วันอาทิตย์ ที่ 6 เมษายน 2551
"ทุกข์ของนายกฯ" มัวบ่นไปไย ! "ทุกข์ของชาวนา"ใหญ่กว่า ใครสน ?
Posted by
อดิศักดิ์
,
ผู้อ่าน : 981
, 14:53:48 น.
พิมพ์หน้านี้
|
หาก "นายกรัฐมนตรีของเรา" กับ "พลพรรคพลังประชาชน" แสดงความกระตือรือร้นในระดมความคิด-จับมือกันทำงานระหว่างกระทรวงต่างๆ เร่งหาหนทางแปรโอกาสราคาข้าวที่สูงเป็นประวัติการณ์ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่มีประเทศไทย แล้วผ่องถ่ายให้ "ชาวนา" ได้รับมรรคผลไปมากที่สุด 
แสดงออกด้วยความมุ่งมั่นให้สาธารณชนเห็นการบริหารจัดการแปรเปลี่ยน "ทุกข์ของชาวนา" ไม่ให้เป็น "ทุกข์ของแผ่นดิน" อีกต่อไป เพียงแค่ลงแรงเสียเวลาทำเรื่องข้าว "ครึ่งเดียว" ของอาการเร่งรีบ-ร้อนรนในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตราเพื่อหนีความผิดจะถือเป็นคุณูปการของประเทศครั้งใหญ่หลวง หากรัฐบาลทำได้เช่นนี้จะแทบไม่มีความจำเป็นในการทุ่มเงินทองหลายหมื่นล้านบาท ใช้นโยบายประชานิยมแพ็คเกจต่างๆ ที่กำลังเริ่มเฝือใช้ไม่ได้ผลเท่าเดิมอีกแล้ว เพราะชาวบ้านยังเป็นหนี้สินพะรุงพะรังจากนโยบายกระตุ้นการบริโภคในรัฐบาลทักษิณ การอัดฉีดเงินเข้าไปจึงไม่ได้ทำให้เกิดผลผลิตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเพราะชาวบ้านนำไปใช้หนี้เสียมากกว่า ถ้าทำให้ชาวนารวยขึ้นจากการขายข้าวได้ราคาสูงจริงๆ ในปีนี้และปีหน้า "นายกรัฐมนตรีของเรา" จะเร่งแก้รัฐธรรมนูญจะขุดมากี่มาตราจะทำเพื่อตัวเองหรือจะทำเพื่อคนที่เป็น "นายใหญ่-นายหญิง" ก็จะไม่มีใครคัดค้านจนกลายเป็นประเด็นใหญ่บานปลายส่อเค้าวุ่นวาย ถึงขั้นหมอดูออกมาทำนายเชิงวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองว่าจะนองเลือดในเดือนพ.ค. เพราะชาวบ้านนั่นแหละจะชูมือสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญเสียด้วยซ้ำให้รีบๆ แก้ไขไปเถอะ ถ้าการแก้ไขทำให้รัฐบาลพรรคพลังประชาชนอยู่ไปนานๆ ผมจึงค่อนข้างสงสารแกมสมเพช "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่บุญมาวาสนาส่งได้นั่งเป็น "นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย" มาร่วม 2 เดือนแล้ว แต่กลับเป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีใครให้ราคาค่างวด ยังได้ยินผู้คนที่ไม่ศรัทธาพรรคพลังประชาชนมาตั้งแต่ต้นสบถเรียกสมญานามเดิม "ไอ้หมัก" ก็ทำได้แค่นี้ ซึ่งเกิดขึ้นมาจากความไม่เอาไหนในการบริหารประเทศล้วนๆ อย่าไปพ่นน้ำลายโทษสื่อเป็นอันขาด เพราะเรื่องใหญ่ๆ ที่ควรลงมือทำในฐานะ "นายกรัฐมนตรี" กลับไม่เคยแสดงความมุ่งมั่นในการลงมือทำเลย แต่เรื่องปะติ๋วๆ หลายเรื่องที่ "นายกรัฐมนตรี" ไม่จำเป็นต้องลงมือทำหรือเสียเวลาใส่ใจงานจุกจิก กลับเร่งรีบกระโจนลงไปทำเสียเองและบ่นงึมงำตามประสาสมัคร จนออกจะน่ารำคาญมากขึ้นๆ ทุกวัน "นายกรัฐมนตรีของเรา" มัวสาละวนสนุกปากทำแต่เรื่องไม่เข้าท่าเข้าที รังแต่จะสร้างบรรยากาศการทะเลาะเบาะแว้งในสังคม จนบานปลายส่อเค้าเลือดตกยางออกในอีกไม่นาน ด้วยการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ว่าชนะการเลือกตั้งมาแล้วจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ได้ เพื่อให้พรรคตัวเองพ้นผิดโดยไม่คำนึงถึงจริยธรรมของนักการเมืองหรือหลักธรรมาภิบาลการบริหารประเทศ ปัญหาที่ควรทำแต่ไม่เคยอยู่ในความสนใจของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" คือราคาข้าวสูงขึ้นจริง แต่ยังไม่เกิดประโยชน์กับชาวนาอย่างเต็มที่และคำถามที่ควรใส่ใจคือ จะทำอย่างไรให้ราคาข้าวในปีหน้าสูงติดลมบนเช่นนี้ต่อไป ชาวนาในทุกพื้นที่ได้เร่งขยายพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง โดยไม่ได้ระแวดระวังว่าปัญหาน้ำสำหรับพื้นที่ปลูกข้าวที่มากขึ้นอีกเป็นเท่าตัว จะเพียงพอหรือไม่และต้นทุนปลูกข้าวได้สูงขึ้นมาก ในขณะที่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" กลับแสดงทัศนคติแบบดาดๆ ความรู้บ้านๆ แค่หางอึ่งที่ไม่มีใครเถียงหรอกว่าประเทศไทยไม่มีวันเกิดปัญหาข้าวไม่มีจะกิน คนไทยไม่ต้องกลัวหรือรีบไปซื้อข้าวถุงกักตุนไว้ อยากขอร้อง "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่มีเวลาถึง 1 ชั่วโมงทุกเช้าวันอาทิตย์จัดรายการสด "สนทนาประสาสมัคร" ทางช่อง 11 หรือเอ็นบีที ลองเลิกจัดรายการสักสัปดาห์แล้วออกไปเดินย่ำทุ่งนา (ที่น่าจะดีกว่าเดินจ่ายตลาด) สอบถามความต้องการของชาวนาชาวไร่ แสดงบทบาทของผู้นำประเทศตัวจริงที่มุ่งมั่นจะแปรโอกาสของชาวนาไทยในปีนี้ให้เป็น "ปีทองของชาวนา" ตลอดไป

ปีนี้อาจจะเป็นโอกาสเดียวในการพลิกแผ่นดินไทยให้เป็นแผ่นดินทอง แปรเปลี่ยน "ทุกข์ของชาวนา" ไม่ให้เป็น "ทุกข์ของแผ่นดิน" อีกต่อไป แต่หาก "นายกรัฐมนตรีของเรา" ไม่รู้จักใช้โอกาสนี้ มัวแต่ "สนุกปาก" ทำตัวไม่ต่างจาก "ไอ้หมัก" คนเดิมที่ยังมีแนวคิดอนุรักษนิยมขวาจัดไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ ตลอด 30 ปี ถนัดใช้ปากเป็นอาวุธทะเลาะเบาะแว้งอย่างเอาเป็นเอาตายกับผู้คนที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และ 309 "ทุกข์ของชาวนา" จะยังเป็น "ทุกข์ของแผ่นดิน" ที่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" เสียโอกาสทำงานใหญ่ที่สุดของประเทศ เพราะมัวแต่บ่นถึง "ทุกข์ของนายกรัฐมนตรี" อยู่นั่นแหละ ที่เป็นปัญหาแค่ "ความเป็นส่วนตัว" หายไป เมื่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยล้อมหน้าล้อมหลังทำให้การเดินจ่ายตลาดไม่มีความสุข ถ้าห่วงตัวเองบ่นแต่ "ทุกข์ของนายกรัฐมนตรี" เพียงแค่นี้ ยังปรับตัวไม่ได้กับความเป็น "นายกรัฐมนตรีของเรา" และยังชอบจะเป็นแค่นักการเมืองหัวหงอกแก่ๆ ที่ผู้คนจำนวนหนึ่งยังเรียกขานติดปากว่า "ไอ้หมัก" คนเดิมที่ชอบเดินจ่ายตลาดตอนเช้าๆ และเก่งใช้ปากคุยโวแบบนักโต้วาที รู้จักตัวเองไม่มีสามารถแสดงให้พวกเราคนไทยพอจะกล่าวขานได้เต็มปากว่า บ้านเมืองของเรามี "ผู้นำประเทศ" ที่น่าภาคภูมิใจ ควรจะตัดสินใจพิจารณาตัวเองไปให้พ้นๆ จากตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" เสียเถอะ กลับไปเลี้ยง "แมว" ที่บ้านน่าจะมีความสุขในบั้นปลายชีวิตมากกว่า อย่าฝืนความรู้สึกตัวเองแล้วทำหน้าหมูจมูกบานบอกบุญไม่รับ ทนทู่ซี้เป็น "นายกรัฐมนตรีของพวกเรา" อย่างไม่เต็มใจ การตัดสินใจลาออกไปน่าจะเกิดประโยชน์กับประเทศมากกว่าและจะไม่เสียเวลาของทั้งสองฝ่าย "นายกรัฐมนตรีของเรา" ควรจะรู้ว่าเพียงแค่ 3 เดือนแรกของปีนี้ (จะว่าสั่งสอนนายกรัฐมนตรีก็ใช่!) ประเทศไทยส่งออกข้าวไปแล้วถึง 3,243,689 ตัน เฉลี่ยแล้วเกินกว่าเดือนละ 1 ล้านตัน ซึ่งปริมาณการส่งออกเกินกว่าเดือนละ 1 ล้านบาทได้เริ่มมาตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2550 ถ้าหากสถานการณ์การส่งออกยังอยู่ในอัตราสูงเช่นนี้ไปจนถึงสิ้นปี จะทำให้ปริมาณการส่งออกสูงเกินกว่า 12 ล้านตันที่เป็นยอดส่งออกสูงสุดในประวัติศาสตร์และกำลังทำให้ชาวนาแห่กันปลูกข้าวนาปรังกันทั่วทุกภาค ซึ่งหากไม่มีการวางแผนให้ดีจะเกิดสงครามแย่งชิงน้ำและต้นทุนการปลูกข้าวคงจะสูงกว่าเดิมมาก ผมเห็นการทำงานของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีพาณิชย์ "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ" ที่หน้าดำคร่ำเครียดอยู่คนเดียวจนแทบไม่มีวันหยุดพักผ่อน ประกาศความมุ่งมั่นจะแปรราคาข้าวที่สูงสุดนี้ให้เป็นโอกาสทองของชาวนาจริงๆ แต่สังคมกลับไม่เคยเห็นการทำงานเป็น "หัวหน้าทีมเศรษฐกิจทีม 2" ในฐานะ "หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด" หรือ CMO ของรัฐบาล เห็นแต่รัฐมนตรีมิ่งขวัญขยันขันแข็งทำงานงกๆ อยู่กระทรวงเดียวและน่าน้อยใจแทนที่มักถูกปรามาสว่าคิดได้แค่เซลส์แมนนักการตลาดปั่นราคาข้าวที่ไม่ได้มีองค์ความรู้จริงๆ เรื่องวงจรข้าวที่ซับซ้อนกว่าการปั่นราคาข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่รัฐมนตรีว่าการสังกัดพรรคชาติไทย รับผิดชอบดูแลการผลิตข้าวและพืชไร่ของประเทศ แต่กลับไม่เคยเห็นได้เข้าไปร่วมวงระดมสมองกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อใช้องค์ความรู้จากคนเก่งๆ ในกระทรวงเกษตรฯ เข้าไปช่วยให้ความรู้ชาวนาที่กำลังเร่งปลูกข้าวนาปรังและวางแผนปลูกข้าวในฤดูหน้า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่รัฐมนตรีว่าการสังกัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย รับผิดชอบดูแลการจัดสรร "น้ำ" ให้เพียงพอกับการเพาะปลูกข้าวมัวแต่ทำอะไรอยู่บ้าง ยังไม่เคยเห็นอีกเช่นกันในการเข้าไปร่วมคลุกคลีตีโมงกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเมื่อชาวนาตัดสินใจปลูกข้าวนาปรังไปแล้วจะไม่มีปัญหาน้ำ "นายกรัฐมนตรีของเรา" แทบไม่เคยแสดงให้เห็นว่ากำลังตีฆ้องระดมสมองจากทุกกระทรวงทุกพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อช่วยกันแปรโอกาสทองของราคาข้าวในปีนี้ให้เกิดมรรคผลตกอยู่กับชาวนาให้มากที่สุด แม้กระทั่งคนในพรรคพลังประชาชนที่ "นายกรัฐมนตรีของเรา" เป็นหัวหน้าพรรคยังหมดความอดทน โฆษกพรรคออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความไม่เอาอ่าวในการบริหารงานของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่มีดีแต่การใช้ปากเพาะศัตรูไปวันๆ เป็นงานหลัก จึงไม่ค่อยเห็นใครนับหน้าถือตา "นายกรัฐมนตรีของเรา" เมื่อเทียบกับ "อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของเรา" ที่ช่วงนี้น่าจะกำลังเริ่มปฏิบัติการเช็ค "เรทติ้ง" แวะเวียนกลับเข้ามาประเทศไทยและเดินสายสร้างกิจกรรม Political Event Marketing เข้าถึงมวลชนแย่งชิงพื้นที่สื่อเป็นระยะๆ ขอยืมคำพูดของอาจารย์ธีรยุทธ บุญมีเมื่อวานนี้ที่บอกว่า "นายกฯ สมัครไม่ควรรีบ" กระโดดถีบ "ความเห็นของอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน และคุณหมอประเวศ วะสี" เพราะจะนำไปสู่วิกฤติครั้งใหญ่ อาการของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่กระโดดถีบความเห็นของอดีตนายกฯ อานันท์ โดยไม่ใช้ "สติ" ในการไตร่ตรองว่าอดีตนายกฯ อานันท์กับคุณหมอประเวศพูดด้วยเจตนาอันใดในฐานะผู้อาวุโสทางสังคม แทบไม่ต่างจากพฤติกรรมของส.ส.การุณ โหสกุล ที่ได้กระโดดถีบส.ส.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เพียงแค่มีความเห็นไม่ตรงกับตัวเอง ปากของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" กำลังเร่งนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมอย่างรุนแรง ยิ่งดันทุรังประกาศว่าจะเป็น "หัวโจก" ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 237 และ 309 เพื่อให้พรรคพลังประชาชนไม่ต้องถูกยุบพรรคและเอื้อประโยชน์ในคดีของ "อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของเรา" บรรยากาศบ้านเมืองจะยิ่งเข้าใกล้ "กลิ่นคาวเลือด" มากยิ่งขึ้นทุกขณะ เสียดายโอกาสทองเรื่องข้าวที่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่กว่าการเร่งรีบแก้รัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
|