พิมพ์หน้านี้
|
ลองไปค้นสุภาษิตและคำพังเพยของไทยว่าด้วย "หมาๆ" มาฝากให้อ่านเล่นๆ ในวันอาทิตย์นี้ ซึ่งเป็น "สัตว์" ที่ถูกนำมาเปรียบเปรยในทางที่ไม่ดีเป็นส่วนใหญ่ ในบรรดาสุภาษิตและสำนวนไทยที่มักเปรียบเปรยกับ "สัตว์" ชนิดต่างๆ ที่อยู่ในวิถีชีวิตคนไทยในชนบท เช่น กบ กา กระต่าย ไก่ ช้าง นก ปลา ฯลฯ เพื่อให้ผู้อ่าน "ทำใจ" อย่าไปถือสาหาความ หรือตั้งความหวังในการหาแก่นสารสาระใดๆ กับนักการเมืองไทยประเภท "แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน" ที่เสพติดการทะเลาะกับสื่อมวลชนและ "คนจนๆ" มาช้านานแล้ว นับตั้งแต่ก้าวแรกของนายคนนี้ที่เข้ามาสู่เวทีการเมืองไทยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ลองคิดดูว่าเมื่อประมาณ 30-31 ปีที่แล้ว ทำไมนักการเมืองที่อายุอานามในสมัยนั้นเพียงแค่ 40 ต้นๆ เพิ่งเข้ามาเล่นการเมืองได้ไม่กี่ปี กลับสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดเป็นเสนาบดีกระทรวงคลองหลอดในรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียรในปี 2519 หลังเหตุการณ์นองเลือดสังหารหมู่นักศึกษาประชาชนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และกลางท้องสนามหลวง ในรุ่งอรุณเลือดวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แล้วค่ำวันนั้น ทหารได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลเลือกตั้งที่มี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี นักการเมืองนายนี้ลุแก่อำนาจมากๆ หลังจากคณะปฏิวัติสั่งปิดหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ออกมาด่ากราดนักหนังสือพิมพ์ว่าเลวทรามต่ำช้าทำให้บ้านเมืองฉิบหาย แล้วแสดงอำนาจบาตรใหญ่บังคับให้เจ้าของหนังสือพิมพ์ไปจัดการกับนักข่าวนักหนังสือพิมพ์หัวแข็งในแต่ละฉบับเสียก่อน จึงจะออกใบอนุญาตเปิดหนังสือพิมพ์ต่อไปได้ แล้ว "อวดเก่ง" ผลาญเงินงบประมาณออกหนังสือพิมพ์รายวัน "เจ้าพระยา" เพื่อโอ้อวดให้เจ้าของหนังสือพิมพ์เอาเยี่ยงอย่าง ในการผลิตหนังสือพิมพ์เชิงสร้างสรรค์ ที่ลงข่าวและคอลัมน์แต่เรื่องดีๆ ของรัฐบาลในสมัยนั้น เรื่องเน่าๆ ของรัฐบาลห้ามนำเสนอโดยเด็ดขาด ผลสุดท้ายชาวบ้านไม่มีใครซื้ออ่าน เพราะไม่เชื่อถือในข่าวและบทความ หนังสือพิมพ์ "เจ้าพระยา" เหลือเต็มแผงขนกลับโรงพิมพ์ทุกวัน ผู้อ่านคนไหนที่สะสมหนังสือหายากเล่มหนึ่ง ในยุคนั้นชื่อว่า "ไอ้ซ่าส์จอมเนรคุณ" อยากให้หยิบมาอ่านอีกรอบจะได้เข้าใจถ่องแท้ถึงธาตุแท้ของนักการเมืองนายนี้ รวมทั้งหากใครยังมีวิดีโอภาพยนตร์ "ไอ้ซ่าส์จอมเนรคุณ" น่าจะนำออกมาเผยแพร่ผ่านสื่อสมัยใหม่เพื่อเป็นวิทยาทานกับสังคมไทยในยุคนี้ ซึ่งคนรุ่นหลังอายุต่ำกว่า 30 ปี ยังไม่เคยรับรู้พฤติกรรมของ "ไอ้ซ่าส์จอมเนรคุณ" คนนี้ว่าเคยเป็นอย่างไรที่แทบไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเลยจริงๆ และที่สำคัญหนังสือเล่มนี้เขียนโดย "วีระ มุสิกพงษ์" ที่ควักทุนสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วย น่าสงสาร "วีระ มุสิกพงษ์" ที่เป็นแกนนำ นปก.คนสำคัญที่ทุนนิยมสามานย์ทำให้กลับตาลปัตรกลายมาเป็น "พันธมิตร" ร่วมชายคาเดียวกันกับ "ไอ้ซ่าส์จอมเนรคุณ" เมื่อคราวนั่งเป็น "เจ้าเมืองใหญ่" ใช้วิธีคุยโม้โอ้อวดสารพัดจะเก่งแสนรู้ไปทุกเรื่อง ออดอ้อนบอกว่า "เลือกผมมาใช้งาน" แล้วใช้ยุทธวิธีชวนทะเลาะกับสื่อมวลชนทุกแขนง กล่าวหาว่าสื่อรุมรังแก "หมาหมู่" ด้วยการไม่ยอมไปออกเวทีประชัยวิสัยทัศน์ใดๆ กับผู้สมัครคนอื่นๆ เช่นเดียวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่กลับชนะใจคนกรุงเทพฯ กว่าล้านคนเทคะแนนเสียงใหญ่ หลงเชื่อคำโอ้อวด ลองกลับไปสุ่มถามคนกรุงเทพฯ ที่เคยเลือกคงได้คำตอบด้วยความผิดหวัง ทะเลาะกับสื่อถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของนักการเมืองนายนี้ที่ไม่เคยเปลี่ยน เช่นเดียวกับการทะเลาะกับชาวบ้านคนจนๆ ถือเป็นนิสัยสันดานไม่เคยเปลี่ยนเช่นกัน ด่ากราดกรรมกรที่ชุมนุมเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำอย่างสันติในช่วงปี 2519 ว่าเป็นพวกกุ๊ยแก๊งข้างถนน รับจ้างใครมาทำลายรัฐบาล วิธีคิดเช่นนี้ผ่านมา 30 ปีไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ เมื่อครั้งเป็น "เจ้าเมืองใหญ่" เมื่อต้นปี 2546 ลุแก่อำนาจพาตำรวจเทศกิจมาไล่รื้อเต็นท์การชุมนุมของชาวบ้านเขื่อนปากมูลหน้าทำเนียบรัฐบาลในสมัย "นายใหญ่" นั่งอยู่ในทำเนียบ ชี้หน้าด่ากราดผู้นำชาวบ้านปากมูลที่อุตส่าห์ก้มกราบ วิงวอนขอร้องอย่าใช้ความรุนแรงว่า "หน้าหมาที่ไหนสั่งสอนพวกนี้" "ไม่รู้ไอ้พวกหน้าหมาใครสอนมา" วิธีคิดที่มักคิดไปเองว่าจะต้องมีใครอยู่เบื้องหลังสั่งมา ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ ไม่ต่างจากการย้อนถามนักข่าวว่าใครใช้ให้มาถามเพื่อทำลายพรรค จึงขอรวบรวมสุภาษิตสำนวนไทยที่มักเกี่ยวกับ "สัตว์" โดยเฉพาะ "หมา" ที่ถูกนำไปเปรียบเทียบมากที่สุด เพราะเห็นว่าพอจะกล้อมแกล้มนำมาอธิบายการเมืองสามานย์ในพ.ศ. 2550 ยุคนักการเมืองย้อนถามสื่อว่า "เมื่อคืนคุณร่วมเมถุนมาหรือเปล่า" เพื่อเบี่ยงเบนคำถามแทงใจดำ เริ่มจาก "ไม่มีมูลฝอย หมาไม่ขี้" ความหมายคือไม่มีอะไรเป็นเค้ามูลอยู่ก็ไม่มีเรื่องเกิดขึ้น นักข่าว (หมาๆ) คงไม่ไปถามนักการเมืองนายคนนี้หรือใครก็ตามในพรรคการเมืองของนายคนนี้ หากอดีต ส.ส.ของพรรคการเมืองนายคนนี้ไม่ (ขี้) ออกมาให้ข่าวความขัดแย้ง ในการคัดเลือกผู้สมัครกรุงเทพฯ ในระบบสัดส่วนที่มีพวก นปก. "นรกป่วนกรุง" โผล่เข้ามาถึง 2 คน แล้วมิหนำซ้ำยังได้อันดับดีๆ เบียดคนดีๆ หลายคนหล่นอันดับไป จึงทำให้คิดถึงสุภาษิตหมาๆ อีกสำนวนคือ "สัญชาติหมา อดขี้ไม่ได้" ที่มีความหมายว่าคนชั้นต่ำมักจะประพฤติตนที่แสดงให้เห็นว่าเป็นคนชั้นต่ำ ไม่ว่าคุณจะเพียรพยายามขัดเกลาเขาให้ดีขึ้นเพียงใดก็ตาม เขาก็ไม่มีวันที่จะทำตัวให้เรียบร้อยขึ้นเปรียบได้กับ "สัญชาติหมา อดขี้ไม่ได้" หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว จะเห็นว่าพฤติกรรมของนักการเมืองหลายคนในยุคนี้แทบจะไม่เปลี่ยนเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เคยชี้หน้าด่าการชุมนุมของกรรมกร เพื่อเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำว่าเป็นพวกกุ๊ยแก๊งข้างถนน รวมทั้งเมื่อไม่กี่ปีช่วงที่เป็น "เจ้าเมืองใหญ่" ยังอุตส่าห์ลงจากรถด่ากราดขับไล่ "คนจนเขื่อนปากมูล" ที่มาชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ออกจะเห็นใจนักการเมืองนายนี้ที่รับจ้างมาทำงานเป็น หัวหน้าพรรคนอมินี "หนังหน้าไฟ" บนความขัดแย้งในพรรค จนอยู่ในภาวะ "สุนัขจนตรอก" ความหมายคือ จวนตัว ไม่มีทางหลบเลี่ยงหรือหนีได้ จึงฮึดสู้ไม่ถอย สัญชาตญาณของหมาจนตรอกไม่ใช่พฤติกรรมน่ารังเกียจ เพราะเป็นการกระทำเพื่อเอาตัวรอด พฤติกรรมของนักการเมืองนายนี้ที่แสดงออกเยี่ยงนี้ จึงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้อย่าไปถือโทษโกรธเขาเลย ถือเป็นสัญชาตญาณปกติของสัตว์โลกอันพึงมี เมื่อหมดหนทางหลบเลี่ยงได้กับคำถามแทงใจดำก็ย่อมฮึดสู้กัดตอบบ้างเพื่อหาทางเอาตัวรอดให้ได้ แต่สำหรับนักข่าวแล้ว สุภาษิตที่ว่า "หมากัด อย่ากัดตอบ" ความหมายคือถ้าคนพาลมาด่าหรือทำร้าย ก็ไม่ควรโต้ตอบกลับ นักข่าวในวันนั้นจาก 3 สำนัก 3 คน ที่มีอายุรวมกันเท่ากับนักการเมืองนายนี้ ถือว่าทำถูกต้องตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อมวลชนแล้ว ที่ยืนยันสิทธิด้วยความสุภาพไม่ก้าวร้าว พวกเขาทำหน้าที่แทนประชาชน ด้วยการตั้งคำถามสงสัยความเป็นไปภายในพรรคการเมืองที่อาสามารับใช้ประชาชน เพื่อช่วยทำให้ประชาชนรู้เท่าทันพรรคการเมืองพรรคนี้ที่กำลัง "ย้อมแมว" พวก "หมาหัวเน่า-หมาหางด้วน" มาให้ประชาชนเลือก โดยนักข่าวทั้ง 3 คน ไม่ได้แสดงอาการไปต่อปากต่อคำตอบโต้กับการถามกลับด้วยเรื่องไร้สาระ หรือเรื่องส่วนตัวของนักการเมืองนายนี้ อาทิเช่น "เมื่อคืนคุณคงไม่ได้เสพเมถุนกับภรรยามา จึงหัวเสียไม่ยอมตอบคำถามสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจในการเลือกตั้งของประชาชน" นักข่าวในภาคสนามข่าวการเมืองที่มีโอกาสพบปะ "นักการเมืองนายนี้" ไปอีกนาน 30-40 วันกว่าจะมีเลือกตั้ง จึงไม่ควรยึดสุภาษิต "หุงข้าวประชดหมา" ที่มีความหมายว่าทำประชดหรือแดกดัน ซึ่งรังแต่จะเสียประโยชน์และเข้าทางนักการเมืองนายนี้ อย่าใช้วิธี "บอยคอต" รวมหัวกันไม่ทำข่าวนักการเมืองนายนี้พรรคการเมืองพรรคนี้เป็นอันขาด วิธีการนี้จะยิ่งทำให้นักการเมืองนายนี้ หยิ่งผยองหนักยิ่งขึ้นแบบเดียวกับเมื่อคราวเลือกตั้งเจ้าเมืองกรุงเทพฯ จนสำคัญตัวเองผิดไปว่าสื่อมวลชนตั้งป้อมสู้ด้วยการบอยคอต แล้วโพนทะนาว่าสื่อรุมรังแกแบบ "หมาหมู่" เพื่อเรียกร้องคะแนนสงสารจากคนไทยที่มักชอบ "มวยรอง" จงอย่า "หุงข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว" จงอย่าลดละในการทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง และยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพเช่นเดิม เพราะพรรคการเมืองควรเป็นสถาบันการเมืองที่โปร่งใสตรวจสอบได้ สาธารณชนควรรับรู้ข่าวสารและความเป็นไปในพรรคการเมืองที่เสนอตัวเข้ามาให้ประชาชนเลือกในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ ยิ่งสื่อมวลชนทำหน้าที่อย่างเข้มข้นมากเท่าไร จะช่วยทำให้ประชาชน "ตาสว่าง" มากขึ้นกับธาตุแท้และสันดานของนักการเมืองนายนี้ และพรรคการเมืองพรรคนี้ว่าแท้จริงแล้ว พวกเขาไม่ได้ตั้งพรรคการเมืองเพื่อจะเข้ามารับใช้ประชาชนด้วยความเสียสละอย่างที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่เป้าหมายใหญ่คือทุ่มเทสรรพกำลังเงินและสรรพกำลังคนเพื่อทำทุกวิถีทาง หวังเอาชนะเลือกตั้งครั้งนี้เข้ามามีอำนาจทางการเมืองอีกครั้ง เพื่อทำให้ "นายใหญ่และนายหญิง" พ้นผิดจากทุกข้อกล่าวหาและทุกคดี โดยไม่เคารพในกระบวนการยุติธรรม และศาลได้ทำหน้าที่ไปตามครรลองปกติเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวหาในแต่ละคดีความ นิสัยสันดาน "นักการเมืองไทย" บางพวกยังสามารถอธิบายได้ด้วยสุภาษิตไทยว่าด้วย "หมา" อยู่อีกหลายสำนวน เช่น หมาเห่าใบตองแห้ง, หมาขี้ไม่มีใครยกหาง ที่มีความหมายคล้ายๆ กันคือ เก่งแต่พูด ชอบพูดเอะอะโวยวาย โอ้อวดตัวเองว่าฉลาดกว่าทุกคน ฯลฯ ประเทศของเรา "เรา" กำหนด วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม รวมพลังออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งให้มากที่สุด เพื่อขับไล่พวกหมาหางด้วน, หมาหัวเน่า, หมาเห่าใบตองแห้ง, หมาหลง, หมาลอบกัด ฯลฯ ให้พ้นจากเวทีการเมืองไทยเสียที อย่าปล่อยให้พวกนี้มามีอำนาจเหนือ "พวกเรา" |
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |