• อดิศักดิ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : adisak@nationgroup.com
  • วันที่สร้าง : 2006-12-12
  • จำนวนเรื่อง : 96
  • จำนวนผู้ชม : 54256
  • จำนวนผู้โหวต : 126
  • ส่ง msg :
คิดใหม่วันอาทิตย์
วิพากษ์วิจารณ์การเมือง เศรษฐกิจ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/adisak
วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม 2551
การเมือง "เน่าเหม็น" อย่าเบื่ออย่าเบือนหน้าหนี
Posted by อดิศักดิ์ , ผู้อ่าน : 479 , 20:15:06 น.  
พิมพ์หน้านี้


พบปะผู้คนในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ยินแต่เสียงบ่นเบื่อจะอ้วกกับ "การเมืองไทย" ที่วนกลับไปเรื่องที่น่าเบือนหน้าหนีมากกว่าเดิม
  จนหลายคนเลิกอ่าน-เลิกฟัง-เบือนหน้าจาก "ข่าวการเมือง" ที่ยังเป็นพาดหัวหลักของหนังสือพิมพ์กรอบเช้า, ประเด็นโอชะของรายการคุยข่าวทางโทรทัศน์ ฯลฯ
   ความเบื่อความเซ็งบรรยากาศการเมืองไทยระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงยิ่งกว่าครั้งใดๆ
  อันเนื่องมาจากมาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองต่ำเตี้ยลงเรื่อยๆ และการบริหารประเทศบนหลักธรรมาภิบาลมาตรฐานสากลได้กลายเป็นเรื่อง "ชวนหัว" ของรัฐมนตรีหลายคนที่มีปูมหลัง น่าสะอิดสะเอียน และ "แหล่งที่มา" เป็นรัฐมนตรีล้วนโยงใยแปลกๆ
    เจ้าพ่อท้องถิ่นที่หลงตัวเองว่ามือปืนรู้จักดี, นักตบทรัพย์ที่ไม่เคยละโอกาสกินขี้, "หน้าห้อง" คนหิ้วกระเป๋านักการเมืองบ้านเลขที่ 111 ที่ทำเป็นแค่สร้างภาพรบกวนนักเรียนสอบเอเน็ต, "หลังบ้าน" ที่ดูเหมือนไม่ประสีประสาว่าสามีหาเงินมาจากไหนให้ใช้, "ขิงแก่" ราขึ้นที่ควรปลดระวางไปแล้วแต่ยังหามมานั่งเป็น "นอมินี" ฯลฯ 
  แม้ว่าจะได้ความชุ่มชื่นพอจุดประกายความหวังได้กลับมาบ้างเล็กน้อย จากผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานครที่ "คนกรุงเทพฯ กว่า 7 แสนคะแนนคิดเป็นกว่า 49% ของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งพากันไปเลือกคุณรสนา โตสิตระกูล นักต่อสู้ภาคประชาชนเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลและกลั่นกรององค์กรอิสระ
  แม้ว่าอีกกว่า 4 แสนได้แบ่งคะแนนครึ่งๆ ให้กับ "นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์" ที่มีจุดยืนพร่าๆ มัวๆ กับ "นักแต่งเพลง" ที่เป็นลูกจ้างบริษัทบันเทิงใหญ่เกลอกับ "อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23"


   คนกรุงเทพฯ กว่า 7 แสนคนที่เลือกคุณรสนาถูกสบประมาทว่า "ไม่ฉลาด" หรือ "โง่บัดซบ" นั่นแหละ และยังนิยม "ซ้าย" ต่อต้านความเจริญของสังคมทุนนิยมเสรีในสายตาของอดีตนักเรียนนอกสายเลือดสกุลผู้ดี ซึ่งคงใช้ชีวิตอาศัยอยู่บน "แผ่นดินไทย" น้อยไปสักหน่อย ทำให้ "รู้จัก" สังคมไทยแบบตื้นเขินเต็มประดา
   จึงแกล้งมืดบอดมองไม่เห็นความชั่วช้าสามานย์จากการขายสมบัติรัฐวิสาหกิจของนักการเมืองเข้ากระเป๋าตัวเองที่เกิดขึ้นในรัฐบาลปี 2544-2549 และคงมาจาก "พ่อแม่" ไม่มีเวลาสั่งสอนอบรมมาตรฐานทางจริยธรรมและทำให้เข้าใจรู้จักรากฐานปัญหาสังคมไทยมากพอ  เพราะหลังเจ้าตัวกลับจากเมืองนอกก็มัวแต่ทำงานหาเงินเพื่อความร่ำรวยชื่อเสียงอย่างเดียว
   เจ้าตัวจึงมักออกอาการหลงตัวเองว่าชาติตระกูลดีการศึกษาเมืองนอก เลอเลิศเสียเต็มประดาอยากจะสถาปนาตัวเองเป็น "นักคิด" ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ปากกล้าวิจารณ์ทุกคน  ไม่เว้นแม้กระทั่งแขวะคนใหญ่คนโตในบ้านเมืองอยู่เป็นประจำในคอลัมน์หนังสือพิมพ์ภาษาฝรั่งที่ไม่ได้สื่อสารกับคนไทยที่ส่วนใหญ่ไม่รู้ภาษาฝรั่งอย่างลึกซึ้ง
   และยังพยายาม "เอาดี" เป็นนักจัดรายการโทรทัศน์มา 5-6 ปี แต่กลับไม่ค่อยมีใคร "ปลื้ม" หรือหาคนจำชื่อจริงไม่ได้ รู้แค่จากนามสกุลว่าเป็นลูกชายผู้ว่าแบงก์ชาติ จนกระทั่งถึงคราวดังเป็นพลุจากการทะเลาะกับพิธีกรคุยข่าวมือหนึ่งของประเทศในรายการเดียวกัน
    เจ้าตัวจึงเร่งหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาขายยาสีฟัน, รถเก๋ง, เล่นหนัง, ออกอัลบั้มเพลง ฯลฯ สิ่งที่ทำมาทั้งหมดเพื่อต้องการ "ความดัง" เป็นพลุให้เป็นที่รู้จักของผู้คนในสังคมและลบปมด้อยใต้เงาพ่อ และหาเงินใส่กระเป๋าตัวเองเสวยสุขไปวันๆ เท่านั้นเอง  โดยไม่เคยมีเรื่องไหนทำให้มองเห็นว่าอุทิศเพื่อผลประโยชน์ "คนส่วนใหญ่" หรือเพื่อสังคมเลย
   อย่าริไปเปรียบเทียบกับ ส.ว.รสนาที่ถูกดูถูกเหยียดหยามผ่านคอลัมน์ภาษาอังกฤษ ทุกๆความเคลื่อนไหวในรอบ 30 ปีไม่เคยมีข้อครหาผลประโยชน์ส่วนตัว มิหนำซ้ำยังเป็นอันตรายต่อตัวเองและครอบครัว
    บ่นอย่างนี้ไปก็สู้ "กระแสสังคม" ไม่ค่อยได้ เพราะนิสัยสันดานเช่นนี้มิใช่หรือที่ยังเป็นที่ชื่นชอบจาก "คนไทย" จำนวนมากที่นั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ทุกเช้า-เที่ยง-เย็น โดยไม่ได้ใส่ใจว่า "พิธีกร" ที่มาอวดภูมิอวดเก่งทุกเช้าค่ำจะมีพฤติกรรมส่วนตัวเป็นคนประเภทไหน
   คนอย่าง "รสนา" ที่ถูกเหยียดหยามว่าเหมาะจะเป็นตัวแทนของคนในคิวบา, เกาหลีเหนือที่มีความเจริญน้อยกว่ากรุงเทพฯ จึงปฏิเสธไม่ขอเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงตำแหน่งประธานและรองประธานวุฒิสภา เพื่อจะได้มีเวลาทำงานในฐานะ "ส.ว." อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเป็น "นั่งบนบัลลังก์" เพื่อรักความเป็นกลาง คอยประนีประนอมกับเรื่องเน่าๆ ในสังคมวุฒิสภาพันธุ์ผสม "น้ำสองปลา"
    ยิ่งได้ยินข่าวว่าเพียงแค่แข่งขันแย่งตำแหน่ง "ประธานวุฒิสภา" ยังมีการวิ่งเต้นเสนอเงินก้อนโต
    ยิ่งเกิดความเบื่อระอาหวั่นๆ ว่าพฤติกรรมเดิมๆ ของวุฒิสมาชิกชุดเลือกตั้งที่ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่พอเหลาลงไป เวลาผ่านไป 1-2 ปีจะกลายเป็นบ้องกัญชาอีกหรือเปล่า ดังเช่น ส.ว.จากการเลือกตั้งในอดีต
   เช่น เปิดศึกแย่งชิงเก้าอี้กรรมาธิการ, แบ่งเค้กห้วงเวลานั่งประธานวุฒิสภาและรองฯ, ศิโรราบกับอำนาจเงินของรัฐบาลเป็นสภาทาส, ประธานฯ เที่ยวซ่องโสเภณีเด็กจนถูกจับได้คาห้องม่านรูด, แต่งตั้ง "เมียน้อย" เป็นเลขาฯ และที่ปรึกษาประจำตัว ฯลฯ
   จึงฝากความหวังเล็กๆ ไว้กับประธานวุฒิสภาคนใหม่ล่าสุด "ประสพสุข บุญเดช" ที่มีปูมหลังสายตุลาการน่าเคารพนับถือเป็นยิ่งนัก ว่าจะกู้ศรัทธาและความน่าเชื่อถือให้กลับมาสู่ "สภาสูง" แห่งนี้ แม้มาจากการสรรหาและเลือกตั้งอย่างละครึ่งๆ ที่หลายคนปรามาสว่าคลอดมาอย่างผิดปกติไม่มีวันดีได้


   ความน่าเบื่อเซ็งระเบิดระเบ้อยังมาจากนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลเป็นด้านหลัก อ้างอยู่นั่นแหละว่าเป็น "ความชอบธรรม" จากการชนะเลือกตั้ง เมื่อมาเป็นรัฐมนตรีแล้วคิดจะโยกย้ายสั่งให้ "ทำชั่วทำบ้า" อะไรก็ได้กับ "ข้าราชการ" ที่มีสถานะเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ยังชีพจากเงินเดือนที่มาจากภาษีอากรของประชาชน
   อ้างไปไกลถึง "ระบบราชการของประเทศสหรัฐอเมริกา" ที่ถูกโยกย้ายหลายพันตำแหน่ง ก่อนประธานาธิบดีคนใหม่จะสาบานตนเพื่อปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่เคยเห็นมีใครออกมาร้องโวยวายสักคนเหมือนข้าราชการไทย
   ไม่ขัดข้องหากจะเอา "มาตรฐานอเมริกัน" หรือ "อเมริกันสแตนดาร์ด" ก็ควรจะเอามาใช้ให้ครบถ้วนกระบวนความในมาตรฐานการบริหารประเทศบนหลักธรรมาภิบาลอย่างเข้มข้น  อย่าเลือกใช้บางมาตรฐานเมื่อตัวเองได้ประโยชน์ และก่นด่าบางมาตรฐานเมื่อตัวเองเสียประโยชน์
   เพียงแค่สถาบันเพิร์คจัดอันดับประเทศ "โกง" ในเอเชียจากการสำรวจนักธุรกิจประจำปี 2550   ประกาศผลออกมาว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 2 ของประเทศที่มีการคอร์รัปชันสูงสุดในเอเชีย รองจากประเทศฟิลิปปินส์
   "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่มีนิสัยประจำตัว "ปากไว" ยิ่งกว่า "อดีตนายกรัฐมนตรีของเราคนที่ 23" คงยังฟังไม่ได้ศัพท์แต่จับไปกระเดียด ว่าสถาบันนี้สำรวจในช่วงปีที่ผ่านมาไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาลนี้ แต่กลับบริภาษกลับไปว่าสถาบันเพิร์คแส่เสือกไม่เข้าเรื่อง ทำไมสื่อมวลชนจะต้องไปฟังไปใส่ใจกับสถาบันจัดอันดับฝรั่ง
  เคยหวังว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" จะเป็น "นิวสมัคร" ที่เปิดกว้างรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ ดังเช่นที่รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง "คุณหมอสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" บอกว่าเคยฝังใจกับอดีตวันตุลาเลือด 6 ตุลา 2519 จนไม่อยากจะร่วมงานด้วย
  แต่เมื่อรู้จักคุ้นเคยและประชุมร่วมกันหลายครั้งแล้ว กลับเห็นว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" เป็นผู้ใหญ่ที่รับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ บุคลิกแตกต่างกับอยู่ข้างนอกที่ผู้คนในสังคมมักเห็นว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" เป็นคนพูดจาโผงผาง, ถือความคิดตัวเองเป็นใหญ่, ไม่รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างและทนไม่ได้กับคำวิจารณ์, ปากมอมบ้าน้ำลายพูดอยู่คนเดียว ฯลฯ
   จึงอดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ว่าทำไมบุคลิกดีๆ เช่นนี้ของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ทำไมจำกัดอยู่แค่ในห้องประชุมพรรคและประชุมคณะรัฐมนตรี หรือจะเป็นอย่างที่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" เคยบ่นดังๆ ให้นักข่าวฟัง เมื่อคราวคัดเลือกรัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรีว่าต้องออกมาพูดข้างนอกห้องประชุม  เพราะพูดในที่ประชุมพรรคเหมือนกับ "หุ่น" พูดไปไม่มีใครฟังไม่มีใครเชื่อถือ
    แล้วอย่างนี้ประเทศชาติที่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" อาสามารับผิดชอบบ้านเมืองให้ "พวกเรา" จะพาไปลงเหวลงคลองกันหรือเปล่า ?
  ปล่อยให้ "พวกเขา" บริหารประเทศและบริหารการเมืองแบบมัวๆ ซัวๆ ไปวันๆ กอบโกยไปซึ่งๆ หน้า โดยไม่แน่ใจว่าคำพูดไหนจริงคำพูดอะไรปลอม ใครเป็นตัวจริงตัวปลอมกระนั้นหรือ?
   ทำไมไม่มีใครเดือดเนื้อร้อนใจกับมาตรฐานทางจริยธรรมของสังคมเสื่อมทรามต่ำเตี้ยลงไปเรื่อยๆ
   จนเกิดค่านิยมเยาวชนยอมรับรัฐมนตรีโกงแต่ทำงานเพียงเพื่อให้ตัวเองมีเงินใช้ โดยไม่ใส่ใจถามว่าแล้วเงินคลังเงินหลวงที่จะถูกโกงหมดไปเมื่อไร ?
    ทำไมสังคมจะต้องอยู่ในภาวะจำยอม ยกมือไหว้ประหลกๆ "รัฐมนตรี" มาตรฐานจริยธรรมต่ำและประพฤติชั่วโดยสันดานไม่เคยเปลี่ยนแปลง ? เพียงแค่ข้ออ้างว่า "พวกเขา" ชนะการเลือกตั้งจากประชาชน แล้วสามารถต้มยำทำแกงกับประเทศนี้ได้ตามอำเภอใจกระนั้นหรือ ?
    ทำไมผู้ว่ากรุงเทพมหานคร "อภิรักษ์ โกษะโยธิน" ตัดสินใจโดยไม่ต้องทวงถาม ขอพักการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. หลังจากรู้ผลการลงมติของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ให้กล่าวโทษในการเปิดแอลซีซื้อรถดับเพลิง


   ในขณะที่รัฐมนตรีหลายคน, โฆษกรัฐบาล, รองโฆษกรัฐบาล ฯลฯ ดาหน้ากันออกมา กล่าวหาคุณอภิรักษ์ว่ากำลังเล่นเกมการเมืองแบบ "ม้าแลกขุน" ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องแสดงสปิริตในเวลานี้ที่เป็นเพียงการกล่าวหา เพราะกฎหมายบอกว่าให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เมื่อศาลรับฟ้อง
   ถามหน่อยเถอะว่าการตัดสินใจโดยทันทีแบบนี้ เพื่อเป็นบรรทัดฐานจริยธรรมทางการเมืองใหม่  ทำไมจะต้องรั้งรอให้ศาลรับฟ้อง ซึ่งก่อนหน้านี้แม้ศาลชั้นต้นตัดสินว่ารัฐมนตรีผิดจริงไปแล้ว ยังออกมาลอยหน้าไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี อ้างว่าคดียังไม่สิ้นสุดจะขอต่อสู้ถึงศาลฎีกา
   คนคิดดีและต้องการทำดี-ไม่เห็นจะต้องรอเวลาให้ได้จังหวะได้โอกาส เก็บแต้มทางการเมืองหรือรอกล้องโทรทัศน์ให้มาถึงก่อนจึงพูดโกหกชาวบ้านไปวันๆ
  คุณอภิรักษ์เป็นนักการเมืองน้ำดีที่หายากมากๆ "จิตสำนึกดี" อยู่ในระดับสูงกว่าพวกนักการเมืองโดยสันดานหลายคน อาจจะเป็นเพราะเล่นการเมืองท้องถิ่นมาแค่สมัยเดียว จึง "หน้าไม่หนาพอ-สันดอนยังไม่จับตัวแข็งจนงัดไม่ออก" เหมือนกับ "นักการเมืองเก๋าเกม" ที่มักรอให้ผู้คนทวงถามจิตสำนึกว่าเมื่อไรจะทำความดีให้สังคมโดยไม่เสแสร้ง
   บ่นมายาวยืดเช่นนี้ หาใช่กำลังท้อถอยสิ้นหวังกับการเมืองไทย แต่ยังเชื่อมั่นเปี่ยมด้วยความหวัง มองเห็นกลไกสังคม "ด้านดี" กำลังเริ่มขับเคลื่อนสู้กับ "ด้านเลว" อีกครั้ง เมื่อ "มืดสนิท" นั่นหมายถึง "ใกล้สว่าง" แล้ว


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11
อาจารย์เกรียง วันที่ : 19/03/2008 เวลา : 18.53 น.
http://www.oknation.net/blog/CheetangruayExtra
Best Regards, A. Grienksak O.


กราบเรียนสวัสดีคุณอดิศักดิ์ครับ ผมต้องขอโทษที่หายไปนาน เพราะไปทำโปรเจ็คบางอย่างอยู่ ผมต้องขอโทษด้วย ถ้าผมฟังข้อมูลที่หม่อมปลื้ม พูดออกรายการวิทยุแห่งหนึ่ง ไม่แน่ใจว่า หม่อมสนับสนุนการเปิดคาสิโนอภิมหานิรันด์กาล ในประเทศไทย หรือไม่ ถ้าไม่ได้พูด ก็ไม่เป็นไรครับ อาจจะจำผิด
แต่มีมุมมองหนึ่ง ที่ไม่เห็นมีนักวิชาการ นักการเมือง พระ หรือ สื่อมวลชนพูดถึง เนื่องจาก มาเก๊าเป็นกรณีศึกษาที่ดีมาก หลังจากสแตนลี โฮ เจ้าพ่อมาเก๊า ครองอาณาจักร คาสิโนมานานหลายสิบปี สิ่งดังกล่าวเปลี่ยนทัศนคติ เด็กนักศึกษามาเก๊า ให้เลิกเรียนมหาวิทยาลัย ไปทำงานที่บ่อนดีกว่า หาเงินได้ ทิปดี ไม่ต้องเรียนหนังสือแล้ว ถ้ามันเกิดขึ้นที่เมืองไทย มันคงสลดน่าเศร้า เพราะแค่ ข้อมูลองค์การสหประชาติก็บอกว่า คนไทยอ่านหนังสือวันละ 8 บรรทัด ประกอบกับ อ่านหนังสือปีละ 2 เล่ม เทียบกับ คนเวียดนาม อ่านหนังสือปีละ 60 เล่ม ที่มหัศจรรย์กว่า คือ คะแนนสอบภาษาอังกฤษเด็กไทย สอบ TOEIC TOEFL โดยเฉลี่ยแพ้คนเวียดนาม และ เขมร มันน่าแปลกที่คนทั้งสองชาตินี้เขาใช้ต้นทุนต่ำ ในการเรียนภาษาอังกฤษ แต่นักเรียนไทยหลายคน ที่นิยม เรียนคอร์สภาษาอังกฤษทองคำ แพงระยิบ แต่น่าแปลก ที่เรียนคอร์สเหล่านี้ แล้ว ยังฟังภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ พูดก็ไม่ได้ เขียนก็ไม่ได้ ไม่รวมกับที่ผมเห็นกอดจูบกันหน้าห้องสอบ TOEIC ในกรุงเทพ อยากเรียนคอร์สแพงๆ มาอวดกัน ผิดกับ คนเวียดนามที่เข้าถึงความรู้ชั้นยอดได้ ด้วยธุรกิจการศึกษาที่ไม่คิดค่าเรียนแพงเกินไป ผมคิดว่า น่าชื่นชมกับธุรกิจการศึกษาที่ผลักดันโดยภาครัฐเวียดนาม ที่เห็นใจคนมีเงืนน้อยที่ต้องการเข้าถึงการศึกษาชั้นเลิศ ถ้าคิดค่าเรียนกันแพงเกินไป แล้วคนจนๆที่อยากเป็นภาษาอังกฤษเพื่อเปลี่ยนภพ เปลี่ยนชาติ เปลี่ยนตระกูล มันจะทำได้อย่างไรครับ
นอกจากนี้ ยังเห็นตกงานกันเยอะขนาดนี้ ภาษาอังกฤษก็ยังอ่อนมากในหลายคน นักเรียนไทยหลายคนยังเป็นขนาดนี้ แล้ว ถ้าเปิดคาสิโนแบบอภิมหาในเมืองไทย แล้วเด็กไทยจะเหลืออะไร ครับ

Best Regards,
A. Grienksak O.
ความคิดเห็นที่ 10
vincentoldbook วันที่ : 19/03/2008 เวลา : 15.29 น.
http://www.oknation.net/blog/vincentoldbook
กลิ่นหอมของบ้าน กลิ่นหอมของ ..ความดีงามเล็กๆ ในใจเรา

ยังไม่เบื่อการเมืองครับ ... ไม่เคยคิดเบื่อเลยสักนิดเดียว ยิ่งมาเห็นไอ้พวกตัวกินเมืองทั้งหลายขึ้นมาเป็นใหญ่ ทำตัวเป็นมาเฟียเกาะอำนาจ เบ่ง และ ข่มขู่ ผู้อื่นแบบนี้ยิ่งเบื่อไม่ได้เด็ดขาด ..เพราะจะเข้าทางพวกนี้ในที่สุด

ภาวะขัดแย้งแบบนี้ต้องรุกเดินหน้าสู้พวกนี้ครับ ..ประชาชนต้องร่วมกันเรียกร้องหรือแสดงออกไม่ก็ทางใดก็ทางหนึ่งว่าไม่เห็นชอบต่อการกระทำอันไร้สาระ ไร้จริยธรรมของพวกตัวกินเมืองพวกนี้ .. ทำออกไปให้เห็นเป็นภาวะขัดแย้งที่ชัดเจนเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง ..

เพราะถ้ามุ่งจะใช้ความรุนแรงจริงๆ ..วันเดียวก็จบ!!

แต่การเปลี่ยนแปลงในแบบยั่งยืนนั้นต้องค่อยเป็นค่อยไป บ้างครั้งก็จำต้องอดทนอดกลั้นอย่างหนักหนาสาหัสเลยทีเดียว ..

อำนาจประชาชนอยู่ในรัฐธรรมนูญ ยังไงการเลือกตั้งก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอยู่แล้วในการที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองระบอบประชาธิปไตยของไทย ..ยังมีงานให้ประชาชนที่สนใจความเป็นไปของบ้านเมือง หาช่องทางเข้าไปตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้ตลอดเวลา ..ต้องเอาเรื่องความรู้ เรื่องกฎหมาย มาประกอบการทำงานภาคประชาชน กระจายไปให้ถึงประชาชนในวงกว้างให้มากๆ ..

ยิ่งเห็นคนชั่วเดินลอยนวลยิ่งต้องรุกหนักครับ .. นั่งเฉยๆเบื่อๆไม่ได้เลย ..


ความคิดเห็นที่ 9
มาลีรัตน์ วันที่ : 17/03/2008 เวลา : 19.34 น.
http://www.oknation.net/blog/maleerat

คุณอดิศักดิ์คะ
เราคงเป็นคนประเภทเดียวกัน คือ เชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องของเราทุกคน มีแต่ต้องติดตาม เฝ้าดู เฝ้าระวัง ทักท้วง เพื่อไม่ใช้นักกินเมืองสบายตัวเกินไป เห็นด้วยกับบทความทุกประการนะคะ และยินดีที่จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเมืองให้ผู้คนในชุมชนนี้ได้อ่านแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน คนแบบคุณปลื้ม และคนแบบส.ว.รสนา มีตัวตนอยู่จริงๆ รังเกียจไม่ได้เลย ขอส่งกำลังใจให้นะคะ
ความคิดเห็นที่ 8
คนช่างเล่า วันที่ : 17/03/2008 เวลา : 15.15 น.
http://www.oknation.net/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องเก่า...

เราต้องติดตาม

ตามติดพฤติกรรม ของมารหัวขน เอยมารการเมือง

การเมืองเรื่องอำนาจ

การมาเรื่องการใช้อำนาจ เหลิงอำนาจ บ้าอำนาจ
ความคิดเห็นที่ 7
oamie วันที่ : 17/03/2008 เวลา : 14.28 น.
http://www.oknation.net/blog/oam

เขียนได้ใจมากครับ คุณอดิศักดิ์ ผมเองได้อ่านบทความของคุณปลื้มก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ เพราะว่าบทความนั้นดู "แรง" มากเกินไปจริง ๆ แต่ที่ชอบก็คงจะเป็นจุดยืนของ คุณปลื้ม ที่จะเป็นทุนนิยมแบบสุดโต่ง เหมือนกับประเทศที่เค้าได้ไปร่ำเรียนมา

ประเด็นนี้ ผมคิดว่า คุณปลื้มควรจะเคารพการตัดสินใจของคนกรุงเทพ

ส่วนตัวแล้ว ทุกครั้งที่เกิดการเลือกตั้ง ผมคิดว่า คนกรุงเทพจะส่งสัญญาณออกมาทุกครั้ง และแต่ละครั้งก็มีนัยในตัวมันเอง

จริงอยู่การที่ไม่เอา กฟผ เข้าตลาดหุ้น นั่นเท่ากับ กำลัง เสียโอกาส เพิ่ม matket capitalisation ให้กับ ตลาดหุ้นของเรา เรียกได้ว่า นักลงทุนหลาย ๆ คนคง หัวเสียกันไม่น้อย

การทำให้ ปตท บริษัทที่มี market capitalisation มากที่สุดในประเทศ เรียกได้ว่า ยักษ์พลังงานตัวนี้หันหน้าไปทางไหน ตลาดหุ้นก็มักจะไปทางนั้น เสียผลประโยชน์บางส่วน ย่อมทำให้ใครหลายคนในแวดวงตลาดทุนหงุดหงิด

ผมคิดว่า ข้อความที่คุณปลื้มกล่าวอ้างในบทความมีส่วนจริงครับ

แต่

สิ่งที่คุณปลื้มน่าจะวิเคราะห์ได้ และอ่านออก นั่นก็คือ ในเมื่อคนกรุงเทพ ผู้ซื่งน่าจะรู้เท่าทันนักการเมือง และมีความรู้เรื่อง เศรษฐกิจมากที่สุด ยังคงยืนยันจะเลือกคุณ รสนา นั้นมีนัยว่าอย่างไร

นั่นแปลว่า ณ เวลานี้ คนกรุงเทพ กลัว รัฐบาลชุดนี้มากกว่า กลัว เศรษฐกิจจะไม่ดีไงล่ะครับ

คนกรุงเทพ กลัวว่า ถ้าไม่มีคนแบบ "คุณรสนา" ทำหน้าที่ กลั่นกรอง กฎหมาย พวกเค้าจะเจออะไรอีกมากมาย จาก "รัฐบาล" ชุดนี้ไงล่ะครับ

ผมแปลกใจที่คุณปลื้มแปลความหมายของคนกรุงเทพไม่ออก

แต่อย่างไรก็ตามครับ แม้ว่าบทความนั้นจะดูแรงมาก แต่ผมก็ยังดีใจที่มีคนที่กล้าจะประกาศจุดยืนของตัวเอง อย่างไม่ต้องกลัวกระแสสังคมต่อต้าน

ใครที่ ชอบ คุณรสนา ผมก็คิดว่า คงจะชอบคนแบบเดียวกันกับ คุณปลื้มนี่แหละครับ อย่างง ที่ผมบอกว่า เค้าเป็นคนแบบเดียวกัน เพราะว่า คุณรสนา เองก็เป็นคนมีจุดยืนของตัวเอง เช่นกัน ครับ แล้วก็ไม่กลัวกลุ่มทุนหน้าไหนด้วย เค้าจึงได้รับรางวัลจากคนกรุงเทพไงล่ะครับ

ในขณะที่คุณปลื้ม ก็ไม่ต่างกันครับ เพราะว่าเค้าก็ ประกาศจุดยืนของเค้าว่า เป็นทุนนิยมแบบสุด ๆ จริง ๆ

นั่นคือส่วนที่ทั้งสองคนเหมือนกันครับ

ผมคิดว่า สังคมไทยกำลังขาดคนแบบนี้ครับ สังคมไทยมีแต่คนที่ อยากอยู่กับกลุ่มใหญ่ ๆ ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นอะไร

สังคมไทย กำลังขาดคนแบบ คุณ รสนา แล้วก็ คุณปลื้ม เช้นกัน ครับ
ความคิดเห็นที่ 6
W_T_Y_S_L วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 23.53 น.
http://www.oknation.net/blog/whattookyousolong


ไทยแลนด์ .... สู้ สู้ ...
ความคิดเห็นที่ 5
redribbons07 วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 23.28 น.
http://www.oknation.net/blog/redribbons07

ในสิ่งทีเน่าเหม็นก็ยังมีสิ่งที่ดีปนอยู่

ชื่นชมการตัดสินใจของคุณคุณอภิรักษ์ ในครั้งนี้ค่ะ


ความคิดเห็นที่ 4
tanatach วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 22.51 น.
http://www.oknation.net/blog/tanatach
การเมืองเรื่องใกล้ตัว  แต่ขอมองอย่างธนธัช // Tanatach  Kosirisant

การเมืองเรื่องใกล้ตัว...
เบื่อได้....แต่หน่ายไม่ได้...
นักการเมืองที่ดี..ต้องยึดจริยธรรมเป็นที่ตั้ง...
การหาช่องว่างของกฎหมาย..
การที่พยายามแก้กฎหมายเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
ไม่มีประชาชนในอารยประเทศไหนเชายอมให้กระทำได้
ธนธัช
ความคิดเห็นที่ 3
ting วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 21.55 น.
http://www.oknation.net/blog/Germany


เน่าก็ต้องทนครับ same
เบื่อคนห้ามไม่ให้วิจารณ์นายกนะซิ
ความคิดเห็นที่ 2
nuning วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 21.26 น.
http://www.oknation.net/blog/openning

รอวันที่ไกล้สว่าง เช่นเดียวกันค่ะ
ไม่เคยเบื่อ เพราะเรายังอยู่บนผืนแผ่นดินไทย
ถ้าเราเบื่อ ไอ้พวกนักกานเมืองชั่วก็ได้ใจน่ะสิคะ

นักกานเมือง เรื่องสั้นในหนังสือ ฟ้าบ่กั้น
ของลาว คำหอม
ความคิดเห็นที่ 1
ทุยลุยกรุง วันที่ : 16/03/2008 เวลา : 20.50 น.
http://www.oknation.net/blog/tuyluykung

เน่าก็ต้องทนครับ
แสดงความคิดเห็น

  ล๊อกอินเข้าสู้ระบบ คลิกที่นี่   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
ขอขอบคุณ OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31