกต่างจากนักการเมืองรุ่นเก่าที่มีแต่ "โวหารคำโต" หาเนื้อหาไม่เจอ ในวันรุ่งขึ้นได้กลายเป็น Talk of The Town ตามสภากาแฟในกรุงเทพฯและคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ยักษ์เล็กต่างเขียน "เชียร์" ด้วยความหิวกระหายอยากได้ "นักการเมืองหน้าใหม่" คนหนุ่มความรู้แน่นอย่างคุณอภิสิทธิ์มาประดับสภาผู้แทนราษฎร เพราะช่วงนั้นมีการจัดตั้ง พรรคสามัคคีธรรม ขึ้นมาเป็นพรรค "มาร" สืบทอดอำนาจรสช. รวบรวมนักการเมืองรุ่นเก่าๆ ในต่างจังหวัดไว้เกือบทั้งหมด ในขณะที่คะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์สู้พรรคพลังธรรมไม่ได้เลยเพราะเกิดปรากฏการณ์ "จำลองฟีเวอร์" คุณอภิสิทธิ์เป็นส.ส.หนึ่งเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯ แต่เป็น "หนึ่งเดียว" ที่มีค่ามหาศาลทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์โดดเด่นขึ้นในการเลือกตั้งเดือนก.ย. 2535/2 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ส.ส.กรุงเทพฯของพรรคประชาธิปัตย์ที่เพิ่มขึ้นจาก 1 คนเป็น 9 คนมีส่วนอย่างมากทำให้ปชป.ชนะการเลือกตั้งปี 2535/2 ได้ส.ส.มากเป็นพรรคอันดับหนึ่ง คุณชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคปชป.ได้รับความไว้วางใจจากพรรคการเมืองหลักๆ อีก 2 พรรคที่อยู่คนละฝั่งกับคณะรสช.คือพรรคความหวังใหม่และพรรคพลังธรรมให้เป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2550 หลังรัฐประหาร 1 ปีกำลังจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธ.ค. 2550 พรรคประชาธิปัตย์มีคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นหัวหน้าพรรคที่มีคู่แข่งขันสำคัญคือพรรคพลังประชาชนที่มีคุณสมัคร สุนทรเวชเป็นหัวหน้าพรรค "นอมินี" อดีตนายกฯทักษิณที่เป็น "อำนาจเก่า" คุณอภิสิทธิ์เคยใช้คารมเชือดเฉือนคุณสมัครบนเวทีเลือกตั้งสนามกรุงเทพฯเมื่อปี 2535 ด้วยประสบการณ์บนสนามการเมืองยาวนานต่อเนื่อง 15 ปีต่อมาของคุณอภิสิทธิ์ จึงเชื่อได้ว่าปีนี้ 2550 เมื่อขึ้นเวทีดีเบตสาธารณะ คุณอภิสิทธิ์น่าจะเหนือชั้นกว่าคุณสมัครหลายขุม คุณอภิสิทธิ์กับคุณสมัครน่าจะลงสมัครประกบกันในลำดับที่ 1 ในกลุ่มจังหวัดที่ 6 ประกอบด้วยกรุงเทพมหานคร,สมุทรปราการและนนทบุรี ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชาชนจะทำสงครามใหญ่ชิงพื้นที่ 12 เขต 36 ส.ส.กรุงเทพฯที่จะเป็นสนามชี้ชะตาว่าคุณอภิสิทธิ์จะมีโอกาสเป็น "นายกรัฐมนตรีคนที่ 25" หรือไม่ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์บอกว่าคุณอภิสิทธิ์จะเข้าวินได้อย่างไร้ข้อกังขา ก็ต่อเมื่อปชป.ได้ส.ส.กรุงเทพฯประมาณ 30 คนจาก 36 คนที่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จึงต้องเกณฑ์รุ่นใหญ่ของประชาธิปัตย์ในกรุงเทพฯมาประกบทุกเขต ในขณะที่ "กระแสคิดถึงทักษิณ" ยังแรงพอสมควรในเขตรอบนอก โอกาสของคุณอภิสิทธิ์หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ในการก้าวสู่ฝันได้เป็นนายกรัฐมนตรี จึง "ไม่ไกลเกินเอื้อม" นักเพียงแต่จะต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเองเฮือกใหญ่ ว่าด้วยธรรมเนียมการเมืองนับตั้งแต่เหตุการณ์เดือนพฤษภาทมิฬ 2535 พรรคการเมืองอันดับหนึ่งควรจะเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล เพราะค่อนข้างแน่นอนว่าพรรคอันดับหนึ่งน่าจะเป็นพรรคพลังประชาชน แต่จะถูกโดดเดี่ยวจากกระแสสังคมคล้ายกับกรณีพรรคเทพพรรคมารหลังรสช. แต่จุดอ่อนของคุณอภิสิทธิ์ยังมีอยู่มากมายที่ทำให้โอกาสยัง "ไกลเกินเอื้อม" หากไม่รีบปรับตัวและปรับกลยุทธ์โดยเร็ว เมื่อเปรียบเทียบกับความสามารถในการปรับตัวได้เร็วของพรรคพลังประชาชนที่มีกลยุทธ์เหนือชั้นกว่ามากที่กำลังพยายามบอกสังคมว่า "ถูกรังแก" และ "พร้อมทำงานกับทุกพรรค" เรื่องเร่งด่วนที่เป็นจุดอ่อนคือสปอตโฆษณาทีวีที่พรรคประชาธิปัตย์ทุ่มงบไปไม่น้อยกว่า 60 ล้านบาท ผลิตสปอตโฆษณาทางโทรทัศน์แล้วซื้อเวลาไพร์มไทม์ทุกช่องออกมาหลายชุด โดยใช้คุณอภิสิทธิ์เป็นตัวเดินเรื่องและพูดเองลงเสียงทั้งหมด แต่กลับไม่มีใครจดจำได้ว่าคุณอภิสิทธิ์นำเสนออะไรบ้างที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ พูดง่ายๆ ภาษานักโฆษณาว่า "ไม่โดน" เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สโลแกนจืดชืด "ประชาชนต้องมาก่อน" (เดี๋ยวนี้) ที่มักถูกมือดีนำไปล้อเลียนว่า "ประชาชนต้องมาก่อน ประชาธิปัตย์มาทีหลัง" หรือเติมคำว่า "พลัง" เข้าไปแค่นี้ก็กลายเป็น "พลังประชาชนต้องมาก่อน" สโลแกนนี้สื่อความหมายได้แย่กว่า "เราเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา" เมื่อปี 2535/2 ตรงกันข้ามกับพรรคพลังประชาชนที่ใช้กลยุทธ์ "ถูกรังแก" ขยายข่าวคณะกรรมการตรวจสอบโฆษณาของสถานีโทรทัศน์ไม่ยอมอนุมัติสปอตโฆษณาทีวีชุด "ความสุข" แค่นี้ได้ ยึดพื้นที่ข่าวหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งทุกฉบับ และเวบไซต์ยอดนิยมหลายแห่งนำไปโพสต์ สร้างกระแสทำให้คนรู้จักหรือได้รับรู้ "สาร" จากโฆษณาชุดต่างๆ ของพรรคนี้ 
ใครได้ดูในช่วงๆ สั้นที่สถานีโทรทัศน์นำมาแทรกประกอบข่าวจะเกิดความรู้สึก "คิดถึง" โครงการเก่าๆ ของอดีตนายกฯทักษิณ โดยไม่ต้องมีการเอ่ยถึงอดีตนายกฯทักษิณและไม่มีคุณสมัครในฐานะหัวหน้าพรรคมานำเสนอเลย นี่คือความเหนือชั้นของเอเยนซีโฆษณาของพรรคนี้ที่เข้าใจว่าคือบริษัท เอสซีแมทช์บอกซ์ เช่นเดิม จุดอ่อนสำคัญอีกเรื่องคือ การสื่อสารของคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์กับฐานคะแนนรากหญ้า โดยเฉพาะในพื้นที่อีสานที่เป็นจุดบอดและอาจจะเป็นจุดตายของคุณอภิสิทธิ์ที่ทำให้ "ไกลเกินเอื้อม" ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แค่การจัดงาน "ประชาธิปัตย์คืนถิ่นอีสาน" ที่จังหวัดขอนแก่น ยังเลือกจัดอยู่ในโรงแรมหรูที่ดูแวบเดียวก็รู้ว่ามีการจัดตั้ง "คนอีสาน" มาฟังคุณอภิสิทธิ์พูดและผูกผ้าขาวม้ารับขวัญคุณอภิสิทธิ์ โดยรูปแบบแล้วถือว่าคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ ยังล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการเปิดตัวสู่อีสานที่มีรูปแบบไร้จิตวิญญาณจริงๆ ของคนอีสาน ว่างๆ ลองส่งคนไปตรวจสอบดูว่า "คนอีสาน" ที่มาร่วมงาน "สมัครใจหรือขอร้องไหว้วาน" กันในเครือข่ายเอ็นจีโอเพื่อรักษาหน้า "ขุนพลอีสาน" อาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ทายาทอดีตนายกฯพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ภาษาพูดของคุณอภิสิทธิ์สื่อสารได้เฉพาะคนเมืองชนชั้นกลางเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถสื่อสาร "โดนใจ" คนชนบทที่เป็นฐานเสียงใหญ่ในอีสาน แม้กระทั่ง "ชนชั้นกลาง" ในเขตเมืองบางส่วน ยังงงๆ กับแคมเปญหาเสียงของคุณอภิสิทธิ์ที่ยังไม่เป็นรูปธรรมจับต้องไม่ได้ เพราะโหมนำเสนอหลายเรื่องมากเกินไปในสปอตโฆษณาทีวีสั้นๆ จนกลายเป็นการ "ยัดเยียดนโยบาย" ที่ไร้เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ว่ากำลังจะสื่อสารเพื่อสร้างความพอใจกับคนกลุ่มไหน ถ้าคุณอภิสิทธิ์ยังไม่สามารถปรับตัวสื่อสารกับคนอีสานได้เอง ก็ควรจะผลิต "ชุดนโยบายอีสาน" มานำเสนอเป็นการเฉพาะให้เป็นเรื่องเป็นราวผ่านภาษาถิ่นและใช้สื่อท้องถิ่นที่เข้าถึงคนอีสานจริงๆ แล้วพยายามสร้างภาพใหม่ของพรรคปชป. ด้วยการยอมออกปาก "ขอโทษ" ที่รัฐบาลปชป.ช่วงปี 2540-2543 ละเลยอีสานและยังมีพฤติกรรมดูถูกคนอีสานที่ไปร้องทุกข์ นอกจากนี้คุณอภิสิทธิ์และแกนนำควรจะทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตน หมั่นเดินเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่ในอีสานเพื่อขอโอกาสกลับตัวใหม่ เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน, หลวงพ่อ, ครูบาอาจารย์, ผู้นำชุมชน, ผู้นำธุรกิจอีสาน , ผู้นำอบต.ฯลฯ ที่สำคัญมากๆ และเร่งด่วนคือการลดบทบาท "ขุนพลอีสาน" อาจารย์ไกรศักดิ์ลง เพราะอาจารย์โต้งมีภาพต่อต้านอดีตนายกฯทักษิณแรงจัดสวนความรู้สึก "โหยหา" อดีตนายกฯทักษิณ อาจจะเกิดปรากฏการณ์ตีกลับแรงกว่าเดิมคือไม่เอาปชป.มากขึ้น

และที่สำคัญมากกว่าเรื่องใดๆ คือคนในพรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงคุณอภิสิทธิ์เช่นเดิม แม้กระทั่งสมาชิกรุ่นใหญ่ๆ ที่เดินเป็นเพื่อนตาม "นายหัวชวน" ไปทุกหนทุกแห่ง ยังบ่นให้ฟังด้วยความหนักใจว่าไม่รู้จริงๆ คุณอภิสิทธิ์กำลังวางแผนจะทำอะไรบ้างในการเลือกตั้งครั้งนี้ แค่การสื่อสารภายในพรรคเพื่อสร้างความเข้าใจ Mission (เจตจำนง) และ Vision (วิสัยทัศน์) สำหรับศึกเลือกตั้งใหญ่ข้างหน้ายังไม่มีใครกล้าพูดแทนหรือช่วยอธิบายได้ อย่าเพิ่งคิดว่าโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 อยู่ "ใกล้แค่เอื้อม" จริงๆ แล้วโอกาสของคุณอภิสิทธิ์ยัง "ไกลเกินเอื้อม" หากไม่รีบปรับกลยุทธ์การรวมพลังในพรรค, เปิดกว้างเสริมทีมงานใหม่และสื่อสารภายนอกในภาษารากหญ้าที่เป็นฐานคะแนนชี้ขาด อารมณ์ความรู้สึกคนทั่วไปอยากให้โอกาสคุณอภิสิทธิ์ที่ "เชื่อใจ" ไว้วางใจได้ว่าเป็นคนดีไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือทุจริต แต่ยังไม่ "เชื่อมั่น" ว่าจะไปไหวหรือเปล่า
|