วันอาทิตย์ ที่ 27 เมษายน 2551
เมื่อไร"นายกฯ"จะหุบ"ปาก" เก็บ"หอก"หยุดทิ่มแทงสังคม
Posted by
อดิศักดิ์
,
ผู้อ่าน : 2767
, 13:40:04 น.
พิมพ์หน้านี้
|
แม้ว่าบรรยากาศบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่าน เป็นเพียงการชุมนุมของ "คนรักทักษิณ" กลุ่มเล็กๆ ประมาณ 300-400 คน เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับการสัมมนาวิชาการครั้งที่ 2 ของ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" ในหอประชุมธรรมศาสตร์ที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลพรรคพลังประชาชน แต่การแสดงออกด้วยการตะโกนด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย, การควักอวัยวะเพศออกมาโชว์, การชู "นิ้วกลาง" ที่เป็นสัญลักษณ์ของเพศชายและอาการเมามายของคนกลุ่มเล็กๆ ไม่กี่คนของกลุ่มคนรักทักษิณ ล้วนแต่เป็น "ความรุนแรง" ในการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม ในขณะที่การสัมมนาวิชาการของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้รูปแบบเป็นความพยายามจัดในเชิงวิชาการเพื่อหลีกเลี่ยงการ "ชุมนุม" แต่ต้องยอมรับว่าวิทยากรหลายคนได้ใช้ถ้อยคำ "รุนแรง" ยั่วยุเกินไปกว่าการสัมมนาทางวิชาการโดยทั่วไปเช่นกัน จนทำให้เกิดความไม่สบายใจไปทั่วบ้านทั่วเมืองว่าบ้านเมืองของเราคงไม่แคล้ว วันใดวันหนึ่งอันใกล้จะเกิดการปะทะกันของคน 2 กลุ่มที่มีความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน จนอาจจะเกิดสถานการณ์ "น้ำผึ้งหยดเดียว" กลายเป็นจลาจลนองเลือดได้ไม่ยากนัก 
"นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่เป็นผู้นำประเทศกำลัง "สนุกปาก" จุดเชื้อชนวน ทำให้เกิดบรรยากาศการเผชิญหน้าระหว่างคน 2 กลุ่มที่มีความเห็นคนละขั้ว เวลาที่เสียไปเกือบ 3 เดือนของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ไม่เคยแสดงให้เห็นความพยายามในการสร้างสรรค์บรรยากาศความสมานฉันท์ในสังคม แต่กลับปลุกปั่นด้วยคำพูดหยาบคายและก้าวร้าว จนเกิดบรรยากาศของการแบ่งฝ่ายในสังคมยิ่งกว่ายุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลายเท่า "ปาก" ของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ยังเป็นปากของ "ไอ้หมัก" คนเดิมเมื่อ 32 ปีที่แล้วที่เป็นหนึ่งใน "ปาก" ที่เติมเชื้อไฟความเกลียดชังของผู้คนในสังคมที่มีความเห็นไม่ตรงกัน จนนำไปสู่สถานการณ์ปลุก "ม็อบ" ฆ่า "ม็อบ" ทั้งบริเวณด้านหน้าและในสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงรุ่งอรุณวันที่ 6 ตุลาคม 2519 "นายกรัฐมนตรีของเรา" กำลังใช้ "ปาก" ตอกลิ่มความแตกแยกทางความคิดของผู้คนในสังคมมากขึ้นๆ จนน่าเป็นห่วงว่าด้วยสถานะ "ผู้นำประเทศ" ที่มีอำนาจและใช้สื่อของรัฐได้มากกว่าสถานะ "นักการเมืองหนุ่มแนวคิดขวาจัด" เมื่อ 32 ปีที่แล้ว จะทำให้เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งเลวร้าย จนนำไปสู่เหตุการณ์ที่คนไทยไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกยิ่งกว่าการสังหารหมู่วันที่ 6 ตุลาคม 2519 "นายกรัฐมนตรีของเรา" กำลังเข้าใจผิดไปว่าการอุทิศเวลาแก้ต่างตอบโต้สื่อมวลชนที่วิพากษ์วิจารณ์ "ด้วยตัวเอง" เป็นการทำงานที่ "คุ้มค่า" กว่าการ "ลงมือ" แก้ปัญหาปากท้องจากราคาสินค้าแพงที่เป็นปัญหาหลักของประเทศ ด้วยความเชื่อแบบผิดๆ ว่า "อดีตนายกฯ ทักษิณ" ถูกวิจารณ์กล่าวร้ายเป็นเวลา 7-8 เดือนโดยไม่ตอบโต้ จนทำให้ผู้คนในสังคมเชื่อไปตามนั้นว่า อดีตนายกฯ ทักษิณเป็นคนเลวไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน แต่ขอถามกลับไปว่าแล้วทำไมพรรคพลังประชาชนยังชนะการเลือกตั้ง จนเกือบได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นว่า "มือที่มองไม่เห็น" ไม่มีอยู่จริง จึงไม่สามารถสกัดกั้นไม่ให้พรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ประชาชนไม่ได้ "กินแกลบกินหญ้า" ดังเช่น "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่คิดไปเองว่าสื่อมวลชนด่าอดีตนายกฯ ทักษิณอยู่ข้างเดียว และ "มือที่มองไม่เห็น" บงการอยู่ วิธีคิดเช่นนี้ "เน่าสนิท" เหม็นยิ่งกว่าน้ำเน่าของละครโทรทัศน์และเป็นการเล่นการเมืองแบบเก่าๆ ที่สมควรหมดไปจากประเทศนี้ได้แล้ว ผมคิดว่าน้องๆ นักข่าวภาคสนามที่ทำเนียบรัฐบาล, กระทรวงกลาโหม มีความอดทนสูงมากต่อการถูกดูถูกเหยียดหยาม ด้วยคำพูดหยาบคายจาก "อดีตนายกรัฐมนตรีของเรา" อย่างมาก

"นายกรัฐมนตรีของเรา" ไม่เคยเคารพในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ที่กำลังทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลแทนประชาชน หากเห็นว่าเป็นคำถามที่ไม่อยากตอบหรือยังตอบไม่ได้ ทำไม "นายกรัฐมนตรีของเรา" จะต้องใช้คำหยาบในการตอบคำถามนักข่าว ถามย้อนกลับว่าถามหาหอกอะไร, ไม่ถามจะหนักหัวใคร, คำพูดพ่อขุนมึงกูกับองค์กรระหว่างประเทศ, อุทานปุดโธ่ที่มีน้ำเสียงดูถูกผู้ถามอยู่เป็นประจำ ฯลฯ ถ้าไม่อยากตอบคำถาม ถือเป็นสิทธิของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่ไม่ตอบ แต่นักข่าวหาได้หมดสิทธิในการถามย้ำเซ้าซี้เพื่อพยายามให้ได้คำตอบจาก "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่อาสามาบริหารประเทศแทนประชาชน ยอมรับว่า "นายกรัฐมนตรีของเรา" เป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีเลือดเนื้อและอารมณ์ ย่อมมีสิทธิหัวเสียอารมณ์ไม่ดีกับคำถามที่ไม่อยากตอบ แต่ด้วยสถานะ "นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย" ไม่ควรใช้ "ปาก" ด่าระบายอารมณ์ขุ่นมัวกับการเซ้าซี้ถามคำถามเดิมๆ จากนักข่าว การพ่นน้ำลายด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ และมักหลงลืมกลืนน้ำลายตัวเองที่เพิ่งพ่นออกมาเมื่อวันก่อนอยู่เป็นประจำของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่เป็นผู้นำประเทศ คือการจงใจใช้ความรุนแรงทางวาจา คุกคามการแสดงความคิดเห็นแตกต่างที่ควรจะเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตยที่เคารพในความคิดเห็นแตกต่าง คำพูดด้วยถ้อยคำรุนแรง, หยาบคายและท่าทีก้าวร้าวเช่นนี้ กำลังเพาะเชื้อความเกลียดชังระหว่างคนในชาติให้ขยายตัวเร็วเป็นไฟลามทุ่ง จึงไม่แปลกใจที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทางวาจา และการกระทำถ่อยสถุลบริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นครั้งที่สอง ซึ่งไม่ได้แตกต่างจาก "ปาก" ของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบางคน แม้จะอ้างว่าชุมนุมอย่างสันติตามสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 แต่คำพูดรุนแรงและหยาบคายในหลายๆ ครั้งกำลังเติมเชื้อแรงไฟ "ความเกลียดชัง" กับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเช่นเดียวกัน ลำพังคำพูดของ "นายกรัฐมนตรีของเรา" ที่เต็มไปด้วยคำหยาบคายเป็นระยะๆ และท่าทีก้าวร้าวเกินกว่าจะยอมรับได้อีกแล้ว รัฐมนตรีร่วมคณะคนสำคัญ "ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง" รัฐมนตรีมหาดไทยที่ออกอาการแอคอาร์ต จนสังคมเริ่มมองว่า "กร่าง" เสียเหลือเกิน และมักใช้วาจาท้าทายที่ไม่เหมาะสมกับสถานะ "รัฐมนตรีมหาดไทย" ที่เจ้ากระทรวงในอดีตส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นบุคคลที่สามารถยกมือไหว้ได้อย่างสนิทใจ "ดร.เฉลิม" อย่าทำเป็นไขสือ แสดงท่าทางไม่เคยรับรู้เรื่องการขอกลับเข้ารับราชการของลูกชาย ชาวบ้านจะยิ่งไม่ค่อยเชื่อถือในคำพูดของรัฐมนตรีมหาดไทย รวมทั้งการใช้คำพูดแบบสีข้างเข้าถูเล่นคำพูดกลางสภาผู้แทนราษฎรระหว่าง "การหนีตำรวจ" กับ "การหนีทหาร" ที่รับประกันความชอบธรรมให้กับ "ลูกชาย" ในการ "หนีตำรวจ" ในคดีร้ายแรงฆ่าคนตายโดยเจตนา

คำพูดแก้ตัวเช่นนี้จะกลายเป็น "ตัวอย่างเลวๆ" ที่ "ผู้ต้องหา" ที่เป็นข้าราชการในคดีความอาญาฆ่าคนตายและทุจริตฉ้อโกง จะเลือกการ "หนีตำรวจ" เพื่อตั้งหลักในการสู้คดีแทนการมอบตัวเพื่อพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรม แล้วหาหนทางใช้เส้นสาย, อำนาจการเมืองเข้าไปแทรกแซงกลไกกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากความผิดแล้วขอกลับเข้ารับราชการ นอกจากนี้แล้ว รัฐมนตรีอย่างน้อย 2 คนแล้วที่ขาดคุณสมบัติในการเป็นรัฐมนตรีที่ห้ามตัวเองและภรรยาในการถือหุ้นในบริษัทเอกชนเกินกว่า 5% ในระหว่างการดำรงตำแหน่ง แต่รัฐมนตรีทั้งสองคนเลือกการดื้อดึงไม่ยอมลาออกนั่งทับเก้าอี้รัฐมนตรีด้วยข้ออ้าง "บกพร่องโดยสุจริต" ยังตั้งใจทำงานเพื่อชาติ อ้างไปข้างๆ คูๆ ว่าขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าจะผิดหรือไม่ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญระบุอยู่ทนโท่ว่าคุณสมบัติขัดต่อบทบัญญัติ มิหนำซ้ำพรรคพลังประชาชนที่เป็นแกนนำรัฐบาล ยังสนับสนุนการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญของ 2 รัฐมนตรี และกำลังสนุกกับการร่วมกันชำเรา "รัฐธรรมนูญ" ที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ด้วยการ "สุมหัว" อ้างเสียงข้างมากในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อรักษาเก้าอี้ตัวเองและช่วย "นายใหญ่" พ้นผิดในคดีความต่างๆ โดยไม่นำพาต่อเสียงทักท้วงของสื่อมวลชน, นักวิชาการและผู้อาวุโสในสังคมไทย เรียกร้องให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้อย่ารีบร้อน และอย่ารวบรัดใช้เสียงข้างมากในรัฐสภาแก้ไขตามอำเภอใจ แต่ควรจะจัดตั้ง "สภาร่างรัฐธรรมนูญ" เปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้ามามีส่วนแสดงความคิดเห็น เช่นเดียวกับสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2538 ที่รัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา แสดงจิตใจประชาธิปไตย "ใจกว้าง" ในการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองที่มีคุณหมอประเวศ วะสี เป็นประธาน แล้วไปสู่การจัดตั้งสรรหาสภาร่างรัฐธรรมนูญจากทุกภาคส่วนสังคม โดยฝ่ายการเมืองยอมถอยห่างออกไปเพื่อไม่ให้มีปัญหาการทับซ้อนของผลประโยชน์ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 จึงได้รับการยอมรับมากที่สุดและกลายเป็น "เครื่องมือ" ในการเทียบเคียงและสร้างความชอบธรรมให้กับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ที่ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 เทียบเคียงให้ดีกว่าเดิม และพรรคพลังประชาชนกำลังพยายามอาศัยความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เป็น "หน้าฉาก" แก้ไขเพื่อผลประโยชน์ตัวเองและพวกพ้อง พฤติกรรมดึงดันใช้เสียงข้างมากลากไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองและสนุกกับการใช้ "ปาก" เป็น "หอก" ตอกลิ่มสังคมให้แตกแยกทุกวัน จะยิ่งทำให้ข้ออ้างการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น ในการใช้การตัดสินใจรูปแบบ "ชุมนุม" กลางถนนเพื่อสกัดความ "ถ่อย" ของรัฐบาลชุดนี้ เมื่อคนไทยด้วยกันพูดจาแสดงความคิดเห็นด้วยกันดีๆ แบบคนชาติเดียวกันไม่ได้ "ผู้นำ" กลับเป็นผู้นำแห่งการใช้วาจา "ถ่อยทราม" และคุกคามความคิดเห็นที่แตกต่าง อีกฝ่ายที่ถูกหยามเหยียดและสงสัยในความสุจริตในคำพูดของอีกฝ่ายก็คงหมดความอดทน จำเป็นต้อง "ถ่อย" กลับไป พวกนี้ไม่มีความอดทนแบบนักข่าวภาคสนามที่มีสติและอดทนในการทำหน้าที่ "ถาม" ผู้นำประเทศ สังคมไทยคงจะได้เห็นเลือดไหลนองแผ่นดินอีกครั้งในไม่ช้านี้
|