วันอาทิตย์ ที่ 2 ธันวาคม 2550
อวสานต้นตำรับ"ลับ-ลวง-พราง" : "ถอย"เพื่อ"รุก"จะสง่างามกว่า
Posted by
อดิศักดิ์
,
ผู้อ่าน : 1224
, 16:27:05 น.
พิมพ์หน้านี้
|
ขออนุญาตยังไม่เขียนวิเคราะห์ยุทธการ "ลับ-(หลอก)ลวง-(อำ)พราง" ของเหล่าบรรดาพรรคการเมืองหลักๆ ที่เหลืออีก 2-3 พรรค ที่กำลังโรมรันพันตูอยู่ในสมรภูมิเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากต้นตำรับ "ลับ-ลวง-พราง" พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ กำลังติด "กับดัก" ตัวเอง จนแทบจะเอาตัวไม่รอดแล้ว ในกรณีเอกสารลับคมช.ที่คณะอนุกรรมการสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ได้สอบสวนสรุปออกมาว่า เอกสารลับของคมช.ที่ได้จากคุณสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชาชนเป็นของเก๊หรือเปล่า แต่คณะอนุกรรมการสอบสวนกลับเลี่ยงไปให้ศาลพิสูจน์หลักฐานว่าจริงหรือเท็จ แล้วชี้ชัดๆ ว่าเนื้อหาในเอกสารลับแสดงให้เห็นว่า คมช.วางตัวไม่เป็นกลางในการเลือกตั้ง และกระทำความผิดในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติเลือกตั้ง มาตรา 57 ที่ถือเป็นความผิดทางอาญา ย้อนกลับไปในเช้าวันที่ 20 กันยายน 2550 หลังการรัฐประหารหนึ่งคืน ประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่พากันออกมายังท้องถนน นำดอกไม้และอาหารมามอบให้กองทหารที่ประจำการอยู่ในบริเวณสถานที่สำคัญๆ ในขณะที่สำนักวิจัยโพลล์ของสถาบันการศึกษา ได้ออกสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการรัฐประหารครั้งนี้ ที่นำโดยพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก พบว่าประชาชนในเขตเมืองกว่า 80% สนับสนุนการรัฐประหารครั้งนี้ เพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองและทางสังคม กล่าวได้ว่า ยุทธการ "ลับ-ลวง-พราง" และคติประจำตัว "ชนะโดยไม่ต้องรบ ถ้ารบต้องชนะ" ได้เกิดขึ้นในช่วงก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 มาเป็นระยะๆ จนทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ในอาการชะล่าใจในการยึดกุมกำลังของพ้องเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 ในกองทัพ และคงจะเดาทางไม่ออก ว่า พล.อ.สนธิคิดอะไรอยู่ในใจที่ดูจากภายนอกเซื่องๆ คงจะไม่กล้านำกำลังทหารออกมารัฐประหาร แม้กระทั่งบทสนทนาบนโต๊ะอาหารครั้งหนึ่งของอดีตนายกฯ ทักษิณกับเหล่าผู้บัญชาการทหาร 3 เหล่าทัพ อดีตนายกฯ ทักษิณพูดทีเล่นทีจริงกับพล.อ.สนธิว่า "ถ้าจะปลดท่านออกจากตำแหน่งผบ.ทบ.ท่านจะว่าอย่างไร?" พล.อ.สนธิเล่นมุกยิ้มน้อยๆ ตอบกลับแบบทีเล่นทีจริงเช่นเดียวกัน เข้าตำรา "ลับ-ลวง-พราง" ว่า "ผมจะปฏิวัติท่าน" พล.อ.สนธิได้ใช้ยุทธการ "ลับ-ลวง-พราง" อย่างพร่ำเพรื่อในช่วงหลังการรัฐประหาร จนคนรอบข้างและชาวบ้านจับทางไม่ถูก ว่า พล.อ.สนธิจะนำพาประเทศในฐานะหัวหน้าคณะรัฐประหารไปในทิศทางไหน มิหนำซ้ำยังทำให้ภาพลักษณ์ของพล.อ.สนธิตกต่ำลงเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวในช่วงที่ยังมีอำนาจล้นฟ้า ทั้งผู้บัญชาการทหารบกและประธานคมช. เพราะคนรอบข้าง "เยินยอ" ว่า ท่านเก่งกาจ ฉลาดล้ำลึกกว่าใครๆ ในประเทศนี้ ที่ไม่ได้แตกต่างจากสภาพหลงอำนาจของอดีตนายกฯ ทักษิณ ก่อนจะพังอย่างไม่เป็นท่า ยุทธการ "ลับ-ลวง-พราง" ครั้งที่ 1 ลวงชื่อนายกรัฐมนตรีหลังรัฐประหาร : เริ่มจากชื่อ "ว่าที่นายกรัฐมนตรี" ได้ถูกปล่อยออกมาคนแล้วคนเล่าในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังรัฐประหาร แต่สุดท้าย ออกมาที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ที่เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของพล.อ.สนธิ ซึ่งพล.อ.สนธิเฉลยในเวลาต่อมา ว่า ไม่เคยคิดถึงชื่อคนอื่นเลย และข่าวที่ออกมาไม่รู้มาจากไหน เวลาผ่านมา 4-5 เดือน ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2550 เริ่ม ยุทธการ "ลับ-ลวง-พราง" ครั้งที่ 2 อยากจะเป็นนายกรัฐมนตรี เสียเอง ด้วยคำเยินยอเป่าหูจากเหล่า "พันธมิตร" ทั้งหวังดีประสงค์ร้ายที่ลงความเห็นพ้องกัน ว่า พล.อ.สุรยุทธ์ไม่มีความสามารถในการบริหารประเทศ และท่าที "คุยกับโจรเพื่อให้กลับใจ อาจจะทำให้เกิดอันตรายกับคมช.ได้ในอนาคต" คนรอบข้างเป่าหูว่า พล.อ.สนธิถึงพร้อมในทุกด้านแล้ว สำหรับการเป็นนายกรัฐมนตรีแทนพล.อ.สุรยุทธ์ เพื่อกวาดล้าง "อำนาจเก่า" ให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดิน จนกระทั่ง เร่งเร้ากดดันให้พล.อ.สุรยุทธ์ประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อจะได้มีอำนาจในการปราบปรามกลุ่มต่อต้านรัฐประหาร ที่เป็นนักการเมืองจากพรรคไทยรักไทย "ลับ-ลวง-พราง" อาจจะใช้ได้ผลกับคนอื่นๆ ที่ไม่เคยอยู่ในหน่วยรบพิเศษ แต่สำหรับพล.อ.สุรยุทธ์ที่เคยเป็นนายเก่าของพล.อ.สนธิ คงจะรู้จักพล.อ.สนธิเป็นอย่างดีว่า มีความสามารถแค่ไหน และภยันตรายจะเกิดขึ้นอย่างไรกับประเทศ 
พล.อ.สุรยุทธ์กล้าหักพล.อ.สนธิไม่ยอมประกาศภาวะฉุกเฉิน มิหนำซ้ำยังประกาศว่า จะมีการเลือกตั้งในช่วงปลายปีนี้ พล.อ.สุรยุทธ์ย้อนศรซ้ำอีก ด้วยยุทธการ "ลับ-ลวง-พราง" ขอเข้าโรงพยาบาลเช็คร่างกายครั้งใหญ่อย่างกะทันหัน ทำที "ลับ-ลวง" ดูเหมือนจะถอดใจด้วยเรื่องสุขภาพ แต่เมื่อได้รับกำลังใจจาก "ดอกไม้" ช่อใหญ่ของบุคคลที่เทิดทูนมาตลอดชีวิต ทำให้พล.อ.สุรยุทธ์ออกจากโรงพยาบาล ด้วยคำรับรองจากแพทย์ว่า ร่างกายยังแข็งแรงเต็มที่ พร้อมทำงานหนัก และประกาศหนักแน่นไม่ลาออก แต่จะอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพื่อเดินหน้าประเทศไปสู่การเลือกตั้ง ยุทธการ "ลับ-ลวง-พราง" ครั้งที่ 2 เพื่อหวังก้าวไปสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนพล.อ.สุรยุทธ์ล้มไม่เป็นท่า ทั้งๆ ที่ในห้วงเวลาที่พล.อ.สุรยุทธ์นอนพักเช็คร่างกายอยู่ในโรงพยาบาล พันธมิตรสายฮาร์ดคอร์ได้เริ่มฟอร์มรัฐบาล "เงา" กันแล้ว และยังวางตัวให้พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ก้าวไปเป็นผู้บัญชาการทหารบกแทนพล.อ.สนธิที่จะไปเป็นนายกรัฐมนตรี ยุทธการ "ลับ-ลวง-พราง" ครั้งที่ 3 สลายขั้วพรรคไทยรักไทย-สร้างพรรคใหม่ "รักชาติ" พล.อ.สนธิและเพื่อนพ้องมีความเชื่อว่าด้วยอำนาจในมือ จะทำให้นักการเมืองศิโรราบ การส่งสัญญาณแรงๆ ทำให้เกิดภาวะผึ้งแตกรังของพรรคไทยรักไทยในช่วงก่อนการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยคำมั่นสัญญาว่าคนที่ออกจากพรรคไทยรักไทยก่อนการวินิจฉัยยุบพรรคของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะรอดพ้นจากการตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี แต่คำตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ยุบพรรคไทยรักไทย แล้วตัดสิทธิทางการเมืองคณะกรรมการบริหาร 111 คน เป็นเวลา 5 ปี ทำให้คำสัญญาว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะเล่นงานเฉพาะคนเท่านั้น กลายเป็น "ความไม่มีอำนาจอยู่จริง" ของพล.อ.สนธิ ต่อองค์กรอิสระอย่างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คู่ขนานกันไปกับการสลายขั้วพรรคไทยรักไทย คือการเปิดตัวของกลุ่มรักชาติที่มีเป้าหมายผันตัวเองเป็นพรรครักชาติ ในทาง "ลับ" พล.อ.สนธิและเพื่อนพ้อง แสดงท่าทีชัดสนับสนุนการเกิด "พรรคทหาร" อย่างพรรครักชาติ เพื่อเป็นแม่เหล็กดูดนักการเมืองที่แตกรังจากพรรคไทยรักไทยให้เข้ามาสังกัด แต่กลับ "ลวง" ภายนอกด้วยการปฏิเสธความเกี่ยวข้องใดๆ กับแกนนำพรรครักชาติ 
แต่นักการทหารที่คุ้นเคยแต่กฎระเบียบวินัยทหาร ย่อมไม่มีวันตามทันยุทธการ "ลับ-ลวง-พราง" ของแท้จากนักการเมือง จึงทำให้แผนสลายขั้วพรรคไทยรักไทย กลายเป็นขับไสไล่ส่งให้กลับไปรวมกันเป็นพรรคพลังประชาชน ในขณะที่แผนตั้งพรรคการเมืองสืบทอดอำนาจล้มไม่เป็นท่า ยุทธการ "ลับ-ลวง-พราง" ครั้งที่ 4 เล่นหรือไม่เล่นการเมืองหลังเกษียณกับตำแหน่งผบ.ทบ.คนใหม่ ยุทธการนี้ พล.อ.สนธิออกจะภูมิใจเสนอผ่านสื่อมวลชนเป็นรายวันต่อเนื่องกันนานนับเดือน เล่นลิ้นประดิษฐ์คำ จนชาวบ้านค่อยๆ เบื่อหน่ายไม่สนุกด้วยกับการเล่นเกม "ลับ-ลวง-พราง" ว่า จะลงเล่นการเมืองหรือจะเกษียณอายุจากผู้บัญชาการทหารบกเหลือตำแหน่งประธานคมช. ยุทธการ "ลับ-ลวง-พราง" ครั้งนี้ จึงล้มเหลวในทุกกระบวนท่า สุดท้ายเหลือแค่ตำแหน่ง "รองนายกรัฐมนตรี" แล้วยังต้อง "ผิดใจ" กับรุ่นน้อง 2 คน ที่เคียงบ่าเคียงไหล่รัฐประหารมาด้วยกัน คือ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ที่ผิดหวังช้ำใจรุนแรงไม่ได้เป็นผบ.ทบ. กับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่ไม่ได้อยู่ในสายตาของพล.อ.สนธิ ในการเสนอชื่อเป็นผบ.ทบ. เยื่อใยความผูกพันระหว่างพล.อ.สนธิกับพล.อ.อนุพงษ์ ที่อยู่ในตำแหน่งผบ.ทบ.จึงเบาบางเสียเหลือเกิน จนไม่อาจเป็นหลักประกันหลังพิงให้กับพล.อ.สนธิในยามนี้ได้ พล.อ.อนุพงษ์ประกาศชัดทหารจะกลับกรมกอง และวางตัวเป็นกลางทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ ชะตากรรมของพล.อ.สนธิคงจะตกต่ำลงเรื่อยๆ จากความล้มเหลวของยุทธการ "ลับ-ลวง-พราง" ในหลายๆ ครั้ง หากยังไม่คิดปรับเปลี่ยนยุทธการใหม่ หากยังหลงกับความสำเร็จในวันรัฐประหารว่า "ลับ-ลวง-พราง" อดีตนายกฯ ทักษิณจนสำเร็จ ด้วยความรักและหวังดีที่พล.อ.สนธิเสียสละเสี่ยงตายรัฐประหารยึดอำนาจจาก "คนไม่ดี" ขับไล่ "หัวหน้าชั้น" ขี้โกงออกไป ควรจะยอมถอยก่อนจะอับจนกลางกระดาน กรณีมติคณะอนุกรรมการเรื่องเอกสารลับคมช. ด้วยการเสียสละลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติ ว่าด้วยการรณรงค์แก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง (ครส.) เพื่อแสดงสปิริตในการยอมรับมติของคณะอนุกรรมการ เพื่อให้สังคมเห็นโดยไม่ลังเลหรือดื้อดึง ความกล้าหาญลาออกเป็นการยืนยันการกระทำเช่นนั้น ที่ไม่สามารถประนีประนอมด้วยความเป็นกลางกับ "คนไม่ดี" แต่กลับเป็นการเสียสละต่อประเทศชาติ เพื่อสกัดกั้น "คนไม่ดี" ไม่ให้มาปกครองประเทศอีกครั้ง จะได้รับการแซ่ซ้องจากสาธารณชนมากกว่า การดันทุรังใช้อำนาจที่เหลือน้อยนิดในช่วงใกล้เลือกตั้ง กดดันองค์กรอิสระกกต.ให้กลับมติที่จะยิ่งทำให้ "คนไม่ดี" กลายเป็น "คนดี" ที่แอบแฝงได้ยิ่งขึ้น พล.อ.สนธิจะต้องละวางไม่ต้องกังวลใจ ว่า อำนาจเก่าจะกลับคืนมาหลังเลือกตั้ง เพราะพล.อ.สนธิไม่ได้ต่อสู้กับอำนาจเก่าอยู่ตามลำพัง แต่ช่วงที่ผ่านมา ยุทธการ "ลับ-ลวง-พราง" ของพล.อ.สนธิที่ผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า ได้เติมพลังให้อำนาจเก่าเข้มแข็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว การต่อสู้เพื่อไม่ให้ "คนไม่ดี" มาปกครองบ้านเมืองอยู่ในหัวใจของ "คนดี" ทุกคนบนแผ่นดินนี้ที่ไม่ได้สิ้นสุดแค่หลังวันเลือกตั้งเท่านั้น
|