วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม 2551
"นายกฯของเรา" กับ "อดีตนายกฯของเรา" บทไหนจะพิสูจน์ "นายกฯตัวจริง"
Posted by
อดิศักดิ์
,
ผู้อ่าน : 614
, 17:02:25 น.
พิมพ์หน้านี้
|
เห็นใจและสงสาร"นายกรัฐมนตรีของเรา"กับ"อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา"ที่นับจากนี้เป็นต้นไป คงจะทำตัวไม่ค่อยถูกว่าข้าพเจ้าจะวางตัวยังไงกันดีเพื่อไม่ให้เกิดคำถามว่า"นายกรัฐมนตรีตัวจริง"กลับมาแล้ว 
"นายกรัฐมนตรีของเรา"อย่าไปโมโหโกรธานักข่าว เมื่อถูกถามจี้ใจดำเรื่องประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีซ้อนกัน 2 คน เพราะนั่นยิ่งจะทำให้ชาวบ้านอ่านออกมองทะลุว่า"นายกรัฐมนตรีของเรา"กำลังคิดหนัก จนหงุดหงิดไม่สบายใจจริงๆ อุตส่าห์พูดดักคอดักหน้าไว้ 1 วันก่อน"อดีตนายกรัฐมนตรี"จะเดินทางกลับมาประเทศไทย แต่กลับไร้ความหมายทำให้"ราคาคำพูด"แทบไม่มีเลย เชิงปรามไม่ให้"คนรักทักษิณ"ไปต้อนรับที่สนามบินกันเอิกเกริกเกินไปหรือไม่ไปได้ยิ่งดี เพื่อไม่ให้กลายเป็นเรื่องน่า"หมั่นไส้" โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพรัฐมนตรีมหาดไทย"ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง"ที่คงทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยิน"นายกรัฐมนตรีของเรา"พูดปรามไว้ เดินอาดๆ อกผายไหล่ผึ่งเคียงคู่"อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา"ออกมาจากประตูสนามบิน แล้วเห็นแวบๆ ใครบางคนรีบฉุดแขนไว้ไม่ให้เดินหลุดเข้าไปบังฉาก"กราบแผ่นดิน"ที่ได้วางพล็อตล่วงหน้าไว้แล้ว นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ระดับออสการ์ของ"ผู้กำกับภาพ"ที่ทำให้ภาพนี้ สามารถยึดครองพื้นที่สื่อทั้งในระดับประเทศและระดับโลกได้อย่างพร้อมเพรียง จนคนรักทักษิณ"น้ำตาท่วม"สนามบินสุวรรณภูมิและทั่วประเทศไทยที่ได้ดูภาพสดๆ ทาง"โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ"ทุกช่อง

แม้ว่าหลังจากคืนก่อนเดินทางกลับประเทศได้ยืนยันผ่านโทรทัศน์อย่างน้อย 2 ช่องว่าพร้อมจะกลับมาให้หายคิดถึงแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่"คนรักทักษิณ"ไม่ได้ออกไปต้อนรับมากเกินไป จากเคยคุยข่ม"คนชังทักษิณ"จาก"ลิ่วล้อขุนพลห้อย-โหน"เตรียมแผนระดมคน"ล้านคน"เพื่อแห่แหน"นายใหญ่"กลับมาอย่าง"วีรบุรุษประชาธิปไตย" เอาเถอะใครจะรู้สึก"หมั่นไส้"อย่างไรก็เป็นเรื่องของ"ใจเขาใจเรา"ที่ไม่สามารถหักห้ามกันได้ เลือกตั้งผ่านมาแล้วพิสูจน์ว่าใครชนะ หนักนิดเบาหน่อยควรจะอภัยกันได้แล้ว "คนชังทักษิณ"ควรจะกลั้นใจเปิดใจให้กว้าง ยกให้เป็นวันของ"อดีตนายกรัฐมนตรี"สักวัน "Today is your Day" ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราดูบ้าง คนเราลองระหกระเหินเร่ร่อนเป็น"สัมภเวสี"ในต่างแดนมาร่วมกว่า 500 วัน แทบไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้กลับมาเหยียบแผ่นดินเกิดได้อย่างสง่าผ่าเผยเช่นนี้ ย่อมรู้สึกอยากจะ"กราบแผ่นดิน"ไม่ต่างกันมากนัก ยิ่งเป็นแผ่นดินสนามบินสุวรรณภูมิที่ตัวเองเร่งสร้างจนเกิดปัญหารันเวย์ร้าว "นายกรัฐมนตรีของเรา"อย่าได้รู้สึกน้อยอกน้อยใจเป็นอันขาด น่าจะรู้อยู่เต็มอกแล้วว่าสักวันหนึ่งวันนั้นจะต้องมาถึง เพราะ"อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา"เฉลยออกมาแล้วว่าคิดถึงบ้านใจจะขาด อยากกลับมาตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 2549 ภายหลังจากถูกรัฐประหาร 1 วันโน่น น้ำใจนักกีฬาช่างประเสริฐแท้ๆ

อย่างน้อยที่สุดบรรยากาศเมื่อตอนสายวันที่ 28 ก.พ. คงทำให้"คนรักทักษิณ"ที่เป็น"โรคคิดถึงขั้นรุนแรง"ได้จางหายไปบ้าง ไม่ต้องคอยชะเง้อถามว่า"อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา"จะได้กลับบ้านเมื่อไร เปรียบได้ไม่ต่างจากการอดใจรอคอยดูภาพยนตร์เรื่องเด็ดๆ ที่มีการโหมโฆษณาล่วงหน้ามานาน เปิดรอบปฐมทัศน์จึงมักแน่นขนัดเป็นธรรมดาของสัตว์โลกที่อยากรู้อยากเห็น แล้วหลังจากนั้นเมื่อได้ชมกันอิ่มหนำเต็มอุราแล้วก็จะทำให้กระแสฟีเวอร์ค่อยๆ ผ่อนคลายลงไปเอง เมื่อ"อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา"กลับบ้านกราบแผ่นดินได้สมราคาการรอคอยจากผู้กำกับระดับสุดยอดออสการ์กับลูกโลกทองคำ ขั้นตอนการเยียวยาสังคมให้สมานฉันท์ระหว่าง"คนชังทักษิณ"กับ"คนรักทักษิณ" นับจากนี้จะไปทางไหนก็จะขึ้นอยู่กับการวางบทของ"นายกรัฐมนตรีของเรา"กับ"อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา"เป็นส่วนใหญ่ "นายกรัฐมนตรีเงา"หรือ"ผู้นำฝ่ายค้าน"คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คงจะรับบทก๊อกๆ แก๊กๆ เป็นตัวประกอบไปอีกพักใหญ่ๆ จนกว่าจะถึงบทยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี หาก"นายกรัฐมนตรีของเรา"กับ"อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา"เล่นผิดบทกันบ่อยๆ ส่วน"คนชังทักษิณ"ไม่ว่าจะตั้งกลุ่มตั้งแกนชื่อเท่ๆ ใหญ่ๆ อลังการแค่ไหน คงแทบจะไม่มีพิษสงอันใดในการระดมพลชุมนุมขนาดใหญ่ระดับครึ่งสนามหลวงหรือเต็มราชดำเนินกลาง ตราบใดที่บทบาทระหว่าง"นายกรัฐมนตรีของเรา"กับ"อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา"ไม่เกยหรือทับซ้อนกัน จนแยกไม่ออกว่าใครเป็น"นายกรัฐมนตรีตัวจริง"ในการสั่งการบริหารประเทศ ปัญหาร้ายแรงจะไม่มีวันเกิดขึ้นจนปะทะเลือดตกยางออกกลายเป็นข้ออ้างรัฐประหารอีกรอบ "นายกรัฐมนตรีของเรา"อย่าได้หงุดหงิดเก็บกดความน้อยอกน้อยใจจนเก็บอาการไม่อยู่ แล้วเผลอพูดกับฝรั่งต่างชาติว่า" Today is my day"อีกเป็นอันขาด ควรจะยอมรับความจริงว่า"นายใหญ่"คนที่ขอร้องให้มาช่วยทำหน้าที่"ถือธง"นำพรรคพลังประชาชนกลับมาบ้านแล้ว ฝากถึงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลงานประชาสัมพันธ์และสื่อของรัฐ"อาจารย์จักรภพ เพ็ญแข"ช่วยอบรม"ลูกศิษย์"รองโฆษกฯหมาดๆ"ศุภรัตน์ นาคบุญนำ"ที่คงยังไม่สามารถสลัดจิตวิญญาณนักข่าวออกไปได้อย่างหมดจด จึงยังมีสัญชาตญาณ"จมูกข่าว"อยู่อย่างเต็มที่ เริ่มต้นทำงานใหม่จำเป็นต้องหาคะแนนเสียงให้ตัวเอง ด้วยการปล่อย"ฮิ้นข่าวชั้นดี"กับนักข่าวทำเนียบที่ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนวิ่งไล่หาข่าวจาก"นายกรัฐมนตรี"ทุกคนมาด้วยกัน "นายกรัฐมนตรีของเรา"จึงไม่ควรใช้"วาจาไม่เป็นผู้ใหญ่"ไม่เชื่อคำเตือน อยากเป็นนายกรัฐมนตรีนานๆ จะต้องทำตัวเป็น"นายแสนดี วจีไพเราะ"กับสื่อที่เป็นคู่รักคู่แค้นตลอดกาล เพราะรู้ตัวดีว่าหัวเดียวกระเทียมลีบในพรรคพลังประชาชน อย่าไปตำหนิดูถูกนักข่าวเมื่อถามคำถามนี้ เพราะได้มาจากรองโฆษกรัฐบาล"ที่บอกว่า"นายกรัฐมนตรีของเรา"พูดยืนยันกับผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯว่า" Today is my Day"วันนี้เป็นวันของผม เพื่อให้มหามิตรมะกันเชื่อว่าประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีคนเดียว ไม่ใช่กำลังมีอยู่ 2 คนอย่างที่สื่อต่างประเทศ"วิเคราะห์เป็นตุเป็นตะ อีกคนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง"คุณหมอเลี้ยบ" สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ก็เช่นกัน เผลอ"พูดจากใจ"ว่าจะไปขอคำปรึกษาเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจาก"อดีตนายกรัฐมนตรี"และคิดดังๆ ออกมาให้ได้ยินชัดๆว่าตั้งใจจะเชิญมาเป็น"ที่ปรึกษา"ด้วย นักข่าวคาบคำพูดของ"หมอเลี้ยบ"ไปถาม"นายกรัฐมนตรีของเรา"ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา นักข่าวไม่ได้อยู่ดีๆ นึกสนุกคิดคำถามขึ้นมา"เสี้ยม"นายกรัฐมนตรีของเรากับ"อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา" เข้าทำนองสุภาษิต"ไม่มีมูล-สุนัขไม่ขี้"

"นายกรัฐมนตรีของเรา"ควรจะแสดงความมั่นใจตัวเองว่าเป็น"นายกรัฐมนตรีตัวจริง"ไม่ใช่"นายกรัฐมนตรีนอมินี"ของหน้าไหนทั้งสิ้น ด้วยการมองผลประโยชน์ของประเทศเป็นลำดับแรก อย่าให้"อดีตนายกรัฐมนตรี"หรือลิ่วล้อบริวารแอบ"สนตะพาย"หรือ"สั่งการ"หลังทำเนียบรัฐบาลเป็นอันขาดหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อช่วยให้ตัวเองและครอบครัวหลุดคดี เมื่อลั่นวาจาคำไหนเป็นคำนั้น เช่น เมื่อปรามว่าอย่าไปต้อนรับให้เอิกเกริก เห็นรัฐมนตรีคนไหนไม่เชื่อฟังก็ตำหนิผ่านสื่อได้ ฯลฯ คำพูด"นายกรัฐมนตรีของเรา"จะต้องทำให้ศักดิ์สิทธิ์และน่าเชื่อถือ ไม่ใช่ถ่มน้ำลายเปล่าๆ พูดไปแล้วไม่มีใครเชื่อฟัง กลับไปล้อมหน้าล้อมหลังฟัง"อดีตนายกรัฐมนตรี"ที่ออกปากแล้วว่าอยากจะกลับมาช่วยชาติ แต่จะไม่เล่นการเมืองอีกแล้ว เลิกแล้วจ้ะ เปรียบได้กับ"อดีตนายกรัฐมนตรี"ออกปากว่าจะบวชเพื่อตัดขาดจากทางโลก การนำเรื่องราวยุ่งๆ ทางโลกไป"กวนใจ"ให้รับรู้หรือขอคำปรึกษา ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะไม่ควรด้วยประการทั้งปวง เมื่อ"อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา"เปล่งวาจาว่าจะเลิกเล่นการเมืองอย่างเด็ดขาดแล้ว "นักการเมืองลูกแหง่"ทั้ง หลายในพรรคพลังประชาชนและสมาชิกบ้านเลขที่ 111 จงอย่าได้ไปแวะเวียนขอคำปรึกษาเรื่องการเมืองและการเงินกับฯพณฯอีกเลย นานๆ ไปครั้งไม่เป็นไรตามประสาคนรู้จักชอบพอกัน แต่อย่าไปบ่อยๆ เพื่อชิงพื้นที่สื่อจะไม่เป็นผลดีกับความรู้สึกของ"นายกรัฐมนตรีของเรา"ที่จะไม่มีสมาธิทำงานเพื่อประเทศตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ โดยเฉพาะรัฐมนตรีมหาดไทย ดร.เฉลิม ที่อยู่ในสภาพหัวเดียวกระเทียมลีบในพรรคพลังประชาชน เช่นเดียวกับ"นายกรัฐมนตรีของเรา"ก็ควรจะรู้สถานะตัวเองว่าเป็น"รัฐมนตรีมหาดไทย"ที่มีบทบาทกำกับดูแล"ผู้ว่าราชการทั่วประเทศ" กำหนดจะ"ระยะห่าง"กับ"อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา"ไว้อย่างน้อยไกลเกินกว่ารัศมีสายตามองเห็น แล้วเอาเวลาส่วนใหญ่ไปตระเวนตรวจงานให้ครบ 76 จังหวัดจะดูดีกว่าแน่ๆ ระวัง"คนหมั่นไส้"และ"คนอิจฉา"มีเยอะมากจริงๆ ทั้งในพรรคพลังประชาชนและชาวบ้าน"คนรักทักษิณ"กับ"คนชังทักษิณ"ที่รู้ๆ กันอยู่ว่า"ดร.เฉลิม"เข้ามาลงทุนช่วงหลังๆ แล้วหน้าไม่อายชุบมือเปิบไปได้พอประสารแล้วยังไม่พออีกหรือ "อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา"ที่พูดด้วยเสียงสั่นเครือว่าการกลับมาครั้งนี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง อยากจะใช้ชีวิตอย่างสันติ สร้างสรรค์ ใช้ชีวิตกับครอบครัว ขอทำประโยชน์ให้ประเทศชาติในด้านกีฬา การศึกษา สิ่งไหนที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทยก็พร้อมจะทำ อยากให้"อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา"จัดพิธีสาบานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ยืนยันจะรักษาสัจจะวาจาไม่"พูดอย่าง ทำอย่าง"ดังเช่นในอดีต ขอกันเพียงแค่นี้ก็จะทำให้นักข่าวไม่ตั้งคำถามกับ"นายกรัฐมนตรีของเรา"ว่าเป็น"ตัวจริง"หรือ"ตัวปลอม"หรือคอยไปดักเกาะติด"อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา"จนต้องแอบเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมเพนนินซูล่าหลังจากนอนได้แค่ 2 คืนเท่านั้น หาก"นายกรัฐมนตรีของเรา"ทำได้เช่นนี้ จะช่วยทำให้"นายกรัฐมนตรีของเรา"เดินทางไปเยือนต่างประเทศในฐานะ"ผู้นำประเทศไทย"ได้อย่างเต็มภาคภูมิ" Thai Prime Minister"โดยไม่มีคำขยายว่ายังเป็นนอมินีใคร พูดจาภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจเต็มร้อยว่า"Today is my day" โดยไม่ต้องไปอารมณ์เสียย้อนถามนักข่าวฝรั่งว่าสติปัญญาพวกคุณมีแค่นี้? นักข่าวฝรั่งคงไม่ปล่อยให้"นายกรัฐมนตรีของเรา"ดูถูกแบบเดียวกับนักข่าวไทยที่แสนจะดีกับผู้นำประเทศ
|