พิมพ์หน้านี้
|
สัปดาห์ที่สอง "นายกรัฐมนตรีของเรา" ยังพยายามทำแต้ม"บวก" เพิ่มขึ้นได้อีกหลายแต้ม จากการ"ตีกลับ" โผรายชื่อที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรีที่ไม่เข้าท่า-น่าอายและการ "บ่น" นอกพรรคเรื่องสมาชิกบ้านเลขที่ 111 คนหนึ่งอยากจะเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ "หุ่นเชิด" อีกต่อไป แต่น่าเสียดาย "แต้มลบ" กรรมเก่าเมื่อ 31-32 ปี กำลังจะตามมา "ทวงคืน" อันเนื่องมาจากการให้สัมภาษณ์นายแดน ริเวอร์ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นประจำประเทศไทยในรายการ Talk Asia ที่เคยเป็นคู่ปรับเก่า อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรีของเรา บอกด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงไทยที่พอจะแปลความเป็นอื่นไปไม่ได้ หลังจากถูกถามถึงเหตุการณ์สังหารหมู่ที่มีนักศึกษาและประชาชนเสียชีวิตจำนวนมากกว่า 45-46 คน เมื่อวันที่ 6 ต.ค.2519 ที่ว่าไม่เป็นความจริง เพียงแต่เกิดเหตุการณ์แล้วมีเพียง "คนโชคร้าย" คนเดียวที่ตายในวันนั้น "นายกรัฐมนตรีของเรา" ยังบอกว่าตัวเองไม่ได้เข้าไปมีส่วนทำให้เกิดเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค.2519 ซึ่งในขณะนั้น "นายกรัฐมนตรีของเรา" เป็นนักจัดรายการฝีปากกล้าแห่ง "ชมรมวิทยุเสรี-สถานีวิทยุยานเกราะ เอฟเอ็ม 90.0 " ที่มีลีลาพูดปลุกระดมเร้าใจมวลชนฝ่ายขวาที่อ้างว่าเทิดทูนสถาบัน ด้วยการพูดป้ายสีการเคลื่อนไหวชุมนุมของนักศึกษาที่ต่อต้านการกลับเข้าประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ถนอม กิตติขจร ที่แอบบวชเข้ามาในประเทศไทยว่าเป็นขบวนการฝ่ายซ้ายที่มีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหนุนหลังเพื่อล้มล้างสถาบัน แล้วต่อมาเมื่อเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่และรัฐประหารในคืนนั้น "นายกรัฐมนตรีของเรา" ได้รับแต่งตั้งจากคณะรัฐประหารให้เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย เพื่อจัดการกับสื่อหนังสือพิมพ์ที่ถูกสั่งปิดทุกฉบับเป็นเวลา 3 วัน จึงออกจะเป็นห่วง "กรรมเก่า" ของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" กำลังจะตามมา "เช็คบิล" ค่อนข้างแน่นอนในเร็วๆ นี้ ซึ่งน่าจะเป็นจุดเปราะบางที่สุดของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่ไม่ควรไปพูดแตะต้องประวัติศาสตร์เหตุการณ์วันนั้น จนดูประหนึ่งว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ที่มีคนตายคนเดียว หวังว่าแกนนำในพรรคพลังประชาชนหลายคนที่เคยร่วมในเหตุการณ์วันนั้นในฐานะนักศึกษาฝ่ายซ้าย คงไม่สมองเสื่อมจากอาการมัวเมาอำนาจรัฐ จนคล้อยตามเชื่อในสิ่งที่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" พูดว่าเป็นความจริง แต่ที่เงียบอยู่คงกำลังหาทางแก้เกมการเมืองกรรมเก่าที่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" จุดประเด็นขึ้นมาเอง แต่มองในอีกด้านหนึ่ง พวกเขาอาจจะ "สะใจ" แล้วกำลังสุมไฟเร่งให้กฎแห่งกรรม "กรรมเก่า" ทำงาน เพื่อจะได้เขี่ยให้ "นายกรัฐมนตรีของเรา" พ้นทางจากตำแหน่งนี้ไปเร็วๆ เพราะหากปล่อยให้ "นายกรัฐมนตรีของเรา" แสดงตัวว่าไม่ใช่ "นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด" ไปอีกสักพัก คะแนนนิยมอาจจะไต่ทะยานขึ้น ผู้คนในฝั่งที่เคย "ถูกกระทำ" อย่างเจ็บปวดในสมัยนั้นส่วนใหญ่ยังเป็นนักศึกษา ล่วงเลยมาถึงปัจจุบันก็คงมีอายุระหว่าง 50-55 ปีเป็นส่วนใหญ่ยังไม่ถึงวัยความทรงจำเสื่อม คงยังจำได้ติดตาถึงภาพความสยดสยองของนักศึกษาที่ถูกรุมฆ่าในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พวกเขาวิ่งหัวซุกหัวซุนหลบหนีกระสุนจากกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนและลูกเสือชาวบ้านที่มีอาวุธปืนครบมือที่ยิงกระหน่ำเข้าไปในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่รุ่งสางของวันที่ 6 ต.ค.2519 แม้ว่าในสมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายภาพได้ทันท่วงที ไม่มีกล้องถ่ายวิดีโอแบบแฮนดี้แคมที่สะดวกถ่ายทุกเวลา ไม่มีอินเทอร์เน็ตเพื่อส่งภาพไปให้เพื่อนๆ ฯลฯ แต่กลับปรากฏภาพการสังหารหมู่ในเช้าวันนั้นแพร่ออกไปในสื่อมวลชนทั่วโลกที่ทำให้คนทั้งโลกตกตะลึง แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเมืองไทยที่เป็นเมืองพุทธศาสนาจะเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่เช่นนี้ ศพนักศึกษาถูกผ้าพันคอลูกเสือชาวบ้านลากกลางสนามหลวงแล้วใช้ไม้ตอกลิ่มที่หน้าอก การเผากองศพนักศึกษาและประชาชนบนยางรถยนต์ นักศึกษาถูกแขวนคอกับต้นมะขามแล้วถูกรุมตีด้วยโต๊ะเหล็ก และกระโดดเตะ ฯลฯ ใครอยากย้อนไปดูภาพเหตุการณ์เหล่านี้ และอ่านเรื่องราวที่มีการบันทึกจากปากคำของผู้อยู่ในเหตุการณ์อย่างละเอียด ลองค้นข้อมูลใน www.google.com หรือ www.yahoo.com ด้วยการใส่คำว่า 6 October 1976 และ www.google.co.th และ www.yahoo.co.th คำว่า 6 ต.ค. 2519 จะพบว่ามีการบันทึกข้อมูลและภาพเหตุการณ์ รวมทั้งการวิเคราะห์เบื้องหลังและการตีความเหตุการณ์ในแง่มุมประวัติศาสตร์ จำนวนมากมหาศาลยิ่งกว่าเหตุการณ์ใดในประเทศไทย หลังจากสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น และสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม "อัลจาซีรา"ได้ออกบทสัมภาษณ์ในประเด็นคล้ายกันในคำถามถึงเหตุการณ์วันนั้น ยังไม่มีนักข่าวไทยรวบรวมความกล้าถาม "นายกรัฐมนตรีของเรา" ถึงเหตุการณ์ในวันนั้น น่าจะเป็นเพราะรู้ดีว่าคำถามนี้จะทำให้ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่กำลังพยายามปรับตัวให้เป็น "โมเดิร์นสมัคร" ต้องออกอาการ "ตบะแตก" กลายเป็น "โอลด์สมัคร" อย่างแน่นอน หรืออาจจะเป็นเพราะสื่อมวลชนไทยที่ประจำอยู่ทำเนียบรัฐบาลและพรรคพลังประชาชนส่วนใหญ่น่าจะอายุต่ำกว่า 50 ปีและอาจจะเกิดหลังปี 2519 ที่ไม่ได้ร่วมในเหตุการณ์วันนั้น จึงยังไม่ได้รู้สึกว่าคำพูดของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่บิดเบือนประวัติศาสตร์วันนั้นเป็นสิ่งที่ควรจะทำให้กระจ่างเสียที เมื่อเทียบกับปฏิกิริยาจากคอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับได้เขียนถึงเรื่องนี้ด้วยความเจ็บปวด และไม่เคยลืมภาพสยดสยอง รวมทั้งบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับเมื่อวันเสาร์ ยังแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับคำพูดของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" แล้วเรียกร้องให้ชำระประวัติศาสตร์เหตุการณ์นองเลือด 3 ครั้งคือ 14 ต.ค.2516 , 6 ต.ค.2519 และ 15-17 พ.ค. 2535 จึงเป็นห่วง "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่ออกสตาร์ทในตำแหน่งอันทรงเกียรติได้น่าชื่นชมในช่วง 2 สัปดาห์แรก แต่อาจจะมา "ตกม้าตาย" ด้วย "กรรมเก่า" ที่มาจากคำพูดตัวเองในไม่ช้า ถ้าเลือกไม่พูดไม่ตอบคำถามเรื่องนี้กับสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นและสถานีโทรทัศน์อัลจาซีรา คงจะไม่มีใครอยากถามเรื่องเก่ากับ "นายกรัฐมนตรีของเรา "เพื่อเปิดโอกาสให้ทำงานบริหารประเทศหลังจากได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน ดังเช่นที่เคย "ตัดบท" ไม่ตอบคำถามความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาของคุณเทพชัย หย่อง ในรายการ "สยามเช้านี้" ทางช่อง 5 ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งปีที่แล้ว ด้วยความเป็นห่วง "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่มุ่งมั่นจะนั่งในเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ให้นานที่สุด ด้วยความพยายามเล่นเกมการเมืองสร้างคะแนนนิยม "คนเมือง" ค่อยๆ สลัดภาพ "นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด" จากอดีตนายกฯ ทักษิณ จนน่าจะพอเป็นความหวังได้ว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" คิดถึงวันลงจากตำแหน่งจะต้องให้คนไทยระลึกถึงด้วยความเคารพนับถือ "นายกรัฐมนตรีของเรา "เมื่อพ้นจากตำแหน่งคงไม่อยากให้ใครต่อใครกลับไปเรียกด้วยคำลบหลู่แบบเดิมว่า "ไอ้หมัก" แต่คงอยากจะให้ลูกหลานคนไทยส่วนใหญ่จดจำผลงานที่ดีๆ อย่างโครงการรถไฟทางคู่,รถไฟฟ้าใต้ดิน,อุโมงค์ส่งน้ำอีสานที่เป็นความใฝ่ฝันมานาน และยังให้เกียรติ ด้วยการเรียกติดปากว่า "นายกฯสมัคร" หรือ "คุณสมัคร" แทนคำพูดติดปาก "ไอ้หมัก" ที่เคยเป็นมาในช่วงก่อนหน้านี้ แม้ผมไม่ได้ไปร่วมอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นโดยตรงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ช่วงเวลานั้นโตพอรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อสอบเข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2521 ที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์วันนั้นมาปีกว่าๆ จึงสัมผัสซึมซับบรรยากาศความสยดสยองในวันนั้นจากร่องรอยอาคาร และคำบอกเล่าของผู้คนในธรรมศาสตร์ที่เล่าขานไม่รู้จบ จึงรู้สึกเคืองแค้นชิงชัง "นายกรัฐมนตรีของเรา" เช่นกันว่าทำไมจึงบิดเบือนเหตุการณ์วันนั้น เพียงแต่ยังหวังว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" จะเป็น "โมเดิร์นสมัคร" หรือ "นิวสมัคร" ที่รู้ร้อนรู้หนาวกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณี 6 ต.ค. 2519 ดังเช่นความพยายามพิสูจน์มาตลอดกว่า 2 สัปดาห์ว่าไม่ใช่ "นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด" และปรับวิธีการพูดกับสื่อมวลชนและสังคมที่ไม่ใช่ "ตัวจริง-เสียงจริง" ของตัวเอง จนกลายเป็น "นายแสนดี วจีไพเราะ" เพื่อสร้างความสมานฉันท์แก้ปัญหาความแตกแยกในสังคม หาก "นายกรัฐมนตรีของเรา" อยากจะทำหน้าที่บริหารประเทศไปนานๆ ด้วยความมุ่งมั่นว่าจะทำให้เกิดสิ่งดีๆ แก่ประเทศชาติตามความเชื่อของตัวเอง ควรจะลองหาหนทางเยียวยา "บาดแผลสังคม" จากเหตุการณ์วันนั้นที่ไม่ใช่ให้ลืมอดีต ซึ่งไม่ใช่การฟื้นฝอยหาตะเข็บเพื่อเอาคนผิดมาลงโทษให้สาสม "นายกรัฐมนตรีของเรา" น่าจะเริ่มต้นจากการเอ่ยปาก "ขอโทษ" ในคำพูดผ่านซีเอ็นเอ็น ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อข้อเท็จจริงในเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค.2519 แล้วสร้างกระบวนการชำระประวัติศาสตร์ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง หาก "นายกรัฐมนตรีของเรา" เชื่อมั่นว่าตัวเองไม่ได้เข้าเกี่ยวพันกับแผนสังหารหมู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเหตุการณ์ในวันนั้นเกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางความคิดของกลุ่มต่างๆ ในสังคม จนนำไปสู่การรัฐประหาร 6 ต.ค. 2519 เพื่อยุติความขัดแย้งและการนองเลือด เช่นเดียวกับข้ออ้างการรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ที่คณะทหารอ้างเหตุป้องกันไม่ให้เกิดการนองเลือดและปกป้องสถาบัน ซึ่ง "นายกรัฐมนตรีของเรา" เห็นว่าเป็นการรัฐประหารที่ไร้เหตุผลและร่วมต่อต้านการรัฐประหาร จนได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ที่มาจากการเลือกตั้งเมื่ออายุ 72 ปี ซึ่งแตกต่างตรงกันข้ามกับปี 2519 ที่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" สนับสนุนรัฐประหารจนได้เป็น "รัฐมนตรีมหาดไทย" เมื่ออายุ 41 ปีเท่านั้น มิเช่นนั้นหากไม่รีบหาทาง "ดับไฟ 6 ตุลา" ตั้งแต่ต้นลม "กรรมเก่า" จากการกระทำในอดีตที่อาจจะไม่มีใครรู้ลึกนักจะติดจรวดตามมาเช็คบิลเองดังเช่นที่เกิดขึ้นกับหลายคนที่อยู่ในกลุ่มชมรมวิทยุเสรีและลูกเสือชาวบ้าน อาจจะดับฝัน "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่มุ่งหวังอยู่นานๆ เพื่อทำให้ความใฝ่ฝันในเมกะโปรเจคเป็นจริง |
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |