วันเสาร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2551
ลดธง-วางอาวุธจะยั่งยืนแค่ไหน ?
Posted by
อดิศักดิ์
,
ผู้อ่าน : 751
, 20:16:05 น.
พิมพ์หน้านี้
|

"นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่น้องชาย "มโนมัย สุนทรเวช" บอกว่าจะเป็น "นิวสมัคร" ในสัปดาห์แรก "สอบผ่าน" ได้อย่างน่าพอใจ แม้ว่า "เนื้อหา" ยังไม่ต่างจากเดิมในการถามกลับนักข่าว แต่เมื่อสามารถปรับลด "โทนเสียง" กร้าวๆ ลงบ้าง แล้วเติมชูรส "เสียงหัวเราะ" กับ "รอยยิ้ม" ในคำพูด ทำให้ "นายกรัฐมนตรีของเรา" กำลังจะกลายเป็น "นิวสมัคร-นายแสนดี วจีไพเราะ" ที่นักข่าวเริ่ม "สนุก" กับการพูดคุยกับ "นายกรัฐมนตรีของเรา" เข้าแล้ว ความเก๋าทางการเมืองของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่สามารถแสดงปิยวาจาแทนแกว่งปากเพาะศัตรูเป็นอาจิณ เริ่มทำให้น้ำเสียงของผู้คนจำนวนหนึ่งที่ไม่ค่อยชอบหน้า "นายกรัฐมนตรีของเรา" มานานนม จนแทบจะหาคำอธิบายชัดๆ ได้ยากว่าทำไมก่อนหน้านี้จึงมักเรียก "นายกรัฐมนตรีของเรา" ติดปากว่า "ไอ้หมัก" พวกเขากำลังค่อยๆ ลดการตั้ง "การ์ด" ลงเพื่อไม่ให้เสียหน้า แล้วเริ่มออกเสียงคุ้นปากเรียก "นายกฯ สมัคร" หรือ "คุณสมัคร" ได้อย่างไม่ค่อยกระดากปากบ้างแล้ว ปรากฏการณ์นี้จะช่วยทำให้คำปรามาสหรือคำสบประมาทรัฐบาลชุดนี้ค่อยๆ จางลง หากรัฐมนตรีกระทรวงหลักๆ ขยันขันแข็งทำงานไป "ข้างหน้า" โดยไม่มัวแต่ "ย้อนอดีต" เจ้าคิดเจ้าแค้นกับการถูกรัฐประหาร เมื่อ "นายกรัฐมนตรีของเรา" รู้จักพูดคำว่า "ขอโทษ" กับสื่อมวลชนไทยที่กลายเป็น "สื่อมวลชนชั้นสอง" ไปโดยไม่รู้ตัว หลังจาก "นายกรัฐมนตรีของเรา" ไปนัดสัมภาษณ์พิเศษกับสื่อมวลชนญี่ปุ่นและโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นก่อนสื่อมวลชนไทย รัฐมนตรีร่วมคณะหลายคนก็เริ่มต้นโอภาปราศรัยกับสังคมด้วยปิยวาจา ไม่กร่างไม่แสดงอำนาจบาตรใหญ่ อย่างผิดความคาดหมายไปหลายคน เช่น ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เอ่ยปาก "ขอโทษ" สังคมที่ทำให้ไม่สบายใจกับพฤติกรรมลูกชาย 3 คน โดยยืนยันว่าจะไม่ให้เข้ายุ่งเกี่ยวกับงานของตัวเองและขอโอกาสทำงานในตำแหน่งนี้ที่ใฝ่ฝันมากว่า 20 ปีแล้ว คุณนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ปรับท่าทีใหม่ คำพูดคำจาเต็มไปด้วยความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน ขอโอกาสจากสังคมทำงานในตำแหน่งนี้ที่หลายคนปรามาสว่าทำงานเป็นแค่ "ทนายหน้าหอ" อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่วนรัฐมนตรีคนอื่นๆ อีก 3-4 คนที่อยู่ในสายตาของสังคมก็ถือได้ว่า "สอบผ่าน" ในช่วงเริ่มต้นทำงาน ด้วยแนวทาง Positive Thinking คิดเชิงบวก และ Look Forward มองไปข้างหน้า เช่น รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ" ที่เป็น "ซีเอ็มโอประเทศไทย" ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าอวดภูมิคุยโม้ในเรื่องที่ยังไม่ได้ศึกษาและสัมผัสของจริง แต่กลับเริ่มจากขอเรียนรู้และขอให้การบ้านข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ "เช็คลิสต์" ราคาสินค้า 33 รายการที่มีผลต่อค่าครองชีพของประชาชน รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง "คุณหมอสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" ที่เริ่ม "เก็บปากเก็บคำ" ในฐานะ "ซีเอฟโอประเทศไทย" ที่ไม่ส่งสัญญาณผิดๆ อีก จนทำให้สื่อต่างชาติปรามาสว่าขุนคลังของไทยน่าจะเป็นแค่ "หมอลดน้ำหนัก" มากกว่า "หมอผ่าตัดเศรษฐกิจไทย" รัฐมนตรีคนอื่นๆ ก็เล่นบท "ทอดไมตรี" กับข้าราชการ เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม "อนงค์วรรณ เทพสุทิน" จากพรรคมัชฌิมาธิปไตยที่บอกกับข้าราชการว่ามาให้ดูว่า "ขี้เหร่" หรือเปล่า แล้วโชว์ภูมิศึกษาโครงการผันน้ำโขงชีมูลไว้แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ "ดร.มั่น พัธโนทัย" จากพรรคเพื่อแผ่นดินก็อ่อนน้อมถ่อมตนยอมรับในสิ่งที่ไม่รู้ไม่คุ้นคืออินเทอร์เน็ต อีเมล และคอมพิวเตอร์ โดยไม่อายข้าราชการและไม่อวดข่มว่ารู้เรื่อง แต่จะขอใช้ความรู้ด้านกฎหมายมาสะสางปัญหาข้อขัดแย้งทางกฎหมายและสัมปทานที่มีอยู่มากมายในกระทรวงไอซีที แต่ยังมีรัฐมนตรีอย่างน้อย 2 คนที่ออกจะเป็น "มือใหม่หัดขับ" ออกสตาร์ทรถอย่างฉวัดเฉวียน จนเสียวไส้ว่าจะกลายเป็น "สายล่อฟ้า" ชั้นดี คนแรกคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข "ไชยา สะสมทรัพย์" ที่จะยกเลิกการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยารักษามะเร็งและเอดส์ ที่เป็นผลงานชิ้นโบแดงของอดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข "นายแพทย์ มงคล ณ สงขลา" ข้อกล่าวหา "รับเงินจากบริษัทยา" เริ่มถูกป้ายบนหน้าผากรัฐมนตรีตั้งแต่วันแรกทำงาน จะทำให้ยากต่อการทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งและเอดส์ ให้เสียสละซื้อยาแพงเพื่อไม่ให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิพิเศษทางการค้า คนที่สองคือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี "อาจารย์จักรภพ เพ็ญแข" ที่คงยังไม่ได้ถอดวิญญาณแกนนำ "กลุ่มแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการ" (นปก.) ทิ้งไว้หน้าทำเนียบ คำพูดคำจาน้ำเสียง 2-3 วันที่ผ่านมา จึงยังไม่ได้แสดงอาการ "ลดธง-วางอาวุธ" ลงแม้แต่น้อย อาจารย์จักรภพกลับเล่นบท "ดุ" เลคเชอร์ความรู้เรื่องความไม่เป็นกลางของสื่อไทย ด้วยการเล่นคำว่าไม่ได้ "จัดระเบียบสื่อ" แต่จะ "จัดระบบสื่อ" แล้วยังพาดพิงไปถึงสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสว่าที่มาชอบกลจะเข้าไปตรวจสอบ ด้วยตรรกะ "ที่มาไม่ถูกต้อง จึงไม่ถูกต้องและชอบธรรม" ฝากถึง "อาจารย์จักรภพ" ที่เคารพนับถือและเคยรู้จักตัวตนและความคิดของอาจารย์ มาตั้งแต่เป็นอุปนายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ที่มีหลักคิดและวาจาสุภาพอ่อนน้อม ช่วงก่อนอาจารย์ตัดสินใจเข้าไปรับเป็น "โฆษกรัฐบาล" สมัยรัฐบาลทักษิณ เคยฟังคำวิจารณ์ค่อนข้างรุนแรงรังเกียจพฤติกรรมการแทรกแซงสื่อของอดีตนายกฯ ทักษิณด้วยความชื่นชม ต่อมาเมื่ออาจารย์จักรภพไปเป็น "โฆษก" รัฐบาลที่ไม่ค่อยมีใครในวงการสื่อมวลชนเห็นดีเห็นงามนัก แต่ก็ยังหวังว่าความเข้าใจในบทบาทการทำงานสื่อมวลชนของอาจารย์จักรภพ จะช่วยปรับความคิดหรือทัศนคติของอดีตนายกฯ ทักษิณให้เคารพสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลมากขึ้นสักเล็กน้อยก็ยังดี เมื่ออาจารย์จักรภพประกาศตัวขึ้นเวทีสนามหลวงในฐานะแกนนำ นปก. เพื่อต่อต้านการรัฐประหาร กลับกลายเป็น "นิวจักรภพ" ที่ใช้วาจาหยาบคาย ก้าวร้าวและลามปามไปถึงผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง จนเพื่อนสื่อมวลชนหลายคนงุนงงว่าอาจารย์จักรภพกำลังต้องการแสดงให้อดีตนายกฯ ทักษิณเห็นถึงความทุ่มเทสุดชีวิตจิตใจเพื่อทักษิณหรืออย่างไร การได้เป็น "รัฐมนตรี" ครั้งนี้คือผลพวงจากการสู้แบบถวายชีวิตให้อดีตนายกฯ ทักษิณกระนั้นหรือ? ปัญหาไอทีวี, ทีวีสาธารณะ, ไทยพีบีเอส, ทีวีดาวเทียม, วิทยุชุมชน, เคเบิลท้องถิ่น ฯลฯ เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าจะอรรถาธิบายสั้นๆ จนกลายเป็น Half Fact แต่ขอฝากการบ้านให้อาจารย์จักรภพใช้เวลาอ่านกฎหมายด้านสื่อโทรทัศน์ 2 ฉบับว่าด้วยอำนาจของรัฐมนตรีคือพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและเเพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ที่มีผลบังคับใช้แล้วกับพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ที่รอลงพระปรมาภิไธย อำนาจของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในการกำกับดูแลสื่อโทรทัศน์และวิทยุยังมีเหลืออยู่แค่ไหน ระวังอย่าหลงเข้าใจไปว่า "อำนาจรัฐ" ที่อาจารย์จักรภพลิ้มรสเป็นครั้งแรก หลังจากเคยวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงยังอยู่ครบถ้วนหรือไม่ บางครั้งตรรกะ "ที่มาไม่ถูกต้อง ผลลัพธ์ไม่ชอบธรรม" อาจจะไม่ใช่ตรรกะที่ถูกต้องเสมอไปในสังคมไทย ที่มีความบิดเบี้ยวในเชิงโครงสร้างอำนาจ อยากจะขอให้ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ลองนั่งปุจฉา-วิสัชนากับอาจารย์จักรภพในทิศทางและขอบเขตการกำกับดูแลสื่อของรัฐและสื่อเอกชน ว่ากำลังไปในทิศทางเดียวกันหรือสวนทางกัน จนกลายเป็น "สายล่อฟ้า" และขอให้รัฐมนตรี 4-5 คนที่ปรับตัวเป็น "นายแสนดี วจีไพเราะ" จงรักษาท่าทีเช่นนี้ให้คงเส้นคงวายาวนานที่สุด แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างหนัก โดยไม่ต้องวอกแวกว่าใครปรามาสแล้วออกมาตอบโต้รายวัน อย่างน้อยพอจะช่วยทำให้เกิดภาวะใหม่ของสังคมไทย คือการ "ลดธง-วางอาวุธ" ลงไปของคู่ขัดแย้งในสังคมตลอดกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา น่าจะช่วยทำให้กลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลการทำงานผ่านสภาผู้แทนราษฎรและสื่อมวลชน เริ่มกลับคืนสู่การทำงานในภาวะปกติ ทุกคนควร "มองไปข้างหน้า" เพื่อรวมพลังขับเคลื่อนประเทศ เลิก "มองย้อนหลัง" เพื่อจ้องชำระแค้นเอาใจ "นายใหญ่" และพวกพ้อง ในขณะที่แกนนำหลักของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อย่าง คุณสนธิ ลิ้มทองกุล จากสำนักยามเฝ้าแผ่นดิน ให้เหตุผลประกาศ "ลดธง" ลงด้วยความรู้สึกอีกแบบว่า การเมืองไทยน่าขยะแขยงเกินกว่าจะไปสนใจอีก และเลือกทางเดินใหม่ "นิวสนธิ" เดินสาย "โมเดลชาติ" ให้ความรู้ทางการเมืองและประชาธิปไตยกับประชาชนทั่วประเทศ แม้ว่าเหตุผลของ "การลดธง-วางอาวุธ" ของสองฝ่ายจะแตกต่างกัน แต่อย่างน้อยที่สุดความสับสนวุ่นวายทางการเมืองไทย ที่มาจากการขัดแย้งทางความคิดและข้อกล่าวหา "ทักษิณโกงและชั่วช้าสามานย์หรือไม่" จะไม่เป็นประเด็นหลักใช้ในการเดินขบวนขับไล่บนท้องถนนอีกต่อไปแล้ว เพราะทั้งสองฝ่ายยอมรับในกระบวนการยุติธรรมจะเป็นผู้ตัดสินว่าอดีตนายกฯ ทักษิณทุจริตและการกลับเข้าสู่การเมืองในกติการัฐธรรมนูญใหม่ สถานการณ์น่าห่วงนับจากนี้ เหลือเพียงบทบาทของอดีตนายกฯ ทักษิณ หลังเดินทางกลับมาประเทศไทยแล้วจะกลายเป็น "เงาดำ" ในสังคมไทยอีกหรือไม่ เช่น "นายกรัฐมนตรีของเรา" คนปัจจุบันจะกลายเป็นหัวหลักหัวตอ, สมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นในการ "เลี่ยง" เข้าไปเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ, นักการเมือง "เชลียร์" ในพรรคพลังประชาชนที่ผิดหวังตำแหน่งรัฐมนตรีจะเริ่มใช้ "ลิ้น" และ "ปาก" ทำงานโชว์นายใหญ่ ฯลฯ
|