พิมพ์หน้านี้
|
บ้านเมืองของเรากำลังย่างเข้าเดือนเมษายนเดือนที่ร้อนที่สุด บรรยากาศทางการเมืองก็กำลังเริ่มรุ่มร้อนขึ้นทุกวัน จนน่าเชื่อได้ว่า วันมหาสงกรานต์ที่รัฐบาลของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ประกาศให้เป็นวันหยุดยาวติดต่อกัน 5 วัน คงจะไม่สามารถดับความร้อนทางการเมืองลงได้ แต่หลังวันที่ 16 เมษายนเป็นต้นไป คงจะเริ่มเข้าสู่ "Killing Zone" ของรัฐบาลชุดนี้ ที่ขอทำนายไว้ล่วงหน้าเลยว่า รัฐมนตรีที่ไม่มี "ฐานเสียง" ในพรรคพลังประชาชนจะเริ่มถูก "สะกิด" ให้พิจารณาตัวเองว่ายังเหมาะสมจะนั่งอยู่ในตำแหน่งอีกต่อไปหรือไม่ ทั้งจากคนในพรรคพลังประชาชนและผู้คนในแวดวงสังคมกับภาคธุรกิจ ที่กำลังเริ่มหมดความอดทนกับพฤติกรรมของ "รัฐมนตรีมาตรฐานต่ำติดลบ" ที่ไม่มีราคาค่างวดใดๆ แต่กลับไม่รู้จักปรับตัวตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้กลับมาเป็น "บวก" ให้ได้ ด้วยความเชื่อของผมเองว่า "อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของเรา" และคนรอบข้างคงกำลังประเมินในเชิงยุทธศาสตร์ ว่า สถานการณ์อาจจะยังไม่เอื้ออำนวยหรือสุกงอมให้เสี่ยงรบแบบแตกหัก เพื่อ "พังทุกด่าน" กลับมามีอำนาจแทน "รัฐบาลนอมินี" ที่กำลังกัดกร่อนทำลายตัวเองจาก "ปาก" ของรัฐมนตรี 3-4 คน ทางเลือกอาจจะเป็นการตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรีเปลี่ยนตัวเล่นใหม่ ด้วยการปลด "รัฐมนตรีผีเจาะปาก" พูดจาสามหาวสร้างศัตรูทุกวันเพื่อดึงเรทติ้งรัฐบาลขึ้น ดังเช่นที่ "อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของเรา" ใช้มุกนี้เป็นประจำเพื่อประคับประคองให้ "รัฐบาลพรรคพลังประชาชน" เดินหน้ากุมอำนาจรัฐต่อไป
พร้อมๆ กับการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีนำเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา ห้ามส.ส.บางคนที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องพูดเรื่อยเปื่อย สร้างเอกภาพในข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญก่อนออกมาพูดกันคนละทิศคนละทาง แม้กระทั่ง "นายกรัฐมนตรีของเรา" ยังเห็นไม่ตรงกับมติพรรค ฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อลดกระแสต่อต้านไม่ให้ขยายวงน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด ในการรอเวลา "เยียวยา" ตัวเองให้ "พ้นมลทิน" จากกระบวนการยุติธรรมที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากนักและสง่างามกว่า หากพ้นข้อกล่าวหา อาทิเช่น ขอแก้มาตรา 237 บางส่วนไม่ใช่ยกเลิกโทษ "ยุบพรรค" ในทุกกรณี แต่จะขอแก้ เพื่อทำให้รัฐบาลยังเดินหน้าได้แม้ถูกลงโทษ ฯลฯ คนในพรรคพลังประชาชนคงไม่มืดบอดหลงอำนาจ จนมองไม่เห็นหรือไม่ได้อ่านบทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์หลักๆ ของประเทศและคอลัมนิสต์ที่มีอิทธิพลทางความคิดในสังคม ส่วนใหญ่ค่อนข้างเห็นสอดคล้องกันว่า การเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่ "ชอบธรรม" 100 % แม้ว่าความเห็นส่วนใหญ่ของคอลัมนิสต์ต่างๆ จะยอมรับว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 มีข้อบกพร่องหลายอย่างที่สมควรแก้ไข กระทั่งมาตราเจ้าปัญหา 237 ที่สามารถแก้ได้แต่เวลายังไม่เหมาะสม เพราะรัฐบาลควรทำงานแก้ปัญหาทุกข์ร้อนของประชาชนก่อน รวมทั้งการประเมินสถานการณ์จาก การทดสอบ "พลังมวลชน" ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในรูปแบบการจัดเสวนาวิชาการ ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งมี "มวลชนคนชังทักษิณ" เข้าร่วมเต็มหอประชุมใหญ่ และล้นออกมายังสนามฟุตบอล ย่อมทำให้แกนนำกลุ่มพันธมิตรมั่นใจมากขึ้นว่า "มวลชนคนชังทักษิณ" หน้าเดิมๆ ยังเหนียวแน่นพอสมควร ความมั่นใจในการระดมพลชุมนุมใหญ่เต็มรูปแบบจะเกิดขึ้นทันที เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และมาตรา 309 ในช่วงหลังสงกรานต์น่าจะคุกรุ่นสุกงอมพอดีในการออกจาก "หอประชุม" มาสู่ "ท้องถนน" ปัจจัยเร่งยังเกิดขึ้นจากเงื่อนไข ถ้าหาก "นายกรัฐมนตรีของเรา" ยังไม่สามารถปรับตัวให้วิญญาณ "ผู้นำประเทศ" เข้าสิงเต็มตัว แต่กลับตามใจปากปล่อยให้ "ตัวตนแท้จริง" ยังมีอำนาจเหนือสถานะ "ผู้นำประเทศ" ถนัดใช้ "ปาก" เป็นสายล่อฟ้าชั้นดีเพาะศัตรูทุกวัน และอับจนปัญญา ผู้เชี่ยวชาญ "แมงโม้" ถึงขั้นหยิบ "ใบปลิว" แผนปฏิวัติมาขยายความ การกระทำเช่นนี้จะเร่งบั่นทอนให้ภาวะผู้นำถดถอยลงอย่างรวดเร็ว จนคาดว่าไม่น่าจะเกินอีก 3 เดือนภาวะผู้นำของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" จะเสื่อมทรุดกลายเป็น "นอมินี" จริงๆที่ไม่หลงเหลืออำนาจใดๆ ไปสั่งการใครในรัฐบาลและในพรรคพลังประชาชนได้เลย อาการนี้เริ่มแสดงออกในหลายๆ ครั้ง ที่คำพูดของผู้นำไม่ศักดิ์สิทธิ์พอ รวมทั้ง "นายกรัฐมนตรีของเรา" ยังไม่ได้แสดงฝีมือในการบริหารประเทศ และยังไม่มีทีท่าลดราวาศอกในการใช้ "ปาก" เป็นฟาร์มเพาะศัตรูมากขึ้นทุกวัน "เอ็นจอยปาก" มุ่งมั่นขยายผลตลบหลังทุกเช้าวันอาทิตย์ผ่านรายการโทรทัศน์ช่อง 11 แทบจะกลายเป็นรายการ "สนทนาภาษาสมัคร" ที่เยาวชนไม่ควรนั่งดูคนเดียวเป็นอันขาด ตลอดรายการมักเต็มไปด้วยคำไทยแท้ที่หยาบคายไม่สุภาพ คำพูดติดปากกลายเป็นมาตรฐาน "ภาษาสมัคร" ที่เยาวชนไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง อาทิเช่น ขึ้นต้นเอ่ยถึงสิ่งใดก็ตามที่ไม่สบอารมณ์ด้วยคำว่า "ไอ้..." แล้วลงท้ายด้วยคำว่า "หาหอก" อะไร สวนกลับคนวิจารณ์ "ถ้าไม่พูดจะมีใครตายมั้ย" สบถติดปาก "ปู๊โธ่เอ้ย" บางครั้งเลยเถิดไปถึง "พ่อแม่" ใครตาย ฯลฯ รัฐมนตรีคนสำคัญอีกคนหนึ่ง ที่จะกำลังทำลายคะแนนนิยมในรัฐบาลชุดนี้ลงไปอย่างรวดเร็ว ถ้า "มท.1" ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ยังไม่เลิกอาการ "พองขน" ขู่ฝ่อฝ่ายตรงกันข้ามและพูดจาดูถูกดูแคลน "มวลชนคนชังทักษิณ" เป็น "งานประจำ" มากกว่าแสดงให้สังคมเห็นความมุ่งมั่น "งานหลัก" ในการบริหารกระทวงมหาดไทยที่ยังมีภารกิจมากมาย ดร.เฉลิมคงยังไม่รู้ตัวว่า ภาพลักษณ์นักการเมืองเก่าๆ ที่สังคมเคยรังเกียจกำลังเริ่มกลับมาเต็มคราบ อาทิเช่น ขี้โอ่ คุยโม้ ดีแต่พูด ชอบกรรโชกเล่นเกมการเมือง ฯลฯ ชาวบ้านเริ่มเบือนหน้าหนีไม่อยากฟัง เมื่อโทรทัศน์ออกข่าว "ดร.เฉลิม" ด้วยความหวังดีจริงๆ อยากเห็น "ดร.เฉลิม" จัดสรรเวลาส่วนใหญ่ในการบริหารกระทรวงมหาดไทย "บำบัดทุกข์บำรุงสุข" ประชาชน มากกว่าการประพฤติตัวเป็น "ดารารายวันราคาถูกหน้ากล้องทีวี" ลอยหน้าลอยตาพูดจาเย้ยหยันแสยะยิ้มว่ากล่าวสื่อกับพรรคฝ่ายค้าน ลองแสดงความกล้าสักหน่อยในการลงพื้นที่ตรวจงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด ให้เป็นกิจวัตรของมท.1 ไม่ใช่ลงไปแค่หาดใหญ่ อย่าแสดงความกล้าบ้าบิ่นขู่จะลุยโน่นนี่ที่ประชาชนไม่ค่อยได้ประโยชน์โดยตรง ควรพูดน้อยลงอย่าแสดงความเห็นเป็น "รายวัน" ที่ไม่เกี่ยวกับงานมท.1 ควรจัดลำดับงานเร่งด่วนกับงานไม่เร่งด่วน แล้วลงมือทำให้เป็นผลงานในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า ฯลฯ ถ้าหาก "ดร.เฉลิม" ทำได้เช่นนี้ที่น่าจะเป็นตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองที่มุ่งมั่นปรารถนาในการนั่งเก้าอี้ "รัฐมนตรีมหาดไทย" มายาวนานกว่า 30 ปี จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของ "ตระกูลอยู่บำรุง" ที่ปรับตัวทำการเมืองเชิงสร้างสรรค์ แต่หาก "ดร.เฉลิม" ยังสนุกกับ อาการ Act Art พูดจาวางตัวที่ไม่ค่อยสมกับสถานะ "รัฐมนตรีมหาดไทย" เช่นนี้ อย่าหวังเลยว่า สังคมจะให้โอกาสทายาท "ตระกูลอยู่บำรุง" มีที่ยืนบนเวทีการเมืองอีกต่อไป หากดร.เฉลิม "โชคร้าย" ถูกปรับให้พ้นจากรัฐมนตรีมหาดไทย ที่ดร.เฉลิมไม่มีฐานส.ส.ในพรรคพลังประชาชนเลย รัฐมนตรีคุณภาพต่ำที่จะเร่งบั่นทอน "เรทติ้ง" รัฐบาลชุดนี้ลงไปอย่างรวดเร็วยังมีอีก 2-3 คน อาทิเช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ "สุธา ชันแสง" ที่ไม่เคยอธิบายกับสังคมว่า จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจริงหรือไม่ ล่าสุด "นักข่าวอาสา" (Citizen Reporter) ชื่อ "เสี่ยวไทบ้าน" ใน www.oknation.net/blog/thaibaan เจาะลึกหาหลักฐานการศึกษา และสถานศึกษาของ "ท่านรัฐมนตรี" ที่มีสภาพไม่ต่างจากห้องแถวโทรมๆ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ "จักรภพ เพ็ญแข" ที่ออกอาการคะนองปาก ผิดวิสัย "รัฐมนตรี" ที่ดูแลสื่อภาครัฐและการประชาสัมพันธ์ของรัฐ ออกมาใช้วาจาข่มขู่ขีดเส้นตายจะปลดกรรมการผู้อำนวยการบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) "วสันต์ ภัยหลีกลี้" ที่มี "ความดี" และ "ผลงาน" เป็นเกราะคุ้มครอง ผมเสียดายรัฐมนตรีอย่างน้อย 2-3 คนที่ทำงานหนักในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน แต่สังคมกลับไม่ค่อยมีโอกาสเห็นผลงานผ่านสื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ เพราะไม่สามารถ "แย่งพื้นที่สื่อ" จากรัฐมนตรีประเภท "เก่งแต่ปาก" สร้างข่าวที่ไม่เป็นสาระกับประชาชนเป็นรายวัน ขอยกตัวอย่างมา 2 คน คือ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพาณิชย์ "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ" ที่กำลังมุ่งมั่น จะทำให้ "ชาวนา" ได้ผลประโยชน์มากที่สุดจากราคาข้าวในตลาดโลกที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รองฯ มิ่งขวัญค่อนข้างทำงานโดดเดี่ยว จนน่าห่วงว่ายากจะบรรลุภารกิจนี้ เพราะกล้าหาญชาญชัยต่อกรกับ "ยักษ์ใหญ่ผู้ส่งออกข้าว" กับ "ยักษ์ใหญ่โรงสีข้าว" ที่ทรงอิทธิพลเหนือกระทรวงพาณิชย์มายาวนาน อีกคนคือ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง "นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" ที่เริ่มได้ยินเสียงชมจากภาคการเงินและภาคธุรกิจว่า มอง "หมอเลี้ยบ" ผิด ประเมินต่ำเกินไป อย่างน้อยที่สุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 ชุดใหญ่ ได้คลอดออกมารวดเร็วกว่าคาดหมาย ถ้าหากอยู่ในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แพ็คเกจปลุกเศรษฐกิจครั้งใหญ่ 2 ชุดนี้ จะถูกหยิบไปขยายความ "ใหญ่กว่าความเป็นจริง" ในรายการวิทยุ "นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน" ทุกวันเสาร์ น่าเสียดายเวลา 1 ชั่วโมง ในช่อง 11 รายการโทรทัศน์ "สนทนาประสาสมัคร" ที่ไม่ค่อยใส่ใจกับงานดีๆ ของรัฐมนตรีหลายคน "นายกรัฐมนตรีของเรา" มัวแต่ผลาญเวลาพูดเรื่องตัวเอง แล้วอวดภูมิทำตัวเป็น "พญาน้อยเดินตลาด" ในการทัวร์ต่างประเทศ เรื่องดีๆ ในรัฐบาลยังมีอยู่มากมาย แต่กลับถูก "รัฐมนตรีผีเจาะปาก" พูดรายวันแย่งพื้นที่สื่อไป จนชาวบ้านเริ่มเอือมระอาเหม็นเบื่อแล้ว |
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||