|

"บัดนี้ ในทางนิตินัย ประเทศไทยมีโทรทัศน์สาธารณะเป็นครั้งแรกแล้ว จะเริ่มออกอากาศตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป แต่ในทางพฤตินัย ทีวีสาธารณะยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างโดยสมบูรณ์แบบ ทุกฝ่ายจึงต้องช่วยกันผลักดันให้เป็นความจริงต่อไป และจะต้องช่วยกันปกป้อง ป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ไม่ให้โทรทัศน์สาธารณะถูกอำนาจนักการเมืองหรืออำนาจนักธุรกิจ ฮุบเอาไปอีก"(บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันที่ 19 มกราคม 2551 หน้า 3) ผมเป็นแฟนประจำบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่อ่านเป็นคอลัมน์แรกทุกวันมายาวนานกว่าทุกคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในประเทศไทย ด้วยความรู้สึกชื่นชมและศรัทธาใน"ผู้เขียน"ที่เป็นนักหนังสือพิมพ์อาวุโสแห่งไทยรัฐ จึงสามารถแสดงจุดยืนของหนังสือพิมพ์ที่เปี่ยมไปด้วยวุฒิภาวะและความน่าเชื่อถือทุกครั้ง ปราศจากอคติ ปราศจากความลำเอียงและยืนอยู่ข้างความถูกต้องทุกครั้ง ถือเป็น"คอลัมน์"ที่ดีที่สุดในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมายาวนานหลายสิบปีและน่าจะดีที่สุดในวงการหนังสือพิมพ์ของไทย ถือเป็นตัวอย่าง"ความเป็นกลางของสื่อ"ที่เลือกยืนอยู่บนความถูกต้องชอบธรรม กล้าชี้ผิดชี้ถูกโดยไม่หวั่นเกรงอำนาจใดและปราศจากอคติอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการเปลี่ยนถ่ายสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีเป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะไทยพีบีเอสที่บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้แสดงจุดยืนสนับสนุนมาก่อนหน้านี้ 1 ครั้งแล้ว แม้ว่าค่อนข้างผิดหวังกับหลายคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ที่มักเขียนถึง"โทรทัศน์สาธารณะ"หรือไทยพีบีเอสอย่างผิดๆ ข้อเขียนเต็มไปด้วยอคติ ขาดการศึกษาข้อมูลข้อเท็จจริงและมักเป็นเพียงแค่จำคำพูดที่เห็นแก่ตัวของผู้ผลิตรายการที่มีผลประโยชน์รายการในไอทีวีมาขยาย"ความเท็จ"ต่อกับสาธารณชน เพียงเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับการดื้อแพ่งของ"คนทีไอทีวี"และ"ผู้ผลิตรายการ"ในทีไอทีวี ที่ไม่เคยยอมรับ"ความจริง"ที่ว่าปัญหาไอทีวีทั้งหมดเกิดจากผู้บริหารไอทีวีในยุคชินคอร์ปถือหุ้นใหญ่กระทำความผิด ซึ่งเกิดจากการไม่ยอมชำระเงินค่าสัมปทานเต็มจำนวนประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี แล้วอาศัย"อำนาจการเมือง"ในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แทรกแซงทั้งทางตรงและทางอ้อม จนคณะอนุญาโตตุลาการยอมลงมติให้ลดค่าสัมปทานลงเหลือประมาณ 300 ล้านบาทต่อปีและเปลี่ยนผังรายการใหม่ลดสัดส่วนข่าวลงจาก 70 %เหลือ 50 %เพื่อหารายได้โฆษณามากขึ้นที่ไม่ตรงกับเจตนารมณ์เดิมในการเกิดขึ้นของไอทีวี นอกจากนี้คอลัมนิสต์ในไทยรัฐบางคนยังแวะเวียนเขียนถึงการประกอบธุรกิจโดยสุจริตของ"เนชั่นทีวี"ที่ผลิตรายการป้อนให้กับสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ด้วยการสวม"แว่นดำ"มอง"รายการเชิงข่าวของเนชั่น"ที่ไปปรากฏบนหน้าจอในรายการเชิงข่าวหลายช่อง ด้วยความรู้สึกอคติ คิดไปเองหรือไม่ได้รับรู้ข้อเท็จจริงเพียงพอก่อนการเขียน ทำไมไม่สงสัยหรือว่าพวกเขา"คนข่าวเนชั่น"จึงได้รับ"โอกาส"เข้าไปร่วมผลิตรายการเชิงข่าวกับสถานีโทรทัศน์ฟรีทีวีถึง 4 ช่องคือช่อง 3 รายการเรื่องเด่นเย็นนี้ ,ช่อง 5 รายการสยามเช้านี้ , ช่อง 7 รายการจมูกมด ,ช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ รายการข่าวข้นคนข่าวและรายการชีพจรโลก ข้อเท็จจริงคือ"เนชั่นทีวี"ที่เป็นหน่วยธุรกิจเล็กๆ ด้านบรอดแคสติ้งในเครือเนชั่น (รายได้ไม่ถึง 10 %ของเครือเนชั่น) ไม่เคยมีอิทธิพลและไม่เคยอาศัยอำนาจใดๆ หรือ"มือที่มองไม่เห็น"ไปบีบบังคับผู้บริหารฟรีทีวีทั้ง 4 ช่องให้"คนข่าวเนชั่น"เข้าไปร่วมผลิตและเป็นผู้ดำเนินรายการเชิงข่าวร่วมกับทีมข่าวของแต่ละสถานี ในทางตรงกันข้าม"เนชั่นทีวี"ต้องขอขอบคุณและถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ระดับชาติ 4 แห่ง"เชื่อมั่น"ในความเป็นมืออาชีพ ความเป็น"ตัวจริง"ในสนามข่าวของบุคลากรจาก"เนชั่นทีวี" แล้วเชื้อเชิญให้เข้าไปร่วมผลิตร่วมพัฒนารายการเชิงข่าวของฟรีทีวีในรูปแบบ"องค์กรต่อองค์กร"มาตั้งแต่ช่วงประมาณปี 2546 สมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนมาถึงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่มาจากการรัฐประหาร อยากให้ผู้เขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ลองสอบถาม"ความจริง"จากผู้บริหารช่อง 3 ,ช่อง 5,ช่อง 7 และช่อง 9 ว่าที่มาของรายการเชิงข่าวต่างๆ ที่มี"คนข่าว"หรือผู้ดำเนินรายการจากทีมงานเนชั่นเข้าไปร่วมดำเนินรายการได้อย่างไร หากไม่มีความสามารถและความน่าเชื่อถือเพียงพอ ทั้งนี้เพราะบุคลากรด้านข่าวในแต่ละช่องก็มีอยู่แล้วและที่สำคัญทุกรายการเป็นการร่วมผลิตที่มี"ผู้ดำเนินรายการ"จากสถานีร่วมอยู่ด้วย ซึ่งถือเป็น"พันธมิตร"ในการทำงานร่วมกันระหว่าง"สถานีโทรทัศน์"กับ"เนชั่นทีวี"(ที่หมายรวมไปถึงเครือเนชั่นที่มีฐานข่าวสื่อสิ่งพิมพ์อันแข็งแกร่งด้วย) ในการพัฒนาคุณภาพรายการในเชิงเนื้อหาเพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้ชม "คนข่าวเนชั่น"ถูกฝึกมาให้"เปิดกว้าง"พร้อมรับคำวิจารณ์ทุกเมื่อที่อยู่บนพื้นฐานความสุจริตใจ และปราศจากวาระซ่อนเร้นในเชิงผลผลประโยชน์อื่นใด "คนข่าวเนชั่น"ที่ไปปรากฏอยู่บนหน้าจอและหลังจอของสถานีโทรทัศน์หลายช่องในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่เกิดจากการฝึกปรือตลอดเวลาเพื่อบ่มเพาะ"จิตวิญญาณ"มืออาชีพและการทำงานหนักใน Nation Channel สถานีข่าว 24 ชั่วโมงที่มีอายุเกือบจะครบ 8 ปีแล้ว จน Nation Channel ได้รับการยอมรับจากสังคมอย่างกว้างขวางว่าเสมือนเป็น"โรงเรียนหรือสถาบัน"ผลิตบุคลากรที่มีความสามารถป้อนให้กับวงการโทรทัศน์ไทยมากกว่าสถาบันการศึกษาใดๆ วันที่ 1 พฤษภาคม 2543 เป็นวันแรกในการออกอากาศของ Nation Channel ทางยูบีซีเคเบิลทีวีช่อง 8 อยู่ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัยและอยู่ในคาบเวลารอยต่อการประชุมคณะกรรมการของบริษัท ไอทีวี จำกัดนัดส่งท้ายในปลายเดือน เม.ย. 2543 ที่มีมติลดทุนเพื่อเปิดทางให้กลุ่มชินคอร์ปเข้ามาถือหุ้นเพิ่มทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดความเกี่ยวข้องในด้านการบริหารงานข่าวของเครือเนชั่นในบริษัท ไอทีวี จำกัดที่เหลือการถือหุ้นน้อยกว่า 1% การเกิดขึ้นของ Nation Channel อย่างเหมาะเจาะกับช่วงเวลาการสิ้นสุดยุค 3 ปีแรกของไอทีวี จึงเสมือนการถ่ายโอน"จิตวิญญาณทีวีเสรี"ของไอทีวีที่สิ้นสุดลงไปพร้อมกับการเข้ามาของกลุ่มชินคอร์ปที่ในขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้จัดตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้นมาแล้ว ทีมงานเนชั่นที่ขอลาออกแล้วเข้าไปอยู่ในไอทีวียุค 3-4 ปีแรก (2539-2543) มีไม่เกิน 10 คน ( เช่น ก่อเขตต จันทร์เลิศลักษณ์ ,ประจักษ์ มะวงศ์สา , ภัทราพร สังข์พวงทอง ฯลฯ)นำโดยคุณเทพชัย หย่อง ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายข่าวที่มีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมบุคลากรในไอทีวียุคแรกที่เดินออกมาจากหลายสำนักข่าวให้มี"จิตวิญญาณ"โทรทัศน์เสรีแบบเดียวกัน เช่น อสมท.(อัชฌา สุวรรณปากแพรก ฯลฯ) ,แปซิฟิก(กิตติ สิงหาปัด ฯลฯ) , มติชน(จอม เพ็ชรประดับ ฯลฯ) , ฐานเศรษฐกิจ(จิรายุ ห่วงทรัพย์ , สร้อยฟ้า โอสุคนธ์ทิพย์ ฯลฯ) แม้กระทั่งยังมาจากไทยรัฐ,เดลินิวส์,สยามรัฐ,แนวหน้า ฯลฯ กรณีนี้จึงไม่ใช่ผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะเครือเนชั่นเข้าไปถือหุ้นในไอทีวี 10 %ในภายหลังเพื่อร่วมบริหารข่าวตามคำชักชวนของกลุ่มแรกที่ชนะประมูลทีวีเสรีคือกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์-ไอเอ็นเอ็น-เดลินิวส์ ฯลฯ ที่เสนอค่าสัมปทานแพงลิบลิ่วถึง 25,000 ล้านตลอดอายุสัมปทาน แต่"คนข่าว"ของ Nation Channel กลับไม่ได้เกิดขึ้นจากการย้ายคนมาจากไอทีวีแต่อย่างใด พนักงานกว่า 80 %มาจากการสร้างคนใหม่ขึ้นมาเพื่ออุทิศตัวทำงานยาก อย่าง"สถานีข่าว 24 ชั่วโมงแห่งแรก"ของประเทศไทยในวันที่ 1 พ.ค. 2543 ที่ใช้เวลาเตรียมการก่อนหน้านั้นประมาณ 7-8 เดือน เมื่อคุณเทพชัย หย่อง อดีตบรรณาธิการเครือเนชั่นได้ลาออกจากเนชั่น เพื่อเข้าไปรับตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการชั่วคราวสถานีโทรทัศน์สาธารณะและได้รับเลือกเป็นรักษาการผู้อำนวยการไทยพีบีเอสเมื่อวันที่ 15 ม.ค. ภายหลังจากพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยมีผลบังคับใช้ให้เป็น"องค์การสื่อสาธารณะมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการ" จุดยืนของ"เนชั่นทีวี"และเครือเนชั่นจึงชัดเจนไม่อ้อมค้อมว่าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน( Conflict of Interrest)จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในการเสนอรายการให้ไทยพีบีเอสพิจารณาตลอด 6 เดือนในช่วงที่คุณเทพชัยยังมีอำนาจในการบริหารงานใน"องค์กรของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการ" รวมไปถึงหลังจาก 6 เดือนด้วย เพื่อไม่ให้ยังถูกกล่าวหาอย่างไม่ธรรมและยังเต็มไปอคติว่าคุณเทพชัยเป็นน้องชายแท้ๆ ของคุณสุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่นและผู้ถือหุ้นคนสำคัญในเนชั่น บ้างว่าการลาออกจากเนชั่นของคุณเทพชัยไม่มีผลจริงจัง ความเป็นน้องชายโดยสายเลือดย่อมตัดไม่ขาดอีกนั่นแหละ ขอแสดงจุดยืนไว้ ณ ที่นี่ว่า หากคุณเทพชัยยังได้รับเลือกเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจในการบริหารงานและการตัดสินใจเกี่ยวกับผังรายการในไทยพีบีเอส ผู้ชมไทยพีบีเอสจะไม่เห็นรายการใดๆจาก"เนชั่นทีวี"ปรากฏในผังรายการทุกช่วงเวลา แม้ว่าจะเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ทุกรายในประเทศและคนไทยทุกคนควรจะเข้าไปมีส่วน"ร่วมสร้าง"และช่วยกันปกป้องสถานีโทรทัศน์สาธารณะแห่งแรกของไทยไม่ให้ถูก"การเมือง"ย่ำยีแทรกแซงอีก เครือเนชั่นจึงเสียประโยชน์จากกรณีคุณเทพชัยเข้าไปอยู่ในไทยพีบีเอสหาใช่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด จึงขอฝากไปถึงหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์( POST TODAY)ที่จงใจเลือกพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง ถึงการเข้าไปเป็นกรรมการในไทยพีบีเอสของคุณเทพชัยว่าทำให้ราคาหุ้น"เนชั่นคึก"เพิ่มขึ้นทันที แม้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ตลาดหุ้นตอบรับเช่นนั้น แต่นั่นหาใช่สาระสำคัญของข่าวในวันนั้นถึงขั้น"บรรณาธิการ"เลือกให้เป็นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง ทั้งๆที่สาระสำคัญของข่าววันนั้นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะมากกว่าคือการเปลี่ยนถ่ายจากทีไอทีวีเป็นไทยพีบีเอสที่ยังมีข้อพิพาทในศาลปกครอง อาจจะเป็นความเข้าใจไปเองของคนทำงานสื่อที่ไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยเชื่ออย่างแท้จริงในหลักการผลประโยชน์ทับซ้อน จึงจินตนาการไปเรื่อยเปื่อยและยังเต็มไปด้วยน้ำเสียงแปร่งๆในบทบรรณาธิการวันต่อมากับการ์ตูน เมื่ออ่านแล้วดูเสมือนว่าแสดงจุดยืนอยู่ข้าง"ทีวีสาธารณะ" แต่ลงท้ายกลับมีน้ำเสียงอิจฉาเสียดสีเย้ยหยันให้ระวัง"พยาธิในท้อง"จะแสดงตัวเองในภายหลัง วุฒิภาวะของบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐกับหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ในกรณีไทยพีบีเอส จึงแตกต่างกันในความเป็นมืออาชีพของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่มีหลักการและยึดมั่นในวิชาชีพอย่างซื่อสัตย์ แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ โดยไม่แอบเจือ"ยาพิษ"หรือ"พยาธิในใจ"แอบสำแดงตนในจุดยืน อย่างไรก็ตาม ขอสนับสนุนให้"โพสต์ทูเดย์"ที่กำลัง"ตั้งไข่"สถานีข่าวโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในชื่อ" Post Channel"ได้เข้าไปเสนอรายการโทรทัศน์ดีๆให้ไทยพีบีเอสด้วยเช่นกัน ถ้าหากเชื่อมั่นว่าจะผ่านด่านการพิจารณาเชิงคุณภาพจากคณะกรรมการผังรายการและสภาผู้ชมทีวีสาธารณะที่ตามกฎหมายจะต้องจัดตั้งขึ้น
|