พิมพ์หน้านี้
|
ผมค่อนข้างเป็นห่วง "นายกรัฐมนตรีของเรา" ว่า กำลังบริหารประเทศด้วย "ปาก" สไตล์ "ชิมไปบ่นไป" แตะๆ บ่นๆ ไปทุกเรื่อง แต่กลับยังไม่ได้แสดงให้เห็นว่า กำลังลงมือทำงาน อย่างมุ่งมั่นให้เป็นเรื่องเป็นราวได้สักเรื่อง มิหนำซ้ำยังออกอาการชักเข้าชักออกระหว่าง "ความคิดเห็นส่วนตัว" กับ "นโยบายรัฐบาล" เป็นห่วงว่าจะเหมือนกับการชนะเลือกตั้งคะแนนเกินล้านเสียง เป็น "ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร" ครบ 4 ปี แต่เมื่อพ้นตำแหน่งกลับไม่มีใครจดจำผลงานได้เลยสักเรื่องเดียว เพราะค้นไม่เจอจริงๆ ยกเว้นคดีข้อกล่าวหาทุจริตรถดับเพลิงที่กลายเป็นมลทินติดตัว อย่าหาว่าด่วนติเรือทั้งโกลนยังไม่ทันได้เปิดโอกาสให้ทำงาน แต่ด้วยความเป็นห่วงจริงๆ ว่า สไตล์แตะๆ บ่นๆ ไปทุกเรื่องเช่นนี้จะไปไม่รอด ไม่เว้นแม้กระทั่งเงินเดือนนายกรัฐมนตรีที่ได้แค่เดือนละแสนบาทต้นๆ ทำให้ต้อง "ขายของเก่า" เอาต้นฉบับหนังสือของตัวเองเมื่อ 30 ปี "การเมืองเรื่องตัณหา" มาตีพิมพ์ใหม่ขายในงานสัปดาห์หนังสือปีนี้ บ่นดังๆ ออกมาอย่างนี้ ถ้าเป็นนักการเมืองคนอื่น คือการส่งสัญญาณให้รู้ว่า ถึงเวลา "ส่งส่วย" ได้แล้ว ใครต้องการวิ่งเต้นเพื่อขอให้อนุมัติโครงการ จะได้วิ่งถูกช่องทางว่า รัฐมนตรีคนนี้ "เล่นด้วย" แต่ผมไม่เชื่อว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" จะส่งสัญญาณเคาะกะลาขอเงินเช่นนั้น และเชื่อว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" บ่นดังๆ ด้วยความใสซื่อจริงๆ เพื่อต้องการสื่อความหมายตรงไปตรงมาว่า เงินเดือนนายกรัฐมนตรี 100,750 บาท เมื่อหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว จะเหลือแค่ 86,000 บาท เทียบกับตำแหน่งผู้บริหารบริษัทเอกชนแค่ระดับ VP เท่านั้นเอง หากเป็นระดับ CEO บริษัทขนาดกลางๆ ก็หลายแสนบาทแล้ว และจะสูงถึงระดับล้านบาทต่อเดือนในบริษัทขนาดใหญ่หรือธนาคารขนาดใหญ่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไม่ควรพูดตอบโต้ไปเรื่อยเปื่อยทุกหัวข้อสวมวิญญาณนักโต้วาทีเก่า โดยไม่มีจุดมุ่งหมายแน่ชัดว่า จะต้องการสื่อสารกับสังคมว่ารัฐบาลชุดนี้ กำลังมุ่งมั่นผลักดันเรื่องนั้นๆ ให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้กับสภาผู้แทนราษฎร ยกตัวอย่าง เรื่องการสนับสนุนแนวคิดการเปิด "กาสิโน" ที่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ไม่ต้องการให้เรียกว่า "บ่อน" ซึ่งโดยเนื้อแท้ถามชาวบ้านคนไหน มันก็คือ "บ่อนขนานใหญ่" ที่ไม่ใช่แค่การเล่น "ไพ่รัมมี่" ตามบ้าน บ่นไปบ่นมา กลับกลายเป็น "ความคิดเห็นส่วนตัว" ไม่ใช่ "นโยบายของรัฐบาล" แล้วกลับโทษสื่อมวลชนว่า แค่ตอบคำถามชาวบ้านในรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ทำไมต้องนำมาขยายความ จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ผู้สื่อข่าวเด็กๆ ที่วิ่งไล่ตามข่าว "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่ทำเนียบรัฐบาล คงยังไม่อยากถือสาหาความกับ "นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ ที่อุตส่าห์แสดงมิตรไมตรีบอกกล่าวไว้ว่าจะไม่ทะเลาะกับสื่อมวลชน เพื่อขอโอกาสบริหารบ้านเมืองในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ตัวเองใฝ่ฝันมานานนม สัปดาห์ที่แล้ว "นายกรัฐมนตรีของเรา" พูดอธิบายความในรายการโทรทัศน์ "สนทนาประสาสมัคร" เป็นตุเป็นตะในรูปแบบการตอบคำถามจากผู้ชมว่า เห็นด้วยกับการเปิด "กาสิโน" แล้วยังออกมาย้ำแถลงกับผู้สื่อข่าวหลังรายการโทรทัศน์อีกว่า รัฐบาลจะเดินหน้าเรื่องนี้แน่ วันต่อมากลับจากเยือนประเทศกัมพูชายังยืนยันหนักแน่นว่า ถ้ารัฐบาลนี้อยู่ครบ 4 ปี ได้เห็น "กาสิโน" เกิดขึ้นแน่ๆ คำพูดของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่ลำดับความต่อเนื่องอย่างนี้ จะถือว่าเป็น "ความเห็นส่วนตัว" หรือ "นโยบายของรัฐบาล" รายการ "สนทนาประสาสมัคร" ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ทุกวันอาทิตย์ ที่เป็นรายการสดมีทั้งคุณและโทษ "นายกรัฐมนตรีของเรา" จัดรายการได้ 4 สัปดาห์ แต่ดูเหมือนว่าแก่นสารจริงๆ ยังไม่ได้เรื่องได้ราวมากนัก นโยบายเศษสตางค์แก้เศรษฐกิจ กลายเป็นเรื่อง "ชวนหัว" แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ปลายเหตุ พ่อค้าแม่ค้าไม่ได้คล้อยตามและชาวบ้านก็ไม่ได้รู้สึกว่า จะช่วยทำให้ข้าวของราคาลดลง ในขณะที่กรมธนารักษ์ออกมายืนยันว่า เหรียญเศษสตางค์ 25 ,50 สตางค์ และ 1 บาทกับ 2 บาทไม่ได้ขาดแคลน จึงแทบไม่เกี่ยวกับราคาสินค้าแพงขึ้น เพราะเศษสตางค์ไม่มี "นายกรัฐมนตรีของเรา" กลับบริภาษผู้คนว่าจับความไม่ถูกต้อง ไม่ได้หมายความว่าให้กลับไปใช้เศษสตางค์ 25,50 สตางค์ แต่หมายถึง 1 บาทเป็นหลัก จึงต้องย้อนถามกลับ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ว่า "แล้วไง" ต้นเหตุเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพงมาจากราคาก๋วยเตี๋ยวข้าวแกงตั้งขึ้นราคาลงท้ายครั้งละ 5 บาท แทนที่จะเป็น 1 บาทอย่างนั้นหรือ คำตอบคือไม่ใช่ แต่สาเหตุหลักมาจาก "ต้นทุน" ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันเป็นหลัก แนวทางแก้ไขจึงควรมุ่งไปแก้ไขที่สาเหตุหลัก อย่า "บ่น" แต่เรื่องปลายเหตุไม่ใช่แก่นปัญหา แล้วทำให้ชาวบ้านที่มีความรู้น้อยฟังเพลินๆ จะคล้อยตามเห็นด้วยกับ "นายกรัฐมนตรีของเรา" แต่เมื่อพวกเขากลับไปอยู่ใน "โลกความเป็นจริง" กลับพบว่าสิ่งที่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" พูด ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาจริงในระยะยาว เป็นแค่ "ยาดม" ก่อนส่งเข้าไปนอนโรงพยาบาลรอผ่าตัดใหญ่เท่านั้นเอง แบบเดียวกับการแก้ปัญหาราคาหมูหน้าเขียง ที่ รองนายกฯ และรัฐมนตรีพาณิชย์ "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ" เร่งรีบใช้วิธีการแทรกแซงกลไกราคาแบบ "จิตวิทยาการตลาด" ขอให้ห้างใหญ่ 4-5 แห่ง ช่วยลดราคาเนื้อหมูแดงจาก 120 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 98 กิโลกรัม เพื่อดึงราคาหมูหน้าเขียงในตลาดลดลง ตัวเลขราคาเนื้อหมูต่ำกว่า 100 บาท น่าจะเป็นตัวเลขในเชิงจิตวิทยาการตลาดควักแบงก์ร้อยใบเดียวย่อมดีกว่าควักแบงก์ร้อยกับเหรียญสิบบาท แต่ผู้เลี้ยงหมูที่เป็นผู้ผลิตต้นทางยังรับภาระต้นทุนราคาอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นเช่นเดิม ย่อมแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้กดราคาเนื้อหมูหน้าเขียงลดลงด้วยวิธีนี้ โดยราคา "หมูเป็น" จากเล้ายังไม่สามารถลดลงได้เลย มิหนำซ้ำ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ยังทำได้แค่บอกว่า "หมูแพงก็อย่าไปกิน" ที่เป็นสไตล์เดิมอาหารแพงก็ไปซื้อโครงไก่มาต้มฟักกินกับข้าวได้ทั้งบ้าน แล้วแสดงรสนิยมเชิญชวน "สูตรโครงไก่ต้มฟัก" ที่มีรสชาติอร่อยกว่าหมู ด้วยความเชื่อว่า เมื่อชาวบ้านไม่กินหมูหรือกินหมูน้อยลง ก็จะทำให้ราคาลดลงเอง ตรรกะเศรษฐศาสตร์แบบดีมานด์-ซัพพลายง่ายๆ ชาวบ้านฟังเพลินๆ ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นได้ เมื่อความต้องการซื้อของน้อยลง จะทำให้ราคาสินค้านั้นลดลงไปเอง แต่ในความเป็นจริงหากต้นทุนการผลิตไม่ลดลงเลย แม้ว่าดีมานด์หรือความต้องการลดลง เพราะสินค้านั้นแพงขึ้น แต่จะไม่ช่วยทำให้ราคาลดลงมากนัก ถ้าหากพ่อค้าแม่ค้าขายสินค้านั้น "ขาดทุน" สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือพ่อค้าแม่ค้าจะเลิกขายสินค้าที่ขายแล้วขาดทุนไปขายสินค้า ที่มี "กำไร" แทน ซัพพลาย คือจำนวนสินค้าราคาแพงนั้นจะเริ่มลดน้อยลงหายากขึ้นเพราะพ่อค้าน้อยลง ในขณะที่ราคาสินค้านั้นอาจจะลดลงบ้าง แต่จะไม่ลดลงในสัดส่วนมากนัก พ่อค้าที่มีสินค้าหลายๆ รายการที่มีขายขาดทุนกับยังมีกำไร จะลดราคาสินค้าบางรายการลงบ้าง เพื่อกระตุ้นลูกค้าให้ตัดสินใจ ผมคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ขาด "นักเศรษฐศาสตร์" ที่มีความเข้าใจกลไกราคาและการผลิตอย่างแท้จริง จึงออกนโยบายแก้ข้าวยากหมากแพงแบบตลกๆ คิดหัวข้อโต้วาทีสนุกๆ "เศษสตางค์แก้ปัญหาข้าวแกงแพงได้หรือไม่" คิดแบบนักการตลาดสั่งลดราคาเนื้อหมูหน้าเขียงแค่ไม่กี่แผงแล้วหวังว่าราคาทั่วไปจะลดลง ฯลฯ ชุดนโยบายอีกหลายชุดที่แสดงให้เห็นว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" ยังไม่ได้ลงลึกในเรื่องที่ไม่ถนัด แต่กลับใช้วิธี "ฟังเขาว่า" แล้วอาสามาขยายความต่อ ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะสามารถใช้วาทศิลป์โน้มน้าวชาวบ้านให้เชื่อตามนั้นได้ เช่น ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี "วุฒิพงศ์ ฉายแสง" ที่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ออกมาเห็นดีเห็นงามหลังจากฟังผู้เชี่ยวชาญ 1-2 คนที่มีงานวิจัยมาเสนอ โดยไม่ได้ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร" สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล" สักคำว่าเห็นด้วยหรือไม่ นโยบายปลูกยูคาลิปตัสพันธุ์ใหม่บนคันนาแก้จน ผมได้มีโอกาสคุยกับรัฐมนตรีสมศักดิ์เมื่อสัปดาห์ก่อน ได้ความว่ากระทรวงเกษตรฯ ไม่เห็นด้วยกับการปลูกยูคาลิปตัสบนคันนา เพราะพื้นที่นาปลูกข้าวได้ย่อมมีธาตุอาหารในดินอุดมสมบูรณ์ ปลูกยูคาฯ บนคันนาย่อมโตเร็วกว่าปกติ ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่เลย แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีในโควตาพรรคชาติไทย ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลย่อมเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ใช่พรรคแกนนำอย่างพรรคพลังประชาชนอย่างรัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ที่มาด้วยโควตา "ขาใหญ่" เสียงดังตระกูล "ฉายแสง" รัฐมนตรีสมศักดิ์มีมารยาทและเป็นผู้ใหญ่พอ จึงยังไม่อยากออกมาแย้งว่า ความเชื่อเช่นนั้นของรัฐมนตรีวุฒิพงศ์ไม่เป็นความจริง และกระทรวงเกษตรฯ ที่มีหน้าที่โดยตรงไม่เห็นด้วย เพื่อไม่ให้เกิดภาพความขัดแย้งในรัฐบาลกลายเป็นเกาเหลาคู่ใหม่อีก รัฐมนตรีอีกคนที่น่าห่วงมากคือ รัฐมนตรีสาธารณสุข "ไชยา สะสมทรัพย์" ที่มั่นใจตัวเองสุดขีดในทุกๆ เรื่อง โดยไม่ศึกษาให้ถ่องแท้ ว่า ควรจะตัดสินใจอย่างไรในฐานะ "รัฐมนตรีสาธารณสุข" คุณไชยากำลังกลายเป็น "สายล่อฟ้า" ให้บรรดาหมอๆ ในกระทรวงสาธารณสุขรวมตัวกันล่าชื่อถอดถอนจากรัฐมนตรีเป็นรายแรก อย่าลืมเป็นอันขาดว่า อดีตรัฐมนตรีสาธารณสุข" รักเกียรติ สุขธนะ" เคยถูกเล่นงานจนติดคุกมาแล้วจากคดีทุจริตยา เขียนมาทั้งหมดด้วยความเป็นห่วง "ขิงแก่" เผ็ดจัดอย่าง "นายกรัฐมนตรีของเรา" คนนี้ หากปล่อยให้สไตล์การบริหารประเทศแบบชิมไปบ่นไปเช่นนี้อีกสัก 1-2 เดือน จะค่อยๆกลายเป็น "ตาแก่ขี้บ่น" บริหารประเทศด้วย "ปาก" อย่างเดียวเป็นจริงอย่างที่ถูกปรามาสไว้ หาใช่ "นายกรัฐมนตรี" ที่มีวุฒิภาวะเป็น "ผู้นำประเทศ" ตัวจริงเสียงจริง "วางใจ" ฝากบ้านเมืองไว้ได้
|
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||