|
พบปะผู้คนในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ยินแต่เสียงบ่นเบื่อจะอ้วกกับ "การเมืองไทย" ที่วนกลับไปเรื่องที่น่าเบือนหน้าหนีมากกว่าเดิม จนหลายคนเลิกอ่าน-เลิกฟัง-เบือนหน้าจาก "ข่าวการเมือง" ที่ยังเป็นพาดหัวหลักของหนังสือพิมพ์กรอบเช้า, ประเด็นโอชะของรายการคุยข่าวทางโทรทัศน์ ฯลฯ ความเบื่อความเซ็งบรรยากาศการเมืองไทยระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงยิ่งกว่าครั้งใดๆ อันเนื่องมาจากมาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองต่ำเตี้ยลงเรื่อยๆ และการบริหารประเทศบนหลักธรรมาภิบาลมาตรฐานสากลได้กลายเป็นเรื่อง "ชวนหัว" ของรัฐมนตรีหลายคนที่มีปูมหลัง น่าสะอิดสะเอียน และ "แหล่งที่มา" เป็นรัฐมนตรีล้วนโยงใยแปลกๆ เจ้าพ่อท้องถิ่นที่หลงตัวเองว่ามือปืนรู้จักดี, นักตบทรัพย์ที่ไม่เคยละโอกาสกินขี้, "หน้าห้อง" คนหิ้วกระเป๋านักการเมืองบ้านเลขที่ 111 ที่ทำเป็นแค่สร้างภาพรบกวนนักเรียนสอบเอเน็ต, "หลังบ้าน" ที่ดูเหมือนไม่ประสีประสาว่าสามีหาเงินมาจากไหนให้ใช้, "ขิงแก่" ราขึ้นที่ควรปลดระวางไปแล้วแต่ยังหามมานั่งเป็น "นอมินี" ฯลฯ แม้ว่าจะได้ความชุ่มชื่นพอจุดประกายความหวังได้กลับมาบ้างเล็กน้อย จากผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานครที่ "คนกรุงเทพฯ กว่า 7 แสนคะแนนคิดเป็นกว่า 49% ของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งพากันไปเลือกคุณรสนา โตสิตระกูล นักต่อสู้ภาคประชาชนเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลและกลั่นกรององค์กรอิสระ แม้ว่าอีกกว่า 4 แสนได้แบ่งคะแนนครึ่งๆ ให้กับ "นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์" ที่มีจุดยืนพร่าๆ มัวๆ กับ "นักแต่งเพลง" ที่เป็นลูกจ้างบริษัทบันเทิงใหญ่เกลอกับ "อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23" 
คนกรุงเทพฯ กว่า 7 แสนคนที่เลือกคุณรสนาถูกสบประมาทว่า "ไม่ฉลาด" หรือ "โง่บัดซบ" นั่นแหละ และยังนิยม "ซ้าย" ต่อต้านความเจริญของสังคมทุนนิยมเสรีในสายตาของอดีตนักเรียนนอกสายเลือดสกุลผู้ดี ซึ่งคงใช้ชีวิตอาศัยอยู่บน "แผ่นดินไทย" น้อยไปสักหน่อย ทำให้ "รู้จัก" สังคมไทยแบบตื้นเขินเต็มประดา จึงแกล้งมืดบอดมองไม่เห็นความชั่วช้าสามานย์จากการขายสมบัติรัฐวิสาหกิจของนักการเมืองเข้ากระเป๋าตัวเองที่เกิดขึ้นในรัฐบาลปี 2544-2549 และคงมาจาก "พ่อแม่" ไม่มีเวลาสั่งสอนอบรมมาตรฐานทางจริยธรรมและทำให้เข้าใจรู้จักรากฐานปัญหาสังคมไทยมากพอ เพราะหลังเจ้าตัวกลับจากเมืองนอกก็มัวแต่ทำงานหาเงินเพื่อความร่ำรวยชื่อเสียงอย่างเดียว เจ้าตัวจึงมักออกอาการหลงตัวเองว่าชาติตระกูลดีการศึกษาเมืองนอก เลอเลิศเสียเต็มประดาอยากจะสถาปนาตัวเองเป็น "นักคิด" ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ปากกล้าวิจารณ์ทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งแขวะคนใหญ่คนโตในบ้านเมืองอยู่เป็นประจำในคอลัมน์หนังสือพิมพ์ภาษาฝรั่งที่ไม่ได้สื่อสารกับคนไทยที่ส่วนใหญ่ไม่รู้ภาษาฝรั่งอย่างลึกซึ้ง และยังพยายาม "เอาดี" เป็นนักจัดรายการโทรทัศน์มา 5-6 ปี แต่กลับไม่ค่อยมีใคร "ปลื้ม" หรือหาคนจำชื่อจริงไม่ได้ รู้แค่จากนามสกุลว่าเป็นลูกชายผู้ว่าแบงก์ชาติ จนกระทั่งถึงคราวดังเป็นพลุจากการทะเลาะกับพิธีกรคุยข่าวมือหนึ่งของประเทศในรายการเดียวกัน เจ้าตัวจึงเร่งหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาขายยาสีฟัน, รถเก๋ง, เล่นหนัง, ออกอัลบั้มเพลง ฯลฯ สิ่งที่ทำมาทั้งหมดเพื่อต้องการ "ความดัง" เป็นพลุให้เป็นที่รู้จักของผู้คนในสังคมและลบปมด้อยใต้เงาพ่อ และหาเงินใส่กระเป๋าตัวเองเสวยสุขไปวันๆ เท่านั้นเอง โดยไม่เคยมีเรื่องไหนทำให้มองเห็นว่าอุทิศเพื่อผลประโยชน์ "คนส่วนใหญ่" หรือเพื่อสังคมเลย อย่าริไปเปรียบเทียบกับ ส.ว.รสนาที่ถูกดูถูกเหยียดหยามผ่านคอลัมน์ภาษาอังกฤษ ทุกๆความเคลื่อนไหวในรอบ 30 ปีไม่เคยมีข้อครหาผลประโยชน์ส่วนตัว มิหนำซ้ำยังเป็นอันตรายต่อตัวเองและครอบครัว บ่นอย่างนี้ไปก็สู้ "กระแสสังคม" ไม่ค่อยได้ เพราะนิสัยสันดานเช่นนี้มิใช่หรือที่ยังเป็นที่ชื่นชอบจาก "คนไทย" จำนวนมากที่นั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ทุกเช้า-เที่ยง-เย็น โดยไม่ได้ใส่ใจว่า "พิธีกร" ที่มาอวดภูมิอวดเก่งทุกเช้าค่ำจะมีพฤติกรรมส่วนตัวเป็นคนประเภทไหน คนอย่าง "รสนา" ที่ถูกเหยียดหยามว่าเหมาะจะเป็นตัวแทนของคนในคิวบา, เกาหลีเหนือที่มีความเจริญน้อยกว่ากรุงเทพฯ จึงปฏิเสธไม่ขอเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงตำแหน่งประธานและรองประธานวุฒิสภา เพื่อจะได้มีเวลาทำงานในฐานะ "ส.ว." อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเป็น "นั่งบนบัลลังก์" เพื่อรักความเป็นกลาง คอยประนีประนอมกับเรื่องเน่าๆ ในสังคมวุฒิสภาพันธุ์ผสม "น้ำสองปลา" ยิ่งได้ยินข่าวว่าเพียงแค่แข่งขันแย่งตำแหน่ง "ประธานวุฒิสภา" ยังมีการวิ่งเต้นเสนอเงินก้อนโต ยิ่งเกิดความเบื่อระอาหวั่นๆ ว่าพฤติกรรมเดิมๆ ของวุฒิสมาชิกชุดเลือกตั้งที่ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่พอเหลาลงไป เวลาผ่านไป 1-2 ปีจะกลายเป็นบ้องกัญชาอีกหรือเปล่า ดังเช่น ส.ว.จากการเลือกตั้งในอดีต เช่น เปิดศึกแย่งชิงเก้าอี้กรรมาธิการ, แบ่งเค้กห้วงเวลานั่งประธานวุฒิสภาและรองฯ, ศิโรราบกับอำนาจเงินของรัฐบาลเป็นสภาทาส, ประธานฯ เที่ยวซ่องโสเภณีเด็กจนถูกจับได้คาห้องม่านรูด, แต่งตั้ง "เมียน้อย" เป็นเลขาฯ และที่ปรึกษาประจำตัว ฯลฯ จึงฝากความหวังเล็กๆ ไว้กับประธานวุฒิสภาคนใหม่ล่าสุด "ประสพสุข บุญเดช" ที่มีปูมหลังสายตุลาการน่าเคารพนับถือเป็นยิ่งนัก ว่าจะกู้ศรัทธาและความน่าเชื่อถือให้กลับมาสู่ "สภาสูง" แห่งนี้ แม้มาจากการสรรหาและเลือกตั้งอย่างละครึ่งๆ ที่หลายคนปรามาสว่าคลอดมาอย่างผิดปกติไม่มีวันดีได้

ความน่าเบื่อเซ็งระเบิดระเบ้อยังมาจากนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลเป็นด้านหลัก อ้างอยู่นั่นแหละว่าเป็น "ความชอบธรรม" จากการชนะเลือกตั้ง เมื่อมาเป็นรัฐมนตรีแล้วคิดจะโยกย้ายสั่งให้ "ทำชั่วทำบ้า" อะไรก็ได้กับ "ข้าราชการ" ที่มีสถานะเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ยังชีพจากเงินเดือนที่มาจากภาษีอากรของประชาชน อ้างไปไกลถึง "ระบบราชการของประเทศสหรัฐอเมริกา" ที่ถูกโยกย้ายหลายพันตำแหน่ง ก่อนประธานาธิบดีคนใหม่จะสาบานตนเพื่อปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่เคยเห็นมีใครออกมาร้องโวยวายสักคนเหมือนข้าราชการไทย ไม่ขัดข้องหากจะเอา "มาตรฐานอเมริกัน" หรือ "อเมริกันสแตนดาร์ด" ก็ควรจะเอามาใช้ให้ครบถ้วนกระบวนความในมาตรฐานการบริหารประเทศบนหลักธรรมาภิบาลอย่างเข้มข้น อย่าเลือกใช้บางมาตรฐานเมื่อตัวเองได้ประโยชน์ และก่นด่าบางมาตรฐานเมื่อตัวเองเสียประโยชน์ เพียงแค่สถาบันเพิร์คจัดอันดับประเทศ "โกง" ในเอเชียจากการสำรวจนักธุรกิจประจำปี 2550 ประกาศผลออกมาว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 2 ของประเทศที่มีการคอร์รัปชันสูงสุดในเอเชีย รองจากประเทศฟิลิปปินส์ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่มีนิสัยประจำตัว "ปากไว" ยิ่งกว่า "อดีตนายกรัฐมนตรีของเราคนที่ 23" คงยังฟังไม่ได้ศัพท์แต่จับไปกระเดียด ว่าสถาบันนี้สำรวจในช่วงปีที่ผ่านมาไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาลนี้ แต่กลับบริภาษกลับไปว่าสถาบันเพิร์คแส่เสือกไม่เข้าเรื่อง ทำไมสื่อมวลชนจะต้องไปฟังไปใส่ใจกับสถาบันจัดอันดับฝรั่ง เคยหวังว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" จะเป็น "นิวสมัคร" ที่เปิดกว้างรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ ดังเช่นที่รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง "คุณหมอสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" บอกว่าเคยฝังใจกับอดีตวันตุลาเลือด 6 ตุลา 2519 จนไม่อยากจะร่วมงานด้วย แต่เมื่อรู้จักคุ้นเคยและประชุมร่วมกันหลายครั้งแล้ว กลับเห็นว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" เป็นผู้ใหญ่ที่รับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ บุคลิกแตกต่างกับอยู่ข้างนอกที่ผู้คนในสังคมมักเห็นว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" เป็นคนพูดจาโผงผาง, ถือความคิดตัวเองเป็นใหญ่, ไม่รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างและทนไม่ได้กับคำวิจารณ์, ปากมอมบ้าน้ำลายพูดอยู่คนเดียว ฯลฯ จึงอดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ว่าทำไมบุคลิกดีๆ เช่นนี้ของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ทำไมจำกัดอยู่แค่ในห้องประชุมพรรคและประชุมคณะรัฐมนตรี หรือจะเป็นอย่างที่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" เคยบ่นดังๆ ให้นักข่าวฟัง เมื่อคราวคัดเลือกรัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรีว่าต้องออกมาพูดข้างนอกห้องประชุม เพราะพูดในที่ประชุมพรรคเหมือนกับ "หุ่น" พูดไปไม่มีใครฟังไม่มีใครเชื่อถือ แล้วอย่างนี้ประเทศชาติที่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" อาสามารับผิดชอบบ้านเมืองให้ "พวกเรา" จะพาไปลงเหวลงคลองกันหรือเปล่า ? ปล่อยให้ "พวกเขา" บริหารประเทศและบริหารการเมืองแบบมัวๆ ซัวๆ ไปวันๆ กอบโกยไปซึ่งๆ หน้า โดยไม่แน่ใจว่าคำพูดไหนจริงคำพูดอะไรปลอม ใครเป็นตัวจริงตัวปลอมกระนั้นหรือ? ทำไมไม่มีใครเดือดเนื้อร้อนใจกับมาตรฐานทางจริยธรรมของสังคมเสื่อมทรามต่ำเตี้ยลงไปเรื่อยๆ จนเกิดค่านิยมเยาวชนยอมรับรัฐมนตรีโกงแต่ทำงานเพียงเพื่อให้ตัวเองมีเงินใช้ โดยไม่ใส่ใจถามว่าแล้วเงินคลังเงินหลวงที่จะถูกโกงหมดไปเมื่อไร ? ทำไมสังคมจะต้องอยู่ในภาวะจำยอม ยกมือไหว้ประหลกๆ "รัฐมนตรี" มาตรฐานจริยธรรมต่ำและประพฤติชั่วโดยสันดานไม่เคยเปลี่ยนแปลง ? เพียงแค่ข้ออ้างว่า "พวกเขา" ชนะการเลือกตั้งจากประชาชน แล้วสามารถต้มยำทำแกงกับประเทศนี้ได้ตามอำเภอใจกระนั้นหรือ ? ทำไมผู้ว่ากรุงเทพมหานคร "อภิรักษ์ โกษะโยธิน" ตัดสินใจโดยไม่ต้องทวงถาม ขอพักการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. หลังจากรู้ผลการลงมติของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ให้กล่าวโทษในการเปิดแอลซีซื้อรถดับเพลิง

ในขณะที่รัฐมนตรีหลายคน, โฆษกรัฐบาล, รองโฆษกรัฐบาล ฯลฯ ดาหน้ากันออกมา กล่าวหาคุณอภิรักษ์ว่ากำลังเล่นเกมการเมืองแบบ "ม้าแลกขุน" ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องแสดงสปิริตในเวลานี้ที่เป็นเพียงการกล่าวหา เพราะกฎหมายบอกว่าให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เมื่อศาลรับฟ้อง ถามหน่อยเถอะว่าการตัดสินใจโดยทันทีแบบนี้ เพื่อเป็นบรรทัดฐานจริยธรรมทางการเมืองใหม่ ทำไมจะต้องรั้งรอให้ศาลรับฟ้อง ซึ่งก่อนหน้านี้แม้ศาลชั้นต้นตัดสินว่ารัฐมนตรีผิดจริงไปแล้ว ยังออกมาลอยหน้าไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี อ้างว่าคดียังไม่สิ้นสุดจะขอต่อสู้ถึงศาลฎีกา คนคิดดีและต้องการทำดี-ไม่เห็นจะต้องรอเวลาให้ได้จังหวะได้โอกาส เก็บแต้มทางการเมืองหรือรอกล้องโทรทัศน์ให้มาถึงก่อนจึงพูดโกหกชาวบ้านไปวันๆ คุณอภิรักษ์เป็นนักการเมืองน้ำดีที่หายากมากๆ "จิตสำนึกดี" อยู่ในระดับสูงกว่าพวกนักการเมืองโดยสันดานหลายคน อาจจะเป็นเพราะเล่นการเมืองท้องถิ่นมาแค่สมัยเดียว จึง "หน้าไม่หนาพอ-สันดอนยังไม่จับตัวแข็งจนงัดไม่ออก" เหมือนกับ "นักการเมืองเก๋าเกม" ที่มักรอให้ผู้คนทวงถามจิตสำนึกว่าเมื่อไรจะทำความดีให้สังคมโดยไม่เสแสร้ง บ่นมายาวยืดเช่นนี้ หาใช่กำลังท้อถอยสิ้นหวังกับการเมืองไทย แต่ยังเชื่อมั่นเปี่ยมด้วยความหวัง มองเห็นกลไกสังคม "ด้านดี" กำลังเริ่มขับเคลื่อนสู้กับ "ด้านเลว" อีกครั้ง เมื่อ "มืดสนิท" นั่นหมายถึง "ใกล้สว่าง" แล้ว
|