พิมพ์หน้านี้
|
"กฎเหล็ก" ระเบียบและประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฉบับวันที่ 24 ตุลาคมว่าด้วยการหาเสียงที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ประสานเสียงอย่างอึงคะนึงจากสื่อมวลชน พรรคการเมือง (ทั้งฝ่ายค้านเดิมกับพรรคพลังประชาชน) ภาควิชาการและภาคประชาชน ฯลฯ กำลังทำลายบรรยากาศการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ในระบอบประชาธิปไตยลงโดยสิ้นเชิง เพราะรัฐโดย กกต.ได้กระทำการในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการส่งเสริมการเลือกตั้งให้มีลักษณะเปิดกว้าง เพื่อให้เกิดบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยให้มากที่สุด เปิดโอกาสให้ "ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง" ได้ใช้สติปัญญาและวิจารณญาณตัดสินใจเลือกอนาคตของประเทศ แต่ กกต. กลับออก "กฎเหล็ก" สารพัดข้อห้ามออกมาจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของผู้ลงสมัคร พรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยการอ้างคำเดียว "ความเท่าเทียม" ตามกฎหมายเลือกตั้ง เมื่อการเลือกตั้งไม่อยู่ในบรรยากาศตามระบอบประชาธิปไตยในแบบสากลประเทศแล้ว อย่าไปตั้งความหวังว่าจะเห็นความสุจริตและเที่ยงธรรมเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้เลย ประชาคมโลกคงกำลังงุนงงกับบรรยากาศการเลือกตั้งของไทยที่เต็มไปด้วย "ข้อจำกัด" ทำได้เฉพาะ "กกต.จัดให้" บรรยากาศการเลือกตั้งของไทยในครั้งนี้ กำลังจะแทบไม่แตกต่างจากการเลือกตั้งในรัฐเผด็จการทหารขนานแท้และดั้งเดิมอย่าง ปากีสถานและพม่า แม้กระทั่งการเลือกตั้งในประเทศกัมพูชาที่มีระดับการพัฒนาประเทศต่ำกว่าไทย เพราะ กกต. 5 คนกำลังท่องคาถา "ความเท่าเทียม" ด้วยเจตนาดีแบบใสซื่อบริสุทธิ์ แต่วนอยู่ใน "หัวสี่เหลี่ยม" ของตัวเอง โดยไม่ได้คำนึงหรือไม่รับรู้ถึงโลกความเป็นจริงในวัฒนธรรมทางการเมืองของพลเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยที่มีพัฒนาการมาถึง 75 ปีแล้ว แม้แต่ รัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เกิดในยุคหลังรัฐประหาร ยังกำหนดในมาตรา 45 ที่มีเจตนารมณ์ส่งเสริมการแสดงออกความคิดเห็นอย่างเสรีในการพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณาและการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น โดยรัฐไม่สามารถกระทำการใดในการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของพลเมืองที่กระทำไปโดยสุจริต ยกเว้นกรณีความมั่นคง สิทธิส่วนบุคคลและศีลธรรมอันดี รูปแบบการ "หาเสียง" เลือกตั้งที่เคยใช้กันมาจนกลายเป็นวัฒนธรรมการหาเสียง เช่น การปราศรัยย่อย การติดป้ายหาเสียง การรับเชิญไปออกรายการโทรทัศน์ ฯลฯ ได้กลายเป็นสิ่งชั่วร้ายและทำลายความมั่นคงของชาติในสายตาของ กกต. ไปแล้ว จึงต้องออก "กฎเหล็ก" ออกมาเช่นนี้ ซึ่งพยากรณ์ได้เลยว่าจะเกิดผลตรงกันข้ามกับเป้าหมายการจัดการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เพราะจะยิ่งทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบขนานใหญ่ ระหว่างพรรคการเมืองเก่ากับพรรคการเมืองใหม่ที่ได้รับการจัดสรรพื้นที่ "เท่ากัน" อย่างจำกัดมากๆ ในการแสดงนโยบาย และไม่สามารถให้ข้อมูลมากเพียงพอแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนกว่า 40 ล้านคน พรรคการเมืองเก่าอย่างน้อย 3 พรรคคือพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคพลังประชาชน(ถือว่าเป็นพรรคเก่าเพราะแค่ใช้ชื่อใหม่จากพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบ) จะได้เปรียบในการใช้ระบบ "หัวคะแนน" จัดตั้งมายาวนานเคลื่อนไหวแบบใต้ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด พรรคพลังประชาชนที่มีเครือข่ายหัวคะแนนแน่นหนามั่นคงจากพรรคไทยรักไทยเดิม จะกวาดคะแนนเสียงไปเกินกึ่งหนึ่งหรือไม่น้อยกว่า 240 คน อย่างแน่นอน แม้พรรคประชาธิปัตย์จะได้ ส.ส. เพิ่มสูงขึ้นไปถึง 180 คนก็จะต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน เพราะการหาเสียงในรูปแบบปกติธรรมดาจะทำไม่ได้ เช่น เปิดเวทีปราศรัยย่อยๆ ในชุมชน การใช้รถยนต์ปราศรัยเคลื่อนที่ การติดโปสเตอร์ในพื้นที่ชุมชน การออกรายการในสื่อโทรทัศน์และวิทยุ ฯลฯ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการหาเสียงของพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่ยังไม่มีเครือข่ายหัวคะแนนจัดตั้งในพื้นที่แน่นหนา จะเสียเปรียบอย่างมากเมื่อเกิด "ข้อห้าม" มากมายจากกฎเหล็ก ในขณะที่พรรคใหญ่และเก่าแก่จะใช้ระบบหัวคะแนนลงใต้ดินที่ไม่สามารถจับทางได้ว่าแต่ละพรรคใช้กลอุบายและใช้เงินหาเสียงกันอย่างไร แล้วความสุจริตและเที่ยงธรรมในการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้อย่างไร? ตราบใดที่ประชาชนถูกลดทอนโอกาสการรับรู้ข่าวสารใหม่ๆ จากพรรคการเมืองใหม่ผ่านสื่อกลางเก่ากลางใหม่อย่างโทรทัศน์และวิทยุ ที่ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพในการสื่อสารมากที่สุดในการเข้าถึงครัวเรือนคนไทยที่มีอยู่ประมาณ 20 ล้านครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อโทรทัศน์ฟรีทีวี 6 ช่องที่สามารถเข้าถึงเกินกว่า 95% ของครัวเรือนไทย แม้ว่า กกต. จะแย้งว่า กกต. ได้จัดให้ "อย่างเท่าเทียม" คือกำหนดเวลาออกอากาศในสื่อโทรทัศน์และวิทยุเท่ากันวันละ 3 สปอตโทรทัศน์และแถลงนโยบาย 10 นาทีต่อวัน แต่เวลาเหล่านี้น่าจะเป็นเพียง "จำนวนเวลาขั้นต่ำ" ที่รัฐหรือ กกต.จัดให้ หาใช่ "เพดานจำนวนเวลาสูงสุด" ที่ควรจะเป็นในการเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องระดมการใช้สื่อทุกแขนงทั้งรัฐและเอกชนสร้างบรรยากาศการแสดงวิสัยทัศน์และการซักถามจากกลุ่มอาชีพต่างๆ ให้คึกคักมากที่สุด เพื่อกระตุ้นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิในวันเลือกตั้งในสัดส่วนสูงสุดที่จะเป็นความชอบธรรมในการเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้บริหารประเทศ ที่สำคัญเมื่อนักการเมืองไม่กล้า "รับเชิญ" มาออกรายการโทรทัศน์หรือวิทยุ ด้วยความกลัวกฎเหล็กข้อห้ามในหมวด 3 ห้ามมิให้ปฏิบัติในการเลือกตั้ง ข้อ 7 (3) แม้ กกต.จะอ้างประกาศข้อ 20 ให้เชิญทุกพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียมที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสื่อโทรทัศน์และวิทยุที่มีเวลาแต่ละรายการจำกัด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะหมดสิทธิในการ "ตั้งคำถาม" โดยตรงกับตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ผ่านรายการโทรทัศน์และวิทยุว่านโยบายที่นำเสนอมาจะปฏิบัติได้จริงหรือไม่ สปอตโฆษณากับเทปแถลงนโยบายพรรคละ 10 นาทีที่ กกต. ช่วยจัดเวลาให้ออกอากาศทางโทรทัศน์และวิทยุเป็น "การสื่อสารทางเดียว" (One Way Communication) ที่โบราณคร่ำครึมากๆ "กฎเหล็ก 24 ตุลา" น่าจะเป็นการสะท้อน "ปูมหลัง" วิธีคิดของ กกต. 5 คน ที่มาจากผู้พิพากษา 4 คนและอัยการ 1 คน ที่วนเวียนแต่ในห้องพิจารณาคดี อาจจะไม่เคยเรียนรู้หรือสัมผัสโลกความเป็นจริงของวัฒนธรรมการหาเสียงเลือกตั้งของไทย และในโลกของประเทศชั้นนำในระบอบประชาธิปไตย "รัฐประชาธิปไตย" พึงมีหน้าที่ในการส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันกันในการเลือกตั้งด้วย "ความเท่าเทียม" ซึ่งไม่ได้หมายถึงทุกอย่างจะต้อง "เท่ากัน" สถานเดียว แต่ควรจะหมายถึง "การกำหนดกติกาเพื่อให้เกิดการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม" โดย กกต. ควรจะทำหน้าที่ในการกำกับดูแลเพื่อไม่ให้เกิดการลำเอียง หรืออคติจากการหาเสียงหรือการใช้สื่อสารมวลชนในแขนงต่างๆ ซึ่งสามารถลงโทษเมื่อสื่อล้ำเส้นผิดกติกาในการให้ความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียม กกต. ควรจะไปใช้เวลาหรือหากลไกมากำกับดูแลผู้สมัครและพรรคการเมืองให้ใช้จ่ายเงินไม่เกินข้อกำหนดของกฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบ-เสียเปรียบ และทุ่มกำลังหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการซื้อสิทธิ-ขายเสียง-ขายวิญญาณหรือกลั่นแกล้งทางการเมืองเพื่อทำลายคู่แข่งขัน กกต.ไม่ควรจะใช้อำนาจเกินขอบเขตเกินหน้าที่ ด้วยการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการแสดงความเห็นของประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 45 ด้วยทัศนคติคับแคบอย่างมากมองเห็นแต่ตัวเองว่าเป็นผู้มีสติปัญญาสูงส่งและสามารถธำรงความยุติธรรมได้มากกว่าพลเมืองไทยทุกคน โดยเฉพาะผู้คนในวิชาชีพสื่อมวลชนแขนงโทรทัศน์และวิทยุได้กลายเป็น "คนเลว-คนหิวเงิน" จ้องแต่จะ "ขายตัว-ขายวิญญาณ" ให้พรรคการเมืองเศรษฐีเอาเงินฟาดซื้อเวลาออกรายการเอาเปรียบพรรคเล็กๆ จึงจำเป็นต้องออกกฎเหล็กจำกัดทุกอย่างให้ "เท่าเทียม" คือ "เท่ากัน" ไว้ก่อน โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนในแขนงนี้ได้ใช้ความรู้ความสามารถและวิจารณญาณด้วยตัวเองในการทำงานอย่างสุจริตตามวิชาชีพ ยอมรับได้ถ้าหากเป็นสิ่งที่ "รัฐหรือ กกต. จัดหาให้" พอจะอนุโลมนำหลัก "เท่าเทียม" คือ "เท่ากัน" มาใช้ได้ แต่ไม่ควรออก "ข้อห้าม" ในระเบียบปฏิบัติที่มีพื้นฐานมองโลกแง่ร้ายสุดๆ กับนักการเมืองมา ตราหน้าสื่อมวลชน พรรคการเมือง ผู้สมัคร ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 40 ล้านคน และสื่อมวลชนได้กลายเป็นพวกคนเลวชั่วช้าสามานย์ จ้องแต่จะซื้อเสียง-ขายเสียง-ขายวิญญาณ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องออกกฎเหล็กมาคุมพวกชั่วๆ เหล่านี้เพื่อให้เกิดความ "เท่าเทียม" คือ "เท่ากัน" ทุกเรื่อง การกำหนดข้อห้ามที่ฝืนวิถีชีวิตในสังคมไทย จนนักการเมืองไม่กล้าไปร่วมงานที่เป็นการแสดงออกตามธรรมเนียมไทยโบราณ เช่น วันเกิด วันบวช งานโกนจุก งานบุญ แม้กระทั่งงานศพ (ระเบียบ กกต. ในหมวด 3 ข้อ 6 วงเล็บ 1) การห้ามติดป้ายโฆษณาใน "ที่เอกชน" หน้าบ้านหรือในบ้านตัวเองก็ทำไม่ได้ (กฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 60 ตีความโดย กกต.) เพราะรัฐไม่ได้จัดให้ การห้ามจัดประชุมหรือเสวนาของสมาคมวิชาชีพต่างๆ เพื่อเชิญพรรคการเมืองมาแสดงวิสัยทัศน์เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ (ระเบียบ กกต. ในหมวด 3 ข้อ 6 วงเล็บ 3) ฯลฯ กกต. พร่ำบอกแต่ว่าการออกประกาศและระเบียบการหาเสียงฉบับวันที่ 24 ตุลาคมได้ยึดตามกฎหมายเลือกตั้งที่เป็นกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญ 2550 ว่าด้วยการเลือกตั้งในมาตรา 59 และ 60 โดยยึดหลัก "เท่าเทียมคือเท่ากัน" แต่ กกต. กำลังใช้อำนาจอยู่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ไปแล้ว |
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||