วันอาทิตย์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2551
นิวสมัครนายกรัฐมนตรีของเรา/แค่ปิยวาจาไม่พอ-ขอไปให้ถึงวจีสุจริต
Posted by
อดิศักดิ์
,
ผู้อ่าน : 891
, 01:15:10 น.
พิมพ์หน้านี้
|
นับเป็นเรื่องน่ายินดีระคนความประหลาดใจอย่างยิ่งกับ "ปิยวาจา" ของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" คุณสมัคร สุนทรเวช เมื่อวานนี้ เอ่ยปาก "ขอโทษ-ขออภัย" สื่อมวลชนไทยอยู่หลายคำเป็นครั้งแรก (ค่อนข้างแน่ใจว่าอาจจะเป็นครั้งแรกในชีวิตการเมืองของคุณสมัคร) และยังวิจารณ์ตัวเองด้วยการ "โทษตัวเอง" ที่เปิดให้สัมภาษณ์พิเศษกับสื่อมวลชนญี่ปุ่นก่อนสื่อไทย โดยสื่อไทยต้องใช้วิธีขอข่าวจากสื่อญี่ปุ่นลงเผยแพร่ผ่านสื่อไทย "นิวสมัคร" นายกรัฐมนตรีของเรา ยังแสดง "ไมตรีจิต" จะขอแก้ตัวเลี้ยงข้าวกลางวันและเปิดใจให้สัมภาษณ์กับสื่อไทยที่บ้านพักซอยโอฬารในวันพรุ่งนี้ตอนเที่ยง พร้อมกับเชื้อเชิญให้สื่อทุกแขนงเข้าไปในบ้านได้โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะสื่อมวลชนที่ประจำพรรคพลังประชาชน 
หวังว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ กำลังส่งสัญญาณ (จริง) ให้สังคมเห็นว่ากำลังพยายามเป็น "นายกรัฐมนตรีของเรา" คนไทยทั้งประเทศให้มากที่สุด ไม่ใช่ "นายกรัฐมนตรีนอมินีทักษิณ" ที่แทบไม่มีข้อสงสัยกังขาว่า กำลังพยายามกดรีโมตคอนโทรลจากฮ่องกงในการวางตัวคณะรัฐมนตรี "สมัคร 1" เพื่อ "ต่างตอบแทน" ใช้หนี้บุญคุณคืนพวกพ้องบริวารที่ยืนหยัดอยู่ด้วย ในยามทุกข์ยากช่วงก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 "นายกรัฐมนตรีของเรา" ยังบอกกับนักข่าวว่าได้พยายามสลับเปลี่ยนโผรายชื่อคณะรัฐมนตรีได้ถึง 12 ตำแหน่ง เพื่อให้ขี้เหร่น้อยลง และยอมรับว่าคณะรัฐมนตรีชุดแรกยังไม่ดี และขี้เหร่พอสมควร แต่หลายตำแหน่งถูกจับจองไว้แล้วเปลี่ยนไม่ได้ ท่าทีใหม่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา น่าจะพอช่วยเยียวยาผ่อนคลายอาการของ "ชนชั้นกลาง" ที่อยู่ในภาวะหดหู่ท้อแท้หมดอาลัยตายอยากกับชีวิตในฐานะ "พลเมืองไทย" ได้บ้าง แม้ยังไม่มั่นใจว่า "รถยนต์ประเทศไทย" ที่มีคุณสมัครอาสาเป็น "คนขับ" จะฝ่าความมืดมิดบนถนนขรุขระออกไปได้ไกลแค่ไหน อาการซึมเศร้าเช่นนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่รู้ผลการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้งเกือบได้ส.ส.มากกว่ากึ่งหนึ่ง แล้วอาการนี้ได้ลุกลามหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น เมื่อได้ยินชื่อ "ยงยุทธ ติยะไพรัช" ว่า จะไปเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ทั้งๆ ที่ยังมีชนักปักกลางหลัง "ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง" จะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีมหาดไทยค่อนข้างแน่นอน ที่มีตัวแถมลูกชาย 3 คน และแกนนำกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการที่มีอักษรย่อ "นปก." ที่มักถูกเรียกขานจากชนชั้นกลางและนักธุรกิจว่า "กลุ่มนรกป่วนกรุง" ที่ก่อจลาจลหน้าบ้านประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะเข้ามายึดกุมเก้าอี้รัฐมนตรีสำคัญๆ คณะรัฐมนตรี "ขิงแก่" สุรยุทธ์ 1 กับคณะรัฐมนตรี "ซี่โครงไก่ต้มฟัก" สมัคร 1 เป็นหนังคนละม้วน แม้ว่ารัฐบาลสุรยุทธ์ (1) เต็มไปด้วย "ขิงแก่" ที่มีประสบการณ์สูงในฐานะอดีตข้าราชการระดับสูง และรัฐมนตรีคนนอกที่มีความสามารถอยู่ในเกรด B+ ขึ้นไป แต่ผลงานรวมตลอด 15-16 เดือนน่าจะอยู่ในระดับ C เท่านั้น คือสอบผ่านแบบ "เกือบตก" แต่รัฐบาลสมัคร (1) เต็มไปด้วย "นอมินี" ทุกรูปแบบเท่าที่เคยมีอยู่ในสารบบการเมืองไทย "นายกรัฐมนตรีของเรา" ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมตามสไตล์ในช่วงก่อนการเลือกตั้งว่ารับอาสามาเป็น "นอมินี" อดีตนายกฯ ทักษิณในตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชน แต่เจ้าตัวไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่า จะฝ่าทะลุมาถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทยได้ ฮิตที่สุดและมั่นใจที่สุดว่าจะไม่ทรยศ คือ "นอมินีผัวเมีย" อย่างน้อยสามีนักการเมืองจะส่งภรรยามาเป็นรัฐมนตรีถึง 4 คน คือ คุณอุไรวรรณ เทียนทอง (ภรรยาคุณเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช) ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คุณอนงค์วรรณ เทพสุทิน ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ภรรยาคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน ณ บ้านเลขที่ 111 พรรคมัชฌิมาธิปไตย) พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (ภรรยาคุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ณ บ้านเลขที่ 111 พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา) และ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (ภรรยาคุณไพโรจน์ สุวรรณฉวี ณ บ้านเลขที่ 111 พรรคเพื่อแผ่นดิน) 2 คนแรกคงไม่มีปัญหาความเคอะเขินกับเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะเชี่ยวกรากทางการเมืองพอสมควรแล้ว แต่ 2 คนหลังที่เป็น "แม่บ้าน" มาโดยตลอดน่าเป็นห่วงว่า จะสามารถปรับตัวได้แค่ไหนกับการเมืองภาคพิสดารนับจากนี้ที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคฝ่ายค้านพรรคเดียว และรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ได้ให้เครื่องมือในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลไว้กว้างขวางกว่าเดิมมาก นอกจากนี้ ยังมีรัฐมนตรีนอมินีบ้านเลขที่ 111 นอมินีสายตรงทักษิณ นอมินีนายทุน นอมินีสายเหยี่ยวบุรีรัมย์ นอมินีสายนปก. ฯลฯ คณะรัฐมนตรีซี่โครงต้มฟัก "สมัคร 1" จึงน่าจะกลายเป็นฝูงรัฐมนตรี "ยี้" ที่มีต้นทุนต่ำมากๆ "นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ คงไม่ใช่นักการเมืองซื่อบื้อที่ไม่รู้จักไม่รู้ไส้ "ธาตุเลว" ของนักการเมืองหลายคนที่ส่ง "นอมินีชั้นต่ำ" มาอยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ แต่เมื่อเล่นการเมืองโดยไม่ได้ลงเงินจึงไม่ใช่เจ้าของพรรคตัวจริง "นายกรัฐมนตรีของเรา" จึงอยู่ในสภาพจำยอมกล้ำกลืนฝืนทน ไม่มีอำนาจในการจัดโผคณะรัฐมนตรีของตัวเอง จึงเพิ่งได้ยินว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" ขอใช้อำนาจตัวเองสลับตำแหน่งใหม่อย่างน้อย 2 ครั้งแล้ว ซึ่งทั้งสองครั้งน่าจะเกิดขึ้นหลังจากได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็น "นายกรัฐมนตรี" แล้ว จึงพอจะกล้าออกเสียงได้บ้างว่า ใครควรอยู่ในตำแหน่งไหน แม้ว่าในที่สุดแทบจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้มากนัก จาก "มือที่มองไม่เห็น" ในพรรคพลังประชาชน ที่ไม่ได้มาจากฮ่องกงอย่างเดียว แต่การเปิดใจของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่ขอแก้ไขโผรัฐมนตรี 12 ตำแหน่ง เพื่อลดตำหนิลงบ้าง พอจะเป็นความหวังเล็กๆ ในห้วงเวลา "รถยนต์ประเทศไทย" กำลังจะสตาร์ทเครื่องออกวิ่งว่าเป็นไปตามคำขอร้องของ "โชเฟอร์รุ่นเก่า" ออกตัวไว้ก่อนว่า ขอการสนับสนุนจากสังคมเพราะถนนข้างหน้ายังมืดมิดและขรุขระพอสมควร แต่จะพยายามใช้ประสบการณ์การเมืองมาประคับประคองให้ประเทศเดินหน้าไปได้ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่กำลังพยายามจะปรับตัวเป็น "นิวสมัคร" เพียงแค่ทอดสะพานไมตรีให้สื่อมวลชนเป็นครั้งแรก ยังไม่น่าจะเพียงพอเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ "มือที่มองไม่เห็น" ยื่นข้ามประเทศมาจากฮ่องกงและภายในพรรคพลังประชาชน ไม่ให้เข้ามายุ่มย่ามกดรีโมตสั่งให้รัฐมนตรีทำงานตามใจตัวเองเหมือนกับที่เคยเหลิงอำนาจทำอย่างคะนองมือในช่วงที่เป็น "ซีอีโอประเทศไทย" สำคัญที่สุดคือ "นายกรัฐมนตรีของเรา" จะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มองสื่อมวลชนด้วย "แว่นดำ" มาโดยตลอด ยอมรับหลักการให้สิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างเต็มที่ (แม้เจ้าตัวยังไม่เชื่อมั่นว่าหลักการนี้ถูกต้องจริงก็ตาม) แล้วรู้จักใช้สื่อมวลชนที่มีพันธกิจการทำหน้าที่ "กระจก" และ "ตะเกียง" เพื่อนำไปสู่ปฏิบัติการล้างคราบไคลภาพลักษณ์ "นอมินีทักษิณ" ออกไปให้ได้มากที่สุด เพียงแค่นี้จะช่วยฟื้นฟูศรัทธาและความไว้วางใจใน "นายกรัฐมนตรีของเรา" จากสังคม ให้แปรเป็นความเชื่อมั่นและมั่นใจว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" จะเป็น "นิวสมัคร" ที่กำลังพยายามสลัดภาพนอมินี และไม่ได้เป็น "นายกรัฐมนตรีหัวตอ" หรือนอมินีของใครอีกต่อไป "กระจก" คือการเปิดใจเปิดตาเพื่อปรับทัศนคติ-เปิดหูเพื่อรับฟัง และยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชน อย่าหุนหันอารมณ์ร้อนออกมาตอบโต้โดยทันที รู้จักฟังแล้วตั้งสติไตร่ตรองคำวิจารณ์แยกแยะให้ออกแล้วออกมาน้อมรับ หรือชี้แจงทำความเข้าใจด้วยเหตุและผล หาก "นายกรัฐมนตรี" ทำเพียงแค่นี้จะกำราบสื่อมวลชนที่มีนิสัยวิพากษ์วิจารณ์เป็นหลัก และบางครั้งไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกวิจารณ์ จะค่อยๆ ยอม "จำนน" ไปเอง และจะเริ่มปรับมุมมอง "นายกรัฐมนตรีของเรา" ด้วยสายตาเป็นมิตรมากขึ้นๆ ที่จะเป็นผลทำให้เกิดความร่วมมือการสนับสนุนจากสังคมไปโดยปริยาย "ตะเกียง" คือการฟังข้อเสนอแนะจากสื่อมวลชนที่เสมือนเป็นตะเกียงส่องนำทางสังคมให้เห็นถึงอนาคต แม้บางครั้งอาจจะถูกมองว่า กำลังพยายาม "ชี้นำ" สังคม แต่การชี้นำสังคมจากสื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ที่มีผลประโยชน์ส่วนตนแอบแฝง จะไม่มีอิทธิพลใดๆ กับสังคมเลย หากรัฐบาลเคารพในการให้สิทธิ และเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างเต็มที่ แม้ว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ เป็นเพียงสื่อมวลชนประเภทนักเขียนคอลัมน์เป็นหลักเท่านั้น ในนาม "นายหมอดี" ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐและคอลัมน์ "มุมน้ำเงิน" ในหนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อร์ แต่น่าจะเข้าใจถึงความต้องการ "เสรีภาพ" ในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนว่ามีความสำคัญมากแค่ไหนต่อระบอบประชาธิปไตย ขอบคุณ "ปิยวาจา" ของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" แต่ยังไม่เพียงพอต่อการปรับเปลี่ยนให้เป็น "นิวสมัคร" ที่มีตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรีคนที่ 25" ของประเทศที่เปรียบตัวเองเป็น "คนขับ" รถยนต์ประเทศไทย เพื่อนำพาไปสู่เป้าหมายสังคมดีขึ้น "นายกรัฐมนตรีของเรา" เป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจลึกซึ้งในพุทธศาสนาที่มีคำสอนในพระไตรปิฎกเรื่อง "วจีสุจริต" ที่จะต้องประกอบไปด้วย 1)เป็นความจริง มีที่มา มีที่อ้างอิง 2)เป็นปิยวาจา 3) พูดถูกกาลเทศะ และ 4)พูดแล้วเกิดประโยชน์ ที่พึงกระทำให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อให้เป็น "นิวสมัคร" จริงๆ หวังว่าคงจะไม่ใช่ "สอนจระเข้ว่ายน้ำ" หรือ "เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน" แต่ขอตั้งความหวังไว้กับการเมืองไทยภาคพิสดารว่า บั้นปลายในชีวิตของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ คงจะอยากลงจากตำแหน่งอย่างมีเกียรติและดำรงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้ได้ ไม่อยากถูกเรียกขานว่าเป็นนายกรัฐมนตรี "หัวหลักหัวตอ" หรือ "หุ่นเชิด" ที่มีแต่เสียงสาปแช่งไล่หลัง
|